ตอนที่ 488. รุดสู่แดนคนเถื่อน

ขงเบ้งใช้อุบาย “ปั่นหัวจิ้งหรีด” ทำให้เกิดความระแวงแคลงใจขึ้นในสามหัวเมืองภายในแดนเมืองจีนที่ก่อกบฏต่อจ๊กก๊ก โกเตงระแวงยงคีจึงยกทหารไปโจมตีค่ายของยงคีและสังหารยงคีเสีย จากนั้นขงเบ้งจึงลวงโกเตงให้ไปสังหารจูโพเสียอีกคนหนึ่ง เมื่อโกเตงสังหารจูโพแล้วจึงนำศีรษะจูโพมาหาขงเบ้งถึงค่าย

            ขงเบ้งออกมาต้อนรับโกเตงถึงนอกค่าย พลางหัวเราะแล้วกล่าวว่าเราได้เห็นน้ำใจจริงของท่านว่าซื่อตรงต่อจ๊กก๊กแล้ว ซึ่งท่านกำจัดยงคีและจูโพผู้กบฏเสียนั้นเป็นความชอบใหญ่หลวง

            ว่าแล้วขงเบ้งจึงเชิญโกเตงเข้าไปสนทนากันภายในค่าย สรรเสริญความซื่อสัตย์จงรักภักดีของโกเตงต่อจ๊กก๊กเป็นอันมาก แล้วแต่งตั้งให้โกเตงเป็นขุนนางในสังกัดของแคว้นเสฉวน ปกครองสามหัวเมือง และให้งากฟันเป็นปลัดเมืองของทั้งสามเมือง คอยช่วยเหลือโกเตงในการดูแลความปลอดภัยของบ้านเมืองและทุกข์สุขของราษฎร

            โกเตงและงากฟันได้รับความไว้วางใจและมอบตำแหน่งสำคัญดังนั้นก็มีความยินดี คำนับขอบคุณขงเบ้งแล้วให้สัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อแคว้นจ๊กจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากมีศึกเหนือเสือใต้ประการใดก็จะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่สู้ตายไม่เห็นแก่ชีวิต

            ครั้นจัดแจงหัวเมืองทั้งสามสงบราบคาบเป็นปกติแล้ว ขงเบ้งจึงสั่งให้ยกทัพไปที่เมืองเองเฉียงเพื่อปราบปรามเบ้งเฮ็กต่อไป

            ฝ่ายเบ้งเฮ็กซึ่งยกกองทัพมาล้อมเมืองเองเฉียงอยู่นั้น ครั้นได้ทราบข่าวว่าขงเบ้งยกกองทัพมาปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ซึ่งร่วมคิดก่อการกบฏสงบราบคาบแล้วก็ตกใจ เพราะขาดกำลังหนุนจากด้านเหนือ เมื่อได้ทราบว่าขงเบ้งยกกองทัพมาที่เมืองเองเฉียง เบ้งเฮ็กจึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมือง

            ฝ่ายอองค้างซึ่งเป็นเจ้าเมืองเองเฉียง พอได้ทราบข่าวว่าขงเบ้งยกกองทัพมาช่วยและเบ้งเฮ็กเลิกทัพกลับไปแล้ว จึงพาขุนนางออกไปหาขงเบ้งที่ค่าย แล้วเชิญขงเบ้งเข้าไปในเมือง

            เมื่อขงเบ้งไปถึงที่ว่าราชการเมืองแล้ว อองค้างจึงให้ขุนนางทั้งปวงคำนับขงเบ้งตามประเพณีแล้วรายงานสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองให้ขงเบ้งทราบทุกประการ พร้อมกับแนะนำลิคีซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้ขงเบ้งได้รู้จัก

            ขงเบ้งจึงปรารภว่า เรากรีฑาทัพลงใต้ในครั้งนี้หวังจะปราบปรามเสี้ยนหนามแผ่นดินให้ราบคาบ ไม่เป็นที่ห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงก็ราบคาบสิ้นแล้ว คงเหลือแต่พวกคนป่าเถื่อนในแดนพุกามที่ฉวยโอกาสก่อกวนรุกราน อุปมาดั่งเสี้ยนหนามฝังอยู่ในเท้า หากไม่ถอนออกตราบใดก็จะปวดแปลบเท้าทุกย่างก้าวตราบนั้น เราจึงคิดที่จะปราบปรามเมืองหมั่นอ๋องให้ราบคาบเสียในครั้งนี้ แต่วิตกด้วยภูมิประเทศและเส้นทางเดินทัพซึ่งยังไม่กระจ่าง

            กล่าวแล้วขงเบ้งจึงถามลิคีว่าท่านรู้จักสภาพและภูมิประเทศที่จะไปยังเมืองหมั่นอ๋องหรือไม่ประการใด ลิคีจึงตอบว่า “ทางไปเมืองหมั่นอ๋องนั้นข้าพเจ้าได้เคยไปมาอยู่ ที่จะขัดสนน้ำท่านั้นข้าพเจ้ารู้อยู่”

            ลิคีกล่าวแล้วก็สั่งเจ้าหน้าที่ให้เอาแผนที่แดนพุกามออกมาให้ขงเบ้งดู ขงเบ้งดูแผนที่และเส้นทางที่จะเดินทัพไปยังเมืองหมั่นอ๋องแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก จึงสั่ง ลิคีให้ไปในกองทัพและตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของกองทัพด้วย

            ในขณะที่ขงเบ้งกำลังจัดแจงกองทัพจะยกไปเมืองหมั่นอ๋องนั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนโปรดให้ม้าเจ๊กคุมเสบียงอาหารและสิ่งของมาจากเมืองเสฉวนเพื่อพระราชทานแก่เหล่าทัพทั้งปวง

            ขงเบ้งทราบรายงานแล้วมีความยินดี สั่งให้เชิญม้าเจ๊กเข้ามาหาในค่าย หลังจากคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วขงเบ้งสังเกตเห็นม้าเจ๊กแต่งชุดไว้ทุกข์ก็ประหลาดใจ จึงถามว่าท่านไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ใดหรือ

            ม้าเจ๊กจึงว่า ม้าเลี้ยงซึ่งเป็นพี่ชายข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ถึงแก่ความตายแล้ว ข้าพเจ้าจึงไว้ทุกข์ให้ตามธรรมเนียม แล้วกล่าวสืบไปว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงรำลึกถึงท่าน จึงตรัสสั่งให้ข้าพเจ้าเชิญเสบียงและสิ่งของพระราชทานนำมามอบแก่ท่าน

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงรำพึงว่า เสียดายม้าเลี้ยงนัก เมืองเสฉวนขาดคนสำคัญไปคนหนึ่งแล้ว จากนั้นจึงคำนับรับของพระราชทานแล้ว สั่งทหารให้จัดแจงแบ่งของพระราชทานนั้นแก่เหล่าทหารถ้วนหน้ากัน ยกเว้นเสบียงให้นำไปรวมไว้ในคลังเสบียงหลวงของกองทัพ

            ขงเบ้งสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงม้าเจ๊กและปรารภกับม้าเจ๊กว่า เราจะยกกองทัพไปปราบปรามคนป่าเถื่อนในพุกามประเทศให้สงบราบคาบ ท่านจะเห็นเป็นประการใด

            ม้าเจ๊กจึงว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าชาวเมืองหมั่นอ๋องนั้นเป็นคนน้ำใจแข็งกระด้างนัก ไม่รู้จักเจ็บจักอาย ถึงมาตรว่าจะตีแตกไป ดีร้ายมันก็จะยกมาใหม่ ถ้ามิทันรู้ คิดแต่ว่าชนะมันแล้วจะกลับไปรบพระเจ้าโจผี ข้างนี้มันก็จะยกไปตีเอาเมืองเรา จำจะทำจงสาหัส ให้มันเกรงกลัวจงหนักก่อนจึงจะกลับไปได้”

            ขงเบ้งจึงว่า เราก็คิดไว้เหมือนกับความคิดท่าน ดังนั้นเมื่อท่านล่วงมาไกลถึงชายแดนแล้วอย่าเพิ่งกลับไปเลย จงตามเราไปในกองทัพ ช่วยกันคิดอ่านปราบปรามเมืองหมั่นอ๋องให้ราบคาบเถิด

            ม้าเจ๊กได้ยินดังนั้นจึงคำนับรับคำสั่งของขงเบ้ง ครั้นกองทัพทั้งปวงพร้อมแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้เคลื่อนทัพออกจากเมืองเองเฉียง รุดหน้าไปจนถึงแนวชายแดนเมืองหมั่นอ๋องซึ่งอยู่ในพุกามประเทศ

            ฝ่ายเบ้งเฮ็กครั้นได้ทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า ขงเบ้งยกกองทัพติดตามมา จึงเชิญหัวหน้าชนเผ่ากลุ่มน้อยในแดนพุกามประเทศซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดและเป็นเจ้าเมืองที่มีเขตแดนติดต่อกันคือ กิมห้วนเจ้าเมืองสำกิก สุนาเจ้าเมืองมิตอง และห้วยหลำเจ้าเมืองไหอำ มาปรึกษาหารือว่าจะรับมือกับกองทัพเมืองเสฉวนประการใด

            ครั้นปรึกษาหารือกันแล้ว สี่เจ้าเมืองมีความเห็นตรงกันว่ากองทัพจีนยกมาในครั้งนี้ แม้ว่าจะยกมาตีเมืองหมั่นอ๋องแต่จะเกิดผลกระทบคุกคามต่อเมืองสำกิก เมืองมิตอง และเมืองไหอำด้วย จำจะต้องร่วมมือกันตีโต้กองทัพเมืองเสฉวนให้ถอยกลับแผ่นดินจีนให้จงได้ จึงตกลงให้กิมห้วนคุมทหารห้าหมื่นยกตรงเข้าเผชิญหน้ากับกองทัพของขงเบ้ง ให้สุนาคุมทหารห้าหมื่นยกไปอีกสายหนึ่งตีไปบรรจบกับกองทัพของกิมห้วนทางด้านซ้าย และให้ห้วยหลำคุมทหารห้าหมื่นยกไปอีกสายหนึ่งไปตั้งสกัดไว้ทางด้านขวา ส่วนเบ้งเฮ็กจะคุมทหารเมืองหมั่นอ๋องคอยสนับสนุนกองทัพแต่ละสาย หากเพลี่ยงพล้ำทางใดจะได้ยกเข้าช่วยเหลือทางด้านนั้น

            ครั้นปรึกษาเสร็จแล้ว กิมห้วน สุนาและห้วยหลำจึงจัดแจงทหารยกออกไปพร้อมกัน

            ฝ่ายขงเบ้งพอได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าชาวแดนเถื่อนยกกองทัพมาสกัดเป็นสามทาง จึงสั่งให้เรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง และตั้งให้อองเป๋ง ม้าตง เตียวเอ๊ก เตียวหงี คุมกองทัพสี่สาย โดยให้เตียวหงีและเตียวเอ๊กยกกองทัพเข้าตีกิมห้วน ให้ม้าตงคุมทหารไปรบกับห้วยหลำ และให้อองเป๋งคุมทหารยกไปรบกับสุนา กำหนดวันรุ่งขึ้นเป็นวันเคลื่อนกองทัพ ส่วนขงเบ้งจะคุมกองทัพหลวงคอยหนุนช่วยกองทัพแต่ละสาย

            สี่นายทหารรับคำสั่งของขงเบ้งแล้วคำนับลาออกไปจัดแจงทหารตามคำสั่งของขงเบ้งทุกประการ พอนายทหารทั้งสี่คนออกไปแล้ว จูล่งและอุยเอี๋ยนเห็นขงเบ้งมิได้มอบหมายหน้าที่ประการใดให้ จึงเข้าไปคำนับถามขงเบ้งว่าเหตุไฉนมหาอุปราชจึงไม่มอบหมายหน้าที่ให้กับข้าพเจ้า แต่กลับให้นายทหารระดับรองยกไปดังนี้

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ อมยิ้มอยู่ในทีแล้วกล่าวว่า เหตุที่ไม่มอบหมายให้ท่านทั้งสองยกกองทัพไปก็เพราะว่าท่านทั้งสองยังไม่รู้ภูมิประเทศ เกรงว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก

            จูล่งและอุยเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็ไม่รู้กลขงเบ้ง จึงคำนับลาขงเบ้งกลับออกไป และปรึกษากันว่าเราสองคนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ จะนิ่งเฉยอยู่ไม่สมควร ชอบที่จะแต่งหน่วยสอดแนมออกไปจัดแจงสืบข่าวคราวและจับชาวบ้านซึ่งรู้เส้นทางให้มานำทางและยกไปตีข้าศึกเสียก่อน

            เมื่อปรึกษากันดังนั้นแล้ว จูล่งและอุยเอี๋ยนจึงชวนกันขี่ม้าลอบออกจากค่าย ลาดตระเวนไปเป็นระยะทางห้าสิบเส้น ได้ยินเสียงทหารฮวนประมาณยี่สิบคนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่บนเนินเขา จูล่งและอุยเอี๋ยนจึงขี่ม้าไปที่ทหารหน่วยนั้น แล้วไล่จับตัวได้ห้าคน เอาเชือกมัดตัวไว้พากลับมาที่ค่าย

            ครั้นไต่สวนได้ความว่าเป็นทหารลาดตระเวนของเบ้งเฮ็ก จึงขู่ว่าเมื่อตัวตกเป็นเชลยของเราแล้ว ชอบที่เราจะประหารเสียให้สิ้น แต่เอ็นดูด้วยเป็นทหารผู้น้อย ไม่ได้ร่วมก่อการกบฏด้วย จึงไม่เอาโทษตาย แต่จะให้ทำคุณไถ่โทษนำเราไปที่กองทัพของกิมห้วน สุนาและห้วยหลำ หากทำได้ดังนี้ก็จะปล่อยตัวกลับไป

            เชลยทั้งห้าคนเกรงกลัวต่อความตายจึงรับคำที่จะนำทางไปที่กองทัพของกิมห้วน สุนา และห้วยหลำ จูล่งจึงถามว่ากองทัพสามหัวเมืองนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลใด และจะยกไปโดยทางใด

            เชลยเหล่านั้นได้ตอบพร้อมกันว่า กองทัพของกิมห้วนตั้งอยู่กลางทางระหว่างซอกเขา มีทางเดินไปทางด้านตะวันตกถึงหลังค่ายของห้วยหลำ และมีทางเดินไปทางด้านตะวันออกถึงหลังค่ายของสุนา

            จูล่งและอุยเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จัดทหารเป็นสองกองกองละห้าพัน จูล่งคุมกองหนึ่ง อุยเอี๋ยนคุมอีกกองหนึ่ง ครั้นค่ำลงจูล่งและอุยเอี๋ยนจึงให้เชลยศึกนำทางแล้วยกทหารทั้งสองกองไปที่ค่ายของกิมห้วนถึงที่หมายเป็นเวลาใกล้สว่าง ทหารในค่ายของ  กิมห้วนกำลังหุงข้าวเช้า โดยมิทันได้ระมัดระวังตัวว่าข้าศึกจะยกมา

            จูล่งเห็นเป็นทีจึงสั่งทหารให้จุดประทัดสัญญาณขึ้น แล้วรุกเข้าตีค่ายของกิมห้วนพร้อมกัน

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่าทหารของกิมห้วนเพิ่งตื่นขึ้นหุงข้าว “ครั้นเห็นข้าศึกโห่ร้องเข้ามาดังนั้นก็ตกใจ มิทันจัดแจงก็แตกวุ่นไป”

            กิมห้วนเห็นทหารในค่ายแตกหนีก็ตกใจ รีบกระโดดขึ้นม้าควบหนีออกจากค่าย จูล่งเห็นกิมห้วนขับม้าหนีจึงขี่ม้าไล่ตามไป กิมห้วนเห็นจวนตัวจึงชักม้ากลับเข้ารบกับจูล่ง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันไม่ถึงสามเพลงจูล่งก็เอาทวนแทงกิมห้วนตกม้าตาย แล้วตัดศีรษะของกิมห้วนผูกไว้กับหนังคาดอานม้า

            เมื่อค่ายของกิมห้วนแตกแล้วจูล่งจึงให้อุยเอี๋ยนคุมทหารยกเข้าตีทางด้านหลังค่ายของสุนาทางทิศตะวันออก ตัวจูล่งคุมทหารเข้าตีทางด้านหลังค่ายของห้วยหลำทางทิศตะวันตก

            ฝ่ายขงเบ้งหลังจากจูล่งและอุยเอี๋ยนกลับออกไปแล้ว ได้กระซิบสั่งทหารให้ติดตามความเคลื่อนไหวของจูล่งและอุยเอี๋ยน ครั้นได้ทราบว่าจูล่งและอุยเอี๋ยนจับเชลยได้และยกทหารออกไปดังนั้นก็มีความยินดี จึงเรียกสี่นายทัพที่จะให้ยกไปในวันรุ่งขึ้นเข้ามาหาตั้งแต่คืนนั้น แล้วว่าบัดนี้จูล่งและอุยเอี๋ยนยกทหารออกไปตีค่ายกิมห้วนแล้ว จึงให้อองเป๋งและม้าตงเร่งยกทหารหนุนไปช่วยจูล่ง ช่วยตีค่ายสุนาและห้วยหลำต่อไป และสั่งเตียวหงีว่า เมื่อกองทัพสุนาแตกแล้วเห็นจะหนีไปตามซอกเขาทางด้านทิศตะวันออก

            ขงเบ้งเอาแผนที่มากางแล้วสั่งเตียวหงีว่า ให้ท่านยกทหารไปตั้งอยู่ที่ซอกเขาด้านตะวันออก เมื่อสุนาหนีไปก็ให้จับตัวสุนาให้ได้ และสั่งเตียวเอ๊กว่าห้วยหลำจะแตกหนีไปทางซอกเขาทางทิศตะวันตก ให้คุมทหารไปซุ่มอยู่ในซอกเขาแล้วจับตัวห้วยหลำให้จงได้

            สี่นายทหารรับคำสั่งแล้วคำนับลาขงเบ้งยกกองทัพตามจูล่งและอุยเอี๋ยนไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘