ตอนที่ 54. กลยุทธ์สงบสยบความเคลื่อนไหว
กองทัพจากแดนไกลตั้งค่ายประชิดกำแพงพระนครแล้วยกทหารออกมาท้ารบกับฝ่ายเมืองหลวงทุกวัน ตีกลองศึก ม้าล่อ โห่ร้องด่าทอฝ่ายเมืองหลวงสักเท่าใด ฝ่ายเมืองหลวงก็ไม่ยอมออกรบ มิหนำซ้ำยังยั่วเย้าด้วยการไปตั้งโต๊ะจัดเลี้ยงบนกำแพงพระนคร ดื่มกินกันเป็นที่สนุกสนาน
บางวันในขณะที่กองทัพจากภาคพายัพตั้งมั่นอยู่ในค่าย ภายในเมืองหลวงก็จัดดนตรีมาเล่น เสียงมโหรีดังสนั่นได้ยินไปถึงค่ายของม้าเท้งและหันซุย การตั้งมั่นประกอบเข้ากับการเลี้ยงโต๊ะบนกำแพงพระนครและการเล่นดนตรีภายในพระนครได้สร้างความโมโหโกรธาให้กับฝ่ายม้าเท้ง หันซุยเป็นยิ่งนัก แต่จะรบก็รบไม่ได้ เพราะฝ่ายเมืองหลวงไม่ยอมรบด้วย ยังคงตั้งมั่นรักษาเชิงเทินค่ายคู หอรบไว้อย่างเหนียวแน่น
อาการเช่นนี้ดูเหมือนว่ามิใช่การรบ แต่แท้จริงนี่คือการรบเพราะการตั้งมั่นในลักษณะนี้เป็นยุทธานุภาพชนิดหนึ่งที่ฝ่ายเมืองหลวงกำลังใช้ทำลายฝ่ายม้าเท้ง หันซุย ให้อ่อนเปลี้ยลงทุกวี่วัน เป็นผลที่เกิดขึ้นจากแผนการอันได้กำหนดไว้เป็นอย่างดีแล้ว เป็นแผนการที่มีผลคือชัยชนะโดยไม่ต้องรบ นี่คือการสะท้อนถึงสภาพที่กุมชัยชนะอย่างแน่แท้ไว้ในมือ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับดิ้นรนเพื่อจะเอาชนะและนั่นคืออาการของฝ่ายที่กำลังจะพ่ายแพ้นั่นเอง
ทั้งสองฝ่ายทำการยุทธ์ต่อกันในลักษณะเช่นนี้จนเวลาผ่านไปสองเดือน กองทัพจากแดนไกลก็ขาดเสบียงลง ทหารอ่อนล้าอิดโรย และเสียขวัญทั้งกองทัพ
ในขณะนั้นข่าวการเคลื่อนไหวของสามมหาดเล็กที่เป็นไส้ศึกให้กับม้าเท้ง หันซุยได้ทราบไปถึงหูของลิฉุยว่าเหตุที่กองทัพยกมาประชิดเมืองหลวงก็เพราะม้าฮู ตง เซียง และเลาเฉียเป็นไส้ศึก ลิฉุยทราบความก็โกรธ สั่งทหารให้จับตัวสามมหาดเล็กพร้อมครอบครัวมาประหาร แล้วตัดศีรษะเสียบไว้บนเชิงเทิน
ฝ่ายม้าเท้งและหันซุยทราบข่าวว่าสามมหาดเล็กซึ่งรับทำการเป็นไส้ศึกในเมืองหลวงถูกประหารเสียแล้วก็สิ้นหนทางที่จะทำการศึกต่อไป เพราะการข้างในก็มืดมิรู้ข่าวคราวของฝ่ายเมืองหลวง การข้างนอกกองทัพจากภาคพายัพก็ขาดเสบียง ดังนั้นม้าเท้งและหันซุยจึงปรึกษากันและเห็นชอบร่วมกันว่าให้ถอยทัพกลับภาคพายัพ โดยแยกขบวนออกเป็นสองกอง คือม้าเท้งคุมกองทัพเมืองเสเหลียง และหันซุยคุมกองทัพเมืองเป๊งจิ๋ว แล้วแยกกันถอยทัพเป็นสองทางกลับเมืองแต่ละเมือง
ปรึกษากันเสร็จแล้ว ครั้นเวลายามสามกองทัพจากภาคพายัพทั้งสองกองก็ถอนทัพเคลื่อนออกจากเขตเมืองหลวงคืนสู่ภาคพายัพ
รุ่งขึ้นลิฉุย กุยกีได้ทราบว่าข้าศึกถอนทัพยกถอยกลับไปตามแผนการความคิดของกาเซี่ยง จึงสั่งให้เตียวเจและหวนเตียวยกทหารไปคนละกองไล่ตามตีกองทัพจากภาคพายัพ โดยเตียวเจไล่ตามตีกองทัพของม้าเท้ง และหวนเตียวไล่ตามตีกองทัพของหันซุย
เตียวเจและหวนเตียวรับคำสั่งแล้วก็ยกทหารออกจากพระนคร ไล่ตามตีกองทัพของม้าเท้งและหันซุยตามคำสั่ง
หวนเตียวยกทหารตามหันซุยมาถึงเขาตันฉอง หันซุยได้ยินเสียงกองทหารไล่ตามมาเห็นธงประจำตัวแม่ทัพว่าหวนเตียวคนบ้านเดียวกัน จึงชักม้ามาด้านหลังทหารพบกับหวนเตียวแล้วจึงกระทำคารวะตามธรรมเนียมแล้วว่า เรายกมาทั้งนี้เพื่อกำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย บัดนี้กองทัพของเราขาดเสบียงจึงต้องถอยทัพกลับ ขอให้ท่านเห็นแก่ไมตรีที่มีมาแต่น้อย ปล่อยเรากลับไปอย่าให้ต้องกระทำศึกต่อกันให้เสียเลือดเนื้อทหารเลย
หวนเตียวคารวะตอบหันซุยแล้วว่าการครั้งนี้เป็นเรื่องของแผ่นดินเป็นการใหญ่ เราจะเห็นแก่หน้าค่าตากันไม่ได้ ท่านจงเตรียมให้พร้อมเถิด เราจะเข้าโจมตีท่าน
หันซุยจึงว่า “เรายกมาทั้งนี้ก็เพราะหวังจะทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถึงท่านจะมิคิดถึงเรา ก็จงคิดถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งครองราชสมบัตินั้นเถิด”
หวนเตียวรู้อยู่กับอกว่ารัฐบาลของลิฉุย กุยกีเป็นรัฐบาลทรราชย์ ข่มเหงฮ่องเต้กดขี่รังแกขุนนางราษฎร ครั้นได้ยินความนี้ ความคิดกตัญญูต่อราชวงศ์ฮั่นก็ประดังขึ้นในอกเห็นคล้อยตามไปกับคำหันซุย มิได้กล่าวตอบประการใดคงยืนม้าเฉยอยู่กับที่เป็นทีปล่อยให้หันซุยยกทหารไปได้
หันซุยเห็นเช่นนั้นจึงสั่งทหารให้เคลื่อนกองทัพรีบเดินทางกลับเมืองเป๊งจิ๋ว ฝ่ายหวนเตียวเมื่อเห็นกองทัพเมืองเป๊งจิ๋วยกกลับไปแล้วก็ตั้งค่ายมั่นลง ณ ที่นั้นเพื่อติดตามสถานการณ์ว่ากองทัพภาคพายัพจะยกกลับไปจริงหรือว่าจะย้อนกลับมาใหม่
ฝ่ายเตียวเจซึ่งยกกองทัพไล่ตามตีกองทัพเมืองเสเหลียงไปทันเข้าจึงเข้ารบพุ่งกันเป็นสามารถ ม้าเฉียวผู้บุตรม้าเท้งได้เข้ารบด้วยเตียวเจ แต่เตียวเจสู้กำลังม้าเฉียวไม่ได้จึงถอยทหารกลับมาและมาสมทบด้วยหวนเตียวตั้งค่ายมั่นรักษาการอยู่ในที่นั้น
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่ากองทัพของเตียวเจยกไล่ตามตีกองทัพเมืองเสเหลียงแต่ไม่ทันกัน จึงยกกลับมาตั้งอยู่กับหวนเตียว
ในขณะที่คอยติดตามสถานการณ์อยู่นั้น หลานของลิฉุยซึ่งมาในกองทัพของหวนเตียวได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่หวนเตียวพบหันซุยแล้วปล่อยให้หันซุยถอยทัพกลับไปโดยไม่โจมตีตามคำสั่งของลิฉุย จึงรีบกลับเข้าเมืองหลวงนำความไปแจ้งให้ลิฉุยทราบ
ลิฉุยทราบความก็โกรธหวนเตียวที่ขัดคำสั่ง ทั้งเกรงว่าในภายหน้าหวนเตียวจะคบคิดกับม้าเท้ง หันซุย ทรยศต่อตัวเอง สิ้นความวางใจที่จะคบหาหวนเตียวอีกต่อไป จึงเรียกกาเซี่ยงมาปรึกษาว่าจะให้ทหารไปจับตัวหวนเตียวมาฆ่าเสีย
กาเซี่ยงจึงว่าในขณะนี้บ้านเมืองยังไม่สงบสันติ หากท่านส่งทหารขึ้นไปจับตัวหวนเตียวเกรงว่าจะเกิดศึกขึ้นภายในเพราะหวนเตียวนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกับเตียวเจ และคุมทหารอยู่นอกพระนคร หากรู้ว่าท่านจะเอาตัวมาฆ่าเสียคงจะไม่ยอมให้จับแต่โดยดี แล้วย่อมคิดดิ้นรนต่อสู้จนเกิดเป็นสงครามขึ้น ความสูญเสียก็จะติดตามมาโดยไม่จำเป็น ทั้งข้าศึกก็อาจยกทัพเข้าเมืองหลวงซ้ำเติมเอาได้เราก็จะเสียทีไป
ลิฉุยจึงปรึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะกำจัดหวนเตียวได้โดยไม่เกิดความเสียหายดังคำท่าน กาเซี่ยงจึงว่าขอให้ท่านมีหนังสือออกไปถึงเตียวเจและหวนเตียวว่าบัดนี้กองทัพม้าเท้ง หันซุย ถอยกลับภาคพายัพแล้ว ไม่จำต้องรอคอยฟังสถานการณ์ต่อไปให้รีบกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ เมื่อเตียวเจ หวนเตียวกลับเข้ามาแล้วก็จะกำจัดเสียได้โดยง่าย
ลิฉุยเห็นด้วยกับแผนการนี้ จึงให้ทหารถือหนังสือไปบอกให้เตียวเจ และหวนเตียวให้ยกกองทัพกลับเมืองหลวงตามคำของกาเซี่ยง สองแม่ทัพรับหนังสือของลิฉุยแล้วมิได้คิดระแวงสงสัยประการใดจึงยกกองทัพกลับเมืองหลวง แล้วเตียวเจ หวนเตียวจึงไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่กองบัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร
ในขณะที่งานเลี้ยงฉลองชัยชนะดำเนินอยู่นั้น ลิฉุยจึงเข้าไปว่ากับหวนเตียวว่าเราให้ท่านยกกองทัพไปตามตีหันซุย แต่ตัวท่านฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งเอาใจออกห่างจากเรา จะคบคิดด้วยหันซุยทำร้ายเราหรือ
หวนเตียวได้ยินคำลิฉุยก็ตกใจ ยังไม่ทันได้ตอบประการใด ทหารก็กรูเข้ามาจับเอาตัวหวนเตียวออกไปจากงานเลี้ยงท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาขุนนางข้าราชการเพราะต่างคนต่างไม่รู้ความนัยมาก่อน ยังไม่ทันหายตกตะลึงทหารก็นำศีรษะของหวนเตียวใส่ถาดเข้ามารายงานแก่ลิฉุย ยิ่งเพิ่มความตกใจกลัวแก่ผู้คนในที่นั้น
ฝ่ายเตียวเจเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็ตกใจกลัวหมอบศีระษะลงกับโต๊ะ ลิฉุยจึงเดินเข้าไปหาเตียวเจประคองให้ลุกขึ้นแล้วว่าการที่หวนเตียวขัดคำสั่งทรยศต่อเรา ปล่อยหันซุยไปนั้น ท่านมิได้เกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย อย่ากังวลใจไปเลย
เสร็จงานเลี้ยงแล้ว ลิฉุยได้ออกคำสั่งให้โอนกองทหารในสังกัดของหวนเตียวให้ไปขึ้นสังกัดกับเตียวเจทั้งสิ้นและให้เตียวเจยกออกไปรักษาเมืองฮองหลงดังแต่ก่อน
การตัดศีรษะคนเอาเข้ามาในงานเลี้ยงของลิฉุยครั้งนี้ทำให้ขุนนางข้าราชการต่างนึกถึงบรรยากาศเมื่อครั้งตั๋งโต๊ะยังมีชีวิตอยู่ว่าบัดนี้บรรยากาศเหล่านั้นกำลังหวนกลับมาปกครองเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงต่างเกรงกลัวลิฉุย กุยกีเป็นอันมาก
กาเซี่ยงเห็นบรรยากาศการเมืองในเมืองหลวงที่ขุนนางข้าราชการต่างเกรงกลัว ลิฉุย กุยกีดังนี้จึงเสนอแผนการปกครองให้ลิฉุย กุยกี พยายามเอาอกเอาใจขุนนางและราษฎร ในส่วนขุนนางข้าราชการก็ให้ปรับยศตำแหน่งและเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ ในส่วนราษฎรก็ลดส่วยสาอากรและเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎรมากขึ้น พระคุณที่ตามมากับพระเดชดั่งนี้จึงทำให้ขุนนางข้าราชการและราษฎรยอมอยู่ในอำนาจของลิฉุย กุยกีทั้งสิ้น
การสังหารหวนเตียวในครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่ควรตั้งความสังเกตเพราะสี่ทหารเอกกลุ่มนี้มีความสนิทสนมกันมาช้านาน ต่อสู้ความยากลำบากมาด้วยกัน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกันและร่วมกันกระทำรัฐประหารด้วยกัน ครั้นได้อำนาจรัฐมาครองแล้วเพียงแค่หวนเตียวปล่อยหันซุยไป เหตุใดจึงต้องถึงกับสังหารกันเอง
จะทำความเข้าใจกันไม่ได้หรือ หรือหากเห็นเป็นความผิดฉกรรจ์จะเอาโทษแต่สถานเบา หรือจะเนรเทศให้ไปอยู่เมืองอื่นไม่ได้หรือ
จะว่าลิฉุยสังหารหวนเตียวเสียเพื่อลดจำนวนหุ้นส่วนแห่งอำนาจให้เหลือน้อยตัวลงแล้วตัวเองจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นก็ไม่เห็นสม เพราะถึงแม้หวนเตียวยังอยู่ ลิฉุยก็ยังคงมีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว ครั้นหวนเตียวตายแล้วก็เห็นได้ว่าลิฉุยมิได้เอาอำนาจของหวนเตียวมาไว้กับตน หากมอบให้แก่เตียวเจซึ่งรู้อยู่ว่าสนิทสนมกับหวนเตียวมากกว่า จึงแสดงว่าลิฉุยนั้นมิได้มุ่งต่อประการนี้
จะว่าลิฉุยเป็นคนหวาดระแวงไม่วางใจคนก็ย่อมไม่ใช่ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นไหนเลยจะคงอำนาจเตียวเจไว้ดังเดิม มิหนำซ้ำยังเพิ่มอำนาจทางทหารให้อีกเล่า
ความข้อนี้มีความเป็นไปได้ว่าอำนาจรัฐทำให้ลิฉุยลืมความหลัง ลืมความเป็นเพื่อน ลืมน้ำมิตรที่ร่วมเสี่ยงตายมาแต่ก่อน ต้องการสำแดงอำนาจสิทธิขาดของตนให้เป็นที่ปรากฏว่าลิฉุยแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่ครองอำนาจสูงสุด คำสั่งคือประกาศิตที่มิอาจฝ่าฝืนได้ ผู้ใดขัดคำสั่งย่อมต้องถือเป็นความผิดและมีโทษประหาร ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทก็ไม่ละเว้น
นี่คือกลวิธีในการสร้างอำนาจและความเป็นผู้นำชนิดหนึ่ง ปมเงื่อนก็คือความต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว โดยตัดกุยกี เตียวเจ และหวนเตียวออกไปให้เหลือฐานะเป็นเพียงผู้ช่วยหรือลูกน้องของต้วเท่านั้น โดยนัยยะนี้ย่อมแสดงว่าบัดนี้ลิฉุยได้ยึดอำนาจรัฐที่ร่วมก่อการโดยสี่ทหารเอกเป็นของตนแต่ผู้เดียวแล้ว
และเมื่อยึดอำนาจนั้นเป็นของตนแต่ผู้เดียวแล้วก็จำเป็นที่จะต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจ และสร้างความยิ่งใหญ่ของตนให้ปรากฏ ความศักดิ์สิทธิ์และความยิ่งใหญ่นั้นคือรากฐานรองรับความเป็นผู้นำสูงสุดของลิฉุยนั่นเอง
การที่กุยกีมิได้ท้วงติงขัดขวาง ในขณะที่เตียวเจยอมรับปฏิบัติตามคำสั่งของ ลิฉุยคือปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนนี้ได้ยอมรับฐานะใหม่ที่เปลี่ยนแปลงฐานะเดิมจากหุ้นส่วนทางการเมืองของลิฉุยมาเป็นลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาของลิฉุยไปแล้ว
หรือว่านี่คือธรรมชาติของอำนาจที่ไม่อาจถือได้โดยคนหลายคน หากต้องถือไว้แต่คนเพียงคนเดียวเท่านั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยหรือการนำรวมหมู่ก็อาจมีฐานะที่แท้จริงเพียงรูปแบบ หรือเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มตัวอำนาจที่แท้จริงที่ยังคงถือและยึดกุมไว้ โดยคนเพียงคนเดียวเท่านั้น
สถานการณ์ในวันนี้สี่ทหารเอกลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะ ซึ่งเดิมทีเป็นหุ้นส่วนแห่งอำนาจทางการเมือง ได้ล้างผลาญกันเองจนเหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้น โดยคนหนึ่งคือลิฉุยเป็นผู้คุมอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียว ในขณะที่กุยกี และเตียวเจ ได้กลายเป็นลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาไปแล้ว
ประวัติศาสตร์แห่งอำนาจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “วโส อิสริยัง โลเก” ซึ่งแปลว่า “อำนาจเป็นใหญ่ในโลก”.
บางวันในขณะที่กองทัพจากภาคพายัพตั้งมั่นอยู่ในค่าย ภายในเมืองหลวงก็จัดดนตรีมาเล่น เสียงมโหรีดังสนั่นได้ยินไปถึงค่ายของม้าเท้งและหันซุย การตั้งมั่นประกอบเข้ากับการเลี้ยงโต๊ะบนกำแพงพระนครและการเล่นดนตรีภายในพระนครได้สร้างความโมโหโกรธาให้กับฝ่ายม้าเท้ง หันซุยเป็นยิ่งนัก แต่จะรบก็รบไม่ได้ เพราะฝ่ายเมืองหลวงไม่ยอมรบด้วย ยังคงตั้งมั่นรักษาเชิงเทินค่ายคู หอรบไว้อย่างเหนียวแน่น
อาการเช่นนี้ดูเหมือนว่ามิใช่การรบ แต่แท้จริงนี่คือการรบเพราะการตั้งมั่นในลักษณะนี้เป็นยุทธานุภาพชนิดหนึ่งที่ฝ่ายเมืองหลวงกำลังใช้ทำลายฝ่ายม้าเท้ง หันซุย ให้อ่อนเปลี้ยลงทุกวี่วัน เป็นผลที่เกิดขึ้นจากแผนการอันได้กำหนดไว้เป็นอย่างดีแล้ว เป็นแผนการที่มีผลคือชัยชนะโดยไม่ต้องรบ นี่คือการสะท้อนถึงสภาพที่กุมชัยชนะอย่างแน่แท้ไว้ในมือ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับดิ้นรนเพื่อจะเอาชนะและนั่นคืออาการของฝ่ายที่กำลังจะพ่ายแพ้นั่นเอง
ทั้งสองฝ่ายทำการยุทธ์ต่อกันในลักษณะเช่นนี้จนเวลาผ่านไปสองเดือน กองทัพจากแดนไกลก็ขาดเสบียงลง ทหารอ่อนล้าอิดโรย และเสียขวัญทั้งกองทัพ
ในขณะนั้นข่าวการเคลื่อนไหวของสามมหาดเล็กที่เป็นไส้ศึกให้กับม้าเท้ง หันซุยได้ทราบไปถึงหูของลิฉุยว่าเหตุที่กองทัพยกมาประชิดเมืองหลวงก็เพราะม้าฮู ตง เซียง และเลาเฉียเป็นไส้ศึก ลิฉุยทราบความก็โกรธ สั่งทหารให้จับตัวสามมหาดเล็กพร้อมครอบครัวมาประหาร แล้วตัดศีรษะเสียบไว้บนเชิงเทิน
ฝ่ายม้าเท้งและหันซุยทราบข่าวว่าสามมหาดเล็กซึ่งรับทำการเป็นไส้ศึกในเมืองหลวงถูกประหารเสียแล้วก็สิ้นหนทางที่จะทำการศึกต่อไป เพราะการข้างในก็มืดมิรู้ข่าวคราวของฝ่ายเมืองหลวง การข้างนอกกองทัพจากภาคพายัพก็ขาดเสบียง ดังนั้นม้าเท้งและหันซุยจึงปรึกษากันและเห็นชอบร่วมกันว่าให้ถอยทัพกลับภาคพายัพ โดยแยกขบวนออกเป็นสองกอง คือม้าเท้งคุมกองทัพเมืองเสเหลียง และหันซุยคุมกองทัพเมืองเป๊งจิ๋ว แล้วแยกกันถอยทัพเป็นสองทางกลับเมืองแต่ละเมือง
ปรึกษากันเสร็จแล้ว ครั้นเวลายามสามกองทัพจากภาคพายัพทั้งสองกองก็ถอนทัพเคลื่อนออกจากเขตเมืองหลวงคืนสู่ภาคพายัพ
รุ่งขึ้นลิฉุย กุยกีได้ทราบว่าข้าศึกถอนทัพยกถอยกลับไปตามแผนการความคิดของกาเซี่ยง จึงสั่งให้เตียวเจและหวนเตียวยกทหารไปคนละกองไล่ตามตีกองทัพจากภาคพายัพ โดยเตียวเจไล่ตามตีกองทัพของม้าเท้ง และหวนเตียวไล่ตามตีกองทัพของหันซุย
เตียวเจและหวนเตียวรับคำสั่งแล้วก็ยกทหารออกจากพระนคร ไล่ตามตีกองทัพของม้าเท้งและหันซุยตามคำสั่ง
หวนเตียวยกทหารตามหันซุยมาถึงเขาตันฉอง หันซุยได้ยินเสียงกองทหารไล่ตามมาเห็นธงประจำตัวแม่ทัพว่าหวนเตียวคนบ้านเดียวกัน จึงชักม้ามาด้านหลังทหารพบกับหวนเตียวแล้วจึงกระทำคารวะตามธรรมเนียมแล้วว่า เรายกมาทั้งนี้เพื่อกำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย บัดนี้กองทัพของเราขาดเสบียงจึงต้องถอยทัพกลับ ขอให้ท่านเห็นแก่ไมตรีที่มีมาแต่น้อย ปล่อยเรากลับไปอย่าให้ต้องกระทำศึกต่อกันให้เสียเลือดเนื้อทหารเลย
หวนเตียวคารวะตอบหันซุยแล้วว่าการครั้งนี้เป็นเรื่องของแผ่นดินเป็นการใหญ่ เราจะเห็นแก่หน้าค่าตากันไม่ได้ ท่านจงเตรียมให้พร้อมเถิด เราจะเข้าโจมตีท่าน
หันซุยจึงว่า “เรายกมาทั้งนี้ก็เพราะหวังจะทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถึงท่านจะมิคิดถึงเรา ก็จงคิดถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งครองราชสมบัตินั้นเถิด”
หวนเตียวรู้อยู่กับอกว่ารัฐบาลของลิฉุย กุยกีเป็นรัฐบาลทรราชย์ ข่มเหงฮ่องเต้กดขี่รังแกขุนนางราษฎร ครั้นได้ยินความนี้ ความคิดกตัญญูต่อราชวงศ์ฮั่นก็ประดังขึ้นในอกเห็นคล้อยตามไปกับคำหันซุย มิได้กล่าวตอบประการใดคงยืนม้าเฉยอยู่กับที่เป็นทีปล่อยให้หันซุยยกทหารไปได้
หันซุยเห็นเช่นนั้นจึงสั่งทหารให้เคลื่อนกองทัพรีบเดินทางกลับเมืองเป๊งจิ๋ว ฝ่ายหวนเตียวเมื่อเห็นกองทัพเมืองเป๊งจิ๋วยกกลับไปแล้วก็ตั้งค่ายมั่นลง ณ ที่นั้นเพื่อติดตามสถานการณ์ว่ากองทัพภาคพายัพจะยกกลับไปจริงหรือว่าจะย้อนกลับมาใหม่
ฝ่ายเตียวเจซึ่งยกกองทัพไล่ตามตีกองทัพเมืองเสเหลียงไปทันเข้าจึงเข้ารบพุ่งกันเป็นสามารถ ม้าเฉียวผู้บุตรม้าเท้งได้เข้ารบด้วยเตียวเจ แต่เตียวเจสู้กำลังม้าเฉียวไม่ได้จึงถอยทหารกลับมาและมาสมทบด้วยหวนเตียวตั้งค่ายมั่นรักษาการอยู่ในที่นั้น
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่ากองทัพของเตียวเจยกไล่ตามตีกองทัพเมืองเสเหลียงแต่ไม่ทันกัน จึงยกกลับมาตั้งอยู่กับหวนเตียว
ในขณะที่คอยติดตามสถานการณ์อยู่นั้น หลานของลิฉุยซึ่งมาในกองทัพของหวนเตียวได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่หวนเตียวพบหันซุยแล้วปล่อยให้หันซุยถอยทัพกลับไปโดยไม่โจมตีตามคำสั่งของลิฉุย จึงรีบกลับเข้าเมืองหลวงนำความไปแจ้งให้ลิฉุยทราบ
ลิฉุยทราบความก็โกรธหวนเตียวที่ขัดคำสั่ง ทั้งเกรงว่าในภายหน้าหวนเตียวจะคบคิดกับม้าเท้ง หันซุย ทรยศต่อตัวเอง สิ้นความวางใจที่จะคบหาหวนเตียวอีกต่อไป จึงเรียกกาเซี่ยงมาปรึกษาว่าจะให้ทหารไปจับตัวหวนเตียวมาฆ่าเสีย
กาเซี่ยงจึงว่าในขณะนี้บ้านเมืองยังไม่สงบสันติ หากท่านส่งทหารขึ้นไปจับตัวหวนเตียวเกรงว่าจะเกิดศึกขึ้นภายในเพราะหวนเตียวนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกับเตียวเจ และคุมทหารอยู่นอกพระนคร หากรู้ว่าท่านจะเอาตัวมาฆ่าเสียคงจะไม่ยอมให้จับแต่โดยดี แล้วย่อมคิดดิ้นรนต่อสู้จนเกิดเป็นสงครามขึ้น ความสูญเสียก็จะติดตามมาโดยไม่จำเป็น ทั้งข้าศึกก็อาจยกทัพเข้าเมืองหลวงซ้ำเติมเอาได้เราก็จะเสียทีไป
ลิฉุยจึงปรึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะกำจัดหวนเตียวได้โดยไม่เกิดความเสียหายดังคำท่าน กาเซี่ยงจึงว่าขอให้ท่านมีหนังสือออกไปถึงเตียวเจและหวนเตียวว่าบัดนี้กองทัพม้าเท้ง หันซุย ถอยกลับภาคพายัพแล้ว ไม่จำต้องรอคอยฟังสถานการณ์ต่อไปให้รีบกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ เมื่อเตียวเจ หวนเตียวกลับเข้ามาแล้วก็จะกำจัดเสียได้โดยง่าย
ลิฉุยเห็นด้วยกับแผนการนี้ จึงให้ทหารถือหนังสือไปบอกให้เตียวเจ และหวนเตียวให้ยกกองทัพกลับเมืองหลวงตามคำของกาเซี่ยง สองแม่ทัพรับหนังสือของลิฉุยแล้วมิได้คิดระแวงสงสัยประการใดจึงยกกองทัพกลับเมืองหลวง แล้วเตียวเจ หวนเตียวจึงไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่กองบัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร
ในขณะที่งานเลี้ยงฉลองชัยชนะดำเนินอยู่นั้น ลิฉุยจึงเข้าไปว่ากับหวนเตียวว่าเราให้ท่านยกกองทัพไปตามตีหันซุย แต่ตัวท่านฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งเอาใจออกห่างจากเรา จะคบคิดด้วยหันซุยทำร้ายเราหรือ
หวนเตียวได้ยินคำลิฉุยก็ตกใจ ยังไม่ทันได้ตอบประการใด ทหารก็กรูเข้ามาจับเอาตัวหวนเตียวออกไปจากงานเลี้ยงท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาขุนนางข้าราชการเพราะต่างคนต่างไม่รู้ความนัยมาก่อน ยังไม่ทันหายตกตะลึงทหารก็นำศีรษะของหวนเตียวใส่ถาดเข้ามารายงานแก่ลิฉุย ยิ่งเพิ่มความตกใจกลัวแก่ผู้คนในที่นั้น
ฝ่ายเตียวเจเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็ตกใจกลัวหมอบศีระษะลงกับโต๊ะ ลิฉุยจึงเดินเข้าไปหาเตียวเจประคองให้ลุกขึ้นแล้วว่าการที่หวนเตียวขัดคำสั่งทรยศต่อเรา ปล่อยหันซุยไปนั้น ท่านมิได้เกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย อย่ากังวลใจไปเลย
เสร็จงานเลี้ยงแล้ว ลิฉุยได้ออกคำสั่งให้โอนกองทหารในสังกัดของหวนเตียวให้ไปขึ้นสังกัดกับเตียวเจทั้งสิ้นและให้เตียวเจยกออกไปรักษาเมืองฮองหลงดังแต่ก่อน
การตัดศีรษะคนเอาเข้ามาในงานเลี้ยงของลิฉุยครั้งนี้ทำให้ขุนนางข้าราชการต่างนึกถึงบรรยากาศเมื่อครั้งตั๋งโต๊ะยังมีชีวิตอยู่ว่าบัดนี้บรรยากาศเหล่านั้นกำลังหวนกลับมาปกครองเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงต่างเกรงกลัวลิฉุย กุยกีเป็นอันมาก
กาเซี่ยงเห็นบรรยากาศการเมืองในเมืองหลวงที่ขุนนางข้าราชการต่างเกรงกลัว ลิฉุย กุยกีดังนี้จึงเสนอแผนการปกครองให้ลิฉุย กุยกี พยายามเอาอกเอาใจขุนนางและราษฎร ในส่วนขุนนางข้าราชการก็ให้ปรับยศตำแหน่งและเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ ในส่วนราษฎรก็ลดส่วยสาอากรและเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎรมากขึ้น พระคุณที่ตามมากับพระเดชดั่งนี้จึงทำให้ขุนนางข้าราชการและราษฎรยอมอยู่ในอำนาจของลิฉุย กุยกีทั้งสิ้น
การสังหารหวนเตียวในครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่ควรตั้งความสังเกตเพราะสี่ทหารเอกกลุ่มนี้มีความสนิทสนมกันมาช้านาน ต่อสู้ความยากลำบากมาด้วยกัน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกันและร่วมกันกระทำรัฐประหารด้วยกัน ครั้นได้อำนาจรัฐมาครองแล้วเพียงแค่หวนเตียวปล่อยหันซุยไป เหตุใดจึงต้องถึงกับสังหารกันเอง
จะทำความเข้าใจกันไม่ได้หรือ หรือหากเห็นเป็นความผิดฉกรรจ์จะเอาโทษแต่สถานเบา หรือจะเนรเทศให้ไปอยู่เมืองอื่นไม่ได้หรือ
จะว่าลิฉุยสังหารหวนเตียวเสียเพื่อลดจำนวนหุ้นส่วนแห่งอำนาจให้เหลือน้อยตัวลงแล้วตัวเองจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นก็ไม่เห็นสม เพราะถึงแม้หวนเตียวยังอยู่ ลิฉุยก็ยังคงมีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว ครั้นหวนเตียวตายแล้วก็เห็นได้ว่าลิฉุยมิได้เอาอำนาจของหวนเตียวมาไว้กับตน หากมอบให้แก่เตียวเจซึ่งรู้อยู่ว่าสนิทสนมกับหวนเตียวมากกว่า จึงแสดงว่าลิฉุยนั้นมิได้มุ่งต่อประการนี้
จะว่าลิฉุยเป็นคนหวาดระแวงไม่วางใจคนก็ย่อมไม่ใช่ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นไหนเลยจะคงอำนาจเตียวเจไว้ดังเดิม มิหนำซ้ำยังเพิ่มอำนาจทางทหารให้อีกเล่า
ความข้อนี้มีความเป็นไปได้ว่าอำนาจรัฐทำให้ลิฉุยลืมความหลัง ลืมความเป็นเพื่อน ลืมน้ำมิตรที่ร่วมเสี่ยงตายมาแต่ก่อน ต้องการสำแดงอำนาจสิทธิขาดของตนให้เป็นที่ปรากฏว่าลิฉุยแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่ครองอำนาจสูงสุด คำสั่งคือประกาศิตที่มิอาจฝ่าฝืนได้ ผู้ใดขัดคำสั่งย่อมต้องถือเป็นความผิดและมีโทษประหาร ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทก็ไม่ละเว้น
นี่คือกลวิธีในการสร้างอำนาจและความเป็นผู้นำชนิดหนึ่ง ปมเงื่อนก็คือความต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว โดยตัดกุยกี เตียวเจ และหวนเตียวออกไปให้เหลือฐานะเป็นเพียงผู้ช่วยหรือลูกน้องของต้วเท่านั้น โดยนัยยะนี้ย่อมแสดงว่าบัดนี้ลิฉุยได้ยึดอำนาจรัฐที่ร่วมก่อการโดยสี่ทหารเอกเป็นของตนแต่ผู้เดียวแล้ว
และเมื่อยึดอำนาจนั้นเป็นของตนแต่ผู้เดียวแล้วก็จำเป็นที่จะต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจ และสร้างความยิ่งใหญ่ของตนให้ปรากฏ ความศักดิ์สิทธิ์และความยิ่งใหญ่นั้นคือรากฐานรองรับความเป็นผู้นำสูงสุดของลิฉุยนั่นเอง
การที่กุยกีมิได้ท้วงติงขัดขวาง ในขณะที่เตียวเจยอมรับปฏิบัติตามคำสั่งของ ลิฉุยคือปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนนี้ได้ยอมรับฐานะใหม่ที่เปลี่ยนแปลงฐานะเดิมจากหุ้นส่วนทางการเมืองของลิฉุยมาเป็นลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาของลิฉุยไปแล้ว
หรือว่านี่คือธรรมชาติของอำนาจที่ไม่อาจถือได้โดยคนหลายคน หากต้องถือไว้แต่คนเพียงคนเดียวเท่านั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยหรือการนำรวมหมู่ก็อาจมีฐานะที่แท้จริงเพียงรูปแบบ หรือเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มตัวอำนาจที่แท้จริงที่ยังคงถือและยึดกุมไว้ โดยคนเพียงคนเดียวเท่านั้น
สถานการณ์ในวันนี้สี่ทหารเอกลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะ ซึ่งเดิมทีเป็นหุ้นส่วนแห่งอำนาจทางการเมือง ได้ล้างผลาญกันเองจนเหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้น โดยคนหนึ่งคือลิฉุยเป็นผู้คุมอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียว ในขณะที่กุยกี และเตียวเจ ได้กลายเป็นลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาไปแล้ว
ประวัติศาสตร์แห่งอำนาจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “วโส อิสริยัง โลเก” ซึ่งแปลว่า “อำนาจเป็นใหญ่ในโลก”.