ตอนที่ 482. กลซ่อนเงื่อนทางการทูต

พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบหกพรรษา เดือนสิบ ขงเบ้งคัดเฟ้นได้ตัวเตงจี๋ทูตหน้าใหม่ไปฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับง่อก๊ก ซุนกวนวางแผนข่มขวัญทูตเมืองเสฉวนแต่ข่มไม่ลง จนจำต้องสั่งถอนทหารออกไปจากท้องพระโรงแล้วเจรจาความเมืองกัน

            เตงจี๋ได้กราบบังคมทูลพระเจ้าซุนกวน ชี้ให้เห็นถึงผลดีของการฟื้นฟูมิตรไมตรีของสองก๊กว่า มาตรแม้นเมื่อใดจ๊กก๊กและง่อก๊กมีมิตรไมตรีสมานฉันท์ก็จะเป็นปราการป้องกันไม่ให้พระเจ้าโจผียกกองทัพมารุกราน บ้านเมืองแลราษฎรทั้งปวงก็จะร่มเย็นเป็นสุขสืบไป และหากโอกาสเป็นทีเมื่อใดแล้ว ทั้งสองก๊กจะได้ร่วมมือกันยกไปกำจัดโจผีเสีย แผ่นดินก็จะสงบสุข สมดังปณิธานของพระองค์ท่านและพระเจ้าเล่าเสี้ยน

            เตงจี๋ได้กล่าวสืบไปว่า ข้าพเจ้ากราบบังคมทูลทั้งนี้เป็นน้ำใสใจจริงของพระเจ้าเล่าเสี้ยนและขงเบ้ง หากแม้นพระองค์สงสัย ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะกระโจนลงในกะทะน้ำมันเดือดเพื่อพิสูจน์น้ำใจจริง กล่าวแล้วเตงจี๋ก็ทำทีเดินไปที่กะทะน้ำมันซึ่งเดือดพล่านอยู่ในท้องพระโรงนั้น

            พระเจ้าซุนกวนเห็นเตงจี๋กราบทูลความด้วยน้ำใสใจจริงและจะพิสูจน์ความตั้งใจดังนั้นก็ตกพระทัย รีบเสด็จลงจากพระราชบัลลังก์ไปยุดมือเตงจี๋ไว้แล้วเชิญให้เตงจี๋มานั่งข้างเบื้องซ้ายของพระราชบัลลังก์ตามตำแหน่งทูตต่างเมือง

            แล้วพระเจ้าซุนกวนจึงตรัสว่า “ท่านว่าเนื้อความมาทั้งนี้เหมือนน้ำใจเราคิดไว้ทุกสิ่ง เชิญท่านช่วยเอาธุระไปแจ้งด้วยเถิด”

            เตงจี๋เห็นพระเจ้าซุนกวนตอบรับเป็นทางพระราชไมตรีดังนั้นก็มีความยินดี แต่เห็นว่าพระเจ้าซุนกวนยังมีน้ำพระทัยลังเลอาจถูกขุนนางเกลี้ยกล่อมให้แปรผันเป็นอื่น จึงกราบทูลสำทับว่า “เมื่อแรกข้าพเจ้ามานั้นท่านตั้งใจจะต้มข้าพเจ้า บัดนี้จะกลับใช้ไป ข้าพเจ้าเห็นใจท่านยังเรรวนไม่ปกติก่อน เกลือกจะผันแปรไปเล่า ข้าพเจ้าผู้ไปว่า จะมิได้ความผิดหรือ ขอท่านได้ดำริดูให้แน่ก่อนเถิด”

            พระเจ้าซุนกวนได้ยินคำทูลของเตงจี๋ก็รู้ว่าทูตหน้าใหม่เมืองเสฉวนยังกริ่งใจว่าทางไมตรียังไม่แน่นอนมั่นคง จึงตรัสว่าคำอันเราได้ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ เรานั้นได้ใคร่ครวญตัดสินใจเป็นเด็ดขาด ใครใดก็ไม่อาจมาว่ากล่าวให้พลิกผันเป็นอื่นได้ ท่านจงวางใจเถิด อย่าได้กริ่งใจสืบไปเลย

            ตรัสแล้วพระเจ้าซุนกวนจึงออกพระโอษฐ์เชิญเตงจี๋มางานเลี้ยงรับรอง ซึ่งพระองค์จะจัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อความเป็นไมตรีที่ฟื้นฟูใหม่ของสองเมือง เตงจี๋เห็นพระเจ้าซุนกวนยืนยันขันแข็งดังนั้นก็มีความยินดี ถวายบังคมขอบพระทัยแล้วไปร่วมในงานเลี้ยงรับรองที่ซุนกวนจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีใหม่ของง่อก๊กกับจ๊กก๊ก

            ครั้นเสร็จงานเลี้ยงพระเจ้าซุนกวนจึงตรัสกับเตงจี๋ว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ท่านมาเจริญสัมพันธไมตรี เราจะเพิกเฉยอยู่ย่อมไม่ชอบด้วยประเพณี ฉะนั้นเราจะแต่งทูตไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยนพร้อมกับท่าน ขอให้ท่านรั้งรออยู่อีกวันสองวัน ให้เราแต่งตั้งราชทูตก่อนแล้วค่อยเดินทางไปพร้อมกัน เตงจี๋รับคำพระเจ้าซุนกวนแล้วกลับไปพักที่เรือนรับรองแขกเมือง

            วันรุ่งขึ้นพระเจ้าซุนกวนเรียกประชุมบรรดาขุนนางทั้งปวง แล้วตรัสความปรารภว่า “เมืองเราก็ใหญ่หลวง ผู้คนก็มาก แต่จะหาคนรู้เจรจาเหมือนเตงจี๋สักคนหนึ่งไม่ได้”

            บรรดาขุนนางได้ฟังปรารภของพระเจ้าซุนกวนดังนั้นก็รู้ความนัยว่าทรงตัดพ้อ ด้วยน้อยพระทัยว่าขุนนางมีมากนักแต่ยังไม่อาจเฟ้นหาผู้ใดที่สมควรเป็นทูตไปเมืองเสฉวน ต่างคนต่างสำรวจตนเองแล้วพากันนิ่งเงียบ

            บรรยากาศแห่งความเงียบครอบคลุมท้องพระโรงอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังท้องพระโรงว่า ข้าพเจ้าเตียวอุ๋นขออาสาเป็นทูตไปเมืองเสฉวนกับเตงจี๋เอง

            พระเจ้าซุนกวนและขุนนางทั้งปวงได้ยินเสียงจึงหันไปมองพร้อมกัน เห็นเป็นเตียวอุ๋นขุนพลอาวุโสแต่มีความรู้เชี่ยวชาญทางการฝ่ายบุ๋นอย่างช่ำชอง ออกมายืนถวายบังคมก้มหน้านิ่งอยู่

            อันเตียวอุ๋นผู้นี้เป็นขุนพลอาวุโสของแคว้นกังตั๋งมาช้านาน นับเป็นขุนพลคนเดียวของแคว้นกังตั๋งที่มีภูมิปัญญาวิชาคุณเสมอดั่งจอหงวนบู๊บุ๋นแห่งราชสำนัก ทั้งประสบการณ์ก็พรั่งพร้อม แลมีความจงรักภักดีต่อตระกูลซุนมั่นคงยิ่ง แต่เพราะมีความหยิ่งทะนงในภูมิปัญญา จึงไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้เป็นนาย ซึ่งมีปกติวิสัยทั่วไปย่อมพึงใจคนที่อ่อนน้อม มีวาจาช่างเจรจาอ่อนหวาน ดังนั้นเตียวอุ๋นถึงแม้จะมีอาวุโสแต่ก็หาได้มีตำแหน่งสูงส่งเท่ากับภูมิปัญญาและเวลาที่รับราชการแต่ประการใดไม่

            พระเจ้าซุนกวนทอดพระเนตรเห็นเตียวอุ๋นผู้ทรงคุณความรู้กล่าวอาสาดังนั้นก็คลายพระทัย ด้วยวางใจว่าความรู้ทั้งสองด้านบู๊บุ๋นของเตียวอุ๋นผู้นี้เห็นทีจะได้ราชการ แต่ก็ยังเกรงขามว่าหากไปเผชิญหน้ากับขงเบ้งแล้วจะปะทะเชิงชั้นเจรจาของขงเบ้งได้หรือไม่ประการใด พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสว่า “ซึ่งจะอาสาไปนั้นก็ชอบใจอยู่แล้ว แต่เกรงว่าท่านจะไปเจรจาด้วยขงเบ้ง เกลือกจะไม่ได้เหมือนน้ำใจเรา”

            เตียวอุ๋นจึงกราบทูลด้วยวิสัยหยิ่งทะนงว่า จะเกรงขงเบ้งไปไยกัน ขงเบ้งนั้นก็เป็นแต่มนุษย์เดินดิน มิใช่เทวาทรงศักดาฤทธิ์แต่ประการใด ข้าพระองค์ก็เป็นมนุษย์เดินดินเหมือนกับขงเบ้ง อันความเมืองเพียงเท่านี้ข้าพเจ้าขออาสาไปทำการมิให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอันขาด หากไม่ได้ราชการก็ขอพระองค์ได้ลงพระราชอาชญาเถิด

            พระเจ้าซุนกวนได้ยินคำอาสาแข็งขันของเตียวอุ๋นดังนั้นก็ดีพระทัย โปรดเกล้าแต่งตั้งให้เตียวอุ๋นเป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นจ๊ก และให้ปูนบำเหน็จรางวัลแก่เตียวอุ๋นเป็นอันมาก จากนั้นจึงตรัสสั่งให้เตียวอุ๋นเดินทางไปเมืองเสฉวนพร้อมกับเตงจี๋

            เตียวอุ๋นกราบถวายบังคมลาแล้ว เอาข้าวของซึ่งได้รับพระราชทานเป็นบำเหน็จกลับไปเรือน แล้วออกไปเยี่ยมเตงจี๋ถึงเรือนรับรองแขกเมือง นัดหมายเดินทางไปเมืองเสฉวนพร้อมกันในวันรุ่งขึ้น

            ทางเมืองเสฉวนหลังจากขงเบ้งให้เตงจี๋ราชทูตหน้าใหม่เดินทางไปเมืองกังตั๋งแล้ว วันหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยน แล้วกราบบังคมทูลว่าซึ่งโปรดให้เตงจี๋ไปเมืองกังตั๋งครั้งนี้เห็นทีจะได้ราชการ และเมืองกังตั๋งคงจะส่งราชทูตมาตอบแทน ขอให้พระองค์ทรงต้อนรับทูตให้จงดี

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงตรัสถามว่า ท่านพ่อจะให้เราต้อนรับทูตประการใด

            ขงเบ้งจึงกราบบังคมทูลว่าให้ต้อนรับราชทูตอย่างสมเกียรติ ให้จัดงานสันนิบาตสโมสรต้อนรับราชทูตให้เบิกบานสำราญใจ แต่พระองค์อย่าได้ตรัสความเมืองประการใด ขอเป็นเพียงการทักทายตามธรรมเนียมเท่านั้น ข้าพระองค์จะคิดอ่านรับมือกับทูตกังตั๋งเอง

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังแผนการของขงเบ้งดังนั้นก็ทรงเห็นชอบ

            ขงเบ้งจึงกราบทูลต่อไปว่า ซึ่งทูตกังตั๋งมาเมืองเสฉวนครั้งนี้ มีนัยยะสำคัญต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจ๊กก๊ก มาตรแม้นประสบความสำเร็จผูกไมตรีกับเมืองกังตั๋งแน่นแฟ้นวางใจแล้ว เห็นโจผีจะไม่กล้ายกกองทัพมารุกราน เราก็จะสิ้นห่วงทั้งด้านโจผีและซุนกวน แลบัดนี้ชายแดนด้านใต้ตลอดไปจนถึงเมืองม่านสถานการณ์ไม่ปกติ เพราะคนป่าเถื่อนและเจ้าเมืองชายแดนฉวยโอกาสที่เมืองเสฉวนเพิ่งผลัดเปลี่ยนแผ่นดินก่อการกบฏคิดแข็งเมือง ข้าพระองค์จะถือโอกาสนี้ยกไปตีเมืองหมั่นอ๋อง เสร็จแล้วจะยกกองทัพไปกำจัดพระเจ้าโจผี หากได้แผ่นดินตงง้วนแล้วเมืองกังตั๋งก็ย่อมอยู่ในเงื้อมมือเรา

            ขงเบ้งเสนอยุทธศาสตร์ของเมืองเสฉวนหลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแล้ว จึงกราบทูลถามพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่าพระองค์จะมีความเห็นเป็นประการใด พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงตรัสว่าซึ่งท่านพ่อรับเป็นธุระจัดการดังนี้ก็ดีแล้ว ขงเบ้งจึงถวายบังคมลากลับไปจวน

            อีกไม่กี่วันต่อมา ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามากราบทูลว่ากรมพิธีการทูตได้ทูลรายงานความว่า บัดนี้ราชทูตเตงจี๋เดินทางกลับมาแต่เมืองกังตั๋งแล้ว ทางเมืองกังตั๋งตั้งเตียวอุ๋นเป็นทูตเดินทางมาพร้อมกับเตงจี๋ด้วย

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนทราบความดังนั้นจึงตรัสสั่งให้เชิญราชทูตเมืองกังตั๋งเข้ามาเฝ้าตามประเพณี หลังจากทักทายตามธรรมเนียมแล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงโปรดให้จัดงานสันนิบาตสโมสรเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นที่มหาศาลาเมืองเสฉวนอย่างสมเกียรติ และจัดให้ราชทูตเตียวอุ๋นพักที่เรือนรับรองแขกเมือง

            เตียวอุ๋นเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนต้อนรับราชทูตอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริกนักก็ดีใจ สำคัญว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนมีความยำเกรงชาวเมืองกังตั๋ง ครั้นกลับไปถึงเรือนรับรองแขกเมืองแล้วก็มีความอิ่มอกอิ่มใจเป็นอันมากที่การซึ่งอาสามาแต่พระเจ้าซุนกวนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

            วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานประจำจวนของขงเบ้งพร้อมกับเตงจี๋ได้มาพบราชทูตเตียวอุ๋น แล้วแจ้งความให้ทราบว่ามหาอุปราชจูกัดเหลียงขอเชิญท่านราชทูตไปร่วมงานเลี้ยงซึ่งมหาอุปราชได้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในการต้อนรับราชทูตจากเมืองกังตั๋ง

            เตียวอุ๋นทราบดังนั้นก็มีความยินดี ไปงานเลี้ยงรับรองที่ขงเบ้งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยเชิญบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนมาร่วมเป็นเกียรติแก่ราชทูตเตียวอุ๋นอย่างพร้อมเพรียง

            หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ทักทายโอภาปราศรัยกันตามธรรมเนียมและกินโต๊ะใกล้จะเสร็จ ขงเบ้งได้กล่าวความกับราชทูตเตียวอุ๋นว่า “ครั้งพระเจ้าเล่าปี่เมื่อยังเสด็จอยู่นั้น ยกทหารไปเมืองกังตั๋งเป็นอริวิวาทผิดกัน บัดนี้พระองค์ก็ดับสูญแล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนผู้บุตรได้เสวยราชสมบัติต่อมาจนทุกวันนี้ ที่พระเจ้าเล่าปี่ทำการผิดกันมาแต่หนหลังนั้น อย่าให้พระเจ้าซุนกวนถือโทษพยาบาทถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนเลย จะได้เป็นทางพระราชไมตรี มีธุระสิ่งใดบอกถึงกัน จะได้ช่วยกันกำจัดโจผี ท่านจงเอาเนื้อความนี้ไปแจ้งให้พระเจ้าซุนกวนฟัง”

            ความซึ่งขงเบ้งกล่าวกับเตียวอุ๋นครั้งนี้เป็นทำนองอ่อนข้องอนง้อแก่เมืองกังตั๋ง พร้อมทั้งเสนอให้ร่วมมือกันกำจัดโจผีในฐานะที่เป็นศัตรูร่วมของสองก๊ก แต่ความนัยสำคัญที่ขงเบ้งต้องการอาศัยช่องว่างแห่งเวลาที่สงบสันติเพื่อยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้และพวกป่าเถื่อนทางพุกามประเทศก่อนจะยกไปตีเมืองฮูโต๋นั้น ขงเบ้งได้ปิดงำไว้อย่างแยบยล ราวกับเป็นกลลวงให้ราชทูตอาวุโสแห่งกังตั๋งกำเริบน้ำใจ เห็นแต่ประโยชน์ซึ่งจะกำจัดโจผีและความมีสันติภาพระหว่างสองก๊ก มองไม่เห็นถึงความต้องการอันยิ่งใหญ่ของขงเบ้งที่ต้องการกำจัดขวากหนามทางชายแดนด้านใต้แคว้นเสฉวนให้ราบคาบก่อน เพื่อจะได้ทำศึกข้างหน้าโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป ความซึ่งซุนกวนกริ่งเกรงว่าเตียวอุ๋นจะเจรจาความเมืองกับขงเบ้งไม่ได้ดังใจก็อยู่ที่ตรงนี้ แต่มีความลึกซึ้งยิ่งกว่าที่ซุนกวนคาดคำนึง เพราะกลายเป็นเรื่องที่มิได้มีการเจรจาว่ากล่าวกันเลยแม้แต่สักคำเดียว นี่แล้วจึงเป็นสิ่งที่ซุนกวนกริ่งเกรงและคาดคิดไม่ถึง ซึ่งเตียวอุ๋นราชทูตอาวุโสก็คาดไม่ถึงมองไม่เห็นเช่นเดียวกัน

            เตียวอุ๋นได้ฟังคำขงเบ้งเป็นทำนองขออภัยในความผิดซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองกังตั๋งก็มีความยินดี มีความฮึกเหิมด้วยสำคัญว่าเมืองกังตั๋งนั้นกว้างใหญ่ เข้มแข็งเป็นที่ยำเกรงของชาวเมืองเสฉวน แม้กระทั่งขงเบ้งก็ยอมอ่อนข้อ ทั้งไม่เห็นว่าขงเบ้งมีภูมิปัญญาฉลาดเชิงชั้นเจรจาเหมือนดังที่ซุนกวนกริ่งเกรงเลย จึงกล่าวตอบโดยมารยาททางการทูตว่า พระเจ้าซุนกวนเป็นผู้ใหญ่ มิได้ผูกพยาบาทมาถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยน ท่านจงวางใจ เมื่อข้าพเจ้ากลับไปถึงเมืองกังตั๋งแล้ว จะนำความกราบบังคมทูลตามคำท่านทุกประการ

            เตียวอุ๋นกล่าวกับขงเบ้งสืบไปว่า ราชการซึ่งมาเมืองเสฉวนเป็นอันเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าพเจ้าจะเดินทางกลับ ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเลี้ยงส่งท่านก่อนที่จะอำลาจากกันในวันพรุ่งนี้เถิด เตียวอุ๋นก็รับคำแล้วกลับไปที่พัก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓