ตอนที่ 50. สัมผัสแสงแห่งธรรมศาสตร์

ผมเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาปีที่สองโดยการตั้งความหวังว่าเมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้วอยากจะเรียนต่อในวิชากฎหมาย เพื่อจะเป็นนักกฎหมายตามความตั้งใจเดิมที่มีความรู้สึกเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งที่พ่อผมถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์

            พี่วินัยผู้เป็นน้องของพระมหาวิสุทธิ์ซึ่งเป็นศิษย์วัดรุ่นพี่และเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แนะนำว่าการเรียนกฎหมายจะมีโอกาสไปประกอบอาชีพได้หลายอย่าง คือเป็นทนายความก็ได้ จะสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ได้ ถ้าอยากเป็นตำรวจก็อาจสอบเข้าตำรวจก็ได้ หรือแม้จะประกอบอาชีพอย่างอื่นก็จะมีความรู้ไม่ด้อยไปกว่าใคร

            พี่วินัยได้บอกว่าเรื่องราวทั้งหลายในโลกนี้ล้วนมีเขียนไว้ในกฎหมายทั้งสิ้น แตกต่างจากการเรียนวิชาอย่างอื่นซึ่งจะรู้ก็แต่เฉพาะเรื่องนั้น ๆ เช่นเรียนวิชาแพทย์ก็รู้แต่เรื่องการแพทย์ เรียนวิชาบัญชีก็จะรู้แต่เรื่องบัญชี ยากที่จะมีความรู้กว้างขวางออกไปในสาขาอื่น ๆ แต่วิชากฎหมายนั้นแตกต่างกัน เพราะทุกเรื่องราวล้วนมีบัญญัติไว้ในกฎหมายทั้งสิ้น ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ของคนในทุกเรื่องราว แม้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนซึ่งจะเป็นแนวทางการดำรงตนอยู่ในสังคมให้เป็นปกติสุขสืบไป

            ยิ่งไปกว่านั้นคือกฎหมายไม่ได้เขียนไว้เพียงเท่าที่เขียนได้เท่านั้น เพราะเรื่องราวในโลกนี้มีมากมาย ยากที่จะเขียนเป็นตัวหนังสือได้หมดและครบถ้วน แต่กฎหมายก็ได้เขียนถึงกรณีที่ไม่มีกฎหมายเอาไว้ด้วยว่าในกรณีที่ไม่มีกฎหมายเขียนบังคับไว้ จะให้ปฏิบัติอย่างไร

            จึงเป็นอันว่ากฎหมายสามารถให้ผลบังคับได้ทั้งที่มีบัญญัติไว้โดยชัดเจนในกฎหมาย และทั้งที่มิได้มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายอีกด้วย มิหนำซ้ำยังบังคับไว้ด้วยว่าทุกคนจะต้องรู้กฎหมาย ใครจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนบ้านนอกคอกนาอยู่ป่าดง ไม่เคยพบเคยเห็นกฎหมาย หรืออ่านหนังสือไม่ออกก็ตาม นี่คือความพิสดารของกฎหมาย

            คำแนะนำของพี่วินัยทำให้ผมมีความสนใจที่จะเรียนกฎหมายมากขึ้น ผมได้ถามพี่วินัยว่าถ้าจะสอบเข้าเรียนกฎหมายจะเรียนที่ไหนดี เพราะขณะนั้นมีการสอนวิชากฎหมายอยู่ในหลายมหาวิทยาลัย คือทั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งในขณะนั้นอยู่ในช่วงรอยต่อของการตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมีการสอนวิชากฎหมายเหมือนกัน แต่ยังไม่โด่งดังและเป็นที่นิยมเหมือนกับทุกวันนี้

            พี่วินัยได้แนะนำว่าถ้าตัดสินใจที่จะเรียนกฎหมายก็ต้องพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในวิชากฎหมายมาช้านานแล้ว นอกจากนั้นชาวธรรมศาสตร์รุ่นพี่ ๆ ที่อยู่ในวงการต่าง ๆ ก็มีเป็นจำนวนมาก และชาวธรรมศาสตร์ยังมีอัชฌาสัยรักรุ่นพี่รุ่นน้อง สืบไปเมื่อหน้าก็จะอุปถัมภ์ค้ำชูแก่กันได้

            ผมจึงตัดสินใจตั้งแต่ยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาในขณะนั้นว่าจะสอบเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นในยามว่างหรือพอมีโอกาสบ้างผมจึงไปซื้อหาหนังสือเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหนังสือกฎหมายมาศึกษาทำความเข้าใจไว้ล่วงหน้า

            ยิ่งศึกษาก็ยิ่งมีความชื่นชมในอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นผู้ประสาธน์การ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติทางการศึกษาของประเทศที่แท้จริง

            อันการศึกษาไทยนั้นแต่เดิมมาชาวบ้านมีโอกาสเรียนก็แต่เพียงขั้นต้น โดยเรียนกันในวัดหรือในโรงเรียนวัด ไม่มีโอกาสเรียนในขั้นสูงเพราะจำกัดไว้ให้เป็นการศึกษาสำหรับเชื้อสายเจ้านายหรือขุนนางชั้นสูงหรือลูกท่านหลานเธอที่มีฐานะมั่งคั่งเท่านั้น

            กลายเป็นว่าการศึกษาของชาติเป็นเรื่องผูกขาดสำหรับผู้ปกครองและจำกัดตัดสิทธิราษฎรทั้งประเทศไม่ให้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนโดยมิได้คำนึงถึงผลที่แท้จริงว่าจะทำให้ประชากรของชาติโง่เขลาเบาปัญญา และทำให้ชาติไม่ก้าวหน้า ดำรงอยู่ในความล้าหลังชาติอื่น ๆ

            นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนักศึกษาเก่าจากประเทศฝรั่งเศส เป็นลูกชาวบ้าน ได้เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของการศึกษาที่จะทำให้คนมีความฉลาด มีความรู้และมีสติปัญญา สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองและทำมาหากินเลี้ยงชีพ ดังนั้นเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ มีอำนาจขึ้นในบ้านเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 แล้ว จึงมุ่งมั่นที่จะทำการปฏิวัติการศึกษาเพราะถือว่านี่คือรากฐานที่แท้จริงของการปฏิวัติประเทศไทย

            ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ นายปรีดี พนมยงค์ เห็นว่าการศึกษาเป็นสิทธิและเป็นเสรีภาพของประชาชาติไทย เป็นเรื่องที่จะผูกขาดไว้แต่เฉพาะกลุ่มหรือคณะใดคณะหนึ่งไม่ได้ ความคิดเห็นเช่นนี้ในยุคสมัยนั้นถือว่าเป็นการท้าทายต่อความคิดและอุดมการณ์การศึกษาเก่าของชนชั้นสูงและกลุ่มอำนาจเก่าอย่างแหลมคมที่สุด

            เพราะเหตุว่าเป็นธรรมดาสำหรับชนชั้นปกครองในสมัยนั้น ที่มีความคิดว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดต่อชนชั้นของพวกเขาเท่ากับการท้าทายอำนาจ และสิ่งที่จะท้าทายอำนาจที่มีพลังมากที่สุดก็คือความรู้และความฉลาดของประชาชน

            นายปรีดี พนมยงค์ เห็นแก่ความเจริญรุ่งเรืองพัฒนาสถาพรของประเทศ จึงไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใด ๆ และไม่หวั่นต่อภยันตรายใด ๆ ที่จะกระทบมาถึงตน จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายปฏิวัติทางการศึกษาของชาติครั้งใหญ่ที่สุด ที่เป็นไปเพื่อให้มหาชนชาวไทยซึ่งเป็นคนสามัญได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนชั้นสูงเหมือนกับลูกขุนนางทั้งปวง

            นายปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศเจตนารมณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติการศึกษาของชาติที่แหลมคมลึกซึ้งและเป็นอมตะอยู่จนถึงทุกวันนี้ตอนหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยเหมือนแหล่งน้ำอันอุดมที่บรรดาชนผู้หิวกระหายทั้งหลายมีสิทธิ มีเสรีภาพ และมีความชอบธรรมที่จะตักดื่มกินได้ตามความปรารถนา และนี่ย่อมถือได้ว่าเป็นอุดมการณ์และเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

            นายปรีดี พนมยงค์ มีความเห็นอย่างหนักแน่นว่าประเทศชาติจะพัฒนาก้าวหน้าได้ก็แต่โดยประชาชนมีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้ในวิชาการขั้นสูงได้อย่างเสมอหน้ากันโดยไม่จำกัดชนชั้น วรรณะ และเพศ วัย

            ด้วยเจตนารมณ์เช่นนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของชาติที่เปิดโอกาสให้ชนทุกเหล่าได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองต่อไป และนับแต่วันสถาปนามหาวิทยาลัยเป็นต้นมา ชนสามัญอย่างเราท่านทั้งหลายจึงได้มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทัดเทียมกันกับชนชั้นสูง

            ถือได้ว่าการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คือการปลดแอกความรู้และสติปัญญาของคนไทยที่ถูกจำขังไว้แต่อดีต และเป็นการวางรากฐานการศึกษาในชั้นอุดมศึกษาของประเทศในขั้นใหม่และเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติด้วย

            ตอนเริ่มแรกที่สถาปนามหาวิทยาลัยจึงให้ชื่อมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง นับเป็นสถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษาของประชาชนที่เปิดกว้างและให้การศึกษาอย่างเปิดกว้าง คือทั้งวิชาธรรมศาสตร์และวิชาการเมือง

            วิชาธรรมศาสตร์ก็คือบรรดาสรรพวิชาทั้งหลายที่มนุษย์จะพึงศึกษาเล่าเรียน โดยเฉพาะได้แก่สรรพวิชาทั้งหลายที่ได้มีการศึกษาและถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันในบรรดาอารยะประเทศทั้งปวง โดยในระยะเริ่มต้นได้มุ่งเน้นการเปิดคณะที่จำเป็นในการ    อบรมสั่งสอนประชากรของชาติให้มีความสามารถในการบริหารจัดการบ้านเมืองและธุรกิจเป็นสำคัญ

            ส่วนวิชาการเมืองนั้นก็คือวิชาการเมืองการปกครอง มีรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์เป็นต้น ทั้งสองวิชานี้เดิมเป็นเรื่องที่ปกปิดเป็นความลับและถ่ายทอดกันในหมู่ชนชั้นผู้ปกครองเท่านั้น และถูกหวงกันไว้มิให้ประชาชนแบบเราท่านได้มีโอกาสรับรู้เลย

            การเปิดสอนในวิชาทั้งหลายอันเรียกรวมกันว่าวิชาธรรมศาสตร์และวิชาการเมืองจึงทำให้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองโดดเด่นเป็นเอกขึ้นในประเทศ ทำให้ประชาชนทั้งในส่วนที่เป็นฆราวาสและพระภิกษุพากันแห่เข้ามารับการศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

            เป็นการบุกเบิกหรือวางศิลาฤกษ์ให้กับประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสเรียนรู้เพื่อมีสิทธิ์ มีส่วน มีเสียงในชาติบ้านเมืองของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่ฮือฮาและครึกโครมอย่างขนานใหญ่ในยุคนั้น

            คุณูปการของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองและการ   อบรมสั่งสอนในวิชาธรรมศาสตร์และวิชาการเมือง ทำให้ศิษย์สำนักธรรมศาสตร์ที่จบการศึกษาแล้วมีความรอบรู้ในแขนงวิชาต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่การปฏิบัติงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ได้สอนให้คนเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงเรื่องเดียวเหมือนกับปัจจุบัน

            เพราะโลกของความเป็นจริงนั้นไม่ได้มีความรู้เพียงแขนงใดแขนงหนึ่งที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างสมบูรณ์หรือใช้ในการครองตนได้อย่างสมบูรณ์

            ชาวธรรมศาสตร์ในยุคนั้นจึงได้รังสรรค์บทเพลงประจำมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อว่าเพลงมอญดูดาว ความจริงเป็นเพียงทำนองเพลงโบราณที่มีชื่อว่ามอญดูดาวเท่านั้น เพราะเนื้อหาเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้บรรจุคำประกาศและเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยไว้อย่างมีพลังว่า
            “สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ  ด้วยอำนาจปกครองให้ผ่องเฟื่องเอย
            เอ๋ยเราเป็นไทย เรารักไทย บูชาไทย ไม่ยอมให้ใครผู้ใดมาล้างเสรีไทย
            สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อรุ่งเรืองสมบูรณ์เขตประเทศไทยเอย
            เอ๋ยธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์การเมือง ไทยจะเฟื่อง ไทยจะรุ่งเรืองก็เพราะการเมืองดี
            เหลืองของเราคือธรรม ประจำจิต แดงของเราคือโลหิต อุทิศให้เอย
            เอ๋ยเราเป็นไทย เรารักไทย บูชาไทย ไม่ยอมให้ใครผู้ใดมาล้างเสรีไทย”

            ดังนั้นชาวธรรมศาสตร์จึงควรจะได้สืบสานปณิธานอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่เกริกไกรของมหาวิทยาลัยสืบไปตราบชั่วพุทธันดร

            และเมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาการย้ายมหาวิทยาลัยว่าจะไปอยู่ที่รังสิตหรือที่ไหนจึงหาใช่เป็นเรื่องสำคัญแต่ประการใดไม่ ความสำคัญอยู่ตรงที่จะทำกันอย่างไรจึงจะทำให้อุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำรงคงอยู่หลังจากที่ถูกเปลี่ยนแปลงจนเป็นคนละเรื่องไปในทุกวันนี้

            เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในทุกวันนี้ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยปิดที่ไม่ใช่ห้วงน้ำอันอุดมซึ่งประชาชนทุกคนมีอิสรภาพ มีสิทธิ มีเสรีภาพที่จะตักดื่มกินได้ดังปรารถนาเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว นี่คือการทรยศต่ออุดมการณ์ธรรมศาสตร์อย่างโจ่งแจ้งไม่ใช่หรือ?

            ไม่เพียงแต่จะถูกบิดเบนทำลายอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น เพราะปัจจุบันนี้ยังมีการทำลายธาตุแท้และจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ที่ผูกพันอยู่กับชาติและประชาชนไปจนแทบหมดสิ้น ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมแก่งแย่งแข่งดีจึงมีขึ้นเกลื่อนกลาดในรอบรั้วมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าสมเพชเวทนา จึงน่าจะถึงเวลาที่ชาวธรรมศาสตร์ ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ หรือรุ่นที่จะมีมาในอนาคต จะได้ร่วมแรงร่วมใจกับกอบกู้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้คืนสู่อุดมการณ์และปณิธานของผู้ประสาธน์การของมหาวิทยาลัยต่อไป

            ผมทราบความการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ตลอดจนประวัติการต่อสู้อันแหลมคมเด็ดเดี่ยวยิ่งใหญ่ในเชิงประวัติศาสตร์ของชาวธรรมศาสตร์แต่อดีตแล้วต้องด้วยอัชฌาสัยเป็นยิ่งนัก มีความศรัทธากล้าขึ้นมาว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี่แล้วคือแหล่งศึกษาที่ต้องด้วยอุดมการณ์ของเด็กบ้านนอกที่เคยอยู่ในสังคมชนบทอันเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงจากกลไกอำนาจรัฐ

            ผมจึงมีความคิดใคร่ที่อยากจะเรียนวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่บัดนั้น และปักใจมุ่งมั่นว่าจะต้องสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้จงได้

             เมื่อผมปักใจที่จะสอบเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ความใฝ่ฝันในขณะนั้นก็อยากจะเป็นผู้พิพากษา เพราะมีความศรัทธาฝังใจในบทบาทของเปาบุ้นจิ้นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรมในพงศาวดารสมัยราชวงศ์ซ้อง ซึ่งขณะนั้นเป็นละครที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์เป็นประจำแทบทุกวัน จึงก่อเกิดแรงบันดาลใจให้มีความศรัทธาในหน้าที่ประสาธน์ความยุติธรรมแก่อาณาประชาราษฎรของเปาบุ้นจิ้นว่าหากผมจบวิชากฎหมายเป็นผู้พิพากษาแล้วก็จะสามารถทำหน้าที่ประสาธน์ความยุติธรรมและกำราบอธรรมให้ระย่อยับเยินไปได้

            ดังนั้นหลังจากเลิกเรียนแล้วในบางวัน ผมจึงได้แวะไปเยี่ยมหมอปานซึ่งนั่งดูหมออยู่ที่ใต้ต้นมะขามด้านริมคลองหลอด ซึ่งบริเวณนั้นสามารถมองเห็นกระทรวงยุติธรรมได้อย่างชัดเจน โดยตั้งใจว่าเมื่อได้เห็นได้สัมผัสกับบรรยากาศของศาลยุติธรรมเสียตั้งแต่เวลานั้น จะปลุกปลอบขวัญและความตั้งใจให้มั่นคงขึ้นในตน อันจะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความมานะบากบั่นในการเรียนชั้น มศ.5 มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่อนาคตให้สำเร็จดังที่หวังไว้

            ในขณะนั้นอาคารกระทรวงยุติธรรมมีลักษณะเป็นรูปตัวยู  ด้านหน้ากระทรวงยุติธรรมผินไปทางทิศเหนือเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์ของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งวงการกฎหมายไทย ส่วนอาคารที่ทอดยาวทางด้านตะวันตกไปตามแนวสนามหลวงเป็นที่ทำการของศาลแพ่ง สำหรับอาคารที่ทอดยาวทางด้านตะวันออกไปตามแนวคลองหลอดเป็นที่ทำการของศาลอาญา โดยด้านหน้าของศาลอาญาหันเข้าหาคลองหลอด

            จากบริเวณใต้ต้นมะขามริมคลองหลอดจึงสามารถมองเห็นหลังบัลลังก์ของศาลอาญา และเห็นด้านหลังของผู้พิพากษาซึ่งสวมเสื้อครุยสีดำน่าเกรงขามนั่งบนบัลลังก์ออกพิจารณาอรรถคดี ผมจึงยิ่งมีความศรัทธาอยากเป็นผู้พิพากษามากขึ้น

            ความศรัทธาในอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ซึมซาบเข้ามาในห้วงแห่งความคิดประดุจดั่งแสงแห่งธรรมที่ปลูกฝังความมุ่งมั่นที่จะสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้จงได้ ครั้นได้ประกอบพร้อมด้วยความศรัทธาที่ได้เห็นผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์พิจารณาความแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่ามีพลังที่เร่าร้อนและมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะไปให้ถึงสิ่งที่มุ่งหมายให้จงได้ในเร็ววัน

            เมื่อความหวังตั้งมั่นเช่นนั้น จึงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นในการสอบชั้น มศ.5 และก่อเกิดเป็นพลังวิริยภาพที่รุนแรงขึ้นในใจ ที่ถึงแม้ว่าผมจะเรียนชั้น มศ.5 ในห้องโหล่เหมือนกับชั้น มศ.4 แต่กลับไม่เป็นที่หนักใจหรือกังวลใจสำหรับผมแต่ประการใด เพราะมั่นใจว่าเมื่อมุ่งมั่นพยายาม ความสำเร็จย่อมมาถึงในที่สุด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘