ตอนที่ 498. วิชาสั่งกระสุน
เบ้งเฮ็กหวังจะอาศัยภูมิประเทศอันเต็มไปด้วยพิษร้ายของเทือกเขาอิมตองสันตั้งรับกองทัพเมืองเสฉวน แต่เอียวหองหัวหน้าชนกลุ่มน้อยอีกเผ่าหนึ่งคิดถึงคุณของขงเบ้งที่ปล่อยตัวลูกหลานกลับคืนครอบครัว ได้คิดกลอุบายจับตัวเบ้งเฮ็กและสมัครพรรคพวกไปมอบแก่ขงเบ้ง แต่เบ้งเฮ็กไม่ยอมแพ้โดยสมัครใจ ขงเบ้งจึงปล่อยตัวเบ้งเฮ็กเป็นครั้งที่ห้า และยกกองทัพตามเบ้งเฮ็กไปถึงปลายแดนเมืองหมั่นอ๋อง
ขงเบ้งให้ตั้งค่ายประชิดเมืองสำกั๋งแล้ว สั่งให้อุยเอี๋ยนและจูล่งคุมทหารหักเข้าตีเมืองทางทิศเหนือ
ฝ่ายโต้สู้ไต้อ๋องซึ่งได้รับคำสั่งจากเบ้งเฮ็กให้อยู่รักษาเมืองสำกั๋ง ทราบความศึกจึงให้ทหารขึ้นรักษากำแพงเชิงเทิน ป้องกันเมืองไว้เป็นสามารถ พอจูล่งและอุยเอี๋ยนยกทหารเข้าใกล้กำแพงเมือง ทหารซึ่งรักษาเมืองก็ใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงสกัดทหารของจูล่ง ทหารเมืองเสฉวนถูกหน้าไม้อาบยาพิษบาดเจ็บล้มตายเป็นหลายคน พวกที่ได้รับบาดเจ็บเนื้อหนังก็ผุเปื่อยอย่างรวดเร็ว
จูล่งเห็นจะหักเข้าเมืองไม่ได้จึงพาทหารถอยกลับมาที่ค่ายแล้วรายงานความให้ขงเบ้งทราบว่าข้าศึกใช้หน้าไม้อาบยาพิษเป็นอาวุธ ทหารได้รับบาดเจ็บเป็นที่น่าเวทนา ขงเบ้งจึงออกไปเยี่ยมทหารซึ่งป่วยเจ็บนั้นและมอบยารักษาพิษให้กินและทา พิษร้ายก็หายไป
ครั้นเวลาบ่ายขงเบ้งจึงขึ้นเกวียนคุมทหารออกไปสำรวจภูมิประเทศ เห็นกำแพงสูงใหญ่มั่นคงและมีทหารป้องกันรักษากำแพงเมือง ค่ายคูและหอรบอย่างแน่นหนา ก็คิดว่าหากจะหักเข้าตีเมืองซึ่งหน้า แม้ได้ชัยชนะทหารก็จะบาดเจ็บล้มตายเสียหายเป็นอันมาก จำจะคิดกลอุบายเข้าตีเมืองโดยมิให้ได้ยากลำบากแก่ทหาร
พอค่ำลงขงเบ้งจึงสั่งให้ถอยทัพออกไปตั้งค่ายห่างจากตัวเมืองหกสิบเส้น
รุ่งขึ้นเช้าทหารข้างในเมืองทราบว่ากองทัพเมืองเสฉวนถอยทัพไปแล้ว ก็สำคัญว่า ขงเบ้งเลิกทัพกลับไปเมืองเสฉวน ต่างคนจึงต่างประมาท มิได้ระแวดระวังรักษาการณ์ตามหน้าที่ ด้วยคิดว่ากองทัพเมืองเสฉวนยกมาแต่ทางไกล เห็นกำแพงเมืองสูงใหญ่เข้าตีไม่ได้ก็ท้อถอยแล้วเลิกทัพกลับไปเมือง
หลังจากนั้นห้าวันขงเบ้งนั่งปรึกษาการสงครามอยู่กับบรรดาแม่ทัพนายกอง บังเกิดสายลมเย็นสายหนึ่งพัดแรงมาแต่ทิศเหนือไปทางทิศใต้ ธงชัยประจำกองทัพพลิ้วสะบัดดูสง่างามยิ่งนัก ขงเบ้งเห็นนิมิตดังนั้นจึงจับยามดูตามตำราก็รู้ว่าเป็นเวลาอันควรที่จะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก
ขงเบ้งรู้ดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารให้ตัดชายเสื้อกว้างสองคืบยาวสองคืบทุกคน และให้ทหารเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนทัพในยามแรกของคืนนี้ และให้เตรียมเศษเสื้อที่ตัดไว้จงพร้อมกันทุกคน ทหารทั้งปวงได้ฟังคำสั่งขงเบ้งโดยไม่รู้เหตุผลกลในก็พากันแปลกประหลาดใจ
ครั้นค่ำลงขงเบ้งจึงสั่งทหารให้เอาเศษเสื้อที่ตัดไว้นั้นห่อก้อนดินคนละห่อ แล้วสั่งว่าเมื่อยกกองทัพเข้าประชิดเมืองสำกั๋ง ให้เอาก้อนดินซึ่งห่อผ้าไว้นั้นถมเป็นทางบุกขึ้นไปบนกำแพงเมืองจงพร้อมกัน แล้วหักเข้าตีเมืองให้ได้ในค่ำวันนี้ หากผู้ใดล่าถอยก็จะตัดศีรษะเสียตามพระอัยการศึก
กองทัพเมืองเสฉวนได้เคลื่อนออกจากที่ตั้งท่ามกลางความมืดแล้วรุกเข้าประชิดกำแพงเมือง และเอาก้อนดินซึ่งห่อเสื้อไว้นั้นถมทับเป็นทางขึ้นไปจนสูงถึงใบเสมากำแพงเมือง ชั่วพริบตาเดียวถนนดินก็ทอดจากพื้นขึ้นถึงใบเสมากำแพงเมืองสำกั๋งอย่างง่ายดาย
ฝ่ายทหารที่รักษาเมืองคิดประมาทว่ากองทัพขงเบ้งล่าถอยไปแล้วจึงพากันไปเที่ยวเล่น เหลือรักษาหน้าที่อยู่ไม่กี่คน พอรู้ตัวว่าทหารเมืองเสฉวนถมถนนเป็นทางทอดขึ้นมาจนถึงใบเสมากำแพงเมืองก็ตกใจ พากันร้องเรียกพวกให้มาช่วยกันสกัดข้าศึก แต่ทหารเมืองเสฉวนซึ่งคุมเชิงอยู่เบื้องล่างได้ใช้เกาทัณฑ์ยิงทหารซึ่งรักษาเมืองบาดเจ็บล้มตายลง พวกที่เหลือเห็นข้าศึกระดมยิงเกาทัณฑ์เป็นอันมากก็พากันรักตัวกลัวตายวิ่งหนีเอาตัวรอด
ทหารเมืองเสฉวนได้กรูกันวิ่งไปตามถนนขึ้นไปบนกำแพงเมือง แล้วไล่ฆ่าฟันทหารเมืองสำกั๋งจนแตกหนีไปสิ้น ทหารเมืองเสฉวนพวกหนึ่งได้พากันไปที่ประตูเมือง แล้วเปิดประตูเมืองรับทหารเมืองเสฉวนเข้ามาข้างใน
จูล่งขี่ม้านำหน้าทหารรุกเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว เห็นโต้สู้ไต้อ๋องซึ่งเพิ่งทราบความขี่ม้าพาทหารจะตรงมาที่ประตูเมืองจึงตรงเข้าสกัดไว้ โต้สู้ไต้อ๋องเห็นจูล่งขี่ม้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วก็ตกตะลึงคิดจะชักม้าหนี แต่ไม่ทันที่ม้าจะกลับตัวจูล่งก็ขี่ม้าเข้าไปใกล้แล้วเอาทวนแทงถูกโต้สู้ไต้อ๋องตกม้าตาย ทหารซึ่งรักษาเมืองเห็นโต้สู้ไต้อ๋องตายแล้วส่วนหนึ่งก็แตกหนีกระจัดกระจายไป พวกที่หนีไม่ทันก็ยอมจำนน
ขงเบ้งได้นำกองทัพเมืองเสฉวนยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองสำกั๋ง จัดแจงกำลังพร้อมแล้วจึงสั่งให้เคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำเพื่อจะยกเข้าประชิดเมืองงินแข
ฝ่ายเบ้งเฮ็กครั้นได้ทราบข่าวว่าขงเบ้งได้เมืองสำกั๋งแล้ว และกำลังยกกองทัพข้าม แม่น้ำจะมาที่เมืองงินแขก็ตกใจ
ในทันใดนั้นได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งกล่าวขึ้นว่า จะเกรงกลัวขงเบ้งไปไยกัน ตัวเราก็มีวิชาความรู้ สามารถร่ายมนตร์โยนอาวุธขึ้นไปบนอากาศแล้วร่ายมนตร์สั่งให้อาวุธนั้นเข้าทำร้ายข้าศึกได้ดุจดังใจปรารถนา ข้าพเจ้าจะขออาสาไปจับตัวขงเบ้งเอง
เบ้งเฮ็กได้ยินเสียงสตรีนั้นก็รู้ว่าเป็นเสียงของนางจกหยงผู้เป็นศรีภรรยา ซึ่งได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจากอาจารย์ผู้เรืองเวทย์ สามารถสั่งอาวุธให้ทำลายข้าศึกได้ดุจดังใจก็ระลึกได้จึงค่อยคลายใจ หันมาทางนางจกหยงแล้วกล่าวว่า ตัวเรามัวแต่กังวลด้วยศึกสงคราม จึงลืมวิชาความรู้ของเจ้าไป มานึกขึ้นได้ก็วางใจว่าด้วยวิทยาคมที่เจ้าร่ำเรียนมาแต่สำนักของอาจารย์ จะสามารถจับตัวขงเบ้งได้เป็นมั่นคง
เบ้งเฮ็กกล่าวแล้วก็หัวเราะ ด้วยลำพองใจว่าอำนาจแห่งเวทย์มนตร์สั่งอาวุธให้ทำร้ายข้าศึกของนางจกหยงนี้จะสามารถได้ชัยชนะแก่ขงเบ้งโดยง่าย หัวเราะพลางเดินเข้ามาสวมกอดผู้เป็นศรีภรรยาอย่างชื่นชม
อันวิชาชนิดนี้เป็นศาสตร์ลี้ลับแขนงหนึ่งแห่งไสยเวทย์ ที่มีแพร่หลายอยู่ในแดนสุวรรณภูมิและพุกามประเทศมาแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นวิชาที่ใช้อำนาจมนตร์และพลังจิตกำหนดให้อาวุธนั้นเคลื่อนไหวไปทำลายศัตรูได้ดังปรารถนา แต่วันเวลาที่ผ่านพ้นไปได้ทำให้วิชาเหล่านี้สูญหายไปจนเกือบหมดสิ้น ยังตกทอดถึงปัจจุบันเพียงบางส่วนเท่านั้น ในภาคใต้ของประเทศไทยก็มีผู้รู้วิชานี้แต่ได้แปลงเปลี่ยนเรียกว่าวิชาสั่งกระสุน มีการใช้ธนูเป็นอาวุธแล้วยิงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยกำหนดให้กระสุนนั้นไปถูกคนหรือสัตว์ได้ดังใจ ช่วงหลังกึ่งพุทธกาลก็ยังพอมีวิชานี้ให้เห็นอยู่ในภาคใต้
การที่นางจกหยงเรียนรู้วิชาสั่งกระสุนหรือสั่งอาวุธ ย่อมเป็นหลักฐานประการหนึ่งซึ่งแสดงว่าเมืองหมั่นอ๋องคือดินแดนหนึ่งของพุกามประเทศ ซึ่งเป็นประเทศพม่าในปัจจุบันนี้
เบ้งเฮ็กจึงตั้งให้นางจกหยงเป็นแม่ทัพคุมทหารเอกร้อยคนและพลทหารอีกห้าหมื่นยกไปรบกับขงเบ้ง
นางจกหยงคุมทหารออกจากประตูเมืองไม่ทันนานก็เผชิญหน้ากับกองทัพหน้าซึ่งเตียวหงีและม้าตงกำลังยกตรงมาที่เมืองงินแข นางจกหยงจึงสั่งให้ทหารตั้งขบวนเตรียมรับมือกับข้าศึก ตัวนางจกหยงขี่ม้าถือหอกใหญ่ยาวสามวา และเหน็บกระบี่ห้าเล่มไว้ที่ด้านหลัง ยืนม้าอยู่หน้าขบวนทหาร
ครั้นนางจกหยงเห็นเตียวหงีและม้าตงยกทหารเข้ามาใกล้และตั้งขบวนแถวทหารตามประเพณีการสงครามแล้ว จึงขี่ม้ากรายหอกออกไปที่ลานรบ เตียวหงีเห็นนายทัพข้าศึกออกมาท้ารบดังนั้นก็ขี่ม้าพุ่งออกไป
ทั้งสองฝ่ายรบกันได้เก้าเพลง นางจกหยงทำเป็นสู้ไม่ได้ชักม้าหนีออกจากลานรบ เตียวหงีไม่รู้กลของนางผู้เป็นภรรยาเบ้งเฮ็กจึงขี่ม้าไล่ตามไป นางจกหยงขี่ม้าหนีนำหน้าเตียวหงีไปได้ไม่ถึงเส้น ก็ดึงกระบี่จากด้านหลัง ร่ายมนตร์แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ กระบี่นั้นก็ร่อนถลาตรงไปหาเตียวหงีราวกับมีเครื่องกลวิเศษบังคับอย่างแม่นยำ
เตียวหงีเห็นกระบี่พุ่งเข้ามาตรงหน้าก็ตกใจ หลบกระบี่ไปทางด้านข้างกระบี่นั้นก็แล่นวกกลับมาสกัดไว้ เตียวหงีตกใจดีดตัวกลับไปทางด้านขวาเสียหลักพลัดตกลงจากหลังม้า ทหารของนางจกหยงจึงเข้ารุมล้อมจับตัวเตียวหงีได้ และมัดตัวกลับเข้าไปในกองทหาร
ฝ่ายม้าตงเห็นเตียวหงีเสียทีแก่ข้าศึกก็ขี่ม้าตรงเข้ารบกับนางจกหยง นางจกหยงก็เอากระบี่โยนขึ้นไปบนอากาศ ร่ายมนตร์แล้วกระบี่นั้นก็ร่อนไปฟันเท้าม้าของม้าตง ม้าที่ม้าตงขี่เสียหลักล้มลง ม้าตงพลัดตกลงจากหลังม้า นางจกหยงจึงให้ทหารรุมล้อมจับมัดตัวแล้วพากลับเข้าไปในเมือง
ทหารในกองทัพหน้าของเมืองเสฉวนเห็นนายทัพเสียทีแก่ข้าศึกถูกจับเป็นในชั่วพริบตาก็พากันตกใจ พากันล่าถอยกลับไปที่กองทัพหลวง แล้วรายงานความทั้งปวงให้ขงเบ้งทราบ
ฝ่ายนางจกหยงเมื่อกลับเข้าไปถึงเมืองก็คุมตัวเชลยศึกพาไปหาเบ้งเฮ็ก แล้วรายงานความที่ได้สู้รบกันนั้นให้เบ้งเฮ็กทราบทุกประการ พร้อมกับออกคำสั่งให้นำตัวเตียวหงีและม้าตงไปประหารชีวิตเสีย
เบ้งเฮ็กทราบความศึกก็ดีใจ แต่พอได้ยินนางจกหยงสั่งให้เอาตัวเตียวหงีและม้าตงไปประหารชีวิตก็รีบโบกมือห้าม และกล่าวว่าซึ่งจะสั่งประหารชีวิตนายทหารเมืองเสฉวนนั้นไม่ชอบ
นางจกหยงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจว่าไฉนเบ้งเฮ็กจึงเปลี่ยนแปลงไปและทำผิดประเพณีการสงครามในดินแดนนี้ เพราะเมื่อมีการจับเชลยศึกได้ก็ต้องประหารชีวิตเพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามและกำลังข้าศึกสืบไป
เบ้งเฮ็กเห็นนางจกหยงมีสีหน้าสงสัยจึงกล่าวว่าตัวเราถูกขงเบ้งจับเป็นเชลยถึงห้าครั้ง ก็ไว้ชีวิตเราปล่อยกลับมาทุกครั้ง จึงได้มีเวลาเห็นหน้าเจ้าในวันนี้ พวกเราแม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนป่าเถื่อนแต่ก็ถือมั่นในความกตัญญู หากจะประหารทหารของขงเบ้งก็จะถูกติฉินนินทาว่าไม่รู้จักคุณคน ควรจะงดไว้จนกว่าจะจับตัวขงเบ้งได้แล้วค่อยว่ากันใหม่
นางจกหยงเห็นเบ้งเฮ็กขึงขังเอาจริงเอาจัง จึงสั่งให้คุมตัวเตียวหงีและม้าตงไปขังไว้
ขงเบ้งเมื่อทราบความจากทหารซึ่งหนีกลับมาแล้ว จึงขึ้นเกวียนน้อยพาทหารออกไปตรวจตราภูมิประเทศ จนถึงเวลาเย็นจึงกลับค่าย แล้วเรียกบรรดาแม่ทัพนายกองมาประชุม และปรารภความศึกให้ทราบทุกประการ
ขงเบ้งได้กล่าวว่านางจกหยงผู้เป็นภรรยาของเบ้งเฮ็กผู้นี้มีวิทยาอาคม จำจะต้องจับนางจกหยงเสียก่อนจึงจะได้เมือง ในวันพรุ่งนี้ให้ม้าต้ายคุมทหารสามพันยกไปซุ่มในซอกเขา และให้จูล่งกับอุยเอี๋ยนพาทหารยกไปท้ารบกับนางจกหยง แล้วทำทีเป็นหนีมาทางจุดซุ่ม เมื่อนางจกหยงไล่ตามมาก็ให้ม้าต้ายเอาเชือกขวางเท้าม้าแล้วจับตัวนางจกหยงให้จงได้
ครั้นสั่งการแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้เลิกการประชุม ส่วนจูล่ง อุยเอี๋ยนและม้าต้ายก็ออกไปจัดแจงทหารตามคำสั่งของขงเบ้ง
วันรุ่งขึ้นจูล่งและอุยเอี๋ยนคุมทหารไปที่ประตูเมืองงินแขแล้วท้าให้นางจกหยงออกมารบกันอีกครั้งหนึ่ง นางจกหยงกำลังลำพองใจที่ได้ชัยชนะแก่ข้าศึกเมื่อวันวาน จึงอาสาเบ้งเฮ็กคุมทหารจะออกไปจับตัวนายทหารเมืองเสฉวนให้จงได้ เบ้งเฮ็กกำลังลำพองใจเช่นเดียวกัน เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่ายจึงให้นางจกหยงยกทหารออกไปรบ
จูล่งเข้ารบกับนางจกหยงได้เก้าเพลงก็ทำเป็นชักม้าหนี นางจกหยงเกรงว่าจะเป็นกลอุบายจึงขี่ม้ากลับมาที่กองทหาร อุยเอี๋ยนเห็นจะเสียการจึงขี่ม้าตรงเข้าไปท้ารบกับนางจกหยงอีก.
ขงเบ้งให้ตั้งค่ายประชิดเมืองสำกั๋งแล้ว สั่งให้อุยเอี๋ยนและจูล่งคุมทหารหักเข้าตีเมืองทางทิศเหนือ
ฝ่ายโต้สู้ไต้อ๋องซึ่งได้รับคำสั่งจากเบ้งเฮ็กให้อยู่รักษาเมืองสำกั๋ง ทราบความศึกจึงให้ทหารขึ้นรักษากำแพงเชิงเทิน ป้องกันเมืองไว้เป็นสามารถ พอจูล่งและอุยเอี๋ยนยกทหารเข้าใกล้กำแพงเมือง ทหารซึ่งรักษาเมืองก็ใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงสกัดทหารของจูล่ง ทหารเมืองเสฉวนถูกหน้าไม้อาบยาพิษบาดเจ็บล้มตายเป็นหลายคน พวกที่ได้รับบาดเจ็บเนื้อหนังก็ผุเปื่อยอย่างรวดเร็ว
จูล่งเห็นจะหักเข้าเมืองไม่ได้จึงพาทหารถอยกลับมาที่ค่ายแล้วรายงานความให้ขงเบ้งทราบว่าข้าศึกใช้หน้าไม้อาบยาพิษเป็นอาวุธ ทหารได้รับบาดเจ็บเป็นที่น่าเวทนา ขงเบ้งจึงออกไปเยี่ยมทหารซึ่งป่วยเจ็บนั้นและมอบยารักษาพิษให้กินและทา พิษร้ายก็หายไป
ครั้นเวลาบ่ายขงเบ้งจึงขึ้นเกวียนคุมทหารออกไปสำรวจภูมิประเทศ เห็นกำแพงสูงใหญ่มั่นคงและมีทหารป้องกันรักษากำแพงเมือง ค่ายคูและหอรบอย่างแน่นหนา ก็คิดว่าหากจะหักเข้าตีเมืองซึ่งหน้า แม้ได้ชัยชนะทหารก็จะบาดเจ็บล้มตายเสียหายเป็นอันมาก จำจะคิดกลอุบายเข้าตีเมืองโดยมิให้ได้ยากลำบากแก่ทหาร
พอค่ำลงขงเบ้งจึงสั่งให้ถอยทัพออกไปตั้งค่ายห่างจากตัวเมืองหกสิบเส้น
รุ่งขึ้นเช้าทหารข้างในเมืองทราบว่ากองทัพเมืองเสฉวนถอยทัพไปแล้ว ก็สำคัญว่า ขงเบ้งเลิกทัพกลับไปเมืองเสฉวน ต่างคนจึงต่างประมาท มิได้ระแวดระวังรักษาการณ์ตามหน้าที่ ด้วยคิดว่ากองทัพเมืองเสฉวนยกมาแต่ทางไกล เห็นกำแพงเมืองสูงใหญ่เข้าตีไม่ได้ก็ท้อถอยแล้วเลิกทัพกลับไปเมือง
หลังจากนั้นห้าวันขงเบ้งนั่งปรึกษาการสงครามอยู่กับบรรดาแม่ทัพนายกอง บังเกิดสายลมเย็นสายหนึ่งพัดแรงมาแต่ทิศเหนือไปทางทิศใต้ ธงชัยประจำกองทัพพลิ้วสะบัดดูสง่างามยิ่งนัก ขงเบ้งเห็นนิมิตดังนั้นจึงจับยามดูตามตำราก็รู้ว่าเป็นเวลาอันควรที่จะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก
ขงเบ้งรู้ดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารให้ตัดชายเสื้อกว้างสองคืบยาวสองคืบทุกคน และให้ทหารเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนทัพในยามแรกของคืนนี้ และให้เตรียมเศษเสื้อที่ตัดไว้จงพร้อมกันทุกคน ทหารทั้งปวงได้ฟังคำสั่งขงเบ้งโดยไม่รู้เหตุผลกลในก็พากันแปลกประหลาดใจ
ครั้นค่ำลงขงเบ้งจึงสั่งทหารให้เอาเศษเสื้อที่ตัดไว้นั้นห่อก้อนดินคนละห่อ แล้วสั่งว่าเมื่อยกกองทัพเข้าประชิดเมืองสำกั๋ง ให้เอาก้อนดินซึ่งห่อผ้าไว้นั้นถมเป็นทางบุกขึ้นไปบนกำแพงเมืองจงพร้อมกัน แล้วหักเข้าตีเมืองให้ได้ในค่ำวันนี้ หากผู้ใดล่าถอยก็จะตัดศีรษะเสียตามพระอัยการศึก
กองทัพเมืองเสฉวนได้เคลื่อนออกจากที่ตั้งท่ามกลางความมืดแล้วรุกเข้าประชิดกำแพงเมือง และเอาก้อนดินซึ่งห่อเสื้อไว้นั้นถมทับเป็นทางขึ้นไปจนสูงถึงใบเสมากำแพงเมือง ชั่วพริบตาเดียวถนนดินก็ทอดจากพื้นขึ้นถึงใบเสมากำแพงเมืองสำกั๋งอย่างง่ายดาย
ฝ่ายทหารที่รักษาเมืองคิดประมาทว่ากองทัพขงเบ้งล่าถอยไปแล้วจึงพากันไปเที่ยวเล่น เหลือรักษาหน้าที่อยู่ไม่กี่คน พอรู้ตัวว่าทหารเมืองเสฉวนถมถนนเป็นทางทอดขึ้นมาจนถึงใบเสมากำแพงเมืองก็ตกใจ พากันร้องเรียกพวกให้มาช่วยกันสกัดข้าศึก แต่ทหารเมืองเสฉวนซึ่งคุมเชิงอยู่เบื้องล่างได้ใช้เกาทัณฑ์ยิงทหารซึ่งรักษาเมืองบาดเจ็บล้มตายลง พวกที่เหลือเห็นข้าศึกระดมยิงเกาทัณฑ์เป็นอันมากก็พากันรักตัวกลัวตายวิ่งหนีเอาตัวรอด
ทหารเมืองเสฉวนได้กรูกันวิ่งไปตามถนนขึ้นไปบนกำแพงเมือง แล้วไล่ฆ่าฟันทหารเมืองสำกั๋งจนแตกหนีไปสิ้น ทหารเมืองเสฉวนพวกหนึ่งได้พากันไปที่ประตูเมือง แล้วเปิดประตูเมืองรับทหารเมืองเสฉวนเข้ามาข้างใน
จูล่งขี่ม้านำหน้าทหารรุกเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว เห็นโต้สู้ไต้อ๋องซึ่งเพิ่งทราบความขี่ม้าพาทหารจะตรงมาที่ประตูเมืองจึงตรงเข้าสกัดไว้ โต้สู้ไต้อ๋องเห็นจูล่งขี่ม้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วก็ตกตะลึงคิดจะชักม้าหนี แต่ไม่ทันที่ม้าจะกลับตัวจูล่งก็ขี่ม้าเข้าไปใกล้แล้วเอาทวนแทงถูกโต้สู้ไต้อ๋องตกม้าตาย ทหารซึ่งรักษาเมืองเห็นโต้สู้ไต้อ๋องตายแล้วส่วนหนึ่งก็แตกหนีกระจัดกระจายไป พวกที่หนีไม่ทันก็ยอมจำนน
ขงเบ้งได้นำกองทัพเมืองเสฉวนยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองสำกั๋ง จัดแจงกำลังพร้อมแล้วจึงสั่งให้เคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำเพื่อจะยกเข้าประชิดเมืองงินแข
ฝ่ายเบ้งเฮ็กครั้นได้ทราบข่าวว่าขงเบ้งได้เมืองสำกั๋งแล้ว และกำลังยกกองทัพข้าม แม่น้ำจะมาที่เมืองงินแขก็ตกใจ
ในทันใดนั้นได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งกล่าวขึ้นว่า จะเกรงกลัวขงเบ้งไปไยกัน ตัวเราก็มีวิชาความรู้ สามารถร่ายมนตร์โยนอาวุธขึ้นไปบนอากาศแล้วร่ายมนตร์สั่งให้อาวุธนั้นเข้าทำร้ายข้าศึกได้ดุจดังใจปรารถนา ข้าพเจ้าจะขออาสาไปจับตัวขงเบ้งเอง
เบ้งเฮ็กได้ยินเสียงสตรีนั้นก็รู้ว่าเป็นเสียงของนางจกหยงผู้เป็นศรีภรรยา ซึ่งได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจากอาจารย์ผู้เรืองเวทย์ สามารถสั่งอาวุธให้ทำลายข้าศึกได้ดุจดังใจก็ระลึกได้จึงค่อยคลายใจ หันมาทางนางจกหยงแล้วกล่าวว่า ตัวเรามัวแต่กังวลด้วยศึกสงคราม จึงลืมวิชาความรู้ของเจ้าไป มานึกขึ้นได้ก็วางใจว่าด้วยวิทยาคมที่เจ้าร่ำเรียนมาแต่สำนักของอาจารย์ จะสามารถจับตัวขงเบ้งได้เป็นมั่นคง
เบ้งเฮ็กกล่าวแล้วก็หัวเราะ ด้วยลำพองใจว่าอำนาจแห่งเวทย์มนตร์สั่งอาวุธให้ทำร้ายข้าศึกของนางจกหยงนี้จะสามารถได้ชัยชนะแก่ขงเบ้งโดยง่าย หัวเราะพลางเดินเข้ามาสวมกอดผู้เป็นศรีภรรยาอย่างชื่นชม
อันวิชาชนิดนี้เป็นศาสตร์ลี้ลับแขนงหนึ่งแห่งไสยเวทย์ ที่มีแพร่หลายอยู่ในแดนสุวรรณภูมิและพุกามประเทศมาแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นวิชาที่ใช้อำนาจมนตร์และพลังจิตกำหนดให้อาวุธนั้นเคลื่อนไหวไปทำลายศัตรูได้ดังปรารถนา แต่วันเวลาที่ผ่านพ้นไปได้ทำให้วิชาเหล่านี้สูญหายไปจนเกือบหมดสิ้น ยังตกทอดถึงปัจจุบันเพียงบางส่วนเท่านั้น ในภาคใต้ของประเทศไทยก็มีผู้รู้วิชานี้แต่ได้แปลงเปลี่ยนเรียกว่าวิชาสั่งกระสุน มีการใช้ธนูเป็นอาวุธแล้วยิงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยกำหนดให้กระสุนนั้นไปถูกคนหรือสัตว์ได้ดังใจ ช่วงหลังกึ่งพุทธกาลก็ยังพอมีวิชานี้ให้เห็นอยู่ในภาคใต้
การที่นางจกหยงเรียนรู้วิชาสั่งกระสุนหรือสั่งอาวุธ ย่อมเป็นหลักฐานประการหนึ่งซึ่งแสดงว่าเมืองหมั่นอ๋องคือดินแดนหนึ่งของพุกามประเทศ ซึ่งเป็นประเทศพม่าในปัจจุบันนี้
เบ้งเฮ็กจึงตั้งให้นางจกหยงเป็นแม่ทัพคุมทหารเอกร้อยคนและพลทหารอีกห้าหมื่นยกไปรบกับขงเบ้ง
นางจกหยงคุมทหารออกจากประตูเมืองไม่ทันนานก็เผชิญหน้ากับกองทัพหน้าซึ่งเตียวหงีและม้าตงกำลังยกตรงมาที่เมืองงินแข นางจกหยงจึงสั่งให้ทหารตั้งขบวนเตรียมรับมือกับข้าศึก ตัวนางจกหยงขี่ม้าถือหอกใหญ่ยาวสามวา และเหน็บกระบี่ห้าเล่มไว้ที่ด้านหลัง ยืนม้าอยู่หน้าขบวนทหาร
ครั้นนางจกหยงเห็นเตียวหงีและม้าตงยกทหารเข้ามาใกล้และตั้งขบวนแถวทหารตามประเพณีการสงครามแล้ว จึงขี่ม้ากรายหอกออกไปที่ลานรบ เตียวหงีเห็นนายทัพข้าศึกออกมาท้ารบดังนั้นก็ขี่ม้าพุ่งออกไป
ทั้งสองฝ่ายรบกันได้เก้าเพลง นางจกหยงทำเป็นสู้ไม่ได้ชักม้าหนีออกจากลานรบ เตียวหงีไม่รู้กลของนางผู้เป็นภรรยาเบ้งเฮ็กจึงขี่ม้าไล่ตามไป นางจกหยงขี่ม้าหนีนำหน้าเตียวหงีไปได้ไม่ถึงเส้น ก็ดึงกระบี่จากด้านหลัง ร่ายมนตร์แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ กระบี่นั้นก็ร่อนถลาตรงไปหาเตียวหงีราวกับมีเครื่องกลวิเศษบังคับอย่างแม่นยำ
เตียวหงีเห็นกระบี่พุ่งเข้ามาตรงหน้าก็ตกใจ หลบกระบี่ไปทางด้านข้างกระบี่นั้นก็แล่นวกกลับมาสกัดไว้ เตียวหงีตกใจดีดตัวกลับไปทางด้านขวาเสียหลักพลัดตกลงจากหลังม้า ทหารของนางจกหยงจึงเข้ารุมล้อมจับตัวเตียวหงีได้ และมัดตัวกลับเข้าไปในกองทหาร
ฝ่ายม้าตงเห็นเตียวหงีเสียทีแก่ข้าศึกก็ขี่ม้าตรงเข้ารบกับนางจกหยง นางจกหยงก็เอากระบี่โยนขึ้นไปบนอากาศ ร่ายมนตร์แล้วกระบี่นั้นก็ร่อนไปฟันเท้าม้าของม้าตง ม้าที่ม้าตงขี่เสียหลักล้มลง ม้าตงพลัดตกลงจากหลังม้า นางจกหยงจึงให้ทหารรุมล้อมจับมัดตัวแล้วพากลับเข้าไปในเมือง
ทหารในกองทัพหน้าของเมืองเสฉวนเห็นนายทัพเสียทีแก่ข้าศึกถูกจับเป็นในชั่วพริบตาก็พากันตกใจ พากันล่าถอยกลับไปที่กองทัพหลวง แล้วรายงานความทั้งปวงให้ขงเบ้งทราบ
ฝ่ายนางจกหยงเมื่อกลับเข้าไปถึงเมืองก็คุมตัวเชลยศึกพาไปหาเบ้งเฮ็ก แล้วรายงานความที่ได้สู้รบกันนั้นให้เบ้งเฮ็กทราบทุกประการ พร้อมกับออกคำสั่งให้นำตัวเตียวหงีและม้าตงไปประหารชีวิตเสีย
เบ้งเฮ็กทราบความศึกก็ดีใจ แต่พอได้ยินนางจกหยงสั่งให้เอาตัวเตียวหงีและม้าตงไปประหารชีวิตก็รีบโบกมือห้าม และกล่าวว่าซึ่งจะสั่งประหารชีวิตนายทหารเมืองเสฉวนนั้นไม่ชอบ
นางจกหยงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจว่าไฉนเบ้งเฮ็กจึงเปลี่ยนแปลงไปและทำผิดประเพณีการสงครามในดินแดนนี้ เพราะเมื่อมีการจับเชลยศึกได้ก็ต้องประหารชีวิตเพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามและกำลังข้าศึกสืบไป
เบ้งเฮ็กเห็นนางจกหยงมีสีหน้าสงสัยจึงกล่าวว่าตัวเราถูกขงเบ้งจับเป็นเชลยถึงห้าครั้ง ก็ไว้ชีวิตเราปล่อยกลับมาทุกครั้ง จึงได้มีเวลาเห็นหน้าเจ้าในวันนี้ พวกเราแม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนป่าเถื่อนแต่ก็ถือมั่นในความกตัญญู หากจะประหารทหารของขงเบ้งก็จะถูกติฉินนินทาว่าไม่รู้จักคุณคน ควรจะงดไว้จนกว่าจะจับตัวขงเบ้งได้แล้วค่อยว่ากันใหม่
นางจกหยงเห็นเบ้งเฮ็กขึงขังเอาจริงเอาจัง จึงสั่งให้คุมตัวเตียวหงีและม้าตงไปขังไว้
ขงเบ้งเมื่อทราบความจากทหารซึ่งหนีกลับมาแล้ว จึงขึ้นเกวียนน้อยพาทหารออกไปตรวจตราภูมิประเทศ จนถึงเวลาเย็นจึงกลับค่าย แล้วเรียกบรรดาแม่ทัพนายกองมาประชุม และปรารภความศึกให้ทราบทุกประการ
ขงเบ้งได้กล่าวว่านางจกหยงผู้เป็นภรรยาของเบ้งเฮ็กผู้นี้มีวิทยาอาคม จำจะต้องจับนางจกหยงเสียก่อนจึงจะได้เมือง ในวันพรุ่งนี้ให้ม้าต้ายคุมทหารสามพันยกไปซุ่มในซอกเขา และให้จูล่งกับอุยเอี๋ยนพาทหารยกไปท้ารบกับนางจกหยง แล้วทำทีเป็นหนีมาทางจุดซุ่ม เมื่อนางจกหยงไล่ตามมาก็ให้ม้าต้ายเอาเชือกขวางเท้าม้าแล้วจับตัวนางจกหยงให้จงได้
ครั้นสั่งการแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้เลิกการประชุม ส่วนจูล่ง อุยเอี๋ยนและม้าต้ายก็ออกไปจัดแจงทหารตามคำสั่งของขงเบ้ง
วันรุ่งขึ้นจูล่งและอุยเอี๋ยนคุมทหารไปที่ประตูเมืองงินแขแล้วท้าให้นางจกหยงออกมารบกันอีกครั้งหนึ่ง นางจกหยงกำลังลำพองใจที่ได้ชัยชนะแก่ข้าศึกเมื่อวันวาน จึงอาสาเบ้งเฮ็กคุมทหารจะออกไปจับตัวนายทหารเมืองเสฉวนให้จงได้ เบ้งเฮ็กกำลังลำพองใจเช่นเดียวกัน เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่ายจึงให้นางจกหยงยกทหารออกไปรบ
จูล่งเข้ารบกับนางจกหยงได้เก้าเพลงก็ทำเป็นชักม้าหนี นางจกหยงเกรงว่าจะเป็นกลอุบายจึงขี่ม้ากลับมาที่กองทหาร อุยเอี๋ยนเห็นจะเสียการจึงขี่ม้าตรงเข้าไปท้ารบกับนางจกหยงอีก.