ตอนที่ 484. อภิสิทธิ์ของลูกท่านหลานเธอ

ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นเดินทางมาเมืองเสฉวนด้วยใจทะนงว่าเป็นผู้ทรงภูมิวิทยาอันเลิศ ครั้นได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ทั้งเห็นท่าทีที่อ่อนน้อมอ่อนข้อของขงเบ้งก็นึกกำเริบว่าแผ่นดินเสฉวนไม่มีผู้มีสติปัญญาในเชิงชั้นเจรจาทางการทูต แต่ก่อนจะกลับถูกขุนนางหนุ่มแห่งราชสำนักฮั่นหักหน้าด้วยวิทยาการอันเป็นโวหารทางวรรณคดีจนต้องจำนนต่อถ้อยคำ แต่ขงเบ้งได้ช่วยแก้สถานการณ์ไว้

            ในระหว่างเดินทาง ราชทูตเตียวอุ๋นนึกเฉลียวใจว่าเหตุไฉนขุนนางหนุ่มจึงหาญกล้าท้าทายภูมิปัญญาอย่างองอาจ คล้ายกับผิดราชประเพณีทางการทูต และความซึ่งตอบโต้กันนั้นจะไม่มีผู้ใดทันได้ฟังและเข้าใจหรือไม่ พอได้คิดทบทวนก็ตื่นตกใจว่าการครั้งนี้ย่อมเป็นแผนการของขงเบ้งที่ต้องการแสดงให้ประจักษ์ว่าภูมิปัญญาชาวเมืองเสฉวนนั้นดูแคลนมิได้ เพราะเพียงแค่ขุนนางหนุ่มซึ่งอ้างว่ามีความรู้เสมอด้วยเด็ก ๆ ชาวเมืองเสฉวนก็เรืองด้วยภูมิปัญญาวิชาการ จนตนเองต้องจำนนต่อถ้อยคำ และที่ขงเบ้งแสร้งทำเป็นฟังไม่ทันแต่กลับเข้าแทรกในวินาทีวิกฤตที่หวุดหวิดจะเสียผู้เสียคนนั้น ก็เป็นเพียงการแสดงออกซึ่งน้ำใจของขงเบ้งว่าต้องการช่วยเหลือกู้หน้ามิให้เข้าตาจน จนเป็นที่อับอายแก่คนทั้งปวง

            เตียวอุ๋นสำนึกดังนั้นแล้วก็รู้สึกครั่นคร้ามต่อสติปัญญาของขงเบ้งว่าที่ซุนกวนได้ปรารภว่า การมาเมืองเสฉวนหากเผชิญหน้ากับขงเบ้งแล้วก็อาจเจรจาความไม่ได้ดังใจนั้น นี่ขนาดไม่มีการเจรจาความโดยตรงกับขงเบ้ง ก็ยิ่งกว่าที่ซุนกวนกริ่งเกรงเสียแล้ว เพราะเมื่อระดับขุนนางผู้น้อยเท่านี้ก็ยังมีภูมิปัญญาที่ตนไม่อาจต่อสู้ได้ หากต้องตอบโต้กับขุนนางอาวุโสหรือตอบโต้กับขงเบ้งโดยตรงแล้ว การจะเพลี่ยงพล้ำยับเยินสักเพียงไหน

            ครั้นกลับไปถึงเมืองกังตั๋งเตียวอุ๋นจึงนำเตงจี๋เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุนกวน และกราบบังคมทูลว่า การซึ่งอาสาพระองค์ไปเมืองเสฉวนนั้นบรรลุผลสำเร็จดังพระราชประสงค์ทุกประการ ขงเบ้งเป็นผู้ใหญ่ มีความจริงใจในการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น เห็นจะผูกไมตรีได้มั่นคงสืบไป จากนั้นเตียวอุ๋นจึงกราบบังคมทูลความทั้งปวงที่ได้เดินทางไปเมืองเสฉวน ยกเว้นเสียก็แต่เรื่องที่ตอบโต้กับขุนนางหนุ่มเท่านั้น

            พระเจ้าซุนกวนฟังคำกราบบังคมทูลแล้วมีความยินดีเป็นยิ่งนัก ตรัสขอบคุณ ขงเบ้งที่ให้เตงจี๋เดินทางมาส่งราชทูตกลับถึงเมืองกังตั๋ง และฝากความไปบอกกับขงเบ้งว่านับแต่นี้ไปเมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะร่วมต้านและกำจัดสกุลโจเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของแผ่นดินสืบไป

            ตรัสแล้วพระเจ้าซุนกวนจึงรับสั่งให้จัดงานสโมสรสันนิบาตเลี้ยงราชทูตเตงจี๋อย่างสมเกียรติ ครั้นเสร็จการแล้วเตงจี๋จึงกราบถวายบังคมลากลับไปเมืองเสฉวน

            การฟื้นฟูสัมพันธไมตรีระหว่างจ๊กก๊กกับง่อก๊กครั้งใหม่นี้ ทำให้ดุลการเมืองในขณะที่สิ้นบุญพระเจ้าเล่าปี่เปลี่ยนแปลงไปอีกก้าวใหญ่ ทำให้ขงเบ้งสิ้นกังวลอันตรายจากเมืองกังตั๋งและเมืองฮูโต๋ เปิดโอกาสอันดียิ่งต่อการปราบปรามการแข็งข้อของชาวเมืองชายแดนภาคใต้และชนเผ่าป่าเถื่อนในพุกามประเทศต่อไป นับเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งใหม่ครั้งใหญ่ของขงเบ้งอีกครั้งหนึ่ง

            การฟื้นฟูสัมพันธไมตรีระหว่างเมืองเสฉวนกับเมืองกังตั๋งทราบไปถึงพระเจ้าโจผี จึงโปรดให้เรียกประชุมขุนนางทั้งปวง และปรารภว่าการที่เมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนเป็นไมตรีกันดังนี้แล้ว เห็นทีจะร่วมมือกันยกกองทัพมาตีเมืองฮูโต๋ ดังนั้นอย่าให้ทันได้ตั้งตัว ชอบที่เราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองกังตั๋งเสียก่อน

            ซินผีซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้กราบบังคมทูลทัดทานว่า แผ่นดินแคว้นเว่ยนี้กว้างใหญ่ไพศาลก็จริงอยู่ แต่ผู้คนและเสบียงอาหารยังไม่พรั่งพร้อม ซึ่งพระองค์จะด่วนยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งทั้งที่เพิ่งเสร็จศึกมาใหม่ ๆ เห็นขัดสนนัก ชอบที่จะได้งดกองทัพไว้สักสิบปีเพื่อซ่องสุมผู้คน สั่งสมเสบียงอาหารให้พร้อมบริบูรณ์ก่อนแล้วจึงค่อยยกไปทำการ

            พระเจ้าโจผีได้ฟังคำทัดทานดังนั้นก็ทรงพระกริ้ว ตรัสกับซินผีว่าความคิดของท่านฉะนี้เหมือนหนึ่งเด็กทารก เมื่อเมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนผูกไมตรีกันจะยกมาโจมตีเมืองเรา จะมัวมาคิดทำนาซ่องสุมผู้คนอีกสิบปี จะมิเสียเมืองแก่ข้าศึกดอกหรือ

            สุมาอี้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญเห็นพระเจ้าโจผีมุ่งมั่นจะทำสงครามดังนั้น จึงกราบทูลว่า “หนทางจะไปเมืองกังตั๋งนั้นแม่น้ำก็มาก ยากที่จะข้ามทหาร ขอพระองค์แต่งเรือแล้วยกทัพหลวงตีเข้าไปเอาปากน้ำซิวฉุน แล้วตีเอาเมืองน้ำฉี จึงตรงเข้าตีเอาเมืองกังตั๋ง เห็นจะได้โดยง่าย”

            พระเจ้าโจผีได้ฟังคำทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบ จึงตรัสสั่งให้เตรียมเรือรบขนาดใหญ่ยาวสี่สิบวา บรรทุกทหารได้ลำละสองพันคน เป็นจำนวนสิบลำ และจัดเรือรบขนาดเล็กอีกสามพันลำ บรรทุกม้าสำหรับนายทหารหนึ่งพันตัว ให้จัดแจงกองทัพเรือให้พร้อมที่จะยกไปเมืองกังตั๋ง

            ครั้นจัดแจงเรือรบพร้อมสรรพแล้ว พระเจ้าโจผีจึงตรัสสั่งให้เกณฑ์พลสามสิบหมื่น ให้โจจิ๋นเป็นกองทัพหน้า ให้เตียวคับ เตียวเลี้ยว บุนเพ่ง และซิหลง คุมทหารเป็นกองลาดตระเวนระยะไกล เคาทู และลิยอยคุมทหารเป็นปีกซ้ายปีกขวา โจฮิวเป็นกองทัพหลัง ให้เตียวจี๋และเล่าหัวเป็นเสนาธิการประจำกองทัพหลวง ซึ่งพระเจ้าโจผีจะคุมกองทัพหลวงไปด้วยพระองค์เอง ไพร่พลนอกเหนือจากที่เรือรบบรรทุกได้แล้ว ให้เดินทางโดยทางบกยกไปพร้อมกัน และให้สุมาอี้เป็นผู้รักษาเมืองหลวง

            พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบหกพรรษา ปลายเดือนสิบ กองทัพของพระเจ้าโจผีก็เคลื่อนออกจากเมืองฮูโต๋ยกไปตามเส้นทางตามแผนการที่สุมาอี้ได้เสนอทุกประการ

            ครั้นกองทัพของพระเจ้าโจผียกไปถึงปากน้ำซิวฉุน หน่วยสอดแนมก็ได้รายงานความไปกราบทูลพระเจ้าซุนกวนให้ทรงทราบว่า บัดนี้พระเจ้าโจผีได้ยกกองทัพบก กองทัพเรือ ประกอบด้วยทหารเป็นจำนวนมาก ยกล่วงมาถึงปากน้ำซิวฉุนแล้วจะรุกต่อไปที่ตำบลแม่น้ำฉี

            พระเจ้าซุนกวนทราบความศึกก็ตกพระทัย เพราะคาดคิดไม่ถึงว่ากองทัพพระเจ้า โจผีซึ่งเพิ่งปราชัยไปไม่นานนักจะยกกลับมาตีเมืองกังตั๋งอย่างรวดเร็วฉะนี้ จึงตรัสปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าจะคิดอ่านประการใด

            โกะหยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงกราบทูลเสนอว่า เมื่อข้าศึกยกมาดังนี้ชอบที่พระองค์จะแต่งกองทัพออกไปสกัดกองทัพข้าศึกไว้ที่ตำบลแม่น้ำฉีก่อน และขอให้แต่งพระราชสาส์นไปถึงขงเบ้งให้เร่งยกกองทัพมาช่วยรบกับพระเจ้าโจผี โดยให้ยกเข้าตีมาจากเมืองฮันต๋ง เห็นทีพระเจ้าโจผีจะต้องยกกองทัพกลับไป

            พระเจ้าซุนกวนทรงเห็นชอบกับข้อเสนอของโกะหยง จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ลกซุนเป็นแม่ทัพยกกองทัพไปสกัดกองทัพพระเจ้าโจผีที่ตำบลแม่น้ำฉี และแต่งพระราชสาส์นไปถึงขงเบ้งตามความเห็นของโกะหยง

            โกะหยงครั้นทราบความว่าพระเจ้าซุนกวนตั้งลกซุนเป็นแม่ทัพไปรับศึกครั้งนี้ จึงกราบทูลทัดทานว่าลกซุนรักษาเมืองเกงจิ๋วซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญ จะละเสียมิได้ ชอบที่จะแต่งให้ขุนพลผู้อื่นเป็นแม่ทัพจึงจะควร

            พระเจ้าซุนกวนได้ฟังคำท้วงก็ทรงเห็นชอบ จึงยกเลิกรับสั่งเดิมแล้วโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ชีเซ่งเป็นแม่ทัพยกกองทัพไปสกัดกองทัพของพระเจ้าโจผีที่ตำบลแม่น้ำฉี

            ชีเซ่งคุมทหารยกไปถึงตำบลแม่น้ำฉีแล้วจึงสั่งให้ตั้งค่ายสกัดกองทัพพระเจ้า  โจผีไว้คนละฟากฝั่งแม่น้ำกับกองทัพของพระเจ้าโจผี และสั่งให้ปักธงทิวตามแนวป่าด้านหลังค่ายเป็นจำนวนมาก

            พอตั้งค่ายเสร็จ ซุนเสียวซึ่งเป็นหลานของพระเจ้าซุนกวนได้เสนอแก่ชีเซ่งว่า จะขออาสากุมทหารห้าหมื่นคนยกข้ามแม่น้ำฉีเข้าตีกองทัพของพระเจ้าโจผี ชีเซ่งได้ฟังก็ปรามว่าซึ่งท่านจะยกกองทัพข้ามแม่น้ำไปทำศึกอีกฟากหนึ่ง ด้านหน้ามีกองทัพข้าศึก ด้านหลังมีแม่น้ำขวางกั้น หากข้าศึกรุกเข้าตีก็จะเสียที เป็นการขัดกับพิชัยสงครามอย่างยิ่ง กองทัพของพระเจ้าโจผีครั้งนี้เป็นกองทัพกษัตริย์ มีไพร่พลเป็นอันมาก ต้องใช้เสบียงอาหารมากหลายในแต่ละวัน ยากลำบากต่อการลำเลียง ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน เห็นจะเร่งยกรุกข้ามแม่น้ำมา เราคอยตั้งรับอยู่ฟากแม่น้ำนี้ก็จะได้เปรียบแก่ข้าศึก

            ซุนเสียวซึ่งเป็นนายทหารหนุ่มได้ยินคำทัดทานของชีเซ่งนายทหารอาวุโสแล้วให้รู้สึกขัดเคืองและแย้งว่า จะหวังตั้งรับอยู่ฉะนี้เสมือนหนึ่งเกรงกลัวข้าศึก เมื่อท่านไม่คิดจะออกไปรบ ข้าพเจ้าจะคุมทหารในบัญชาของข้าพเจ้าออกไปรบเอง เพราะภูมิประเทศข้างฟากโน้นข้าพเจ้าก็รู้กระจ่างแจ้งสิ้น

            ชีเซ่งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พยายามทัดทานไม่ให้ซุนเสียวยกทหารข้ามแม่น้ำไปถึงสองสามครั้ง แต่ซุนเสียวก็ไม่ฟัง ฮึดฮัดจะยกทหารไปรบกับพระเจ้าโจผี ด้วยถือดีว่าเป็นหลานของพระเจ้าซุนกวน

            ชีเซ่งเห็นซุนเสียวไม่เชื่อฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าข้าพเจ้าถึงแม้มิใช่เป็นเชื้อวงศ์ของพระเจ้าซุนกวนแต่ก็เป็นขุนนางฝ่ายทหาร ทำการรับใช้ตระกูลซุนมาช้านาน พระเจ้าซุนกวนวางใจให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพ บังคับบัญชาสิทธิขาดตามพระอัยการศึก ท่านมาขัดขืนคำสั่งดังนี้เป็นการผิดวินัย ว่าแล้วก็สั่งให้ทหารจับตัวซุนเสียวเอาไปขังรอคำสั่งประหารชีวิต

            นายทหารคนสนิทของซุนเสียวเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงให้ม้าเร็วรีบนำความไปกราบบังคมทูลให้พระเจ้าซุนกวนทรงทราบ พระเจ้าซุนกวนทราบความก็ตกพระทัย รีบเสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งพร้อมด้วยทหารองครักษ์เสด็จมาที่ค่ายของชีเซ่งด้วยพระองค์เอง

            ในขณะที่พระเจ้าซุนกวนเสด็จมาถึงนั้น เพชฌฆาตกำลังนำซุนเสียวเข้าสู่หลักประหาร พระเจ้าซุนกวนทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสห้ามว่าให้หยุดการประหารไว้ก่อน เพชฌฆาตเห็นพระเจ้าซุนกวนเสด็จและมีรับสั่งดังนั้นก็พากันตกใจ หมอบกราบถวายบังคมตามประเพณี

            พระเจ้าซุนกวนตรัสสั่งให้แก้มัดซุนเสียว ครั้นซุนเสียวถูกแก้มัดแล้วจึงเข้ามา กราบถวายบังคมพระเจ้าซุนกวนแล้วร้องไห้ และกราบบังคมทูลให้ทราบความซึ่งเป็นเหตุให้ถูกสั่งประหาร

            พระเจ้าซุนกวนฟังคำกราบทูลจบแล้วจึงรับสั่งให้ซุนเสียวตามเสด็จไปที่ค่ายหลวงของชีเซ่ง พอชีเซ่งรู้ว่าพระเจ้าซุนกวนเสด็จก็รีบออกมาถวายการต้อนรับ แล้วอัญเชิญขึ้นประทับบนที่ว่าราชการของค่ายหลวง

            ชีเซ่งเหลียวมองเห็นซุนเสียวตามมาในขบวนเสด็จก็โกรธ กราบทูลพระเจ้าซุนกวนว่าข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์ แต่ซุนเสียวไม่เชื่อฟัง ขัดคำสั่งจะยกทหารออกไปรบกับพระเจ้าโจผี อาจทำให้เสียราชการไป ข้าพเจ้าจึงสั่งประหารชีวิตเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ทหารทั้งปวง ไฉนพระองค์จึงโปรดให้ปล่อยซุนเสียวเสียเล่า จะมิเป็นแบบอย่างให้ทหารละเมิดพระอัยการศึกดอกหรือ

            พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสว่า ซุนเสียวอายุยังน้อย อ่อนแก่ความนัก ซึ่งไม่เชื่อถือฟังคำบังคับบัญชาของท่าน แล้วท่านออกคำสั่งให้ประหารชีวิตก็ชอบอยู่ แต่ซุนเสียวนี้เป็นหลาน หากประหารก็จะถูกพระประยูรญาติตำหนิ ขอให้ท่านเห็นแก่เราสักครั้งหนึ่ง ยกเว้นโทษประหารชีวิตให้แก่ซุนเสียวด้วย

            ชีเซ่งจึงกราบทูลว่า “ผู้ขัดมิฟังบังคับนายทัพนายกองดังนี้ ใช่ข้าพเจ้าจะให้ฆ่าเสียตามลำพังใจหามิได้ เป็นประเพณีมาแต่โบราณ แลพระองค์จะมาขอโทษซุนเสียวปล่อยเสียดังนั้น ถ้าผู้อื่นจะทำผิดไปข้างหน้านั้น จะให้ข้าพเจ้าทำประการใด”

            พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสว่า ใช่ว่าเราจะไม่เห็นด้วยในคำสั่งประหาร ที่ท่านมีคำสั่งนั้นชอบด้วยพระอัยการศึกอยู่แล้ว แต่เมื่อครั้งซุนเซ็กพี่เราจะถึงแก่ความตายนั้น ได้ฝากฝังสั่งเสียซุนเสียวไว้แก่เรา เหตุนี้เมื่อเราทราบข่าวจึงจำต้องเดินทางไกลมาขอโทษท่านด้วยตนเอง ขอให้ท่านเห็นแก่เรา ยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง

            ชีเซ่งได้ฟังเหตุผลส่วนพระองค์ของพระเจ้าซุนกวนแล้ว จึงกราบทูลว่าเมื่อเป็นพระราชประสงค์และความจำเป็นฉะนี้ ข้าพเจ้าก็จะยกโทษถวายดังพระประสงค์ แล้ว ชีเซ่งจึงออกคำสั่งให้ยกเว้นโทษประหารให้แก่ซุนเสียว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘