ตอนที่ 52. สมเด็จโตรักษาโรคด้วยอัมพาต
การมากรุงเทพฯของแม่เที่ยวนั้นเป็นการเดินทางขึ้นมาเยี่ยมและดูแลความเป็นอยู่ของลูก ตลอดจนขอบคุณพระสงฆ์องค์เจ้าที่มีบุญคุณในการให้ที่อยู่อาศัยแก่ลูก และถือโอกาสไปนมัสการพระสงฆ์ตลอดจนศาสนสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ทั้งมีผลพลอยได้ให้ได้มีโอกาสซื้อบ้านและที่ดินโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน
การขึ้นมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ทำให้แม่ต้องตกใจและเศร้าใจเพราะปรากฏว่าคุณป้าบุญช่วยลูกสะใภ้ของคุณย่าละม้ายได้ป่วยด้วยโรคอัมพาตมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซีกซ้ายของลำตัวทั้งแขนขาเคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับที่ หมอบอกว่าเป็นโรคนี้แล้วยากที่จะรักษาให้หายได้
แม่มาเยี่ยมผมที่วัดระฆัง ผมจึงตามไปส่งแม่ที่บ้านของคุณย่าละม้าย แม่พาไปกราบคุณป้าบุญช่วยซึ่งป่วยนอนอยู่กับที่ ผมก็เข้าไปกราบตามคำแม่ ในขณะที่ผมกราบนั้นเห็นแม่บีบเคล้นนวดตามขาและมือให้กับคุณป้า ผมก็รู้สึกเวทนาในพยาธิที่บังเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวผมไม่มีความรู้สึกผูกพันฉันท์ญาติแต่ประการใดเพราะผมห่างจากความเป็นญาติ ความรู้สึกผูกพันฉันท์ญาตินั้นคงมีอยู่เฉพาะตัวของแม่เนื่องจากมีความสนิทสนมกันมาแต่ก่อน
ผมเห็นคุณป้าบุญช่วยอยู่ในทุกขเวทนา และเห็นสีหน้าแม่เต็มไปด้วยความเศร้า น้ำใจก็สลดลง ในพลันนั้นผมเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ขนลุกซู่ซ่า เป็นแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ไปขออาศัยอยู่วัดระฆัง รู้สึกว่ามีพลังมหัศจรรย์บังเกิดขึ้นในตัว ผมมีความรู้สึกว่าฝ่ามือทั้งสองข้างใหญ่เท่าใบตาล มีน้ำหนักมาก มีพลังที่กรุ่นประดังอยู่ในมือทั้งสองข้าง
ในพลันนั้นใจผมก็โน้มรำลึกไปถึงเจ้าประคุณสมเด็จ มือขวาได้ยกขึ้นมาแตะที่พระสมเด็จองค์ที่ลุงต๋อมให้โดยที่ไม่รู้สึกตัว และแว่บความรู้สึกนั้นเองก็บังเกิดความคิดขึ้นว่าจะต้องรักษาคุณป้าบุญช่วยให้หาย ซึ่งถึงวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มั่นใจว่ามีเหตุมาแต่บารมีของเจ้าประคุณสมเด็จบันดาลให้เป็นไป
ผมกล่าวขึ้นคล้าย ๆ กับมีสิ่งลี้ลับมาบังคับให้พูดว่าให้ไปหาน้ำมันมะพร้าวมา ผมจะรักษาให้หาย ทำให้แม่ คุณย่าละม้าย และลูกหลานในที่นั้นตกตะลึง แต่คงเห็นท่าทางของผมเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้ ดังนั้นคุณย่าละม้ายซึ่งเป็นคนโบราณมีความเชื่อในเรื่องสิ่งลี้ลับอยู่แล้วจึงทำตาม โดยคุณย่าละม้ายได้สั่งให้คนในบ้านไปซื้อน้ำมันมะพร้าวจากร้านค้าในย่านนั้น ในระหว่างนั้นผมได้นวดเฟ้นให้คุณป้าบุญช่วยด้วยความรู้สึกว่ามีพลังลี้ลับในฝ่ามือทั้งสองแล่นไหลไปยังคุณป้าบุญช่วยอย่างไม่ขาดสาย
ตัวผมเมื่อน้อยช่วงที่ยังอยู่กับก๋งนั้นเคยได้รู้เห็นและร่ำเรียนเกี่ยวกับการนวดแบบโบราณ เนื่องจากก๋งมีหมอนวดประจำตัวอยู่คนหนึ่งเป็นลูกครึ่งจีน ตาบอดทั้งสองข้าง มีชื่อว่าเซ่งเลี่ยน หมอเซ่งเลี่ยนมานวดก๋งเป็นประจำ พอหมอเซ่งเลี่ยนมานวดก๋งผมก็ไปนอนหรือนั่งพูดคุยกับหมอ และไต่ถามเรื่องราวไปตามประสา
หมอเซ่งเลี่ยนแม้จะพิการตาบอดแต่ได้ร่ำเรียนในเรื่องเวทย์มนต์คาถา โดยเฉพาะวิชาเกี่ยวกับการนวดทั้งจากฝ่ายจีนและฝ่ายไทยโบราณ และมีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตามิได้รังเกียจว่าผมเป็นเด็ก เมื่อผมพูดจาสอบถามประการใดหมอเซ่งเลี่ยนก็พูดจาอธิบายให้ฟังทุกประการ ประหนึ่งว่าผมเป็นผู้ใหญ่ฉะนั้น
ครั้นรู้จักมักคุ้นบ่อยครั้งเข้าก็มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเหมือนญาติ ผมคิดว่าผมมีอายุมากขึ้นทุกวัน ก็คงจะปวดเมื่อยบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นหากได้เรียนวิชานวดไว้บ้างก็จะเป็นประโยชน์แก่ตัวและยังใช้ประโยชน์ในการช่วยนวดเฟ้นให้กับก๋งอีกด้วย จึงได้ขอเรียนวิชาการนวดและวิชาการทำน้ำมันมนต์สำหรับการนวดจากหมอเซ่งเลี่ยน
แม้ว่าผมยังเป็นเด็ก แต่เพราะความสนิทสนมคุ้นเคยประหนึ่งญาติ ทั้งยังมีความสนใจใฝ่ในวิชา หมอเซ่งเลี่ยนก็ให้ความเมตตาสอนวิธีนวดวิธีเฟ้นเป็นลำดับไป คือทุกครั้งที่มานวดก๋งเสร็จแล้ว ก็จะสอนให้ผมนวดคราวละท่าเป็นลำดับไป ตอนหลังก็ได้สอนมนต์บทพระคาถาคลายเส้นเอ็นซึ่งเป็นบทคาถาเสกน้ำมันมนต์ประจำตัว จึงทำให้ผมมีความรู้เรื่องการนวดแผนโบราณและการทำน้ำมันมนต์จากหมอเซ่งเลี่ยนด้วยประการฉะนี้
ในยามนั้นผมได้นวดเฟ้นคุณป้าบุญช่วยตามหลักวิชาที่ได้เล่าเรียนศึกษามาจากหมอเซ่งเลี่ยน
คุณป้าบุญช่วยก็คงจะสงสัยว่าไฉนเด็กน้อยที่ไม่เคยอยู่ในสายตาสนใจมาแต่ก่อนกลับเอาใจใส่ดูแลรักษาท่าน แต่คงจะเห็นอาการที่ผิดปกติไป คุณป้าบุญช่วยซึ่งคุ้นเคยอยู่ในพระศาสนาเหมือนกับคุณย่าละม้ายก็ได้พริ้มตาลงรับการรักษาโดยดุษณี ซึ่งผมคาดว่าคุณป้าบุญช่วยเองคงจะสัมผัสได้ถึงความลี้ลับและความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ครู่หนึ่งคนที่ไปซื้อน้ำมันมะพร้าวก็นำน้ำมันมะพร้าวมามอบให้ตามคำของคุณย่าละม้าย ผมขอถ้วยมาใบหนึ่งแล้วเทน้ำมันใส่ในถ้วยนั้น แล้วถอดเอาพระสมเด็จองค์ที่ลุงต๋อมมอบให้ออกจากคอ ใช้สร้อยคอสแตนเลสวนรอบถ้วยแทนสายสิญจน์ ตัวผมกุมพระสมเด็จไว้แล้วระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย สวดบทสรรเสริญพระรัตนตรัยแล้วน้อมใจรำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ ทำจิตให้มั่นแล้วภาวนาพระคาถาชินบัญชร
ผมตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีเจ้าประคุณสมเด็จให้ทำน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันมนต์ที่มีผลรักษาเยียวยาคุณป้าบุญช่วยให้หาย แล้วนิ่งภาวนาพระคาถาชินบัญชรไปโดยลำดับ
ผมตั้งจิตภาวนาพระคาถาชินบัญชรด้วยความสงบนิ่ง ทุกคนในที่นั้นจึงพากันสงบนิ่งตามไปด้วย ความสงบเงียบได้บังเกิดขึ้นภายในห้องนอนของคุณป้าบุญช่วย ราวกับว่าได้กลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมไปแล้ว
ตัวผมเองภูมิธรรมยังน้อย พลังจิตยังต่ำ แต่ขณะนั้นรู้ตัวดีว่ามีสติที่มั่นคง มีความบริสุทธิ์ในใจและใคร่ให้คุณป้าบุญช่วยพ้นจากความทุกข์ มีความผ่องใสบังเกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังไหลเรื่อยดุจกระแสน้ำ แต่ไม่รู้ว่าพลังนั้นมาจากไหน ไหลไปรวมที่องค์พระสมเด็จแล้วถ่ายทอดไปที่ถ้วยน้ำมันนั้น
บางช่วงรู้สึกมีแสงวูบวาบขึ้นในห้วงแห่งสำนึก แต่พอได้กำหนดว่ารู้แล้ว สัมผัสแล้ว แสงวูบวาบนั้นก็หายไป สิ่งน่าประหลาดใจอยู่ตรงที่แสงวูบวาบซึ่งปรากฏในห้วงสำนึกนั้นมีลักษณะและสีสันเป็นอย่างเดียวกันกับแสงซึ่งเคยเห็นที่ตู้พระไตรปิฎกโบราณในคณะหนึ่งวัดระฆัง
ผมภาวนาพระคาถาชินบัญชรจบสามคาบก็รู้สึกว่าพอแก่การแล้ว จึงยกมือขึ้นไหว้รำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ แล้วเอาพระสมเด็จมาคล้องคอไว้ตามเดิม จากนั้นก็ตั้งใจรำลึกถึงพระคุณหมอเซ่งเลี่ยนที่เคยสอนวิชาการนวดและทำน้ำมันมนต์ แล้วภาวนามนต์คาถาเสกน้ำมันมะพร้าวตามที่ได้เล่าเรียนมา ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่าขอให้คุณป้าบุญช่วยหายจากโรคอันเวทนานั้นเถิด
บรรยากาศในห้องนั้นยังคงเงียบกริบดุจดังเดิม สายตาทุกคู่จ้องมองมาที่ผมราวกับว่าผมเป็นผู้วิเศษ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมทำไปได้อย่างไร รู้แต่อย่างเดียวว่าใจต้องการจะทำอย่างนั้น และทำไปตามที่ใจบ่งบอก เพื่อที่จะรักษาคุณป้าบุญช่วยให้หายเป็นปกติให้จงได้
ผมรู้สึกเองว่าน้ำมันมะพร้าวบัดนี้ได้กลายเป็นน้ำมันมนต์ด้วยบารมีแห่งเจ้าประคุณสมเด็จและมนต์วิธีของหมอเซ่งเลี่ยนแล้ว แต่ปัญหาก็บังเกิดขึ้นในความคิดของผมเองอีกว่าจะใช้น้ำมันมนต์นี้นวดเฟ้นคุณป้าบุญช่วยที่ใดบ้างจึงจะมีผลต่อสมุฏฐานของโรค เพราะอาการของโรคที่เป็นอยู่นี้มิใช่การปวดเมื่อยหรือเคล็ดยอกธรรมดาดังที่เคยร่ำเรียนมาแต่ประการใด
ในพลันนั้นก็บังเกิดความรู้สึกรู้ว่าต้องเอาน้ำมันมนต์ทาที่ศีรษะและต้องนวดที่ศีรษะ ผมจึงถามคุณป้าบุญช่วยว่าจะรังเกียจน้ำมันมะพร้าวนี้หรือไม่
คุณป้าบุญช่วยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าและยากลำบากพร้อม ๆ กับทุกผู้คนในที่นั้นว่าทำไปเถิด ผมจึงเอาน้ำมันมนต์ชะโลมทั้งศีรษะของคุณป้าบุญช่วยและนวดคลึงเฟ้นที่ศีรษะ ไล่ลงมาถึงลำคอ ไหล่ แขน ขา และเท้าอยู่พักใหญ่จนรู้สึกว่าเพียงพอแล้วก็หยุด
คุณป้าบุญช่วยบอกว่ารู้สึกดีขึ้นอย่างผิดปกติ และมีสีหน้าแช่มชื่นกว่าตอนที่ผมมาถึง ดูเหมือนว่าจะมีความเชื่อมั่นบังเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับทุกคนในที่นั้นว่าน่าจะหาย
ครั้นใกล้เวลาจะกลับ คุณป้าบุญช่วยได้พูดกับแม่ว่าขอให้ผมมาช่วยนวดให้อีกสัก 2-3 วัน แม่ก็ไม่ขัดข้อง แล้วสั่งให้ผมทำตามที่คุณป้าบุญช่วยบอก ผมก็รับคำ และรับปากว่าเมื่อเลิกเรียนแล้วจะแวะมานวดให้กับคุณป้า
ผมกลับวัดระฆังในวันนั้นโดยแวะไปที่ท่าพรานนกก่อน เพื่อซื้อพวงมาลัยดอกมะลิแล้วนำไปถวายบูชาเจ้าประคุณสมเด็จในวิหาร แล้วกราบบอกกล่าวในเรื่องที่ได้ทำมาทุกประการ
วันรุ่งขึ้นหลังเลิกเรียนแล้วผมก็ไปเยี่ยมแม่ซึ่งยังคงพักอยู่ที่บ้านคุณย่าละม้าย แล้วเข้าไปหาคุณป้าบุญช่วย พอเห็นผมเท่านั้นคุณป้าบุญช่วยมีท่าทีตื่นเต้นดีใจ และบอกว่าเมื่อคืนนี้คุณป้าได้ฝันเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งอายุราว 80 พรรษา ครองจีวรสีกรักที่เก่าแก่คร่ำคร่าแต่สีหน้าเปี่ยมด้วยเมตตายิ่งนัก พระสงฆ์รูปนั้นเข้ามาหาแล้วได้เป่าไปที่ศีรษะของคุณป้า พอคุณป้ายกมือไหว้พระสงฆ์รูปนั้นก็หายไปจึงตกใจตื่นขึ้นแล้วรู้ตัวว่าเป็นความฝัน แต่มีความมั่นใจว่าพระสงฆ์รูปนี้น่าที่จะเป็นเจ้าประคุณสมเด็จมาโปรดให้พ้นจากทุกขเวทนา
ผมได้ฟังคุณป้าบุญช่วยเล่าก็มิได้สงสัยอะไร เพราะรู้สึกนึกอยู่แล้วว่าเจ้าประคุณสมเด็จซึ่งเปี่ยมด้วยพรหมวิหารธรรมขั้นสูงย่อมไม่ทอดทิ้งศิษย์ผู้น้อยที่ทำการอันลี้ลับโดยไม่ได้นึกรู้หรือตั้งใจมาก่อนอย่างแน่นอน
คุณป้าบุญช่วยบอกว่าอาการดีขึ้น รู้สึกว่าอยากจะขยับมือขยับเท้าแต่ยังไม่มีกำลัง ผมจึงพูดให้กำลังใจว่าคุณป้าได้สัมผัสกับบารมีเจ้าประคุณสมเด็จเช่นนี้แล้วย่อมหวังได้ว่าน่าจะหายป่วยเป็นแน่ คุณป้าบุญช่วยยกมือข้างเดียวขึ้นไหว้เหนือศีรษะแล้วบอกว่าสาธุ ขอให้สมคำพรพ่อเถิด
คุณป้าบุญช่วยเรียกผมว่าพ่อซึ่งความเต็มน่าจะเป็นพ่อคุณ ซึ่งเป็นคำที่คนโบราณเรียกผู้ชายที่สนิทสนม ไม่ได้หมายถึงพ่อหรือบิดาแต่ประการใด แต่ก็ได้เห็นว่าคุณป้าบุญช่วยได้เห็นคุณค่าและให้ความสนิทสนมกับผมผิดกับแต่ก่อนซึ่งไม่อยู่ในสายตาเลย
แม่ได้ทราบคำเล่าจากคุณป้าบุญช่วยอยู่ก่อนแล้ว จึงบอกกับผมว่าให้ช่วยมารักษาคุณป้าให้หาย ผมจึงว่าในช่วงที่แม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมจะมาเยี่ยมตอนเลิกเรียนทุกวันจนกว่าแม่จะกลับ และทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็จะนวดคุณป้าไปด้วย ทุกคนในที่นั้นบัดนี้เริ่มมีความเชื่อมั่นว่าโรคของคุณป้าน่าจะหาย จึงมีความยินดีโดยถ้วนหน้ากัน
ก่อนจะกลับแม่ได้เอาเงินให้ผม 5 บาท บอกว่าให้ช่วยไปซื้อพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบถวายเจ้าประคุณสมเด็จด้วย คุณย่าละม้ายและคุณป้าบุญช่วยได้ยินเช่นนั้นจึงพากันสมทบเงินอีกคนละ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ให้ผมนำไปซื้อพวงมาลัยดอกมะลิไปถวายเจ้าประคุณสมเด็จ ผมก็พลอยหน้าชื่นตาบาน เพราะเมื่อได้เห็นใครก็ตามที่มีความนับถือศรัทธาเจ้าประคุณสมเด็จแล้วก็จะมีความอิ่มเอิบชื่นบานตามไปด้วย
ในเวลาพลบวันนั้นผมซื้อพวงมาลัยดอกมะลิหอบใหญ่เข้าไปกราบถวายเจ้าประคุณสมเด็จ แม่ชีเฒ่าซึ่งกำลังจะเก็บของและปิดประตูวิหารเห็นเข้าก็แปลกใจ แต่เหมือนหนึ่งจะรู้ว่ามีเหตุเกี่ยวข้องกับเจ้าประคุณ จึงถามผมว่าพ่อคุณไปสร้างความศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จมาจากที่ไหน
ผมได้ฟังก็สะดุ้งขึ้นในใจ แต่ก็พอรู้อยู่เป็นนัย ๆ ว่าแม่ชีเฒ่าซึ่งมีความเป็นปกติสามัญอย่างยิ่งนั้นหาใช่แค่อุบาสิกาธรรมดาไม่ เพราะถึงซึ่งภูมิธรรมขั้นสูงดังที่ได้สัมผัสเห็นมาแต่ก่อนแล้ว จึงได้เล่าความให้แม่ชีเฒ่าฟังทุกประการ
แม่ชีเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หันกลับไปยกมือไหว้เจ้าประคุณสมเด็จแล้วพูดว่าสาธุ กรรมของป้าบุญช่วยสิ้นสุดลงแล้ว ทุกขเวทนาคงจะหาย ขออนุโมทนาด้วย ผมได้ฟังดังนั้นก็มั่นใจยิ่งขึ้นว่าอาการคุณป้าน่าจะหายเป็นแน่แล้ว จึงมีความยินดีตามแม่ชีไปด้วย ผมนำพวงมาลัยดอกไม้วางถวายเจ้าประคุณ ก้มลงกราบแล้วสวดพระคาถาชินบัญชรถวาย จากนั้นจึงได้ช่วยแม่ชีปิดประตูวิหาร แล้วกลับไปกุฏิ
ผมได้ไปนวดให้คุณป้าบุญช่วยอีก 2-3 ครั้ง อาการก็ดีขึ้นโดยลำดับ และในที่สุดก็หายเป็นปกติ จนเป็นที่แปลกใจของหมอผู้รักษาตลอดจนญาติพี่น้องทุกคน การครั้งนั้นได้ทำให้ทุกคนที่บ้านคุณย่าละม้ายพากันนับถือเจ้าประคุณสมเด็จ และได้เล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าประคุณให้พรรคพวกเพื่อนฝูงได้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง
แม่เป็นคนรอบคอบ หลังจากเดินทางกลับบ้านแล้วไม่ถึง 3 เดือน แม่ก็เดินทางขึ้นมากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง แล้วไปตรวจดูบ้านที่ให้เช่าว่าเป็นประการใด ครั้นได้ไปเห็นผู้เช่าดูแลรักษาบ้านเป็นอย่างดีราวกับว่าเป็นบ้านของตัวเอง แม่ก็มีความยินดีและอุ่นใจ
ผมรู้ตัวดีว่าในการเรียนปีที่สองที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานั้นผมได้ใช้เวลาไปในกิจการอย่างอื่นเป็นอันมาก ดังนั้นพอย่างเข้าเทอมปลายจึงได้ทุ่มเทเรียนหนังสืออย่างหนักเพื่อชดเชยกับเวลาที่ได้ใช้ไปในการอย่างอื่น
ไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาอะไรเท่าใดนักเพราะการเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานั้นมีความเป็นพิเศษที่แตกต่างกว่าการเล่าเรียนในโรงเรียนที่ผมเคยเรียนมาก่อนหน้านี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือความรู้ความสามารถของครูที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ให้มีความรู้ มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อมีความรู้และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วก็จะตรึงใจโดยไม่ต้องจดจำเท่าใดนัก เพราะเมื่อตรึงอยู่ในใจแล้วย่อมยากที่จะลืมเลือน
ครูผู้สอนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีความชำนาญในการสอนอย่างน่าพิศวง แทบทุกวิชาจะสอนด้วยปากเปล่า ราวกับว่าได้จำหนังสือที่เป็นคู่มือในการสอนเป็นอย่างดีแล้ว
ผมยังจำอาจารย์วิภาซึ่งสอนวิชาวรรณคดีไทยอย่างมั่นคงมาจนถึงบัดนี้ว่าสามารถสอนในวิชาที่น่าเบื่อหน่ายได้อย่างสนุกสนาน และสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์จนความรู้นั้นติดตัวไม่รู้จักลืมเลือนมาจนถึงบัดนี้ ทั้งๆที่ผ่านวันเวลาอันยาวนานนักหนาแล้ว
ผมจำได้ว่าวันหนึ่งอาจารย์วิภาได้ให้นักเรียนแต่ละคนท่องบทกลอนในวรรณคดีไทยเรื่องใดก็ได้ที่เห็นว่าประทับใจ ผมได้ยกกลอนบทหนึ่งขึ้นมาท่องตามคำครู แต่ท่องผิดไปเพียงตัวเดียวเท่านั้น
แม้จะท่องผิดไปเพียงตัวเดียว แต่กลับถูกท่านอาจารย์วิภาทักท้วงและบอกแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการสอนกระจ่างแจ้งในตัวครูอย่างเจิดจ้า จนไม่ต้องอาศัยตำราคู่มือการสอนอีกต่อไป
กลอนบทที่ว่านั้นคือบทกลอนในเรื่องรามเกียรติ์ อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งทรงแต่งบทพระราชนิพนธ์พรรณนาความยิ่งใหญ่ของรถทรงของทศกัณฑ์ไว้ว่า
“รถเอ๋ยรถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างใหญ่เท่าเขาหิมพานต์ ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดินแดน ผืนแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ”
เมื่อทรงพระราชนิพนธ์มาถึงตอนนี้ก็ติด ไม่อาจต่อไปได้ว่าความยิ่งใหญ่ของรถทรงทศกัณฑ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้นจึงโปรดให้ถอดสุนทรภู่ออกจากที่จำและมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อกลอนบทนี้.
การขึ้นมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ทำให้แม่ต้องตกใจและเศร้าใจเพราะปรากฏว่าคุณป้าบุญช่วยลูกสะใภ้ของคุณย่าละม้ายได้ป่วยด้วยโรคอัมพาตมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซีกซ้ายของลำตัวทั้งแขนขาเคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับที่ หมอบอกว่าเป็นโรคนี้แล้วยากที่จะรักษาให้หายได้
แม่มาเยี่ยมผมที่วัดระฆัง ผมจึงตามไปส่งแม่ที่บ้านของคุณย่าละม้าย แม่พาไปกราบคุณป้าบุญช่วยซึ่งป่วยนอนอยู่กับที่ ผมก็เข้าไปกราบตามคำแม่ ในขณะที่ผมกราบนั้นเห็นแม่บีบเคล้นนวดตามขาและมือให้กับคุณป้า ผมก็รู้สึกเวทนาในพยาธิที่บังเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวผมไม่มีความรู้สึกผูกพันฉันท์ญาติแต่ประการใดเพราะผมห่างจากความเป็นญาติ ความรู้สึกผูกพันฉันท์ญาตินั้นคงมีอยู่เฉพาะตัวของแม่เนื่องจากมีความสนิทสนมกันมาแต่ก่อน
ผมเห็นคุณป้าบุญช่วยอยู่ในทุกขเวทนา และเห็นสีหน้าแม่เต็มไปด้วยความเศร้า น้ำใจก็สลดลง ในพลันนั้นผมเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ขนลุกซู่ซ่า เป็นแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ไปขออาศัยอยู่วัดระฆัง รู้สึกว่ามีพลังมหัศจรรย์บังเกิดขึ้นในตัว ผมมีความรู้สึกว่าฝ่ามือทั้งสองข้างใหญ่เท่าใบตาล มีน้ำหนักมาก มีพลังที่กรุ่นประดังอยู่ในมือทั้งสองข้าง
ในพลันนั้นใจผมก็โน้มรำลึกไปถึงเจ้าประคุณสมเด็จ มือขวาได้ยกขึ้นมาแตะที่พระสมเด็จองค์ที่ลุงต๋อมให้โดยที่ไม่รู้สึกตัว และแว่บความรู้สึกนั้นเองก็บังเกิดความคิดขึ้นว่าจะต้องรักษาคุณป้าบุญช่วยให้หาย ซึ่งถึงวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มั่นใจว่ามีเหตุมาแต่บารมีของเจ้าประคุณสมเด็จบันดาลให้เป็นไป
ผมกล่าวขึ้นคล้าย ๆ กับมีสิ่งลี้ลับมาบังคับให้พูดว่าให้ไปหาน้ำมันมะพร้าวมา ผมจะรักษาให้หาย ทำให้แม่ คุณย่าละม้าย และลูกหลานในที่นั้นตกตะลึง แต่คงเห็นท่าทางของผมเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้ ดังนั้นคุณย่าละม้ายซึ่งเป็นคนโบราณมีความเชื่อในเรื่องสิ่งลี้ลับอยู่แล้วจึงทำตาม โดยคุณย่าละม้ายได้สั่งให้คนในบ้านไปซื้อน้ำมันมะพร้าวจากร้านค้าในย่านนั้น ในระหว่างนั้นผมได้นวดเฟ้นให้คุณป้าบุญช่วยด้วยความรู้สึกว่ามีพลังลี้ลับในฝ่ามือทั้งสองแล่นไหลไปยังคุณป้าบุญช่วยอย่างไม่ขาดสาย
ตัวผมเมื่อน้อยช่วงที่ยังอยู่กับก๋งนั้นเคยได้รู้เห็นและร่ำเรียนเกี่ยวกับการนวดแบบโบราณ เนื่องจากก๋งมีหมอนวดประจำตัวอยู่คนหนึ่งเป็นลูกครึ่งจีน ตาบอดทั้งสองข้าง มีชื่อว่าเซ่งเลี่ยน หมอเซ่งเลี่ยนมานวดก๋งเป็นประจำ พอหมอเซ่งเลี่ยนมานวดก๋งผมก็ไปนอนหรือนั่งพูดคุยกับหมอ และไต่ถามเรื่องราวไปตามประสา
หมอเซ่งเลี่ยนแม้จะพิการตาบอดแต่ได้ร่ำเรียนในเรื่องเวทย์มนต์คาถา โดยเฉพาะวิชาเกี่ยวกับการนวดทั้งจากฝ่ายจีนและฝ่ายไทยโบราณ และมีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตามิได้รังเกียจว่าผมเป็นเด็ก เมื่อผมพูดจาสอบถามประการใดหมอเซ่งเลี่ยนก็พูดจาอธิบายให้ฟังทุกประการ ประหนึ่งว่าผมเป็นผู้ใหญ่ฉะนั้น
ครั้นรู้จักมักคุ้นบ่อยครั้งเข้าก็มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเหมือนญาติ ผมคิดว่าผมมีอายุมากขึ้นทุกวัน ก็คงจะปวดเมื่อยบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นหากได้เรียนวิชานวดไว้บ้างก็จะเป็นประโยชน์แก่ตัวและยังใช้ประโยชน์ในการช่วยนวดเฟ้นให้กับก๋งอีกด้วย จึงได้ขอเรียนวิชาการนวดและวิชาการทำน้ำมันมนต์สำหรับการนวดจากหมอเซ่งเลี่ยน
แม้ว่าผมยังเป็นเด็ก แต่เพราะความสนิทสนมคุ้นเคยประหนึ่งญาติ ทั้งยังมีความสนใจใฝ่ในวิชา หมอเซ่งเลี่ยนก็ให้ความเมตตาสอนวิธีนวดวิธีเฟ้นเป็นลำดับไป คือทุกครั้งที่มานวดก๋งเสร็จแล้ว ก็จะสอนให้ผมนวดคราวละท่าเป็นลำดับไป ตอนหลังก็ได้สอนมนต์บทพระคาถาคลายเส้นเอ็นซึ่งเป็นบทคาถาเสกน้ำมันมนต์ประจำตัว จึงทำให้ผมมีความรู้เรื่องการนวดแผนโบราณและการทำน้ำมันมนต์จากหมอเซ่งเลี่ยนด้วยประการฉะนี้
ในยามนั้นผมได้นวดเฟ้นคุณป้าบุญช่วยตามหลักวิชาที่ได้เล่าเรียนศึกษามาจากหมอเซ่งเลี่ยน
คุณป้าบุญช่วยก็คงจะสงสัยว่าไฉนเด็กน้อยที่ไม่เคยอยู่ในสายตาสนใจมาแต่ก่อนกลับเอาใจใส่ดูแลรักษาท่าน แต่คงจะเห็นอาการที่ผิดปกติไป คุณป้าบุญช่วยซึ่งคุ้นเคยอยู่ในพระศาสนาเหมือนกับคุณย่าละม้ายก็ได้พริ้มตาลงรับการรักษาโดยดุษณี ซึ่งผมคาดว่าคุณป้าบุญช่วยเองคงจะสัมผัสได้ถึงความลี้ลับและความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ครู่หนึ่งคนที่ไปซื้อน้ำมันมะพร้าวก็นำน้ำมันมะพร้าวมามอบให้ตามคำของคุณย่าละม้าย ผมขอถ้วยมาใบหนึ่งแล้วเทน้ำมันใส่ในถ้วยนั้น แล้วถอดเอาพระสมเด็จองค์ที่ลุงต๋อมมอบให้ออกจากคอ ใช้สร้อยคอสแตนเลสวนรอบถ้วยแทนสายสิญจน์ ตัวผมกุมพระสมเด็จไว้แล้วระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย สวดบทสรรเสริญพระรัตนตรัยแล้วน้อมใจรำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ ทำจิตให้มั่นแล้วภาวนาพระคาถาชินบัญชร
ผมตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีเจ้าประคุณสมเด็จให้ทำน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันมนต์ที่มีผลรักษาเยียวยาคุณป้าบุญช่วยให้หาย แล้วนิ่งภาวนาพระคาถาชินบัญชรไปโดยลำดับ
ผมตั้งจิตภาวนาพระคาถาชินบัญชรด้วยความสงบนิ่ง ทุกคนในที่นั้นจึงพากันสงบนิ่งตามไปด้วย ความสงบเงียบได้บังเกิดขึ้นภายในห้องนอนของคุณป้าบุญช่วย ราวกับว่าได้กลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมไปแล้ว
ตัวผมเองภูมิธรรมยังน้อย พลังจิตยังต่ำ แต่ขณะนั้นรู้ตัวดีว่ามีสติที่มั่นคง มีความบริสุทธิ์ในใจและใคร่ให้คุณป้าบุญช่วยพ้นจากความทุกข์ มีความผ่องใสบังเกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังไหลเรื่อยดุจกระแสน้ำ แต่ไม่รู้ว่าพลังนั้นมาจากไหน ไหลไปรวมที่องค์พระสมเด็จแล้วถ่ายทอดไปที่ถ้วยน้ำมันนั้น
บางช่วงรู้สึกมีแสงวูบวาบขึ้นในห้วงแห่งสำนึก แต่พอได้กำหนดว่ารู้แล้ว สัมผัสแล้ว แสงวูบวาบนั้นก็หายไป สิ่งน่าประหลาดใจอยู่ตรงที่แสงวูบวาบซึ่งปรากฏในห้วงสำนึกนั้นมีลักษณะและสีสันเป็นอย่างเดียวกันกับแสงซึ่งเคยเห็นที่ตู้พระไตรปิฎกโบราณในคณะหนึ่งวัดระฆัง
ผมภาวนาพระคาถาชินบัญชรจบสามคาบก็รู้สึกว่าพอแก่การแล้ว จึงยกมือขึ้นไหว้รำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ แล้วเอาพระสมเด็จมาคล้องคอไว้ตามเดิม จากนั้นก็ตั้งใจรำลึกถึงพระคุณหมอเซ่งเลี่ยนที่เคยสอนวิชาการนวดและทำน้ำมันมนต์ แล้วภาวนามนต์คาถาเสกน้ำมันมะพร้าวตามที่ได้เล่าเรียนมา ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่าขอให้คุณป้าบุญช่วยหายจากโรคอันเวทนานั้นเถิด
บรรยากาศในห้องนั้นยังคงเงียบกริบดุจดังเดิม สายตาทุกคู่จ้องมองมาที่ผมราวกับว่าผมเป็นผู้วิเศษ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมทำไปได้อย่างไร รู้แต่อย่างเดียวว่าใจต้องการจะทำอย่างนั้น และทำไปตามที่ใจบ่งบอก เพื่อที่จะรักษาคุณป้าบุญช่วยให้หายเป็นปกติให้จงได้
ผมรู้สึกเองว่าน้ำมันมะพร้าวบัดนี้ได้กลายเป็นน้ำมันมนต์ด้วยบารมีแห่งเจ้าประคุณสมเด็จและมนต์วิธีของหมอเซ่งเลี่ยนแล้ว แต่ปัญหาก็บังเกิดขึ้นในความคิดของผมเองอีกว่าจะใช้น้ำมันมนต์นี้นวดเฟ้นคุณป้าบุญช่วยที่ใดบ้างจึงจะมีผลต่อสมุฏฐานของโรค เพราะอาการของโรคที่เป็นอยู่นี้มิใช่การปวดเมื่อยหรือเคล็ดยอกธรรมดาดังที่เคยร่ำเรียนมาแต่ประการใด
ในพลันนั้นก็บังเกิดความรู้สึกรู้ว่าต้องเอาน้ำมันมนต์ทาที่ศีรษะและต้องนวดที่ศีรษะ ผมจึงถามคุณป้าบุญช่วยว่าจะรังเกียจน้ำมันมะพร้าวนี้หรือไม่
คุณป้าบุญช่วยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าและยากลำบากพร้อม ๆ กับทุกผู้คนในที่นั้นว่าทำไปเถิด ผมจึงเอาน้ำมันมนต์ชะโลมทั้งศีรษะของคุณป้าบุญช่วยและนวดคลึงเฟ้นที่ศีรษะ ไล่ลงมาถึงลำคอ ไหล่ แขน ขา และเท้าอยู่พักใหญ่จนรู้สึกว่าเพียงพอแล้วก็หยุด
คุณป้าบุญช่วยบอกว่ารู้สึกดีขึ้นอย่างผิดปกติ และมีสีหน้าแช่มชื่นกว่าตอนที่ผมมาถึง ดูเหมือนว่าจะมีความเชื่อมั่นบังเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับทุกคนในที่นั้นว่าน่าจะหาย
ครั้นใกล้เวลาจะกลับ คุณป้าบุญช่วยได้พูดกับแม่ว่าขอให้ผมมาช่วยนวดให้อีกสัก 2-3 วัน แม่ก็ไม่ขัดข้อง แล้วสั่งให้ผมทำตามที่คุณป้าบุญช่วยบอก ผมก็รับคำ และรับปากว่าเมื่อเลิกเรียนแล้วจะแวะมานวดให้กับคุณป้า
ผมกลับวัดระฆังในวันนั้นโดยแวะไปที่ท่าพรานนกก่อน เพื่อซื้อพวงมาลัยดอกมะลิแล้วนำไปถวายบูชาเจ้าประคุณสมเด็จในวิหาร แล้วกราบบอกกล่าวในเรื่องที่ได้ทำมาทุกประการ
วันรุ่งขึ้นหลังเลิกเรียนแล้วผมก็ไปเยี่ยมแม่ซึ่งยังคงพักอยู่ที่บ้านคุณย่าละม้าย แล้วเข้าไปหาคุณป้าบุญช่วย พอเห็นผมเท่านั้นคุณป้าบุญช่วยมีท่าทีตื่นเต้นดีใจ และบอกว่าเมื่อคืนนี้คุณป้าได้ฝันเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งอายุราว 80 พรรษา ครองจีวรสีกรักที่เก่าแก่คร่ำคร่าแต่สีหน้าเปี่ยมด้วยเมตตายิ่งนัก พระสงฆ์รูปนั้นเข้ามาหาแล้วได้เป่าไปที่ศีรษะของคุณป้า พอคุณป้ายกมือไหว้พระสงฆ์รูปนั้นก็หายไปจึงตกใจตื่นขึ้นแล้วรู้ตัวว่าเป็นความฝัน แต่มีความมั่นใจว่าพระสงฆ์รูปนี้น่าที่จะเป็นเจ้าประคุณสมเด็จมาโปรดให้พ้นจากทุกขเวทนา
ผมได้ฟังคุณป้าบุญช่วยเล่าก็มิได้สงสัยอะไร เพราะรู้สึกนึกอยู่แล้วว่าเจ้าประคุณสมเด็จซึ่งเปี่ยมด้วยพรหมวิหารธรรมขั้นสูงย่อมไม่ทอดทิ้งศิษย์ผู้น้อยที่ทำการอันลี้ลับโดยไม่ได้นึกรู้หรือตั้งใจมาก่อนอย่างแน่นอน
คุณป้าบุญช่วยบอกว่าอาการดีขึ้น รู้สึกว่าอยากจะขยับมือขยับเท้าแต่ยังไม่มีกำลัง ผมจึงพูดให้กำลังใจว่าคุณป้าได้สัมผัสกับบารมีเจ้าประคุณสมเด็จเช่นนี้แล้วย่อมหวังได้ว่าน่าจะหายป่วยเป็นแน่ คุณป้าบุญช่วยยกมือข้างเดียวขึ้นไหว้เหนือศีรษะแล้วบอกว่าสาธุ ขอให้สมคำพรพ่อเถิด
คุณป้าบุญช่วยเรียกผมว่าพ่อซึ่งความเต็มน่าจะเป็นพ่อคุณ ซึ่งเป็นคำที่คนโบราณเรียกผู้ชายที่สนิทสนม ไม่ได้หมายถึงพ่อหรือบิดาแต่ประการใด แต่ก็ได้เห็นว่าคุณป้าบุญช่วยได้เห็นคุณค่าและให้ความสนิทสนมกับผมผิดกับแต่ก่อนซึ่งไม่อยู่ในสายตาเลย
แม่ได้ทราบคำเล่าจากคุณป้าบุญช่วยอยู่ก่อนแล้ว จึงบอกกับผมว่าให้ช่วยมารักษาคุณป้าให้หาย ผมจึงว่าในช่วงที่แม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมจะมาเยี่ยมตอนเลิกเรียนทุกวันจนกว่าแม่จะกลับ และทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็จะนวดคุณป้าไปด้วย ทุกคนในที่นั้นบัดนี้เริ่มมีความเชื่อมั่นว่าโรคของคุณป้าน่าจะหาย จึงมีความยินดีโดยถ้วนหน้ากัน
ก่อนจะกลับแม่ได้เอาเงินให้ผม 5 บาท บอกว่าให้ช่วยไปซื้อพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบถวายเจ้าประคุณสมเด็จด้วย คุณย่าละม้ายและคุณป้าบุญช่วยได้ยินเช่นนั้นจึงพากันสมทบเงินอีกคนละ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ให้ผมนำไปซื้อพวงมาลัยดอกมะลิไปถวายเจ้าประคุณสมเด็จ ผมก็พลอยหน้าชื่นตาบาน เพราะเมื่อได้เห็นใครก็ตามที่มีความนับถือศรัทธาเจ้าประคุณสมเด็จแล้วก็จะมีความอิ่มเอิบชื่นบานตามไปด้วย
ในเวลาพลบวันนั้นผมซื้อพวงมาลัยดอกมะลิหอบใหญ่เข้าไปกราบถวายเจ้าประคุณสมเด็จ แม่ชีเฒ่าซึ่งกำลังจะเก็บของและปิดประตูวิหารเห็นเข้าก็แปลกใจ แต่เหมือนหนึ่งจะรู้ว่ามีเหตุเกี่ยวข้องกับเจ้าประคุณ จึงถามผมว่าพ่อคุณไปสร้างความศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จมาจากที่ไหน
ผมได้ฟังก็สะดุ้งขึ้นในใจ แต่ก็พอรู้อยู่เป็นนัย ๆ ว่าแม่ชีเฒ่าซึ่งมีความเป็นปกติสามัญอย่างยิ่งนั้นหาใช่แค่อุบาสิกาธรรมดาไม่ เพราะถึงซึ่งภูมิธรรมขั้นสูงดังที่ได้สัมผัสเห็นมาแต่ก่อนแล้ว จึงได้เล่าความให้แม่ชีเฒ่าฟังทุกประการ
แม่ชีเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หันกลับไปยกมือไหว้เจ้าประคุณสมเด็จแล้วพูดว่าสาธุ กรรมของป้าบุญช่วยสิ้นสุดลงแล้ว ทุกขเวทนาคงจะหาย ขออนุโมทนาด้วย ผมได้ฟังดังนั้นก็มั่นใจยิ่งขึ้นว่าอาการคุณป้าน่าจะหายเป็นแน่แล้ว จึงมีความยินดีตามแม่ชีไปด้วย ผมนำพวงมาลัยดอกไม้วางถวายเจ้าประคุณ ก้มลงกราบแล้วสวดพระคาถาชินบัญชรถวาย จากนั้นจึงได้ช่วยแม่ชีปิดประตูวิหาร แล้วกลับไปกุฏิ
ผมได้ไปนวดให้คุณป้าบุญช่วยอีก 2-3 ครั้ง อาการก็ดีขึ้นโดยลำดับ และในที่สุดก็หายเป็นปกติ จนเป็นที่แปลกใจของหมอผู้รักษาตลอดจนญาติพี่น้องทุกคน การครั้งนั้นได้ทำให้ทุกคนที่บ้านคุณย่าละม้ายพากันนับถือเจ้าประคุณสมเด็จ และได้เล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าประคุณให้พรรคพวกเพื่อนฝูงได้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง
แม่เป็นคนรอบคอบ หลังจากเดินทางกลับบ้านแล้วไม่ถึง 3 เดือน แม่ก็เดินทางขึ้นมากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง แล้วไปตรวจดูบ้านที่ให้เช่าว่าเป็นประการใด ครั้นได้ไปเห็นผู้เช่าดูแลรักษาบ้านเป็นอย่างดีราวกับว่าเป็นบ้านของตัวเอง แม่ก็มีความยินดีและอุ่นใจ
ผมรู้ตัวดีว่าในการเรียนปีที่สองที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานั้นผมได้ใช้เวลาไปในกิจการอย่างอื่นเป็นอันมาก ดังนั้นพอย่างเข้าเทอมปลายจึงได้ทุ่มเทเรียนหนังสืออย่างหนักเพื่อชดเชยกับเวลาที่ได้ใช้ไปในการอย่างอื่น
ไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาอะไรเท่าใดนักเพราะการเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานั้นมีความเป็นพิเศษที่แตกต่างกว่าการเล่าเรียนในโรงเรียนที่ผมเคยเรียนมาก่อนหน้านี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือความรู้ความสามารถของครูที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ให้มีความรู้ มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อมีความรู้และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วก็จะตรึงใจโดยไม่ต้องจดจำเท่าใดนัก เพราะเมื่อตรึงอยู่ในใจแล้วย่อมยากที่จะลืมเลือน
ครูผู้สอนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีความชำนาญในการสอนอย่างน่าพิศวง แทบทุกวิชาจะสอนด้วยปากเปล่า ราวกับว่าได้จำหนังสือที่เป็นคู่มือในการสอนเป็นอย่างดีแล้ว
ผมยังจำอาจารย์วิภาซึ่งสอนวิชาวรรณคดีไทยอย่างมั่นคงมาจนถึงบัดนี้ว่าสามารถสอนในวิชาที่น่าเบื่อหน่ายได้อย่างสนุกสนาน และสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์จนความรู้นั้นติดตัวไม่รู้จักลืมเลือนมาจนถึงบัดนี้ ทั้งๆที่ผ่านวันเวลาอันยาวนานนักหนาแล้ว
ผมจำได้ว่าวันหนึ่งอาจารย์วิภาได้ให้นักเรียนแต่ละคนท่องบทกลอนในวรรณคดีไทยเรื่องใดก็ได้ที่เห็นว่าประทับใจ ผมได้ยกกลอนบทหนึ่งขึ้นมาท่องตามคำครู แต่ท่องผิดไปเพียงตัวเดียวเท่านั้น
แม้จะท่องผิดไปเพียงตัวเดียว แต่กลับถูกท่านอาจารย์วิภาทักท้วงและบอกแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการสอนกระจ่างแจ้งในตัวครูอย่างเจิดจ้า จนไม่ต้องอาศัยตำราคู่มือการสอนอีกต่อไป
กลอนบทที่ว่านั้นคือบทกลอนในเรื่องรามเกียรติ์ อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งทรงแต่งบทพระราชนิพนธ์พรรณนาความยิ่งใหญ่ของรถทรงของทศกัณฑ์ไว้ว่า
“รถเอ๋ยรถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างใหญ่เท่าเขาหิมพานต์ ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดินแดน ผืนแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ”
เมื่อทรงพระราชนิพนธ์มาถึงตอนนี้ก็ติด ไม่อาจต่อไปได้ว่าความยิ่งใหญ่ของรถทรงทศกัณฑ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้นจึงโปรดให้ถอดสุนทรภู่ออกจากที่จำและมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อกลอนบทนี้.