ตอนที่ 53. อาถรรพ์แห่งเลขศาสตร์
ความยิ่งใหญ่ของรถทรงทศกัณฐ์ตามพระราชนิพนธ์นั้นสุดจะพรรณนานัก เห็นได้ว่ายากที่จะแต่งต่อให้กลมกลืนกับความยิ่งใหญ่ตามที่ได้ทรงเริ่มไว้ แต่ในที่สุดสุนทรภู่เอกรัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้ต่อกลอนพระราชนิพนธ์ต่อไปว่า
“นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อานนท์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุทธาวาทไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาเคลื่อนจตุรงค์ตรงมา”
ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทอดพระเนตรบทกลอนที่สุนทรภู่แต่งต่อจากที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของรถทรงต้องด้วยพระราชประสงค์ก็ทรงพอพระทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ได้พ้นโทษ
ใครที่เคยอ่านหรือคุ้นกับหนังสือรามเกียรติ์และสังเกตเกี่ยวกับบทพรรณนาว่าด้วยความยิ่งใหญ่ใด ๆ แล้วคงจะเห็นต้องพ้องกันว่าบทกลอนตอนที่ว่านี้ได้แสดงความยิ่งใหญ่อย่างมหัศจรรย์ ชนิดที่ไม่เคยมีกวีท่านใดเคยแต่งในทำนองนี้ไว้ก่อนเลย
ครั้งหนึ่งอาจารย์สอนภาษาไทยได้ให้ศิษย์แต่ละคนเสนอบทกลอนที่มีลักษณะสัมผัสที่เป็นพิเศษยิ่งกว่าบทกลอนทั่วไป ต่างคนต่างได้เสนอบทกลอนที่เห็นว่าต้องกับความประสงค์ของอาจารย์ ในครั้งนั้นผมได้รับคำชมเชยว่ามีความเข้าใจภาษาไทยได้ดีมาก เนื่องจากผมได้เสนอบทกลอนบทหนึ่งจากวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี เป็นตอนที่พระอภัยมณีเป่าปี่สะกดทัพ ซึ่งได้แสดงให้เห็นความพลิกพลิ้วพิสดารของภาษาไทยที่มีสัมผัสรับส่งที่ลึกซึ้งงดงามสละสลวยยิ่งกว่าภาษาใด ๆ ในโลก
บทกลอนตอนนี้มีความว่า
“วิเวกหวีดกรีดเสียงสำเนียงสนั่น คนขยั้นยืนขึงตะลึงหลง
ให้หวิววาบซาบทรวงต่างง่วงงง ลืมณรงค์รบสู้เงี่ยหูฟัง
พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง คนข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย”
อาจารย์ได้สอบถามลองภูมิว่าเสียงปี่จะเป็นถ้อยคำได้อย่างไร เพราะเสียงปี่ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน คือมีแต่เสียงสูง เสียงกลาง และเสียงต่ำ หรือครึ่งเสียง จะเป็นเนื้อความไปได้อย่างไร
แต่เผอิญผมเคยอ่านหนังสือเรื่องไซฮั่นซึ่งเป็นวรรณคดีจีนเกี่ยวกับเหตุการณ์ ช่วงหลังเวลาการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นเรื่องที่พระเจ้าเล่าปังทำศึกสงครามมีชัยชนะต่อพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้วสถาปนาราชวงศ์ฮั่นที่ยาวนานกว่าสี่ร้อยปีของประวัติศาสตร์จีน
ในการศึกครั้งนั้นเป็นศึกครั้งสุดท้ายหลังจากที่พระเจ้าเล่าปังพ่ายแพ้แก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องมาก่อนหน้าถึงเจ็ดครั้ง ต้องถอยเข้าไปตั้งหลักอยู่ในเมืองเสฉวน ครั้นพระเจ้าเล่าปังได้ยอดขุนพลบู๊บุ๋นคู่บารมี คือได้ฮั่นสินมาเป็นแม่ทัพบัญชาการทหาร ได้เตียวเหลียงมาเป็นกุนซือแล้ว ในการรบครั้งสุดท้ายนี้พระเจ้าเล่าปังตีกองทัพพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแตกพ่ายและถอยไปติดอยู่ริมแม่น้ำในท่ามกลางฤดูหนาว
คืนวันหนึ่งเตียวเหลียงได้เป่าปี่เป็นทำนองเพลงฌ้อเมืองทำให้ทหารของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องคิดถึงบ้านแล้วหนีทัพไปเป็นอันมาก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องสำคัญผิดคิดว่าการที่กองทัพของพระเจ้าเล่าปังบรรเลงเพลงปี่ด้วยทำนองเพลงของเมืองฌ้อเป็นเพราะทหารฌ้อแปรพักตร์ไปเข้าด้วยจึงเสียพระทัยและเชือดพระศอพระองค์เองสิ้นพระชนม์ ณ ริมแม่น้ำนั้น
เพลงปี่ของพระอภัยมณีได้พรรณนาเนื้อความเป็นอย่างเดียวกันกับเพลงปี่ของเตียวเหลียง ผมจึงรายงานอาจารย์ว่ากรณีเป็นเรื่องที่สุนทรภู่ได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีเรื่องไซฮั่นของจีน ซึ่งเปรียบเทียบทำนองเพลงปี่เป็นเนื้อความเช่นนั้น ซึ่งทำให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นพอใจเป็นอันมาก
ความจริงภาษาไทยของเราเป็นภาษาเก่าแก่ดั้งเดิม เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาแต่อดีต มีวัฒนธรรม อารยธรรมและภาษาที่สูงส่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นแต่ว่าคนไทยเราไปหลงใหลในวัฒนธรรมของฝรั่งและกลัวฝรั่ง เพราะพวกนักเรียนไทยหัวนอกแต่เป็นพวกนอกคอก ไปติดยึดเคลิบเคลิ้มไปกับวัฒนธรรมของฝรั่งว่าเป็นเลิศในโลก เหนือกว่าวัฒนธรรมประเพณีของชาติตน จึงไม่ยกย่องเชิดชูความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตัวเอง กลับหลงใหลนับถือภาษา วัฒนธรรม อารยธรรมของต่างชาติมาเป็นสรณะใหม่ จึงทำให้เกิดความผิดเพี้ยนในสังคมไทยดังที่เห็น ๆ กันอยู่
ความรับรู้ที่ได้รับถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาลึกซึ้ง กว้างไกล และตรึงใจ แม้ถึงวันนี้ผมก็ยังระลึกได้และทรงจำหมายได้ถึงสิ่งที่ครูได้อบรมสั่งสอนมากกว่าที่จดจำได้จากการเรียนในที่อื่น ๆ นี่แล้วคือแก้วมณีของความเป็นครูที่ประสิทธิ์ประสาธน์ให้อยู่คู่กายศิษย์ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ผมใช้เวลาทบทวนและเร่งรัดในวิชาการทั้งหลายได้โดยง่าย และพร้อมเต็มที่ที่จะเข้าสู่สนามสอบ ครั้นเวลาสอบจริงมาถึงผมจึงเข้าสู่สนามสอบอย่างสบาย ๆ และด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถสอบผ่านได้อย่างแน่นอน
ผมสอบเสร็จแล้วรีบกลับไปบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนบุพการีและผู้มีพระคุณทั้งหลายเหมือนที่เคยปฏิบัติมา แต่ลงไปบ้านคราวนี้ไปได้ไม่นานนักเพราะยังคงต้องเตรียมตัวสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นหลังจากไปเยี่ยมบ้านได้เพียงสิบกว่าวันพอเป็นที่คลายความระลึกถึงบุพการี ผู้มีพระคุณ และมิตรสหายแล้ว จึงต้องรีบเดินทางกลับมากรุงเทพฯ
ผมรีบไปซื้อหนังสือแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยมีการสอบมาแต่ก่อนหลายเล่มแล้วรีบลงมือค้นคว้าศึกษา โดยอาศัยประสบการณ์และแนวทางที่เคยสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นหลัก เพราะมีความเชื่อเหมือนเดิมว่าการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยถึงจะออกข้อสอบอย่างไรก็จะต้องซ้ำกับข้อสอบเก่า ๆ บ้าง และหากซ้ำเช่นนั้นก็จะไม่หนักแรงเท่าใดนัก
ผมดูแนวข้อสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกือบจะถึงสิบรอบ เพราะแต่ละวันผมไม่ทำการงานใด ๆ ตั้งหน้ามุ่งมั่นให้แก่การเตรียมตัวสอบ ดูไปแล้วคล้ายๆ กับนักมวยที่ฝึกซ้อมจนพร้อมที่จะขึ้นเวทีทุกเมื่อนั่นเอง
ต่อมาเมื่อทราบผลการสอบชั้น มศ.5 ว่าสอบผ่านแล้ว พอถึงกำหนดวัน สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็ไปสมัครสอบตามกำหนด
ในขณะนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งสอบแข่งขันไม่พร้อมกัน ผมสมัครสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกคณะนิติศาสตร์เพียงลำดับเดียว แต่เผื่อเหลือเผื่อขาดจึงไปสมัครสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ด้วย แล้วเลือกคณะบัญชีเพียงคณะเดียวเหมือนกัน เพราะใจนั้นคิดเสี่ยงบุญวาสนาว่าสืบไปเมื่อหน้าจะมีอาชีพนักกฎหมายหรืออาชีพนักบัญชีก็สุดแต่ฟ้าดินจะกำหนดให้เป็นไป
ผมเข้าสนามสอบทั้งสองมหาวิทยาลัยอย่างสบาย ๆ โดยทำข้อสอบเสร็จและเดินออกจากห้องสอบแทบจะก่อนใคร
ในช่วงนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศผลสอบก่อนตามมาด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผมไปดูผลสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อน ปรากฏว่าผมสอบได้ในลำดับที่ 98 ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะเป็นเลขเดียวกันกับบ้านเลขที่ของบ้านที่แม่ได้ซื้อไว้
ความมหัศจรรย์ของตัวเลขนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย จนกลายเป็นศาสตร์พยากรณ์อย่างหนึ่งไปแล้ว และไม่เพียงแต่จะใช้พยากรณ์โชคชะตาเท่านั้น ยังพยากรณ์เหตุการณ์เฉพาะหน้าและลุกลามไปถึงการให้เลขใบ้หวย ซึ่งเป็นที่นิยมกันหนักหนาในยุคปัจจุบัน ถึงขนาดทำเลขใบ้หวยใส่ซองขายกันแล้ว
เมื่อครั้งที่เหมาเจ๋อตงยึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ เป็นอันเสร็จสิ้นสงครามปลดแอกทางภาคเหนือของจีน เหลือแต่การตีพรรคก๊กมินตั๋งให้ตกทะเลนั้น เหมาเจ๋อตงได้ตั้งหน่วยงานองครักษ์ผู้นำขึ้นมาหน่วยหนึ่งชื่อว่ากรมทหารองครักษ์พิทักษ์กรมการเมือง มีชื่อรหัสของหน่วยว่า 8341 ซึ่งในขณะที่ตั้งรหัสหน่วยทหารองครักษ์หน่วยนี้ไม่มีใครรู้เหตุผลหรือที่มาว่าทำไมเหมาเจ๋อตงจึงให้รหัสหน่วยทหารองครักษ์หน่วยนี้เช่นนั้น
ครั้นเหมาเจ๋อตงถึงแก่อนิจกรรมในเดือนกันยายน ปี 2519 คนจีนจึงได้ร้องอ๋อด้วยความประหลาดใจในสติปัญญาหยั่งรู้การณ์ข้างหน้าของเหมาเจ๋อตงที่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำผิดวิสัยปุถุชน
เพราะในขณะที่เหมาเจ๋อตงถึงแก่อนิจกรรมนั้นมีอายุครบ 83 ปี และถ้านับแต่เวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สถาปนาอำนาจการนำของเหมาเจ๋อตงในการประชุมที่จุนยี่ถึงวันที่ถึงแก่อนิจกรรมก็จะเป็นระยะเวลาที่เหมาเจ๋อตงอยู่ในอำนาจการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนรวม 41 ปี
ตัวเลข 8341 จึงเป็นตัวเลขอายุขัยของเหมาเจ๋อตงและตัวเลขเวลาการอยู่ในอำนาจการนำพรรคคอมมิวนิสต์จีน กองทัพปลดแอกประชาชนจีน และรัฐบาลจีนของเหมาเจ๋อตงด้วย นี่ก็ต้องนับว่าเป็นความมหัศจรรย์ของตัวเลขที่แทบคาดคิดไม่ถึงทีเดียว
สรรพสิ่งย่อมมีที่มา แม่น้ำย่อมมีต้นน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น แต่สิ่งซึ่งผู้คนไม่ค่อยทราบก็คือแม้ว่าเหมาเจ๋อตงจะเป็นนักลัทธิมาร์คเลนินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ถือทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ แต่นั่นก็เป็นเพียงด้านหนึ่งที่ผู้คนทั่วไปรู้เห็น แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งยังลึกลับอยู่ก็คือเหมาเจ๋อตงเองมีความรู้ในคัมภีร์อี้จิงซึ่งเป็นศาสตร์ลี้ลับของจีนโบราณที่สืบทอดกันมานับพันปีชนิดหาตัวจับยาก เป็นความรู้แขนงเดียวกันกับที่ขงเบ้งได้ศึกษาเล่าเรียนดังที่ปรากฏการใช้วิชาความรู้ของขงเบ้งในวรรณคดีเรื่องสามก๊ก
เมื่อผมทราบผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมความประสงค์แล้วใจก็ไม่อยากที่จะไปดูผลสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีก แต่พอพระมหาวิสุทธิ์ทราบความท่านก็บอกว่าถึงแม้ว่าใจจริงต้องการจะเรียนกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อไหน ๆ ก็ได้ไปสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วก็ควรจะไปดูผลการสอบว่าเป็นอย่างไร
พระมหาวิสุทธิ์เปรียบเทียบให้ฟังว่าชาวนาปลูกข้าวแต่เผอิญฝนแล้ง ข้าวกล้าในนาไม่ออกรวง ไม่หวังผลที่จะได้ข้าวอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้นชาวนาก็ยังพยายามไปดูไร่นาของตนเพื่อหาหนทางแก้ไขหรือศึกษาจุดอ่อนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต เราเป็นนักเรียนก็ควรจะไปดูผลการสอบซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในภายหน้า
ผมได้ฟังคำแนะนำดังนั้นก็รับคำ จึงไปดูผลสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ปรากฏว่าสอบเข้าได้คณะบัญชี ผมก็มีความยินดี แต่ในเมื่อใจตั้งมั่นแล้วว่าจะเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นแม้จะรู้ผลสอบว่าสอบได้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกที่หนึ่ง ก็มิได้วอกแวกหรือเปลี่ยนความคิดเป็นอย่างอื่น
ครั้นถึงกำหนดวันมอบตัวเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผมก็ประสบปัญหาอีก เพราะมีระเบียบว่าต้องมีข้าราชการชั้นเอกและผู้ที่มีความเชื่อถือไปรับรองและเป็นผู้ปกครอง ซึ่งผมเองถึงแม้จะมีญาติห่าง ๆ บ้างแต่ไม่อยากจะไปรบกวนเพราะได้เห็นฤทธิ์เมื่อครั้งเข้ามากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ แล้ว
สำหรับผู้ปกครองนั้นพระมหาวิสุทธิ์ยินดีที่จะไปแสดงตนเป็นผู้ปกครอง จึงหมดปัญหาไปเปราะหนึ่ง คงเหลือแต่ผู้รับรองซึ่งต้องมีตำแหน่งเป็นข้าราชการชั้นเอก ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการตำแหน่งสูงในขณะนั้น ผมจึงปรึกษากับพระมหาวิสุทธิ์ว่าพอจะแนะนำท่านใดให้เป็นผู้รับรองได้บ้าง
พระมหาวิสุทธิ์บอกว่าครูกริ้วซึ่งเคยเป็นครูโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ และบัดนี้รับราชการเป็นผู้พิพากษา มีฐานะทางราชการเป็นข้าราชการชั้นเอก อาจจะขอร้องครูกริ้วให้ไปเป็นผู้รับรองได้ ผมก็มีความยินดี แต่พอเอาเข้าจริงปรากฏว่าครูกริ้วได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอยู่ที่ต่างจังหวัด จึงไม่สามารถมาให้การรับรองได้
เวลามอบตัวก็ใกล้เข้ามาเต็มที ผมไม่รู้ที่จะคิดถึงใคร ใจก็คำนึงไปถึงครูบุญยังอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ที่ให้ความเมตตากรุณากับผมตลอดมา และคิดว่าครูบุญยังเป็นคนที่รักศิษย์เป็นชีวิตจิตใจ และมีความภูมิใจถ้าหากศิษย์คนใดได้รับเกียรติหรือมีความก้าวหน้า ดังที่ครูบุญยังได้นำเกียรติคุณของศิษย์เก่ามาประกาศหรือเล่าให้นักเรียนฟังหน้าเสาธงแทบทุกตอนเช้า จึงคิดว่าถ้าหากผมไปขอร้องให้ช่วยเป็นผู้รับรอง ท่านอาจารย์ใหญ่คงจะมีน้ำใจเมตตาเหมือนดังเคย
เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นผมจึงเดินทางไปโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ ขอเข้าพบครูใหญ่แล้วเล่าความทุกข์ร้อนให้ฟัง ท่านอาจารย์บุญยังได้ฟังความแล้วก็หัวเราะและว่าเรื่องแต่เพียงเท่านี้จะทุกข์ร้อนไปทำไมกัน ชีวิตของครูไม่ได้เกิดมาเพื่อความร่ำรวยหรือความเป็นครู แต่เกิดมาเพื่อเป็นที่พึ่งพาให้กับศิษย์ แล้วถามว่าจะให้ครูไปรับรองให้ในวันไหน
ผมนัดหมายกับครูบุญยังแล้วกราบเรียนท่านว่าในภายภาคหน้าผมจะพยายามทำตัวเป็นคนดี ตั้งหน้าตั้งตาเรียน จะไม่ทำความเสียหายใด ๆ ให้เสื่อมเสียมาถึงครูเป็นอันขาด
ครูใหญ่ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี สีหน้าชื่นบาน ปากก็ว่าสาธุ แล้วบอกว่าการที่ศิษย์เป็นคนดีและมีความสำเร็จก้าวหน้าในชีวิตคือสิ่งที่ครูปรารถนา ผมจึงถือโอกาสกราบลาอาจารย์ใหญ่พร้อมกับกราบเรียนยืนยันว่าผมจะมาพบท่านอาจารย์ใหญ่ตามวันเวลานัดหมาย
ผมกลับไปถึงวัดระฆังแล้ว ได้กราบเรียนความซึ่งได้ไปขอร้องครูบุญยังให้พระมหาวิสุทธิ์ทราบ ท่านก็ดีใจ แล้วสรรเสริญว่าอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์นี้มีน้ำใจประเสริฐนัก นับได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลและมีฐานะเป็นครูแท้ ดังนั้นในวันนัดจะต้องให้เกียรติและให้ความเคารพครูบุญยังในฐานะอันประเสริฐนั้น
พระมหาวิสุทธิ์บอกว่าแม้ท่านจะเป็นพระ มีเพศอันสูงกว่าคฤหัสถ์ ควรที่ผมจะไปรับครูบุญยังก่อน แล้วมารับท่านไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อประจักษ์ว่าครูบุญยังเป็นครูแท้ เป็นปูชนียบุคคล และดำรงตนอยู่ในธรรมเช่นนี้ สมควรที่พระมหาวิสุทธิ์จะไปรับครูบุญยังเสียเอง
ครั้นถึงวันนัด พระมหาวิสุทธิ์ครองไตรจีวรเรียบร้อยตั้งแต่เช้า แล้วชวนผมเดินทางออกจากวัด ตรงไปที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์
ผมเดินนำทางพระมหาวิสุทธิ์ขึ้นไปพบกับครูบุญยังที่ห้องครูใหญ่ แล้วกราบเรียนให้ครูใหญ่รู้จักว่าพระมหาวิสุทธิ์เป็นพระผู้ปกครองที่ผมอาศัยอยู่ที่วัดระฆัง ได้ยินกิตติศัพท์ของครูใหญ่แล้วมีความเลื่อมใส จึงเดินทางมาที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์เพื่อรับครูใหญ่ไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกัน
ครูบุญยังยกมือขึ้นไหว้พระมหาวิสุทธิ์ตามธรรมเนียมและมีท่าทียินดี พร้อมกับกล่าวว่าในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ ท่านมีความยินดีและนับถือพระมหาวิสุทธิ์ที่อบรมสั่งสอนศิษย์วัดได้ดี จึงพลอยให้โรงเรียนได้รับชื่อเสียงด้วย.
“นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อานนท์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุทธาวาทไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาเคลื่อนจตุรงค์ตรงมา”
ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทอดพระเนตรบทกลอนที่สุนทรภู่แต่งต่อจากที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของรถทรงต้องด้วยพระราชประสงค์ก็ทรงพอพระทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ได้พ้นโทษ
ใครที่เคยอ่านหรือคุ้นกับหนังสือรามเกียรติ์และสังเกตเกี่ยวกับบทพรรณนาว่าด้วยความยิ่งใหญ่ใด ๆ แล้วคงจะเห็นต้องพ้องกันว่าบทกลอนตอนที่ว่านี้ได้แสดงความยิ่งใหญ่อย่างมหัศจรรย์ ชนิดที่ไม่เคยมีกวีท่านใดเคยแต่งในทำนองนี้ไว้ก่อนเลย
ครั้งหนึ่งอาจารย์สอนภาษาไทยได้ให้ศิษย์แต่ละคนเสนอบทกลอนที่มีลักษณะสัมผัสที่เป็นพิเศษยิ่งกว่าบทกลอนทั่วไป ต่างคนต่างได้เสนอบทกลอนที่เห็นว่าต้องกับความประสงค์ของอาจารย์ ในครั้งนั้นผมได้รับคำชมเชยว่ามีความเข้าใจภาษาไทยได้ดีมาก เนื่องจากผมได้เสนอบทกลอนบทหนึ่งจากวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี เป็นตอนที่พระอภัยมณีเป่าปี่สะกดทัพ ซึ่งได้แสดงให้เห็นความพลิกพลิ้วพิสดารของภาษาไทยที่มีสัมผัสรับส่งที่ลึกซึ้งงดงามสละสลวยยิ่งกว่าภาษาใด ๆ ในโลก
บทกลอนตอนนี้มีความว่า
“วิเวกหวีดกรีดเสียงสำเนียงสนั่น คนขยั้นยืนขึงตะลึงหลง
ให้หวิววาบซาบทรวงต่างง่วงงง ลืมณรงค์รบสู้เงี่ยหูฟัง
พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง คนข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย”
อาจารย์ได้สอบถามลองภูมิว่าเสียงปี่จะเป็นถ้อยคำได้อย่างไร เพราะเสียงปี่ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน คือมีแต่เสียงสูง เสียงกลาง และเสียงต่ำ หรือครึ่งเสียง จะเป็นเนื้อความไปได้อย่างไร
แต่เผอิญผมเคยอ่านหนังสือเรื่องไซฮั่นซึ่งเป็นวรรณคดีจีนเกี่ยวกับเหตุการณ์ ช่วงหลังเวลาการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นเรื่องที่พระเจ้าเล่าปังทำศึกสงครามมีชัยชนะต่อพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้วสถาปนาราชวงศ์ฮั่นที่ยาวนานกว่าสี่ร้อยปีของประวัติศาสตร์จีน
ในการศึกครั้งนั้นเป็นศึกครั้งสุดท้ายหลังจากที่พระเจ้าเล่าปังพ่ายแพ้แก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องมาก่อนหน้าถึงเจ็ดครั้ง ต้องถอยเข้าไปตั้งหลักอยู่ในเมืองเสฉวน ครั้นพระเจ้าเล่าปังได้ยอดขุนพลบู๊บุ๋นคู่บารมี คือได้ฮั่นสินมาเป็นแม่ทัพบัญชาการทหาร ได้เตียวเหลียงมาเป็นกุนซือแล้ว ในการรบครั้งสุดท้ายนี้พระเจ้าเล่าปังตีกองทัพพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแตกพ่ายและถอยไปติดอยู่ริมแม่น้ำในท่ามกลางฤดูหนาว
คืนวันหนึ่งเตียวเหลียงได้เป่าปี่เป็นทำนองเพลงฌ้อเมืองทำให้ทหารของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องคิดถึงบ้านแล้วหนีทัพไปเป็นอันมาก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องสำคัญผิดคิดว่าการที่กองทัพของพระเจ้าเล่าปังบรรเลงเพลงปี่ด้วยทำนองเพลงของเมืองฌ้อเป็นเพราะทหารฌ้อแปรพักตร์ไปเข้าด้วยจึงเสียพระทัยและเชือดพระศอพระองค์เองสิ้นพระชนม์ ณ ริมแม่น้ำนั้น
เพลงปี่ของพระอภัยมณีได้พรรณนาเนื้อความเป็นอย่างเดียวกันกับเพลงปี่ของเตียวเหลียง ผมจึงรายงานอาจารย์ว่ากรณีเป็นเรื่องที่สุนทรภู่ได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีเรื่องไซฮั่นของจีน ซึ่งเปรียบเทียบทำนองเพลงปี่เป็นเนื้อความเช่นนั้น ซึ่งทำให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นพอใจเป็นอันมาก
ความจริงภาษาไทยของเราเป็นภาษาเก่าแก่ดั้งเดิม เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาแต่อดีต มีวัฒนธรรม อารยธรรมและภาษาที่สูงส่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นแต่ว่าคนไทยเราไปหลงใหลในวัฒนธรรมของฝรั่งและกลัวฝรั่ง เพราะพวกนักเรียนไทยหัวนอกแต่เป็นพวกนอกคอก ไปติดยึดเคลิบเคลิ้มไปกับวัฒนธรรมของฝรั่งว่าเป็นเลิศในโลก เหนือกว่าวัฒนธรรมประเพณีของชาติตน จึงไม่ยกย่องเชิดชูความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตัวเอง กลับหลงใหลนับถือภาษา วัฒนธรรม อารยธรรมของต่างชาติมาเป็นสรณะใหม่ จึงทำให้เกิดความผิดเพี้ยนในสังคมไทยดังที่เห็น ๆ กันอยู่
ความรับรู้ที่ได้รับถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาลึกซึ้ง กว้างไกล และตรึงใจ แม้ถึงวันนี้ผมก็ยังระลึกได้และทรงจำหมายได้ถึงสิ่งที่ครูได้อบรมสั่งสอนมากกว่าที่จดจำได้จากการเรียนในที่อื่น ๆ นี่แล้วคือแก้วมณีของความเป็นครูที่ประสิทธิ์ประสาธน์ให้อยู่คู่กายศิษย์ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ผมใช้เวลาทบทวนและเร่งรัดในวิชาการทั้งหลายได้โดยง่าย และพร้อมเต็มที่ที่จะเข้าสู่สนามสอบ ครั้นเวลาสอบจริงมาถึงผมจึงเข้าสู่สนามสอบอย่างสบาย ๆ และด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถสอบผ่านได้อย่างแน่นอน
ผมสอบเสร็จแล้วรีบกลับไปบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนบุพการีและผู้มีพระคุณทั้งหลายเหมือนที่เคยปฏิบัติมา แต่ลงไปบ้านคราวนี้ไปได้ไม่นานนักเพราะยังคงต้องเตรียมตัวสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นหลังจากไปเยี่ยมบ้านได้เพียงสิบกว่าวันพอเป็นที่คลายความระลึกถึงบุพการี ผู้มีพระคุณ และมิตรสหายแล้ว จึงต้องรีบเดินทางกลับมากรุงเทพฯ
ผมรีบไปซื้อหนังสือแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยมีการสอบมาแต่ก่อนหลายเล่มแล้วรีบลงมือค้นคว้าศึกษา โดยอาศัยประสบการณ์และแนวทางที่เคยสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นหลัก เพราะมีความเชื่อเหมือนเดิมว่าการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยถึงจะออกข้อสอบอย่างไรก็จะต้องซ้ำกับข้อสอบเก่า ๆ บ้าง และหากซ้ำเช่นนั้นก็จะไม่หนักแรงเท่าใดนัก
ผมดูแนวข้อสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกือบจะถึงสิบรอบ เพราะแต่ละวันผมไม่ทำการงานใด ๆ ตั้งหน้ามุ่งมั่นให้แก่การเตรียมตัวสอบ ดูไปแล้วคล้ายๆ กับนักมวยที่ฝึกซ้อมจนพร้อมที่จะขึ้นเวทีทุกเมื่อนั่นเอง
ต่อมาเมื่อทราบผลการสอบชั้น มศ.5 ว่าสอบผ่านแล้ว พอถึงกำหนดวัน สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็ไปสมัครสอบตามกำหนด
ในขณะนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งสอบแข่งขันไม่พร้อมกัน ผมสมัครสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกคณะนิติศาสตร์เพียงลำดับเดียว แต่เผื่อเหลือเผื่อขาดจึงไปสมัครสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ด้วย แล้วเลือกคณะบัญชีเพียงคณะเดียวเหมือนกัน เพราะใจนั้นคิดเสี่ยงบุญวาสนาว่าสืบไปเมื่อหน้าจะมีอาชีพนักกฎหมายหรืออาชีพนักบัญชีก็สุดแต่ฟ้าดินจะกำหนดให้เป็นไป
ผมเข้าสนามสอบทั้งสองมหาวิทยาลัยอย่างสบาย ๆ โดยทำข้อสอบเสร็จและเดินออกจากห้องสอบแทบจะก่อนใคร
ในช่วงนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศผลสอบก่อนตามมาด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผมไปดูผลสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อน ปรากฏว่าผมสอบได้ในลำดับที่ 98 ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะเป็นเลขเดียวกันกับบ้านเลขที่ของบ้านที่แม่ได้ซื้อไว้
ความมหัศจรรย์ของตัวเลขนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย จนกลายเป็นศาสตร์พยากรณ์อย่างหนึ่งไปแล้ว และไม่เพียงแต่จะใช้พยากรณ์โชคชะตาเท่านั้น ยังพยากรณ์เหตุการณ์เฉพาะหน้าและลุกลามไปถึงการให้เลขใบ้หวย ซึ่งเป็นที่นิยมกันหนักหนาในยุคปัจจุบัน ถึงขนาดทำเลขใบ้หวยใส่ซองขายกันแล้ว
เมื่อครั้งที่เหมาเจ๋อตงยึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ เป็นอันเสร็จสิ้นสงครามปลดแอกทางภาคเหนือของจีน เหลือแต่การตีพรรคก๊กมินตั๋งให้ตกทะเลนั้น เหมาเจ๋อตงได้ตั้งหน่วยงานองครักษ์ผู้นำขึ้นมาหน่วยหนึ่งชื่อว่ากรมทหารองครักษ์พิทักษ์กรมการเมือง มีชื่อรหัสของหน่วยว่า 8341 ซึ่งในขณะที่ตั้งรหัสหน่วยทหารองครักษ์หน่วยนี้ไม่มีใครรู้เหตุผลหรือที่มาว่าทำไมเหมาเจ๋อตงจึงให้รหัสหน่วยทหารองครักษ์หน่วยนี้เช่นนั้น
ครั้นเหมาเจ๋อตงถึงแก่อนิจกรรมในเดือนกันยายน ปี 2519 คนจีนจึงได้ร้องอ๋อด้วยความประหลาดใจในสติปัญญาหยั่งรู้การณ์ข้างหน้าของเหมาเจ๋อตงที่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำผิดวิสัยปุถุชน
เพราะในขณะที่เหมาเจ๋อตงถึงแก่อนิจกรรมนั้นมีอายุครบ 83 ปี และถ้านับแต่เวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สถาปนาอำนาจการนำของเหมาเจ๋อตงในการประชุมที่จุนยี่ถึงวันที่ถึงแก่อนิจกรรมก็จะเป็นระยะเวลาที่เหมาเจ๋อตงอยู่ในอำนาจการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนรวม 41 ปี
ตัวเลข 8341 จึงเป็นตัวเลขอายุขัยของเหมาเจ๋อตงและตัวเลขเวลาการอยู่ในอำนาจการนำพรรคคอมมิวนิสต์จีน กองทัพปลดแอกประชาชนจีน และรัฐบาลจีนของเหมาเจ๋อตงด้วย นี่ก็ต้องนับว่าเป็นความมหัศจรรย์ของตัวเลขที่แทบคาดคิดไม่ถึงทีเดียว
สรรพสิ่งย่อมมีที่มา แม่น้ำย่อมมีต้นน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น แต่สิ่งซึ่งผู้คนไม่ค่อยทราบก็คือแม้ว่าเหมาเจ๋อตงจะเป็นนักลัทธิมาร์คเลนินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ถือทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ แต่นั่นก็เป็นเพียงด้านหนึ่งที่ผู้คนทั่วไปรู้เห็น แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งยังลึกลับอยู่ก็คือเหมาเจ๋อตงเองมีความรู้ในคัมภีร์อี้จิงซึ่งเป็นศาสตร์ลี้ลับของจีนโบราณที่สืบทอดกันมานับพันปีชนิดหาตัวจับยาก เป็นความรู้แขนงเดียวกันกับที่ขงเบ้งได้ศึกษาเล่าเรียนดังที่ปรากฏการใช้วิชาความรู้ของขงเบ้งในวรรณคดีเรื่องสามก๊ก
เมื่อผมทราบผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมความประสงค์แล้วใจก็ไม่อยากที่จะไปดูผลสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีก แต่พอพระมหาวิสุทธิ์ทราบความท่านก็บอกว่าถึงแม้ว่าใจจริงต้องการจะเรียนกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อไหน ๆ ก็ได้ไปสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วก็ควรจะไปดูผลการสอบว่าเป็นอย่างไร
พระมหาวิสุทธิ์เปรียบเทียบให้ฟังว่าชาวนาปลูกข้าวแต่เผอิญฝนแล้ง ข้าวกล้าในนาไม่ออกรวง ไม่หวังผลที่จะได้ข้าวอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้นชาวนาก็ยังพยายามไปดูไร่นาของตนเพื่อหาหนทางแก้ไขหรือศึกษาจุดอ่อนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต เราเป็นนักเรียนก็ควรจะไปดูผลการสอบซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในภายหน้า
ผมได้ฟังคำแนะนำดังนั้นก็รับคำ จึงไปดูผลสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ปรากฏว่าสอบเข้าได้คณะบัญชี ผมก็มีความยินดี แต่ในเมื่อใจตั้งมั่นแล้วว่าจะเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นแม้จะรู้ผลสอบว่าสอบได้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกที่หนึ่ง ก็มิได้วอกแวกหรือเปลี่ยนความคิดเป็นอย่างอื่น
ครั้นถึงกำหนดวันมอบตัวเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผมก็ประสบปัญหาอีก เพราะมีระเบียบว่าต้องมีข้าราชการชั้นเอกและผู้ที่มีความเชื่อถือไปรับรองและเป็นผู้ปกครอง ซึ่งผมเองถึงแม้จะมีญาติห่าง ๆ บ้างแต่ไม่อยากจะไปรบกวนเพราะได้เห็นฤทธิ์เมื่อครั้งเข้ามากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ แล้ว
สำหรับผู้ปกครองนั้นพระมหาวิสุทธิ์ยินดีที่จะไปแสดงตนเป็นผู้ปกครอง จึงหมดปัญหาไปเปราะหนึ่ง คงเหลือแต่ผู้รับรองซึ่งต้องมีตำแหน่งเป็นข้าราชการชั้นเอก ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการตำแหน่งสูงในขณะนั้น ผมจึงปรึกษากับพระมหาวิสุทธิ์ว่าพอจะแนะนำท่านใดให้เป็นผู้รับรองได้บ้าง
พระมหาวิสุทธิ์บอกว่าครูกริ้วซึ่งเคยเป็นครูโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ และบัดนี้รับราชการเป็นผู้พิพากษา มีฐานะทางราชการเป็นข้าราชการชั้นเอก อาจจะขอร้องครูกริ้วให้ไปเป็นผู้รับรองได้ ผมก็มีความยินดี แต่พอเอาเข้าจริงปรากฏว่าครูกริ้วได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอยู่ที่ต่างจังหวัด จึงไม่สามารถมาให้การรับรองได้
เวลามอบตัวก็ใกล้เข้ามาเต็มที ผมไม่รู้ที่จะคิดถึงใคร ใจก็คำนึงไปถึงครูบุญยังอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ที่ให้ความเมตตากรุณากับผมตลอดมา และคิดว่าครูบุญยังเป็นคนที่รักศิษย์เป็นชีวิตจิตใจ และมีความภูมิใจถ้าหากศิษย์คนใดได้รับเกียรติหรือมีความก้าวหน้า ดังที่ครูบุญยังได้นำเกียรติคุณของศิษย์เก่ามาประกาศหรือเล่าให้นักเรียนฟังหน้าเสาธงแทบทุกตอนเช้า จึงคิดว่าถ้าหากผมไปขอร้องให้ช่วยเป็นผู้รับรอง ท่านอาจารย์ใหญ่คงจะมีน้ำใจเมตตาเหมือนดังเคย
เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นผมจึงเดินทางไปโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ ขอเข้าพบครูใหญ่แล้วเล่าความทุกข์ร้อนให้ฟัง ท่านอาจารย์บุญยังได้ฟังความแล้วก็หัวเราะและว่าเรื่องแต่เพียงเท่านี้จะทุกข์ร้อนไปทำไมกัน ชีวิตของครูไม่ได้เกิดมาเพื่อความร่ำรวยหรือความเป็นครู แต่เกิดมาเพื่อเป็นที่พึ่งพาให้กับศิษย์ แล้วถามว่าจะให้ครูไปรับรองให้ในวันไหน
ผมนัดหมายกับครูบุญยังแล้วกราบเรียนท่านว่าในภายภาคหน้าผมจะพยายามทำตัวเป็นคนดี ตั้งหน้าตั้งตาเรียน จะไม่ทำความเสียหายใด ๆ ให้เสื่อมเสียมาถึงครูเป็นอันขาด
ครูใหญ่ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี สีหน้าชื่นบาน ปากก็ว่าสาธุ แล้วบอกว่าการที่ศิษย์เป็นคนดีและมีความสำเร็จก้าวหน้าในชีวิตคือสิ่งที่ครูปรารถนา ผมจึงถือโอกาสกราบลาอาจารย์ใหญ่พร้อมกับกราบเรียนยืนยันว่าผมจะมาพบท่านอาจารย์ใหญ่ตามวันเวลานัดหมาย
ผมกลับไปถึงวัดระฆังแล้ว ได้กราบเรียนความซึ่งได้ไปขอร้องครูบุญยังให้พระมหาวิสุทธิ์ทราบ ท่านก็ดีใจ แล้วสรรเสริญว่าอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์นี้มีน้ำใจประเสริฐนัก นับได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลและมีฐานะเป็นครูแท้ ดังนั้นในวันนัดจะต้องให้เกียรติและให้ความเคารพครูบุญยังในฐานะอันประเสริฐนั้น
พระมหาวิสุทธิ์บอกว่าแม้ท่านจะเป็นพระ มีเพศอันสูงกว่าคฤหัสถ์ ควรที่ผมจะไปรับครูบุญยังก่อน แล้วมารับท่านไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อประจักษ์ว่าครูบุญยังเป็นครูแท้ เป็นปูชนียบุคคล และดำรงตนอยู่ในธรรมเช่นนี้ สมควรที่พระมหาวิสุทธิ์จะไปรับครูบุญยังเสียเอง
ครั้นถึงวันนัด พระมหาวิสุทธิ์ครองไตรจีวรเรียบร้อยตั้งแต่เช้า แล้วชวนผมเดินทางออกจากวัด ตรงไปที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์
ผมเดินนำทางพระมหาวิสุทธิ์ขึ้นไปพบกับครูบุญยังที่ห้องครูใหญ่ แล้วกราบเรียนให้ครูใหญ่รู้จักว่าพระมหาวิสุทธิ์เป็นพระผู้ปกครองที่ผมอาศัยอยู่ที่วัดระฆัง ได้ยินกิตติศัพท์ของครูใหญ่แล้วมีความเลื่อมใส จึงเดินทางมาที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์เพื่อรับครูใหญ่ไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกัน
ครูบุญยังยกมือขึ้นไหว้พระมหาวิสุทธิ์ตามธรรมเนียมและมีท่าทียินดี พร้อมกับกล่าวว่าในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ ท่านมีความยินดีและนับถือพระมหาวิสุทธิ์ที่อบรมสั่งสอนศิษย์วัดได้ดี จึงพลอยให้โรงเรียนได้รับชื่อเสียงด้วย.