ตอนที่ 4 - คำพยากรณ์ศาลหลักเมือง

เพราะความเป็นธรรมดานั้นมีความสมดุลอยู่ในตัวของมันเอง ในทุกข์ก็มีสุข ในสุขก็มีทุกข์ ยามเบิกบานร่าเริงใจก็มีความเหงาหงอยเศร้าสร้อยแฝงตัวอยู่ ยามเปล่าเปลี่ยวเดียวดายก็ใช่ว่าจะไร้เสียซึ่งความสุขอันเกิดแต่วิเวก ขึ้นอยู่กับว่าจะมองเห็นและเข้าใจเพียงใดหรือไม่เท่านั้น


จึง เป็นอันว่าการเดินทางจากบ้านนอกอันไกลโพ้นในยุคนั้นก็สามารถบรรลุถึงที่หมาย ปลายทางคือกรุงเทพมหานครเมืองอมรหรือเมืองของเทวดาดังสมญาที่มีมาตั้งแต่ยุค การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์นั้น


บทเพลงสุนทราภรณ์บทหนึ่ง ที่ว่า “โอ้กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร สมเป็นนครมหาธานี สวยงามหนักหนายามราตรี” และบทเพลงลูกทุ่งจำนวนมากที่พรรณนาถึงความรุ่งเรืองศิวิไลซ์เลอเลิศเพริด แพร้วของเมืองเทพธานีศรีอยุธยาของประเทศไทยเรานี้ช่างเป็นจริงแท้


            พ่อ นำขึ้นนั่งรถแท๊กซี่ซึ่งยังเป็นรถแบบโกโรโกโสจากหัวลำโพงไปพักแรมที่โรงแรม ย่านเยาวราชชื่อว่าโรงแรมอันอัน ซึ่งนับว่าเป็นโรงแรมชั้นดีในย่านคนจีนยุคนั้น แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าเป็นที่พักที่หรูที่สุดเท่าที่เคยพบมาในชีวิตเพราะ เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ได้พักโรงแรมและเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯ เสียด้วย  ในปัจจุบันนี้ไม่มีโรงแรมอันอันแล้วเพราะถูกรื้อถอนเปลี่ยนแปลงเป็นร้านค้า อย่างอื่นไปนานหลายสิบปีแล้ว


            โรงแรม อันอันซึ่งถือว่าเป็นโรงแรมชั้นดีในยุคนั้นมีห้องพักไม่ถึงร้อยห้องแต่เป็น ห้องขนาดค่อนข้างกว้าง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีแต่พัดลม แต่ความกว้างของห้องและอากาศในขณะนั้นก็ไม่ร้อนนัก จึงทำให้พักอยู่ได้อย่างสบาย


            ย่าน เยาวราชในขณะนั้นมีอาหารการกินมากมาย ทั้งที่ค้าขายกันภายในตัวอาคารและที่ค้าขายกันในลักษณะแผงลอยข้างถนน แต่ก็เป็นของแปลกและดูน่ากินไปเสียทุกสิ่ง ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ แม้ถึงเวลาค่ำแล้วผู้คนก็ยังขวักไขว่อยู่นั่นเอง ผิดกับที่บ้านนอก พอค่ำแล้วก็มืดและไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา จึงเป็นเรื่องแปลกตาแปลกใจ


            เห็น กรุงเทพฯ งดงามตระการตา มีไฟฟ้าสีแสงสว่างไสว มีผู้คนมากหน้าหลายตาจนรู้สึกว่าวุ่นวายสับสน แล้วคิดว่าเราจะทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ละหรือเพราะเป็นที่ที่ไม่คุ้นเคยเลย สักอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ผู้คน ถนนหนทาง และกระทั่งภาษาที่ใช้ เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ภาษาภาคกลาง แต่ผมเป็นและถนัดภาษาถิ่นภาคใต้ จึงไม่กล้าที่จะพูดจาอะไรกับใคร ที่สำคัญคือในกระเป๋าไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะพ่อผมเป็นคนเก็บเงินไว้แต่เพียงคนเดียว


            พวก เราหาข้าวปลากินกันที่ย่านเยาวราช และนับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้ม ชิมรสอาหารจีนในกรุงเทพฯ และรู้สึกว่ารสชาติของอาหารช่างสุดแสนจะวิเศษและแปลกใหม่ แม้กระทั่งการกินข้าวต้มกุ๊ยในตอนค่ำก็รู้สึกว่าอาหารทุกอย่างแปลกกว่าที่ เคยกินมาแต่ก่อนและมีรสชาติอร่อยถูกปากยิ่งนัก


            ผม เป็นคนโชคดีในเรื่องการกิน ตั้งแต่เป็นเด็กตัวน้อย ๆ ก็ได้มีโอกาสกินดีอยู่ดีกว่าคนอื่น เพราะทั้งก๋งและยายเอาอกเอาใจ มีอะไรดี ๆ ก็เก็บไว้ให้หรือจัดให้ผมกินก่อนเสมอ แม้เมื่ออยู่วัดพระอาจารย์ก็ให้ความรัก ความเมตตาเป็นพิเศษ บิณฑบาตรได้อะไรดี ๆ มาก็เก็บไว้ให้ผมกิน หรือไม่ก็มอบให้ผมไปเลย


            ผม ยังจำได้ว่าน้าสาวเคยบอกว่าชะตาเกิดของผมเป็นหมูเดือนสิบ ในชีวิตจะมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องการกิน ซึ่งดูเหมือนว่าจะจริงตามคำทำนายนั้น แต่ที่มากินอาหารจีนในกรุงเทพฯ แล้วรู้สึกว่าอร่อยในคราวนั้นคงจะเป็นเพราะความแปลกใหม่อย่างหนึ่งและรสชาติ อาหารจีนในกรุงเทพฯ ผิดแผกแตกต่างไปในทางประณีตและเอร็ดอร่อยยิ่งกว่าอาหารตามพื้นบ้านของผมอีก อย่างหนึ่ง


            เพราะความจริงแล้ว บรรดาอาหารที่เคยกินในยุคนั้นกับที่เคยกินในยุคนี้ก็ยังต่างกันลิบลับ และหากเทียบรสชาติกันแล้วก็เห็นจะสู้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้


            พ่อผมพยายามติดต่อหาพรรคพวกเพื่อติดต่อหาที่เรียนให้ผมและลูกผู้น้องแต่ ติดต่อใครไม่ได้ เที่ยงวันหนึ่งขณะที่กลับจากกินอาหารเที่ยงพ่อคลำดูเงินในกระเป๋าด้วยความ เคยชินแล้วแสดงท่าทางตกใจ ปรากฏว่าพ่อถูกกรีดกระเป๋า เงินในกระเป๋าหายไปทั้งหมด ผมและลูกผู้น้องก็รู้สึกตกใจตามไปด้วยเพราะเป็นเรื่องที่ไม่คิดไม่ฝันว่า กรุงเทพฯ ซึ่งศิวิไลซ์ปานนี้ไฉนจึงมีพวกขี้ขโมย และขโมยกันกลางวันแสกๆ


            ผิด กับทางบ้านผม การจี้ปล้นนั้นจะใช้กำลังคนและอาวุธ ถึงแม้ว่าจะไม่ทำเอาใครถึงตายแต่ก็ทำให้เกิดความหวาดกลัวและถือว่าเป็น เรื่องรุนแรง แต่ในกรุงเทพฯ นี้การปล้นชิงเขากลับใช้วิธีที่นุ่มนวลประณีต กรีดกระเป๋าเอาเงินไปโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แต่ถึงกระนั้นก็ยังจัดว่าเป็นการปล้นชิงแบบกระจอกงอกง่อย สู้การปล้นแบบเซียนในยุคปัจจุบันไม่ได้เพราะไม่ต้องใช้ปืนผาหน้าไม้หรือใช้ มีดกรีดกระเป๋า ใช้แต่เพียงปากกาก็สามารถปล้นเงินมหาศาลเอาไปได้อย่างสบายใจเฉิบ มิหนำซ้ำยังเชิดหน้าชูคอว่าเป็นผู้มีอำนาจวาสนามีหน้ามีตาในสังคมเสียอีก


            พ่อ เป็นคนสุขุม แม้จะมีอาการตื่นตกใจเพราะถูกกรีดกระเป๋าโดยไม่นึกฝันแต่ครู่เดียวก็ตั้งสติ ได้ และพ่อนั้นเป็นคนมักระวังดังนั้นจึงไม่เคยเก็บเงินไว้ในกระเป๋าเดียว จึงเป็นโชคดีที่ยังมีเงินเหลือในอีกกระเป๋าหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นพ่อผมก็รู้ว่าถ้าจะพักที่โรงแรมย่านเยาวราชต่อไปเงินก็อาจไม่ พอ


            ดัง นั้นวันรุ่งขึ้นพ่อจึงพาพวกเราย้ายออกจากโรงแรมย่านเยาวราชไปพักที่โรงแรม แถววัดมหรรณพ์ใกล้ ๆ กับศาลเจ้าพ่อเสือซึ่งคิดค่าที่พักถูกกว่าย่านเยาวราชมากคือคิดค่าเช่าห้อง พักเพียงวันละ 80 บาทเท่านั้น แต่พวกเราพักกัน 3 คนจึงต้องเสียค่าห้องเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 120 บาท แต่ถึงกระนั้นในย่านวัดมหรรณพ์ยุคนั้นอาหารการกินกลับมีราคาถูกกว่าย่าน เยาวราช ในขณะที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้กันเท่าใดนัก


ย่าน นี้เป็นย่านเก่าแก่และไม่จอแจเหมือนกับย่านเยาวราช บรรยากาศค่อนข้างสงบและเงียบพอประมาณเพราะอยู่ใกล้กับวัดหลายแห่ง ดังนั้นจิตใจผมจึงค่อยรู้สึกว่าสบายขึ้น


            พวก เรามาถึงกรุงเทพฯวันที่สี่แล้ว พ่อพาพวกเราไปเยี่ยมยายคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ แต่มาตั้งรกรากอยู่ในกรุงเทพฯ ใกล้ ๆ กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนานแล้ว มีบุตรชายสองคนคือ พล.ต.ท. จำรัส มัณฑุกานนท์ และ พล.ต.ต. เจริญ สุวรรณมุสิโก


            เมื่อ ยายทราบความว่าพวกเราจะมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็ได้ชักชวนพ่อขอให้ผมและลูกผู้น้องมาพักอาศัยอยู่ที่หอพักซึ่งมีคนบ้าน เดียวกันที่เดินทางมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ พักอยู่ก่อนแล้วหลายคน แต่พ่อได้บอกยายว่ามีที่พักแล้วจึงไม่ต้องการรบกวน ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นพวกเรายังไม่มีที่พักที่ไหนเลย


            หลัง จากกลับมาที่พักในวันนั้นแล้ว ผมก็ถามพ่อว่าทำไมจึงไม่ให้ผมและลูกผู้น้องพักที่หอพักของยายเพราะเป็นญาติ กัน ทั้งมีคนบ้านเดียวกันพักที่นั่นหลายคน คงจะไม่เหงา ทั้งจะมีความอุ่นใจมากกว่าไปอยู่ที่อื่น


            พ่อ ตอบว่าเคยเห็นลูกคนอื่นๆ มาเรียนกรุงเทพฯ แล้วพักที่หอพัก ต่อมาภายหลังเสียผู้เสียคนไปหลายคนแล้ว จึงไม่อยากให้ลูกหลานต้องเสียคนตาม  ดังนั้นพ่อจึงไม่อยากให้ผมและลูกผู้น้องพักหอพัก แล้วบอกว่าจะพยายามติดต่อเพื่อจะได้ให้ลูกและหลานพักอาศัยวัด


            ผม จึงได้รู้ในวันนั้นว่าการเดินทางมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯครั้งนี้จะต้อง อาศัยอยู่กับวัด แต่ก็หาได้รู้สึกกังวลใจแต่ประการใดไม่ เพราะมีความคุ้นเคยกับวัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว


            พ่อให้เหตุผลว่าที่ต้องการให้ลูกหลานอาศัยวัดเรียนหนังสือเพราะจะได้มีโอกาส ใกล้ชิดกับพระ อยู่ใกล้กับคุณงามความดี ไม่หลงระเริงไปกับแสงสีและอบายมุข ในขณะนั้นบางครั้งผมเข้าใจว่าพ่อขี้เหนียว ไม่อยากจ่ายค่าหอพัก จึงคิดอ่านเอาลูกไปฝากวัด อาศัยข้าวก้นบาตรพระ มาถึงวันนี้จึงรู้ว่าช่างเป็นความคิดที่ผิดมหันต์อันควรเป็นอุทาหรณ์ว่าความ คิดบางเรื่องบางราวของลูกที่มีต่อพ่อแม่อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ก็เป็นได้ และรู้สึกเป็นบาปติดตัวเรื่อยมา


            บาปอันนี้ผมยังจดจำจนกระทั่งวันที่ผมบวช และได้ถือเอาเรื่องนี้เป็นข้อขอขมาต่อพ่อแม่ในการอุปสมบทนั้น


            คน ที่พ่อพยายามติดต่อเป็นเพื่อนฝูงเก่า ๆ หลายคน และคนสำคัญที่สุดเป็นคนที่พ่อเคารพและไว้วางใจมากคือพระมหาผล จันทะโชโต ซึ่งเป็นคนจังหวัดพัทลุง เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดใกล้บ้าน ต่อมาได้เข้ามาอยู่กรุงเทพฯและมาจำพรรษาอยู่ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ นับเป็นพระสงฆ์ทรงธรรม ทรงวินัยและมีพรรษาสูง เป็นรองก็แต่ท่านเจ้าคุณปัญญานันทภิกขุรูปเดียวเท่านั้น


            พระ มหาผลเป็นคนรุ่นน้องของยาย เรียกยายของผมว่าน้า และยายก็เรียกพระมหาผลว่าท่านมหา เมื่อครั้งที่จำพรรษาอยู่ที่วัดใกล้บ้าน พระมหาผลแวะเวียนมาที่บ้านเยี่ยมยายบ่อย ๆ ผมจึงได้รู้จักคุ้นเคยกับพระมหาผลมาตั้งแต่น้อย พระมหาผลมีอายุยืนยาวมาร่วมร้อยปี มาสิ้นบุญเอาเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2549 นี่เอง

            พ่อ พาพวกเราไปที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์แต่ไม่พบกับพระมหาผล สอบถามกับพระเณรที่พักอยู่กุฏิเดียวกันกับพระมหาผลแล้วจึงได้ทราบว่าพระมหา ผลไปพักที่กุฏิพระมหาผวนซึ่งเป็นพระบ้านเดียวกันและคุ้นเคยกับพระมหาผล ที่วัดอัมรินทรารามย่านบางกอกน้อยฝั่งธนบุรี


            วันรุ่งขึ้นพวกเราจึงเดินทางไปวัดอัมรินทรารามซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ บางกอกน้อย เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สองเคยถูกระเบิด ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เสนาสนะ แม้กระทั่งพระอุโบสถก็ชำรุดเสียหายเป็นอันมาก


            ระหว่าง นั่งรถแท็กซี่ไปวัดอัมรินทรารามนั้นพ่อเปรยให้พวกเราฟังว่ามากรุงเทพฯหลาย วันแล้วยังมีงานค้างอยู่ที่บ้าน ทั้งเงินที่ตระเตรียมมาถูกเขาล้วงไปเหลืออยู่ไม่มากนักจำเป็นจะต้องกลับไป บ้านก่อนแล้วจะขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างที่ลงไปบ้านจะหาทางฝากฝังให้อยู่กับพระที่วัดอัมรินทร์ก่อนเพราะทราบ ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะไม่ได้คิดอะไรในเรื่องนี้เลยจริงๆ


            ก่อน จะไปวัดอัมรินทร์ พ่อบอกว่ามาถึงกรุงเทพฯหลายวันแล้ว ยังไม่ได้ฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าบ้านเจ้าเมืองเลย พ่อจะต้องกลับไปบ้านก่อน ดังนั้นในวันนี้จำเป็นที่จะต้องพาพวกเราไปฝากตัวกับเจ้าบ้านเจ้าเมืองเพื่อ เป็นสิริมงคลเสียให้เรียบร้อย เป็นทำนองว่าไปอยู่ที่ไหนก็ตามก็ต้องขออนุญาตบอกกล่าวเจ้าบ้านเจ้าเมืองเสีย ก่อน


            พ่อได้พาผมและลูกผู้น้องไปที่อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชที่เชิงสะพานพุทธ หาดอกไม้ธูปเทียนถวายสักการะบูชาพระบรมราชานุสาวรีย์แล้วพ่อก็เป็นผู้กล่าว ฝากฝังลูกและหลานให้พระองค์ท่านช่วยทำนุบำรุงปกป้องคุ้มครองอย่าให้มีภัย อันตราย ให้ประสพแต่ความสวัสดิมงคลทุกประการ


            ผม พอมีอัธยาศัยในเรื่องนี้อยู่บ้างก็ตั้งจิตอธิษฐานตามที่พ่อแนะนำ ก็รู้สึกตัวซาบซ่านราวกับว่าพระองค์ท่านจะรับรู้แรงอธิษฐานของเด็กบ้านนอก ที่มีความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วและมิได้ตั้งความปรารถนาอย่างอื่นใดเลย นอกจากขอให้ได้มีที่อยู่ที่เรียนเท่านั้น ความมั่นอกมั่นใจก็เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว


            เสร็จ จากการถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์แล้วพ่อได้พาผมและน้องไปที่ศาลเจ้าพ่อ หลักเมืองซึ่งผมค่อนข้างจะคุ้นกับคำนี้ เพราะตั้งแต่น้อยอยู่กับก๋งซึ่งพื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัดสงขลานั้น ก๋งได้เล่าขานเรื่องศาลเจ้าหลักเมืองสงขลาแสดงอภินิหารให้ได้ยินได้ฟังมาแต่ อ้อนแต่ออก ทั้งในเรื่องล่องน้ำ ลุยไฟ คุ้มครองป้องกันภัยให้คนสงขลาจากระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการคุ้มครองป้องกันเพลิงไหม้ให้คนสงขลาได้อุ่นใจ


            ผม ยังจำได้ว่าก๋งเคยเล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลหลักเมืองสงขลาว่า เมื่อครั้งที่มีการตั้งศาลหลักเมืองนั้นได้มีการทรงเจ้าซึ่งเป็นเทพ ประจำหลักเมือง มีการลุยไฟ พ่นไฟ กรีดลิ้น เอาอาวุธทิ่มแทงตามตัวมากมายหลายประการ และในครั้งนั้นเจ้าพ่อหลักเมืองได้พยากรณ์ไว้เป็นสำคัญว่าในอนาคตกาลจะมีคน สงขลา 3 คนเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน


            มาถึงเวลานี้คำพยากรณ์นั้นเป็นจริงแล้วถึง 2 คน คนสงขลาคนแรกคือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้สำเร็จ ราชการแผ่นดิน และคนถัดมาก็คือพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีชื่อเสียงในเรื่องความสัตย์สุจริตต่อ แผ่นดินจนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นประธานองคมนตรี


            คง เหลือแต่คนที่ 3 เท่านั้นว่าจะเป็นผู้ใด! แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่าน่าจะเป็นจริงตามคำพยากรณ์นั้น และได้แต่ภาวนาว่าคนสงขลาคนที่ 3 ที่จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดินตามคำพยากรณ์ของเจ้าพ่อหลักเมืองจะต้องเป็นคน ใหญ่จริงด้วย และดีจริงด้วย ไม่ใช่ใหญ่แล้วขี้ฉ้อตอแหลหรือโกงชาติกินเมืองให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของ คนสงขลาเสียเปล่า ๆ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘