ตอนที่ 48. ชีวิตนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา

จะว่าชีวิตนักเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจืดชืดไปทั้งหมดเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะยังมีกิจกรรมสำคัญอยู่บ้างประปราย เช่น การปฐมนิเทศเพื่อต้อนรับนักเรียนใหม่

            ทางโรงเรียนจัดให้นักเรียนที่สอบเข้าได้ทั้งหมดเข้าทำพิธีปฐมนิเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้เนื่องจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแม้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้าง แต่ในขณะนั้นไม่มีหอประชุมใหญ่ที่พอเพียงกับการทำพิธีปฐมนิเทศได้

            ในเวลานั้นท่านอาจารย์บุญเลื่อน เครือตราชู เป็นอาจารย์ใหญ่ในตำแหน่งผู้อำนวยการ

            อาจารย์บุญเลื่อน เครือตราชู เป็นกุลสตรีที่เป็นแบบอย่างของชาติบ้านเมือง มีความเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว อุดมด้วยความรู้ควรแก่ความเป็นครูอาจารย์คน ท่านมุ่งเน้นในการปลูกฝังความรู้สึกนึกคิดของศิษย์ให้เป็นคนมีความกตัญญู ทุกครั้งที่ท่านอาจารย์บุญเลื่อน เครือตราชู อบรมสั่งสอนศิษย์ก็จะย้ำเตือนเสมอว่าคนเราจะเป็นคนดีหรือไม่ดีต้องดูที่ความกตัญญู ครูต้องการให้ศิษย์ทุกคนเป็นคนดี จึงต้องเป็นคนมีความกตัญญูและต้องปลูกฝังความกตัญญูอยู่เป็นนิตย์

            ยังจำได้มั่นคงว่าท่านอาจารย์บุญเลื่อน เครือตราชู ได้ยกเอาพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า “นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา” ซึ่งแปลว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี มาอบรมสั่งสอนศิษย์เสมอ และได้ใช้เป็นคำขวัญในสมุดนักเรียนของโรงเรียนด้วย ซึ่งในประการนี้ศิษย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทุกคนย่อมจดจำใส่ใจไว้เป็นอย่างดีชั่วชีวิต

            นอกจากเรื่องความกตัญญูแล้ว อาจารย์บุญเลื่อน เครือตราชู ยังได้พร่ำเพียรสอนให้ศิษย์มีความขยันหมั่นเพียรในการเรียน ให้มีความประพฤติปฏิบัติที่ดี และชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาว่าในวันข้างหน้าแม้วิชาที่เรียนจะหลงลืมไปหมด แต่การศึกษาก็ยังเป็นสิ่งที่เหลืออยู่คู่กับตัว

            อาจารย์บุญเลื่อน เครือตราชู ได้เล่าให้นักเรียนฟังในงานปฐมนิเทศ ซึ่งผมยังจำได้มั่นคงว่าหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิอันประเสริฐทางการศึกษา เป็นปูชนียบุคคลสำคัญทางด้านการศึกษาของชาติ มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาและบทกวี และเป็นผู้ที่มุ่งเน้นในการอบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความขยันหมั่นเพียรและมีความอดทน ถึงกับได้แต่งโคลงสี่สุภาพบทหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากเพื่ออบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความอดทนและความเพียรพยายามว่า

“กล้วยไม้มีดอกช้า     ฉันใด
การศึกษาเป็นไป      เช่นนั้น
 แต่ดอกออกคราใด     งามเด่น
 งานสั่งสอนปลูกปั้น     เสร็จแล้ว แสนงาม”
                       
            ในระยะเวลาต่อมาผมมีความเข้าใจว่าการที่หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล ได้ใช้เรื่องกล้วยไม้เป็นบทอุปมาเกี่ยวกับการศึกษาว่าต้องใช้เวลาและความอดทน ก็เพราะในช่วงนั้นประเทศไทยกำลังเห่อเรื่องกล้วยไม้ และกล้วยไม้ก็เพิ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทย สะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ทันสมัยในการยกเอาความนิยมปัจจุบันขึ้นเป็นอุทาหรณ์ในการอบรมสั่งสอนศิษย์ ซึ่งทำให้เข้าใจและฝังใจได้โดยง่าย ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออกก็ลอกตำราฝรั่งมาอวดภูมิรู้แข่งกันดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

            ในครั้งนั้นท่านผู้อำนวยการยังได้เล่าให้นักเรียนใหม่ฟังว่าถึงแม้หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล จะมีความชำนาญอักษรกลอนการปานนี้ แต่มีกลอนอยู่บทหนึ่งซึ่งท่านแต่งไว้เพียงครึ่งเดียว คือแต่งไว้เพียง 2 บาทก็มีความหมายเหมือนเต็มบทแล้ว จึงไม่สามารถหาคำมาแต่งต่อให้จบบทได้ เป็นเนื้อความว่า

            “การศึกษาคือสิ่งซึ่งเหลืออยู่
            เมื่อลืมเรื่องที่ครูได้สั่งสอน”

            ผมเป็นนักเรียนมาจากบ้านนอก แต่เมื่อได้ยินความที่คนผู้เป็นปราชญ์ของแผ่นดินแต่งบทกวีค้างไว้ไม่จบฉะนี้ ก็จำฝังใจว่าไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ดังนั้นมีโอกาสคราใดจึงได้พยายามคิดอ่านหาถ้อยคำเพื่อจะแต่งเติมให้จบครบบริบูรณ์ ทั้งนี้ด้วยจิตที่คิดกตเวทีต่อบูรพาจารย์ผู้มีพระคุณ 

            ในปี พ.ศ. 2531 ผมทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการจัดทำหนังสือ ประมวลพระราชกรณียกิจสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เนื่องในมหามงคลสมัยคล้ายวันพระราชสมภพครบ 3 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531

            หนังสือเล่มนี้ได้มีการแต่งบทกวีหลายชนิดเพื่อพรรณนาภาพพระราชกรณียกิจเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในสมัยนั้นมีภาพการรับปริญญาที่ทรงพระราชทานอยู่ภาพหนึ่ง ผมจึงได้ถือโอกาสแต่งต่อบทกลอนบทนี้ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ว่า
            “การศึกษาคือสิ่งซึ่งเหลืออยู่
            เมื่อลืมเรื่องที่ครูได้สั่งสอน
            ความสำเร็จงามงดกว่าบทกลอน
            อนุสรณ์จากครูไม่รู้ลืม”

            การปฐมนิเทศของโรงเรียนมีสิ่งหนึ่งซึ่งอาบเอิบอยู่ในทุกเรื่องราวก็คือการสร้างสถาบันนิยมให้มีความภาคภูมิใจและยึดมั่นถือมั่นในเกียรติภูมิของโรงเรียน ซึ่งแสดงออกอย่างลึกซึ้งในบทเพลงประจำโรงเรียนที่ว่า

     “พระเกี้ยวเราแม้นพรชัยจากสวรรค์
 สีชมพูชูเชิดไว้ให้ผ่องพรรณ    เป็นมิ่งขวัญสถิตอยู่คู่อุรา
 เรียนเราเด่น เล่นเราดี    กีฬาเลิศ หวังจะเทิดจึงทุกผู้รู้รักษา
 ใครหยามเหยียดเกียรติ ต.อ. ไม่รอรา    ทั้งกายาใจเรายอมน้อมพลี”
                      
            ชาวเตรียมอุดมศึกษาจึงได้รับการปลูกฝังให้มีความรัก ความผูกพันและภาคภูมิใจในสถาบันการศึกษา ยิ่งกว่าความรักความผูกพันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าความสัมพันธ์ในสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์ดำรงอยู่สองชนิดพร้อมกันไปและในระดับที่ทัดเทียมกัน คือความรักความผูกพันต่อสถาบันอย่างหนึ่ง และความรักความผูกพันต่อเพื่อน ๆ อีกอย่างหนึ่ง

            การแข่งขันกีฬาสีนั้นดูเหมือนว่าทำกันไปแบบเสียไม่ได้ เพราะนักเรียนที่สังกัดอยู่ในคณะสีต่าง ๆ แทนที่จะเล่นกีฬาด้วยความสนุกสนานตามท่วงทำนองของการเล่นกีฬา กลับกลายเป็นว่าเล่นกีฬาสีไปตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดให้

            แต่ตัวผมนั้นมีความสุขสนุกสนานกับการเล่นกีฬาสี ซึ่งผมรับหน้าที่เล่นหมากฮอสตามที่ได้สมัครไว้

            ในการแข่งขันภายในคณะสีเดียวกัน ตอนแรก ๆ มีผู้สมัครกันหลายคน และเนื่องจากหมากฮอสเป็นกีฬาทางความคิด ดังนั้นผู้สมัครซึ่งเป็นเด็กกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จึงมีความมั่นใจว่าคิดเก่ง เล่นเก่ง ส่วนผมนั้นไม่ได้คิดว่าเก่งหรือไม่เก่งเพราะมีความคุ้นเคยชำนาญและรู้ตัวรู้ฝีมือตนเป็นอย่างดี

            ดังนั้นพอลงสนามแข่งขันครั้งแรกและเล่นกระดานแรก ผมก็รู้อนาคตเบื้องหน้าแล้วว่าจะเป็นอย่างไร เพราะคู่แข่งแต่ละคนนั้นล้วนแต่อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเล่นหมากฮอสเป็นเท่านั้น แม้จะคิดเก่ง เดินเก่ง เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรก็ไม่ต่างอันใดกับเด็กเพิ่งหัดเดิน

            ดังนั้นเมื่อการแข่งขันภายในสีแล้วเสร็จ ผมจึงได้รับชัยชนะเป็นนักกีฬาหมากฮอสลำดับหนึ่งของคณะสีเหลือง ทำให้เพื่อนนักเรียนพากันแปลกใจว่าทำไมเด็กนักเรียนจากบ้านนอกซึ่งไม่มีวี่แววว่าจะเล่นหมากฮอสได้เก่ง กลับคว้าชัยกลายเป็นนักหมากฮอสมือหนึ่งของคณะสีเหลืองไปได้ จึงกลายเป็นปมเขื่องประการหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการแข่งขันกีฬาสีครั้งนั้น

            เมื่อแต่ละคณะสีแข่งขันคัดเลือกภายในเสร็จแล้วก็เป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้แทนคณะสีต่าง ๆ โดยแต่ละคณะจัดผู้แทนคณะละ 3 คน คือ มือหนึ่ง มือสอง และมือสามตามที่ได้คัดเลือกไว้แต่ละสีมาทำการแข่งขันกันอีกครั้งหนึ่ง โดยมือหนึ่งแข่งกับมือหนึ่ง มือสองแข่งกับมือสอง และมือสามแข่งกับมือสาม คล้ายๆ กับนักมวยที่น้ำหนักรุ่นเดียวกันก็ต้องชกกับนักมวยในรุ่นน้ำหนักเดียวกันนั้น

            ครั้นถึงวันแข่งขันกันระหว่างคณะ ผมในฐานะมือหนึ่งก็ต้องแข่งขันกับมือหนึ่งของสีอื่นจนครบทั้งเจ็ดคณะสี

            ในตอนแรกผมคิดว่าจะเผชิญหน้ากับผู้แทนคณะสีอื่นซึ่งเป็นมือหนึ่งและน่าจะมีฝีมือที่พอจะใกล้เคียงกันบ้าง แต่ในที่สุดก็ได้เห็นฝีไม้ลายมือว่าห่างชั้นกันมากหลาย ทำให้ได้ระลึกถึงบุญคุณของสามตัวประหลาดและโอกาสอันงามของผมที่ได้มีโอกาสฝึกหมากฮอสกับสามตัวประหลาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องหมากฮอสดูเหมือนว่าไม่มีคุณค่าอะไรเลย แต่ถึงคราวจำเป็นขึ้นมาก็มีคุณค่าขึ้นมาได้ ผมจึงกลายเป็นแชมเปี้ยนหมากฮอสของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาด้วยประการฉะนี้

            คำโบราณที่ว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” เป็นคำพังเพยที่ลึกซึ้งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ควรจะได้ยึดถือมาประพฤติปฏิบัติ เพราะเรื่องราวใด ๆ ก็ตามแม้ขณะใดขณะหนึ่งจะดูเหมือนว่าไร้ค่าไร้ความหมาย แต่ครั้นถึงเวลาจำเป็นจะใช้ขึ้นมาก็จะรู้ว่าสิ่งที่เคยคิดว่าไร้ค่าไร้ความหมายนั้นกลับมากค่า มากความหมาย และทำให้กลายเป็นข้อเด่นหรือข้อได้เปรียบคนอื่นโดยที่คาดคิดไม่ถึง

            ในบทพระราชนิพนธ์เรื่องธรรมาธรรมะสงครามของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ซึ่งเทพฝ่ายธรรมะจะพร่ำสอนว่าอย่าพูดจาเรื่องไร้สาระนั้น เทพฝ่ายอธรรมกลับพร่ำสอนว่า “วาจาไร้สาระ สำหรับจะใช้แก้เหงา” แม้ว่าพระองค์จะจัดเป็นคำสั่งสอนของเทพฝ่ายอธรรม แต่แท้จริงแล้วก็ทรงแนะให้เห็นถึงประโยชน์ของสิ่งซึ่งไร้ประโยชน์ นั่นคือวาจาที่ไร้สาระ ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เพราะในงามเหงา ยามว่างหลังจากคุยเรื่องราวต่าง ๆ กันจนเบื่อแล้ว บางทีเรื่องไร้สาระก็อาจจะทำให้เกิดความสนุกสนานได้ 

            เหมือนกับความรู้เรื่องภาษาขอมซึ่งผมเคยเรียนเมื่อครั้งที่อยู่วัดที่บ้านเดิมก็บังเอิญได้ใช้ประโยชน์ขึ้นมา เพราะวันหนึ่งโรงเรียนพาไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในขณะที่ครูผู้พาไปกำลังจ้องมองศิลาจารึกหลักหนึ่งและสงสัยว่าจารึกว่าอย่างไร ผมก็พยายามอ่านแกะความพอได้รู้ความ จึงกลายเป็นที่รักและที่เชื่อถือของครูไปโดยไม่ตั้งใจอีกทางหนึ่ง นี่เพียงแค่ที่รู้เรื่องภาษาขอมแบบงู ๆ ปลา ๆ บ้างเท่านั้นผมก็กลายเป็นคนดังและคนสำคัญของโรงเรียนขึ้นมา ยิ่งเมื่อเป็นแชมป์หมากฮอสของโรงเรียนด้วยแล้ว จึงกลายเป็นคนดังตั้งแต่เด็ก

            ชีวิตนักเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแม้ว่าจะมีกีฬาสีทำให้รสชาติชีวิตดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังนับว่าเป็นชีวิตที่จืดชืดอยู่นั่นเอง เพราะต่างคนต่างมุ่งหน้าแต่การเรียน เลิกเรียนก็กลับบ้าน ซึ่งนานวันเข้าผมก็มีความรู้สึกว่าเฉาอย่างไรชอบกล หนักเข้าก็อดรนทนอยู่ไม่ไหวเพราะขัดกับอัธยาศัยที่มักชอบคบมิตร ดังนั้นเมื่อไม่มีโอกาสเสวนากับเพื่อนที่โรงเรียน ผมจึงจำต้องนัดหมายพบปะเสวนากับเพื่อนโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์แทนเหมือนดังที่เคยเป็นมาแต่ก่อน 

            หรือบางครั้งที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าหากพอมีเวลาว่างมากสักหน่อยผมก็จะไปต่างจังหวัดกับเซียนหมากฮอสสามตัวประหลาดนั้น เป็นการหาประสบการณ์ชีวิตเพิ่มเติม ได้รู้ชั้นรู้เชิงรู้ชีวิตมากหลาย แต่ถึงกระนั้นก็ตามผมก็ยังไม่สนใจเกี่ยวข้องในเรื่องการเล่นพนัน คงรักแต่การเล่นหมากฮอสเพื่อความสนุกอย่างเดียว

            ฝีมือหมากฮอสของผมในช่วงนั้นก้าวหน้าถึงขนาดเดินสนทนากับพวกสามตัวประหลาดว่าด้วยเรื่องแต้มคูหมากฮอสโดยไม่ต้องใช้กระดานและไม่ต้องเดินกันจริง ๆ และบางวันผมก็เที่ยวเตร่ไปเล่นหมากฮอสตามร้านกาแฟใกล้ ๆ กับวัดระฆัง ตลอดไปถึงย่านพรานนก จึงเป็นที่รู้จักของนักหมากฮอสในย่านนั้นเป็นอย่างดี

            ในบางครั้งเคยมีเซียนหมากฮอสจากถิ่นอื่นมากินหมูแถว ๆ ร้านกาแฟใกล้กับวัดระฆัง คนพื้นที่สู้ไม่ได้แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพราะสามตัวประหลาดก็ไม่รู้ไปอยู่เสียที่ไหน เผอิญวันหนึ่งผมกลับมาจากโรงเรียนเห็นผู้คนเต็มร้านกาแฟจึงแวะเข้าไปดู

            พอพรรคพวกเห็นหน้าผมเท่านั้นก็ดีอกดีใจ รีบขอให้ลงเล่นแก้หน้าให้กับขาหมากฮอสหน้าวัดระฆัง โดยผมทำหน้าที่เป็นผู้เล่น ส่วนการพนันเป็นเรื่องของขาหมากฮอส เซียนหน้าใหม่จากถิ่นอื่นไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นฝีมือผม แต่เห็นว่าผมยังเป็นเด็กหน้าใหม่และหน้าอ่อนอยู่ก็ยินดีเล่นด้วย ซึ่งคงจะหวังว่าผมก็เป็นหมูเหมือนกับขาหมากฮอสที่เพิ่งเล่นกันมา ย่อมสามารถกลืนกินได้อย่างสบายคอเหมือนกัน

            ผมพบเหตุการณ์แบบนี้อยู่เสมอ จะเป็นเวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ที่ใครเห็นหน้าผมแล้วมักจะคิดว่าผมเป็นหมู จึงดูหมิ่นถิ่นแคลนในฝีไม้ลายมือไว้ก่อนเสมอ แต่ถ้าจะมองอีกแง่หนึ่งก็อาจถือได้ว่าเป็นบุญกุศล เพราะคนเรานั้นหากทำให้คนอื่นประมาทได้แล้ว ก็มีแต่จะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ ในคัมภีร์พิชัยสงครามได้สอนกลอุบายหลากหลายเพื่อทำให้ผู้อื่นประมาท จะได้พลาดท่าเสียทีโดยง่าย ส่วนผมนั้นไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร พอเห็นครั้งแรกเขาก็ประมาทเสียก่อนแล้ว ดังนี้ถ้าจะนับว่าเป็นบุญก็ว่าได้ นี่แหละที่โบราณว่าสวรรค์ย่อมทรงความยุติธรรมเสมอ

            เซียนต่างถิ่นคิดจะกินหมูอย่างผม แต่ผมไม่ได้คิดว่าใครเป็นเซียนหรือเป็นหมู ในใจคิดแต่จะกู้หน้าให้กับขาหมากฮอสบางเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเข้าเล่นตามคำเรียกร้องของพรรคพวกจึงไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายอะไรด้วย แต่ในส่วนของวงพนันนั้น บรรดาขาหมากฮอสทั้งต่างถิ่นและเจ้าถิ่นก็ได้เริ่มต่อรองกันตามธรรมเนียมการเล่นหมากฮอส แต่เพราะผมเป็นคนหน้าใหม่เข้ามาเล่น จึงยากที่จะต่อรองในอัตราที่ต่างกันมาก ดังนั้นอัตราต่อรองในวันนั้นจึงเป็นอัตราเท่ากัน 

            ผมไม่เคยคิดประมาทคู่ต่อสู้แต่ก็มีอัชฌาสัยไม่คิดหวังที่จะหลอกลวงหรืออ่อนข้อเพื่อลวงให้คู่แข่งตายใจเหมือนกับกลวิธีของนายเป๋ ผมมีฝีไม้ลายมือประการใดก็เล่นไปตามกระบวน

            เล่นหมากฮอสกันไปไม่ทันนานผมก็พอสังเกตพบว่าเซียนต่างถิ่นนั้นพอจะมีความรู้เรื่องกลเม็ดเด็ดพรายและสูตรหมากฮอสอยู่บ้าง ถึงกระนั้นก็ไม่ครนามือศิษย์เอกของสามตัวประหลาดอย่างผมหรอก

            ในสามกระดานแรกผมชนะสองกระดาน เสมอหนึ่งกระดาน แทนที่เซียนต่างถิ่นจะรู้สึกตัว กลับสงสัยว่าเด็กหน้าใหม่คนนี้มีฝีมือดีจริงหรือ หรือว่าตัวเองเล่นหมากฮอสจนเมื่อยล้าหรือว่าเสียสมาธิเพราะแรงเชียร์ของขาหมากฮอสเจ้าถิ่น ดังนั้นจึงขอเล่นต่ออีกสามกระดาน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘