ตอนที่ 51. การลงทุนด้วยกุศลจิต
ชีวิตในชั้น มศ.5 ผมมีเพื่อนมากกว่าในชั้น มศ.4 เพราะในชั้น มศ.5 นั้นเพื่อนนักเรียนหลายคนสนใจการเรียนไม่เหมือนกับนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาชั้นอื่น ๆ คือมีอัธยาศัยชอบการเที่ยวเตร่เฮฮาเสวนากันเป็นที่สนุกสนาน เกือบจะคล้าย ๆ กับเมื่อครั้งที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์
เพื่อนร่วมรุ่นในชั้น มศ.5 ที่จัดว่าเป็นหัวเรือใหญ่คือประยูร สงวนสิน ซึ่งเป็นลูกเถ้าแก่โรงน้ำแข็ง มีจิตใจกว้างขวาง มีบ้านเรือนใหญ่โตและเป็นคนรักเพื่อน ดังนั้นในวันหยุดจึงมักจะชวนเพื่อนร่วมชั้นไปสังสรรค์กันที่บ้าน พวกเราจึงไปคลุกคลีอยู่กับประยูรและเพื่อน ๆ ที่บ้านของประยูรเป็นประจำ
บางครั้งก็ไปพักค้างกันตลอดทั้งสัปดาห์ ข้าวปลาอาหาร กินกันที่บ้านของประยูรอย่างอุดมสมบูรณ์ ส่วนเสื้อผ้า รองเท้า แม้กระทั่งเสื้อกล้าม กางเกงใน ใครขาดใครเหลือประยูรก็จัดหามาแจกจ่ายให้เป็นที่ประทับใจของทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้
เพราะความติดใจอยากมีอาชีพเป็นนักกฎหมาย ดังนั้นวันเวลาใดที่ไม่ได้ไปเสวนากับหมู่เพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียน ผมจึงหมั่นแวะเวียนไปที่บ้านของวัจนนท์ ถิระวัฒน์ เพื่อนเก่านักเรียนโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ที่บ้านวังหลัง ทั้งนี้เพราะพ่อของวัจนนท์เป็นคนภาคใต้เหมือนกัน และรับราชการเป็นจ่าศาลอยู่ที่ศาลอาญา ผมจึงรักที่จะสนทนาสอบถามความรู้ต่าง ๆ ซึ่งได้รับความเมตตาชี้แจงอธิบายอย่างละเอียดราวกับว่าเป็นลูกหลาน ดังนั้นแม้จะเรียนอยู่ในชั้น มศ.5 แต่ผมก็เริ่มมีความรู้ทั่วไปในพื้นฐานของวิชาการทางกฎหมาย และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตั้งแต่บัดนั้น
พระมหาวิสุทธิ์เป็นพระเจ้าระเบียบวินัย ไม่ต่างเท่าใดกับพระมหาทรงธรรม์ ดังนั้นแม้ว่าท่านจะส่งเสริมให้ผมคบหาเพื่อนฝูงแต่ก็มีเงื่อนไขคือต้องพาพวกเพื่อน ๆ มาพบและแนะนำให้ท่านรู้จักก่อน
เมื่อแนะนำให้รู้จักแล้ว พระมหาวิสุทธิ์จะอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับหน้าที่และศีลธรรม ตลอดจนธรรมะในพระพุทธศาสนาทุกครั้งไป
พระมหาวิสุทธิ์มักจะสอนเกี่ยวกับการคบมิตรว่าชีวิตของเยาวชนนั้นจะเป็นไปประการใด เพื่อนฝูงมีส่วนไม่น้อยที่จะทำให้เป็นไปได้เช่นนั้น ถ้ามีเพื่อนดีก็จะชักนำไปในทางที่ดีทั้งกลุ่ม ถ้ามีเพื่อนชั่วก็จะชักนำไปทางชั่วทั้งกลุ่ม
พระมหาวิสุทธิ์สอนว่าพระพุทธเจ้าสอนชาวพุทธในเรื่องมงคล 38 ไว้เป็นหลักปฏิบัติที่ครบถ้วนและเป็นมงคลแก่ชีวิตของความเป็นมนุษย์ทุกคน โดยคำสอนข้อแรกในเรื่องมงคล 38 นี้เป็นเรื่องของการห้ามคบคนพาล เพราะทรงเห็นความสำคัญของการคบเพื่อนดีและชั่วเป็นเบื้องแรกของการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งปวง
หากคนเราไม่คบเพื่อนชั่วเสียอย่างหนึ่งแล้วก็จะแผ้วพานจากสิ่งอัปมงคลทั้งปวง จะมีความปลอดภัยในชีวิตและจะประสพกับสิ่งที่เป็นมงคลทั้งปวง ท่านยกตัวอย่างว่าบางคนเป็นคนดีแต่คบเพื่อนเป็นโจร ไปกินข้าวด้วยกันกลับมาก็ถูกตำรวจจับร่วมกลุ่มไปกับโจรด้วย กว่าจะพ้นผิดก็เสียผู้เสียคนไปแล้ว ดังนั้นในหมู่เพื่อนทุกคนจึงต้องเลือกเฟ้นคบหาคนดี อย่าได้มีผู้ประพฤติตนเป็นคนพาลเข้ามาร่วมกลุ่มเป็นอันขาด
ท่านยังสำทับด้วยว่าเหตุที่ต้องเรียกทุกคนมาอบรมก็เพราะว่าในกลุ่มเพื่อนนั้นหากมีใครเป็นพาลขึ้นสักคนหนึ่งก็จะทำให้เพื่อนทั้งกลุ่มเสียผู้เสียคนไปด้วย แล้วจะเสียหายมาถึงวัดระฆัง
มงคล 38 ข้อแรกนี้จึงเป็นข้อที่ผมยึดถือปฏิบัติในการครองตนตลอดมาเพราะได้เห็นคุณค่าและผลจริงของคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่ามีแต่จะเป็นมงคลแก่ชีวิตสถานเดียวเท่านั้น
ในภายหลังเมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็ได้รู้กระจ่างว่าการไม่คบคนพาลนั้นจะทำให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง จะมีความสวัสดีในที่ทั้งปวง และเข้าใจได้กระจ่างตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่าคนพาลก็เหมือนกับถ่านไฟ ยามที่ติดไฟลุกโชติแดงอยู่ก็จะร้อน แตะต้องหรือเข้าใกล้ก็จะไหม้หรือร้อนตัว ยามดับเป็นเถ้าถ่านแล้วขืนจับต้องก็จะสกปรกเปรอะเปื้อน แม้แต่อยู่ใกล้ฝุ่นดำอันเปรอะเปื้อนนั้นก็จะถูกลมพัดมาต้องเนื้อตัวเสื้อผ้าทำให้เปรอะเปื้อน หากยามร้ายลมพัดฝุ่นขี้เถ้าเข้าไปในตาก็จะยิ่งปวดแสบปวดร้อนเป็นที่ทรมาน คนพาลจึงเป็นต้นเหตุแห่งอันตรายทั้งปวงของคนเรา
เมื่อทุกคนน้อมใจเชื่อฟังคำสอน พระมหาวิสุทธิ์ท่านก็ต้อนรับกลุ่มเพื่อนของผมเป็นอันดี ดังนั้นเพื่อนนักเรียนชั้น มศ.5 จึงได้มาเสวนาสังสรรค์กันที่กุฏิธรรมนิวาสเป็นประจำอีกแหล่งหนึ่ง
เพราะเหตุนี้จึงทำให้บรรดาเพื่อน ๆ ซึ่งมาจากหลากหลายแหล่ง ครั้นได้มาเสวนากันที่วัดระฆังแล้ว จึงมักที่จะได้รับการอบรมหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา อันจำเป็นแก่การดำรงชีวิตติดตัวไปเสมอ
เพื่อนบางคนนำความไปเล่าให้พ่อแม่ฟังก็ได้รับคำชื่นชมและส่งเสริมให้หมั่นเพียรมาวัดระฆัง ด้วยหวังจะให้พระตักเตือนสั่งสอน มาถึงวันนี้เพื่อนบางคนยังรำลึกและเห็นเป็นคุณูปการของพระธรรมคำสอนที่พระมหาวิสุทธิ์เคยพร่ำสอนแค่ครั้งนั้น เพราะได้ช่วยคุ้มครองปกป้องชีวิตให้ปลอดภัยมาได้หลายครั้งหลายหน
วันหนึ่งเวลาเย็นพระมหาวิสุทธิ์ลงมาที่ครัว เห็นปิ่นโตและจานข้าว 4-5 ใบตั้งวางอยู่โดยไม่มีผู้เก็บล้าง ท่านจึงเรียกศิษย์วัดในกุฏิธรรมนิวาสทุกคนมาประชุมพร้อมกันว่าทำไมจึงทิ้งปิ่นโตและจานข้าวไว้ไม่เอาไปเก็บล้างให้เรียบร้อย
ความจริงวันนั้นเป็นเวรของสิน สินทำหน้าที่ล้างถ้วยชามจานและบาตรเสร็จแล้วได้เก็บกับข้าวและข้าวเหลือไว้ในตู้ แต่ไม่รู้ว่าศิษย์วัดคนไหนเอากับข้าวและข้าวมากินในตอนเย็น กินแล้วก็ไม่ล้าง คงทิ้งไว้อย่างนั้น พระมหาวิสุทธิ์สอบถามก็ไม่ได้ความว่าใครเป็นคนทิ้งค้างไว้เช่นนั้น
พระมหาวิสุทธิ์จึงตัดสินคดีนี้ว่าการทำหน้าที่ล้างบาตรถ้วยชามและปิ่นโตเป็นหน้าที่รับผิดชอบของศิษย์วัดทุกคนในกุฏินี้ เมื่อหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ทุกคนก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่เพื่อให้ทุกคนจำเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ และเพื่อให้มีความรักสามัคคีต่อกัน ท่านจำเป็นจะต้องลงโทษเพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกต่อไป
แต่โทษซึ่งจะลงกับศิษย์วัดกลับไม่ใช่โทษเฆี่ยนตีหรือดุด่าว่ากล่าวแต่ประการใด พระมหาวิสุทธิ์ให้ทุกคนนั่งอาราธนาธรรม แล้วท่านเทศน์สั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องข้อพิพาทในยุคพุทธกาล
เนื้อความในคำเทศน์นั้นมีว่าพระสงฆ์ในขณะนั้นได้แบ่งการปกครองเป็นสองคณะ คือคณะวินัยธรซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านพระวินัยคณะหนึ่ง และคณะธรรมกถึกซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านพระธรรมคำสอนอีกคณะหนึ่ง ขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยในข้อที่ว่าถ้าพระไปห้องน้ำใช้น้ำล้างแล้วจะต้องราดน้ำให้หมด จะทิ้งน้ำค้างไว้ในขันหรือในกะลาไม่ได้ ซึ่งคงเป็นไปเพื่อป้องกันความรังเกียจของพระที่เข้าห้องน้ำภายหลัง หรือเพื่อป้องกันการเพาะพันธุ์ของยุงก็เป็นได้ หากฝ่าฝืนก็เป็นการผิดพระวินัย
พระคณะวินัยธรเข้าห้องน้ำภายหลังจากพระคณะธรรมกถึก เห็นน้ำขังอยู่ในขันเพราะราดไม่หมดจึงโจษขานว่าพระคณะธรรมกถึกผิดพระวินัย แต่พระธรรมกถึกเถียงว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงเป็นเหตุให้มีการพิพาทกันระหว่างพระสองรูป แล้วขยายลุกลามไปเป็นการพิพาทกันระหว่างพระทั้งสองคณะ เกิดความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นในหมู่สงฆ์จนไม่เป็นปกติสุข
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความแล้วทรงห้ามปรามพระสงฆ์ทั้งสองคณะ แต่ไม่มีคณะไหนเชื่อฟัง ยังคงดื้อรั้นทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไป พระบรมศาสดาจึงทรงปลีกพระองค์ไปอยู่เสียที่อื่น
ชาวบ้านทราบความก็ไม่พอใจพระสงฆ์เหล่านั้น จึงพร้อมกันลงโทษพระด้วยการ ไม่ใส่บาตร ไม่ให้การต้อนรับ
เมื่อเป็นเช่นนี้พระสงฆ์เหล่านั้นก็เดือดร้อนและพากันปรึกษาหารือกันในแต่ละคณะ แล้วเห็นว่าการที่สงฆ์ทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนี้เป็นความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา ทำให้เกิดความไม่สบายพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และทำให้ชาวบ้านต่อต้าน
เมื่อพระสงฆ์เหล่านั้นสำนึกผิดแล้วจึงชวนกันไปเฝ้าและกราบทูลขอขมาต่อพระบรมศาสดา เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมให้พระสงฆ์มีความสามัคคีกัน ไม่แตกแยกแตกความสามัคคีกัน ซึ่งเป็นเครื่องทำลายหมู่คณะและทำให้สงฆ์ไม่เป็นสุข
พระมหาวิสุทธิ์จบบทเทศนาว่านี่คือตัวอย่างของความไม่สามัคคีที่ถ้าหากเกิดขึ้นแก่คณะไหนเมื่อใดแล้วก็จะไม่เป็นสุข มีแต่ความทุกข์ร้อนและเสียหาย การที่ทิ้งปิ่นโตถ้วยชามจานไว้ไม่ล้างให้เรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงความไม่สามัคคี ความไม่รับผิดชอบ และความไม่มีวินัยในหมู่เด็กวัด ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะเป็นแบบอย่างให้เสียนิสัยในวันหน้า จึงขอให้จำเทศนาเรื่องนี้ไว้ก็จะเป็นมงคลแก่ทุกคน
พวกเราได้ฟังธรรมโดยไม่ต้องติดกันเทศน์ เสร็จแล้วพระมหาวิสุทธิ์ยังบอกว่าที่เทศน์ให้ฟังนั้นเป็นการให้คือให้พระธรรม ยังไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เพื่อให้เข้าใจโทษของความไม่สามัคคีกันและเพื่อให้เข้าใจโทษของความไม่รับผิดชอบร่วมกัน ท่านจึงจำเป็นต้องลงโทษเพื่อให้จดจำไว้กำกับใจในวันหน้า
พระมหาวิสุทธิ์สั่งให้ศิษย์วัดทั้ง 6-7 คน ร่วมกันถือจานชามทีละใบ ถือปิ่นโตทีละใบ เอาไปล้างที่ท่าน้ำวัดระฆัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลและเป็นที่ขบขันของศิษย์วัดกุฏิอื่น ๆ
พวกเราศิษย์วัดกุฏิธรรมนิวาสทุกคนใจหนึ่งก็ขำ แต่ใจหนึ่งก็ละอายศิษย์วัดกุฏิอื่น เพราะกว่าจะช่วยกันถือจานชามและปิ่นโตแต่ละใบไปถึงท่าน้ำได้ก็ลำบากไม่น้อย เพราะคนมากแต่ปิ่นโต ชาม หรือจานใบเล็กนิดเดียว และประตูรั้วที่จะออกไปยังท่าน้ำก็เล็ก ดังนั้นกว่าจะล้างจานชามและปิ่นโตหมดด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ก็เสียเวลาเกือบชั่วโมง
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ได้ให้ข้อสติเตือนใจในการครองตนตลอดมา ทำให้ตระหนักและสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ทั้งปวง แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
มาถึงวันนี้จึงได้รู้และเข้าใจว่าวิสัยคนที่เป็นครูแท้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมแท้นั้นท่านไม่ได้ลงโทษด้วยความโกรธหรือด้วยอคติอื่น และไม่ได้ลงโทษแต่อย่างเดียว เพราะจะสอนสั่งให้เข้าใจในความผิดชอบชั่วดีให้ถ่องแท้เสียก่อนแล้วจึงลงโทษเพื่อให้ฝังใจจำไม่กระทำผิดซ้ำอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เป็นศิษย์ก็ไม่มีทางที่จะคิดโกรธหรือพยาบาทใด ๆ นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาคราวใดก็เห็นแต่บุญคุณของผู้เป็นครูอาจารย์เมื่อนั้น
นามวัดระฆังเมื่อผวนกลับแล้วก็จะออกเสียงเป็นวังระฆัด ดังนั้นเพื่อน ๆ นักเรียนจึงมักจะล้อเลียนผมว่าเป็นเด็กวังคือเด็กวังระฆัด ในบางครั้งเมื่อใครถามผมว่าอยู่ที่ไหนผมจึงมักจะตอบว่าอยู่วัง ถ้าถามต่อว่าอยู่วังไหนก็จะตอบว่าอยู่วังระฆัด พอแปลความให้ได้รู้ว่าอยู่วัดระฆังก็หัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน
ในปีที่ผมเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นั้น แม่ได้ขึ้นมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ และไปพักที่บ้านญาติทางสายของยายชื่อว่าละม้าย ซึ่งอาศัยอยู่แถวปทุมวัน ซึ่งแม่ผมนับถือว่าเป็นญาติสนิท ญาติผู้นี้มีอายุรุ่นราวเดียวกันกับยาย แต่คนทั้งหลายนิยมเรียกว่าย่าละม้าย ผมจึงได้เรียกท่านว่าย่าละม้ายตามไปด้วย
คุณย่าละม้ายได้ขอร้องให้แม่ผมช่วยซื้อบ้านพร้อมที่ดินของเพื่อนซึ่งติดขายฝากและใกล้จะหลุด บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านบางโพ ในหมู่บ้านจัดสรรของร้านทองแม่ทองใบซึ่งเป็นนักจัดสรรที่ดินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น มีเนื้อที่ราว 75 ตารางวา โดยย่าละม้ายบอกว่าเจ้าของบ้านซึ่งเป็นเพื่อนได้ละทางโลกไปบวชเป็นแม่ชีมานานแล้ว มาคราวหนึ่งบุตรหลานเดือดร้อนมาขอยืมเงิน จึงเอาบ้านหลังนี้ไปขายฝากนำเงินไปช่วยบุตรหลาน แต่บุตรหลานไม่ยอมใช้หนี้ บัดนี้ใกล้เวลาครบกำหนด หากไม่ไถ่ถอนก็จะถูกยึด
คุณย่าละม้ายบอกว่าบ้านพร้อมที่ดินหลังนี้มีราคาราว ๆ 160,000-170,000 บาท แต่เป็นหนี้ขายฝากอยู่ราว 100,000 บาท หากขายได้แล้วเงินที่เหลือก็จะนำไปทำบุญ แต่เจ้าของก็ไม่อยากขายเต็มตามราคาเพราะเป็นบ้านเก่า ดังนั้นจะขายเพียง 140,000 บาท หากไม่เป็นการรบกวนหรือเดือดร้อนแล้ว อยากให้แม่ช่วยซื้อเอาไว้
แม่ผมมีการศึกษาน้อย แต่มีความคิดเรื่องการลงทุนมานานแล้ว เมื่อครั้งที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่ต่างจังหวัด แม่เล็งเห็นว่าในอนาคตก็ต้องส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือ เกิดเป็นรายจ่ายประจำ จะต้องหาทางมีรายได้ประจำไว้ส่งเสียลูก จะได้พ้นจากภาระผูกพันที่กระทบถึงการดำเนินธุรกิจตามปกติ และจะเป็นหลักประกันว่าลูกจะมีเงินส่งเสียให้ได้เล่าเรียนจนจบการศึกษา ดังนั้นเมื่อได้รับความเห็นชอบจากพ่อแล้วจึงได้ซื้อห้องแถวไว้สองห้องในตัวจังหวัด แล้วได้ให้คนเช่าในอัตราเดือนละ 700 บาท และได้ใช้เงินดังกล่าวนั้นเป็นค่าส่งเสียผมและน้องคนรองให้ได้เล่าเรียน
แม่คิดว่าในอนาคตลูกของแม่อีกหลายคนจะต้องตามมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ หากได้ซื้อบ้านไว้สักหลังหนึ่งแล้วให้เช่าก็จะมีรายได้ประจำในการส่งเสียให้ลูกเรียนมากขึ้น ทั้งหากวันหน้าลูกมีเหย้าเรือนก็จะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง
ดังนั้นแม่จึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้และเนื่องจากผู้ขายเป็นแม่ชีที่มุ่งมั่นศึกษาในพระอภิธรรม และแม่มีความนับถือศรัทธาทั้งคุณย่าละม้ายและเพื่อนของคุณย่าละม้ายซึ่งเป็นผู้ขายบ้านหลังนี้ แม่จึงตกลงซื้อโดยไม่มีการต่อรองราคาแม้แต่บาทเดียว เพราะแม่ถือว่าเป็นการซื้อที่มีเจตนาเพื่อลูกอย่างหนึ่ง และเป็นการซื้อเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพุทธศาสนิกชนอีกอย่างหนึ่ง จึงนับว่าเป็นการซื้อสิ่งของด้วยจิตที่เป็นกุศล
ลางคนเมื่อเห็นผู้อื่นเดือดร้อน บ้านที่ดินจะหลุดขายฝากก็มักที่จะกดราคาให้ต่ำ ซึ่งเป็นการฉวยโอกาสหาประโยชน์จากความเดือดร้อนของคนอื่น เป็นการซื้อด้วยจิตที่ไม่เป็นกุศล ผลบั้นปลายจึงต้องได้รับผลจากจิตที่เป็นอกุศลนั้นด้วย นั่นคือถ้าหากซื้อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ไหนเลยบ้านที่ได้มาจากความเดือดร้อนของคนอื่นจะเป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุขและความร่มเย็นได้ ความแตกต่างระหว่างเจตนาในการซื้อดังกล่าวนี้ทั้งที่เป็นการซื้อเหมือนกันแต่ย่อมส่งผลบั้นปลายที่ต่างกัน ยิ่งเป็นการซื้อที่อยู่อาศัยด้วยแล้วย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ควรดูแคลนเลยแม้แต่น้อย
แม่ไม่ได้เตรียมเงินติดตัวมากรุงเทพฯ เพราะไม่ได้รู้ตัวมาก่อน แต่เมื่อตกลงใจซื้อแล้วก็ได้ขอให้คุณย่าละม้ายช่วยออกเงินทดรองให้ แล้วรีบโทรเลขให้พ่อโอนเงินมาคืนแก่คุณย่าละม้าย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม่ผมนั้นแม้เป็นหญิง แต่การตัดสินใจในทางที่ถูกที่ควรแล้วจะมีความเด็ดขาดฉับไวเป็นพิเศษ
อาจจะเป็นเพราะเจตนาในการซื้อประกอบด้วยกุศล ดังนั้นพอรับโอนที่ดินและบ้านเสร็จก็มีผู้มาขอเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 1,400 บาท ซึ่งนับว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่ดีและคุ้มแก่การลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนที่สมควรแก่การลงทุน เป็นผลให้หลังจากนั้นแม่ไม่ต้องส่งเงินรายเดือนให้กับผมและน้องอีก เพราะเก็บค่าเช่าบ้านเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 300 บาท สองคนรวมเป็น 600 บาท ยังมีเงินเหลืออีก 800 บาท แม่ได้เปิดบัญชีไว้ที่ธนาคารและให้นำเงินนี้เข้าฝาก เพื่อเป็นเงินสำรองค่าใช้จ่ายถ้าหากจำเป็น
ค่าเช่าจากบ้านหลังนี้มีผลมากเพราะผมและน้อง ๆ ที่ตามมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ทุกคนในภายหลังได้อาศัยเงินจากค่าเช่าบ้านหลังนี้เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน สมดังเจตนารมณ์ที่แม่ได้คิดไว้ทุกประการ
คนเราทุกคนมีบุตรหลานต้องส่งเสียให้เล่าเรียน คนจำนวนมากหวังพึ่งพาแต่รายได้เฉพาะหน้าเป็นค่าเล่าเรียนบุตร หรือคิดว่าจะมีรายได้อย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไปซึ่งจำนวนหนึ่งการก็เป็นไปตามที่ได้คาดหมายไว้ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ประสบกับเหตุการณ์พลิกผันและทำให้ไม่สามารถหาเงินส่งเสียให้ลูกเรียนได้ตามที่ตั้งใจไว้ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วก็ส่งผลทำให้ไม่มีเงินส่งเสียลูกจนลูกต้องออกจากโรงเรียน กระทั่งเป็นผลทำให้ลูกต้องเสียผู้เสียคนไปก็มี
ความคิดเห็นของแม่ในเรื่องการลงทุนซื้อบ้าน แม้จะเป็นความคิดเห็นของคนที่มีการศึกษาน้อยแต่ผลที่เกิดขึ้นจริงนั้นอาจถือได้ว่าเป็นความคิดเห็นของผู้มีสติปัญญา เล็งการณ์ข้างหน้าแม่นยำอย่างแท้จริงและเป็นประโยชน์จริง สามารถเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้แก่การศึกษาของบุตร และสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยในอนาคตได้อีกสถานหนึ่งด้วย ในวันนี้ผมจึงได้เดินตามหนทางสายที่แม่ได้ทำแบบอย่างไว้ และได้กลายเป็นธุรกิจหรืออาชีพหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนอย่างมั่นคงและคุ้มค่า.
เพื่อนร่วมรุ่นในชั้น มศ.5 ที่จัดว่าเป็นหัวเรือใหญ่คือประยูร สงวนสิน ซึ่งเป็นลูกเถ้าแก่โรงน้ำแข็ง มีจิตใจกว้างขวาง มีบ้านเรือนใหญ่โตและเป็นคนรักเพื่อน ดังนั้นในวันหยุดจึงมักจะชวนเพื่อนร่วมชั้นไปสังสรรค์กันที่บ้าน พวกเราจึงไปคลุกคลีอยู่กับประยูรและเพื่อน ๆ ที่บ้านของประยูรเป็นประจำ
บางครั้งก็ไปพักค้างกันตลอดทั้งสัปดาห์ ข้าวปลาอาหาร กินกันที่บ้านของประยูรอย่างอุดมสมบูรณ์ ส่วนเสื้อผ้า รองเท้า แม้กระทั่งเสื้อกล้าม กางเกงใน ใครขาดใครเหลือประยูรก็จัดหามาแจกจ่ายให้เป็นที่ประทับใจของทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้
เพราะความติดใจอยากมีอาชีพเป็นนักกฎหมาย ดังนั้นวันเวลาใดที่ไม่ได้ไปเสวนากับหมู่เพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียน ผมจึงหมั่นแวะเวียนไปที่บ้านของวัจนนท์ ถิระวัฒน์ เพื่อนเก่านักเรียนโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ที่บ้านวังหลัง ทั้งนี้เพราะพ่อของวัจนนท์เป็นคนภาคใต้เหมือนกัน และรับราชการเป็นจ่าศาลอยู่ที่ศาลอาญา ผมจึงรักที่จะสนทนาสอบถามความรู้ต่าง ๆ ซึ่งได้รับความเมตตาชี้แจงอธิบายอย่างละเอียดราวกับว่าเป็นลูกหลาน ดังนั้นแม้จะเรียนอยู่ในชั้น มศ.5 แต่ผมก็เริ่มมีความรู้ทั่วไปในพื้นฐานของวิชาการทางกฎหมาย และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตั้งแต่บัดนั้น
พระมหาวิสุทธิ์เป็นพระเจ้าระเบียบวินัย ไม่ต่างเท่าใดกับพระมหาทรงธรรม์ ดังนั้นแม้ว่าท่านจะส่งเสริมให้ผมคบหาเพื่อนฝูงแต่ก็มีเงื่อนไขคือต้องพาพวกเพื่อน ๆ มาพบและแนะนำให้ท่านรู้จักก่อน
เมื่อแนะนำให้รู้จักแล้ว พระมหาวิสุทธิ์จะอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับหน้าที่และศีลธรรม ตลอดจนธรรมะในพระพุทธศาสนาทุกครั้งไป
พระมหาวิสุทธิ์มักจะสอนเกี่ยวกับการคบมิตรว่าชีวิตของเยาวชนนั้นจะเป็นไปประการใด เพื่อนฝูงมีส่วนไม่น้อยที่จะทำให้เป็นไปได้เช่นนั้น ถ้ามีเพื่อนดีก็จะชักนำไปในทางที่ดีทั้งกลุ่ม ถ้ามีเพื่อนชั่วก็จะชักนำไปทางชั่วทั้งกลุ่ม
พระมหาวิสุทธิ์สอนว่าพระพุทธเจ้าสอนชาวพุทธในเรื่องมงคล 38 ไว้เป็นหลักปฏิบัติที่ครบถ้วนและเป็นมงคลแก่ชีวิตของความเป็นมนุษย์ทุกคน โดยคำสอนข้อแรกในเรื่องมงคล 38 นี้เป็นเรื่องของการห้ามคบคนพาล เพราะทรงเห็นความสำคัญของการคบเพื่อนดีและชั่วเป็นเบื้องแรกของการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งปวง
หากคนเราไม่คบเพื่อนชั่วเสียอย่างหนึ่งแล้วก็จะแผ้วพานจากสิ่งอัปมงคลทั้งปวง จะมีความปลอดภัยในชีวิตและจะประสพกับสิ่งที่เป็นมงคลทั้งปวง ท่านยกตัวอย่างว่าบางคนเป็นคนดีแต่คบเพื่อนเป็นโจร ไปกินข้าวด้วยกันกลับมาก็ถูกตำรวจจับร่วมกลุ่มไปกับโจรด้วย กว่าจะพ้นผิดก็เสียผู้เสียคนไปแล้ว ดังนั้นในหมู่เพื่อนทุกคนจึงต้องเลือกเฟ้นคบหาคนดี อย่าได้มีผู้ประพฤติตนเป็นคนพาลเข้ามาร่วมกลุ่มเป็นอันขาด
ท่านยังสำทับด้วยว่าเหตุที่ต้องเรียกทุกคนมาอบรมก็เพราะว่าในกลุ่มเพื่อนนั้นหากมีใครเป็นพาลขึ้นสักคนหนึ่งก็จะทำให้เพื่อนทั้งกลุ่มเสียผู้เสียคนไปด้วย แล้วจะเสียหายมาถึงวัดระฆัง
มงคล 38 ข้อแรกนี้จึงเป็นข้อที่ผมยึดถือปฏิบัติในการครองตนตลอดมาเพราะได้เห็นคุณค่าและผลจริงของคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่ามีแต่จะเป็นมงคลแก่ชีวิตสถานเดียวเท่านั้น
ในภายหลังเมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็ได้รู้กระจ่างว่าการไม่คบคนพาลนั้นจะทำให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง จะมีความสวัสดีในที่ทั้งปวง และเข้าใจได้กระจ่างตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่าคนพาลก็เหมือนกับถ่านไฟ ยามที่ติดไฟลุกโชติแดงอยู่ก็จะร้อน แตะต้องหรือเข้าใกล้ก็จะไหม้หรือร้อนตัว ยามดับเป็นเถ้าถ่านแล้วขืนจับต้องก็จะสกปรกเปรอะเปื้อน แม้แต่อยู่ใกล้ฝุ่นดำอันเปรอะเปื้อนนั้นก็จะถูกลมพัดมาต้องเนื้อตัวเสื้อผ้าทำให้เปรอะเปื้อน หากยามร้ายลมพัดฝุ่นขี้เถ้าเข้าไปในตาก็จะยิ่งปวดแสบปวดร้อนเป็นที่ทรมาน คนพาลจึงเป็นต้นเหตุแห่งอันตรายทั้งปวงของคนเรา
เมื่อทุกคนน้อมใจเชื่อฟังคำสอน พระมหาวิสุทธิ์ท่านก็ต้อนรับกลุ่มเพื่อนของผมเป็นอันดี ดังนั้นเพื่อนนักเรียนชั้น มศ.5 จึงได้มาเสวนาสังสรรค์กันที่กุฏิธรรมนิวาสเป็นประจำอีกแหล่งหนึ่ง
เพราะเหตุนี้จึงทำให้บรรดาเพื่อน ๆ ซึ่งมาจากหลากหลายแหล่ง ครั้นได้มาเสวนากันที่วัดระฆังแล้ว จึงมักที่จะได้รับการอบรมหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา อันจำเป็นแก่การดำรงชีวิตติดตัวไปเสมอ
เพื่อนบางคนนำความไปเล่าให้พ่อแม่ฟังก็ได้รับคำชื่นชมและส่งเสริมให้หมั่นเพียรมาวัดระฆัง ด้วยหวังจะให้พระตักเตือนสั่งสอน มาถึงวันนี้เพื่อนบางคนยังรำลึกและเห็นเป็นคุณูปการของพระธรรมคำสอนที่พระมหาวิสุทธิ์เคยพร่ำสอนแค่ครั้งนั้น เพราะได้ช่วยคุ้มครองปกป้องชีวิตให้ปลอดภัยมาได้หลายครั้งหลายหน
วันหนึ่งเวลาเย็นพระมหาวิสุทธิ์ลงมาที่ครัว เห็นปิ่นโตและจานข้าว 4-5 ใบตั้งวางอยู่โดยไม่มีผู้เก็บล้าง ท่านจึงเรียกศิษย์วัดในกุฏิธรรมนิวาสทุกคนมาประชุมพร้อมกันว่าทำไมจึงทิ้งปิ่นโตและจานข้าวไว้ไม่เอาไปเก็บล้างให้เรียบร้อย
ความจริงวันนั้นเป็นเวรของสิน สินทำหน้าที่ล้างถ้วยชามจานและบาตรเสร็จแล้วได้เก็บกับข้าวและข้าวเหลือไว้ในตู้ แต่ไม่รู้ว่าศิษย์วัดคนไหนเอากับข้าวและข้าวมากินในตอนเย็น กินแล้วก็ไม่ล้าง คงทิ้งไว้อย่างนั้น พระมหาวิสุทธิ์สอบถามก็ไม่ได้ความว่าใครเป็นคนทิ้งค้างไว้เช่นนั้น
พระมหาวิสุทธิ์จึงตัดสินคดีนี้ว่าการทำหน้าที่ล้างบาตรถ้วยชามและปิ่นโตเป็นหน้าที่รับผิดชอบของศิษย์วัดทุกคนในกุฏินี้ เมื่อหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ทุกคนก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่เพื่อให้ทุกคนจำเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ และเพื่อให้มีความรักสามัคคีต่อกัน ท่านจำเป็นจะต้องลงโทษเพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกต่อไป
แต่โทษซึ่งจะลงกับศิษย์วัดกลับไม่ใช่โทษเฆี่ยนตีหรือดุด่าว่ากล่าวแต่ประการใด พระมหาวิสุทธิ์ให้ทุกคนนั่งอาราธนาธรรม แล้วท่านเทศน์สั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องข้อพิพาทในยุคพุทธกาล
เนื้อความในคำเทศน์นั้นมีว่าพระสงฆ์ในขณะนั้นได้แบ่งการปกครองเป็นสองคณะ คือคณะวินัยธรซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านพระวินัยคณะหนึ่ง และคณะธรรมกถึกซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านพระธรรมคำสอนอีกคณะหนึ่ง ขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยในข้อที่ว่าถ้าพระไปห้องน้ำใช้น้ำล้างแล้วจะต้องราดน้ำให้หมด จะทิ้งน้ำค้างไว้ในขันหรือในกะลาไม่ได้ ซึ่งคงเป็นไปเพื่อป้องกันความรังเกียจของพระที่เข้าห้องน้ำภายหลัง หรือเพื่อป้องกันการเพาะพันธุ์ของยุงก็เป็นได้ หากฝ่าฝืนก็เป็นการผิดพระวินัย
พระคณะวินัยธรเข้าห้องน้ำภายหลังจากพระคณะธรรมกถึก เห็นน้ำขังอยู่ในขันเพราะราดไม่หมดจึงโจษขานว่าพระคณะธรรมกถึกผิดพระวินัย แต่พระธรรมกถึกเถียงว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงเป็นเหตุให้มีการพิพาทกันระหว่างพระสองรูป แล้วขยายลุกลามไปเป็นการพิพาทกันระหว่างพระทั้งสองคณะ เกิดความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นในหมู่สงฆ์จนไม่เป็นปกติสุข
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความแล้วทรงห้ามปรามพระสงฆ์ทั้งสองคณะ แต่ไม่มีคณะไหนเชื่อฟัง ยังคงดื้อรั้นทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไป พระบรมศาสดาจึงทรงปลีกพระองค์ไปอยู่เสียที่อื่น
ชาวบ้านทราบความก็ไม่พอใจพระสงฆ์เหล่านั้น จึงพร้อมกันลงโทษพระด้วยการ ไม่ใส่บาตร ไม่ให้การต้อนรับ
เมื่อเป็นเช่นนี้พระสงฆ์เหล่านั้นก็เดือดร้อนและพากันปรึกษาหารือกันในแต่ละคณะ แล้วเห็นว่าการที่สงฆ์ทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนี้เป็นความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา ทำให้เกิดความไม่สบายพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และทำให้ชาวบ้านต่อต้าน
เมื่อพระสงฆ์เหล่านั้นสำนึกผิดแล้วจึงชวนกันไปเฝ้าและกราบทูลขอขมาต่อพระบรมศาสดา เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมให้พระสงฆ์มีความสามัคคีกัน ไม่แตกแยกแตกความสามัคคีกัน ซึ่งเป็นเครื่องทำลายหมู่คณะและทำให้สงฆ์ไม่เป็นสุข
พระมหาวิสุทธิ์จบบทเทศนาว่านี่คือตัวอย่างของความไม่สามัคคีที่ถ้าหากเกิดขึ้นแก่คณะไหนเมื่อใดแล้วก็จะไม่เป็นสุข มีแต่ความทุกข์ร้อนและเสียหาย การที่ทิ้งปิ่นโตถ้วยชามจานไว้ไม่ล้างให้เรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงความไม่สามัคคี ความไม่รับผิดชอบ และความไม่มีวินัยในหมู่เด็กวัด ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะเป็นแบบอย่างให้เสียนิสัยในวันหน้า จึงขอให้จำเทศนาเรื่องนี้ไว้ก็จะเป็นมงคลแก่ทุกคน
พวกเราได้ฟังธรรมโดยไม่ต้องติดกันเทศน์ เสร็จแล้วพระมหาวิสุทธิ์ยังบอกว่าที่เทศน์ให้ฟังนั้นเป็นการให้คือให้พระธรรม ยังไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เพื่อให้เข้าใจโทษของความไม่สามัคคีกันและเพื่อให้เข้าใจโทษของความไม่รับผิดชอบร่วมกัน ท่านจึงจำเป็นต้องลงโทษเพื่อให้จดจำไว้กำกับใจในวันหน้า
พระมหาวิสุทธิ์สั่งให้ศิษย์วัดทั้ง 6-7 คน ร่วมกันถือจานชามทีละใบ ถือปิ่นโตทีละใบ เอาไปล้างที่ท่าน้ำวัดระฆัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลและเป็นที่ขบขันของศิษย์วัดกุฏิอื่น ๆ
พวกเราศิษย์วัดกุฏิธรรมนิวาสทุกคนใจหนึ่งก็ขำ แต่ใจหนึ่งก็ละอายศิษย์วัดกุฏิอื่น เพราะกว่าจะช่วยกันถือจานชามและปิ่นโตแต่ละใบไปถึงท่าน้ำได้ก็ลำบากไม่น้อย เพราะคนมากแต่ปิ่นโต ชาม หรือจานใบเล็กนิดเดียว และประตูรั้วที่จะออกไปยังท่าน้ำก็เล็ก ดังนั้นกว่าจะล้างจานชามและปิ่นโตหมดด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ก็เสียเวลาเกือบชั่วโมง
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ได้ให้ข้อสติเตือนใจในการครองตนตลอดมา ทำให้ตระหนักและสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ทั้งปวง แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
มาถึงวันนี้จึงได้รู้และเข้าใจว่าวิสัยคนที่เป็นครูแท้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมแท้นั้นท่านไม่ได้ลงโทษด้วยความโกรธหรือด้วยอคติอื่น และไม่ได้ลงโทษแต่อย่างเดียว เพราะจะสอนสั่งให้เข้าใจในความผิดชอบชั่วดีให้ถ่องแท้เสียก่อนแล้วจึงลงโทษเพื่อให้ฝังใจจำไม่กระทำผิดซ้ำอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เป็นศิษย์ก็ไม่มีทางที่จะคิดโกรธหรือพยาบาทใด ๆ นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาคราวใดก็เห็นแต่บุญคุณของผู้เป็นครูอาจารย์เมื่อนั้น
นามวัดระฆังเมื่อผวนกลับแล้วก็จะออกเสียงเป็นวังระฆัด ดังนั้นเพื่อน ๆ นักเรียนจึงมักจะล้อเลียนผมว่าเป็นเด็กวังคือเด็กวังระฆัด ในบางครั้งเมื่อใครถามผมว่าอยู่ที่ไหนผมจึงมักจะตอบว่าอยู่วัง ถ้าถามต่อว่าอยู่วังไหนก็จะตอบว่าอยู่วังระฆัด พอแปลความให้ได้รู้ว่าอยู่วัดระฆังก็หัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน
ในปีที่ผมเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นั้น แม่ได้ขึ้นมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ และไปพักที่บ้านญาติทางสายของยายชื่อว่าละม้าย ซึ่งอาศัยอยู่แถวปทุมวัน ซึ่งแม่ผมนับถือว่าเป็นญาติสนิท ญาติผู้นี้มีอายุรุ่นราวเดียวกันกับยาย แต่คนทั้งหลายนิยมเรียกว่าย่าละม้าย ผมจึงได้เรียกท่านว่าย่าละม้ายตามไปด้วย
คุณย่าละม้ายได้ขอร้องให้แม่ผมช่วยซื้อบ้านพร้อมที่ดินของเพื่อนซึ่งติดขายฝากและใกล้จะหลุด บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านบางโพ ในหมู่บ้านจัดสรรของร้านทองแม่ทองใบซึ่งเป็นนักจัดสรรที่ดินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น มีเนื้อที่ราว 75 ตารางวา โดยย่าละม้ายบอกว่าเจ้าของบ้านซึ่งเป็นเพื่อนได้ละทางโลกไปบวชเป็นแม่ชีมานานแล้ว มาคราวหนึ่งบุตรหลานเดือดร้อนมาขอยืมเงิน จึงเอาบ้านหลังนี้ไปขายฝากนำเงินไปช่วยบุตรหลาน แต่บุตรหลานไม่ยอมใช้หนี้ บัดนี้ใกล้เวลาครบกำหนด หากไม่ไถ่ถอนก็จะถูกยึด
คุณย่าละม้ายบอกว่าบ้านพร้อมที่ดินหลังนี้มีราคาราว ๆ 160,000-170,000 บาท แต่เป็นหนี้ขายฝากอยู่ราว 100,000 บาท หากขายได้แล้วเงินที่เหลือก็จะนำไปทำบุญ แต่เจ้าของก็ไม่อยากขายเต็มตามราคาเพราะเป็นบ้านเก่า ดังนั้นจะขายเพียง 140,000 บาท หากไม่เป็นการรบกวนหรือเดือดร้อนแล้ว อยากให้แม่ช่วยซื้อเอาไว้
แม่ผมมีการศึกษาน้อย แต่มีความคิดเรื่องการลงทุนมานานแล้ว เมื่อครั้งที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่ต่างจังหวัด แม่เล็งเห็นว่าในอนาคตก็ต้องส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือ เกิดเป็นรายจ่ายประจำ จะต้องหาทางมีรายได้ประจำไว้ส่งเสียลูก จะได้พ้นจากภาระผูกพันที่กระทบถึงการดำเนินธุรกิจตามปกติ และจะเป็นหลักประกันว่าลูกจะมีเงินส่งเสียให้ได้เล่าเรียนจนจบการศึกษา ดังนั้นเมื่อได้รับความเห็นชอบจากพ่อแล้วจึงได้ซื้อห้องแถวไว้สองห้องในตัวจังหวัด แล้วได้ให้คนเช่าในอัตราเดือนละ 700 บาท และได้ใช้เงินดังกล่าวนั้นเป็นค่าส่งเสียผมและน้องคนรองให้ได้เล่าเรียน
แม่คิดว่าในอนาคตลูกของแม่อีกหลายคนจะต้องตามมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ หากได้ซื้อบ้านไว้สักหลังหนึ่งแล้วให้เช่าก็จะมีรายได้ประจำในการส่งเสียให้ลูกเรียนมากขึ้น ทั้งหากวันหน้าลูกมีเหย้าเรือนก็จะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง
ดังนั้นแม่จึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้และเนื่องจากผู้ขายเป็นแม่ชีที่มุ่งมั่นศึกษาในพระอภิธรรม และแม่มีความนับถือศรัทธาทั้งคุณย่าละม้ายและเพื่อนของคุณย่าละม้ายซึ่งเป็นผู้ขายบ้านหลังนี้ แม่จึงตกลงซื้อโดยไม่มีการต่อรองราคาแม้แต่บาทเดียว เพราะแม่ถือว่าเป็นการซื้อที่มีเจตนาเพื่อลูกอย่างหนึ่ง และเป็นการซื้อเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพุทธศาสนิกชนอีกอย่างหนึ่ง จึงนับว่าเป็นการซื้อสิ่งของด้วยจิตที่เป็นกุศล
ลางคนเมื่อเห็นผู้อื่นเดือดร้อน บ้านที่ดินจะหลุดขายฝากก็มักที่จะกดราคาให้ต่ำ ซึ่งเป็นการฉวยโอกาสหาประโยชน์จากความเดือดร้อนของคนอื่น เป็นการซื้อด้วยจิตที่ไม่เป็นกุศล ผลบั้นปลายจึงต้องได้รับผลจากจิตที่เป็นอกุศลนั้นด้วย นั่นคือถ้าหากซื้อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ไหนเลยบ้านที่ได้มาจากความเดือดร้อนของคนอื่นจะเป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุขและความร่มเย็นได้ ความแตกต่างระหว่างเจตนาในการซื้อดังกล่าวนี้ทั้งที่เป็นการซื้อเหมือนกันแต่ย่อมส่งผลบั้นปลายที่ต่างกัน ยิ่งเป็นการซื้อที่อยู่อาศัยด้วยแล้วย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ควรดูแคลนเลยแม้แต่น้อย
แม่ไม่ได้เตรียมเงินติดตัวมากรุงเทพฯ เพราะไม่ได้รู้ตัวมาก่อน แต่เมื่อตกลงใจซื้อแล้วก็ได้ขอให้คุณย่าละม้ายช่วยออกเงินทดรองให้ แล้วรีบโทรเลขให้พ่อโอนเงินมาคืนแก่คุณย่าละม้าย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม่ผมนั้นแม้เป็นหญิง แต่การตัดสินใจในทางที่ถูกที่ควรแล้วจะมีความเด็ดขาดฉับไวเป็นพิเศษ
อาจจะเป็นเพราะเจตนาในการซื้อประกอบด้วยกุศล ดังนั้นพอรับโอนที่ดินและบ้านเสร็จก็มีผู้มาขอเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 1,400 บาท ซึ่งนับว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่ดีและคุ้มแก่การลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนที่สมควรแก่การลงทุน เป็นผลให้หลังจากนั้นแม่ไม่ต้องส่งเงินรายเดือนให้กับผมและน้องอีก เพราะเก็บค่าเช่าบ้านเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 300 บาท สองคนรวมเป็น 600 บาท ยังมีเงินเหลืออีก 800 บาท แม่ได้เปิดบัญชีไว้ที่ธนาคารและให้นำเงินนี้เข้าฝาก เพื่อเป็นเงินสำรองค่าใช้จ่ายถ้าหากจำเป็น
ค่าเช่าจากบ้านหลังนี้มีผลมากเพราะผมและน้อง ๆ ที่ตามมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ทุกคนในภายหลังได้อาศัยเงินจากค่าเช่าบ้านหลังนี้เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน สมดังเจตนารมณ์ที่แม่ได้คิดไว้ทุกประการ
คนเราทุกคนมีบุตรหลานต้องส่งเสียให้เล่าเรียน คนจำนวนมากหวังพึ่งพาแต่รายได้เฉพาะหน้าเป็นค่าเล่าเรียนบุตร หรือคิดว่าจะมีรายได้อย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไปซึ่งจำนวนหนึ่งการก็เป็นไปตามที่ได้คาดหมายไว้ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ประสบกับเหตุการณ์พลิกผันและทำให้ไม่สามารถหาเงินส่งเสียให้ลูกเรียนได้ตามที่ตั้งใจไว้ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วก็ส่งผลทำให้ไม่มีเงินส่งเสียลูกจนลูกต้องออกจากโรงเรียน กระทั่งเป็นผลทำให้ลูกต้องเสียผู้เสียคนไปก็มี
ความคิดเห็นของแม่ในเรื่องการลงทุนซื้อบ้าน แม้จะเป็นความคิดเห็นของคนที่มีการศึกษาน้อยแต่ผลที่เกิดขึ้นจริงนั้นอาจถือได้ว่าเป็นความคิดเห็นของผู้มีสติปัญญา เล็งการณ์ข้างหน้าแม่นยำอย่างแท้จริงและเป็นประโยชน์จริง สามารถเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้แก่การศึกษาของบุตร และสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยในอนาคตได้อีกสถานหนึ่งด้วย ในวันนี้ผมจึงได้เดินตามหนทางสายที่แม่ได้ทำแบบอย่างไว้ และได้กลายเป็นธุรกิจหรืออาชีพหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนอย่างมั่นคงและคุ้มค่า.