ตอนที่ 481. ราชทูตหน้าใหม่
ขงเบ้งคิดอ่านวางแผนเอาชนะศึกห้าทัพของพระเจ้าโจผีโดยไม่ต้องรบ และบัญชาการเพื่อสกัดกองทัพที่จะยกมาทั้งสี่สายอย่างแยบยล คงเหลือแต่ทางด้านเมืองกังตั๋งยังหาคนไปเจรจาไม่ได้ ครั้นเห็นเตงจี๋มีบุคลิกลักษณะควรแก่การเป็นทูต ขงเบ้งจึงรั้งตัวไว้แล้วเชิญขึ้นไปสนทนากันบนจวน
เมื่อเตงจี๋นั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขงเบ้งจึงลองสอบถามความคิดอ่านของเตงจี๋ว่า จ๊กก๊ก วุยก๊กและง่อก๊ก ต่างตั้งตนเป็นใหญ่เป็นสามเส้าอยู่ฉะนี้ เราคิดจะรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง จึงอยากถามความเห็นว่าจะยกไปตีเมืองไหนก่อนกัน
เตงจี๋จึงว่า “เจ้านายเราเพิ่งได้ราชสมบัติ ยังไม่เห็นน้ำพระทัย ใจทหารจึงไม่ปกติ อนึ่งพระเจ้าโจผีก็มีทหารมาก เมืองก็กว้างขวางใหญ่หลวงนัก เห็นจะไปหักเขามิได้ ถ้าเราทำไมตรีกับพระเจ้าซุนกวนก่อน แล้วจึงช่วยกันยกไปตีเอาเมืองพระเจ้าโจผีเห็นจะได้”
แล้วเตงจี๋จึงถามขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้น้อย ความเห็นดังกล่าวจึงใช้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ท่านมหาอุปราชคิดอ่านเรื่องนี้ประการใดหรือ
ขงเบ้งได้ฟังก็หัวเราะ แล้วว่าคราวนี้ได้การแล้ว ตัวเราคิดการอยู่นานช้า แต่ยังหาคนไปดำเนินการไม่ได้ มาครั้งนี้ได้ยินท่านเจรจา เห็นสมความคิดของเราแล้ว จะให้ท่านไปทำการสำคัญตามความคิด
เตงจี๋จึงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อย เกรงว่าจะทำให้ราชการของมหาอุปราชเสียไป การใหญ่ถึงเพียงนี้ขอให้มหาอุปราชคัดหาผู้อื่นที่เหมาะสมจะดีกว่า
ขงเบ้งจึงว่า “เราเห็นดีได้การอยู่แล้ว ท่านอย่าบิดพลิ้วเลย” ในวันพรุ่งนี้เราจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยน กราบบังคมทูลให้โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท่านเป็นทูตไปเจรจาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าซุนกวน ท่านจงตั้งใจให้ได้ราชการ อย่าให้เราผิดหวัง
เตงจี๋ได้ฟังดังนั้นจึงลุกขึ้นคำนับขงเบ้ง แล้วว่าเมื่อมหาอุปราชวางใจดังนี้ ข้าพเจ้าจะตั้งใจทำราชการให้ได้การดังปรารถนาของมหาอุปราชจงได้ ว่าแล้วเตงจี๋ก็คำนับลาขงเบ้ง กลับไปเรือน
วันรุ่งขึ้นขงเบ้งจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยน แล้วกราบบังคมทูลว่าการข้างเมืองกังตั๋งซึ่งรั้งรออยู่นั้น บัดนี้เห็นเตงจี๋ขุนนางในสำนักราชเลขาธิการ มีสติปัญญาวาจาชาญฉลาด ควรแก่การที่จะเป็นราชทูตไปเจริญไมตรี แม้ว่าเตงจี๋จะหน้าใหม่ในทางการทูตแต่เห็นจะได้ราชการอยู่ ขอให้พระองค์แต่งตั้งเตงจี๋เป็นทูตไปเจรจาความกับพระเจ้าซุนกวนเถิด
พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังคำทูลของขงเบ้งก็ทรงเห็นชอบ ตรัสว่าเมื่อมหาอุปราชมีความเห็นเช่นนี้ เราก็จะแต่งตั้งตามความเห็นที่เสนอนี้ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เตงจี๋เป็นทูตและให้รีบเดินทางไปเมืองกังตั๋งในวันนั้น
ทางฝ่ายลกซุน หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามครั้งแรกที่กระทำกับเมืองฮูโต๋แล้ว พระเจ้าซุนกวนก็โปรดปราน โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพแคว้นกังตั๋ง มีอำนาจสิทธิขาดบังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน และโปรดเกล้าฯ ให้ปูนบำเหน็จบรรดาทหารซึ่งมีความชอบโดยถ้วนหน้ากัน
วันหนึ่งขณะที่พระเจ้าซุนกวนออกว่าราชการ ก็ได้รับรายงานว่ามีทูตมาแต่เมืองฮูโต๋ พระเจ้าซุนกวนจึงโปรดให้เข้ามาเฝ้า และตรัสถามว่าท่านเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ด้วยราชการสิ่งใด
ราชทูตของพระเจ้าโจผีจึงกราบบังคมทูลว่า “พระเจ้าโจผีใช้ข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์ว่าเมื่อพระเจ้าโจผีให้ยกทัพมาสามทางนั้น ใช่จะแกล้งตั้งใจยกมาตีเมืองกังตั๋งนั้นหามิได้ มีหนังสือขงเบ้งไปจ้างให้ยกมาช่วย บัดนี้พระองค์ได้คิดผิดอยู่แล้ว ทรงพระโกรธ จะให้ไปตีเมืองเสฉวน จัดแจงทัพไว้ได้สี่ทางแล้ว ยังแต่ทางด่านโปยเสียนั้น ให้มาขอกองทัพเมืองกังตั๋งยกไป ถ้าตีได้เมืองเสฉวนแล้วก็จะแบ่งแผ่นดินให้ท่านเป็นค่าจ้าง”
พระเจ้าซุนกวนทราบความดังนั้น จึงตรัสว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หลวง เราขอเวลาตริตรองก่อน ตรัสแล้วจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่กรมวังนำทูตไปพักที่เรือนรับรองแขกเมือง จากนั้นพระเจ้าซุนกวนจึงตรัสถามขุนนางทั้งปวงว่าจะมีความเห็นเป็นประการใด
เตียวเจียวและโกะหยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่จึงกราบทูลว่า พระเจ้าโจผีแต่งทูตมาครั้งนี้ มิใช่เป็นการฟื้นฟูไมตรีโดยสุจริต และราชการสงครามตามที่พระเจ้าโจผีเสนอมานั้นเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก ชอบที่พระองค์จะได้ปรึกษากับลกซุนก่อน
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็รับสั่งหาลกซุน แต่ปรากฏว่าลกซุนมีราชการมิได้เข้ามาเฝ้า จึงโปรดให้พนักงานราชสำนักออกไปเชิญลกซุนให้รีบเข้ามาเฝ้าเป็นการด่วน เมื่อลกซุนมาแล้วพระเจ้าซุนกวนจึงปรารภความทั้งปวงให้ลกซุนทราบ แล้วตรัสถามว่าจะคิดอ่านประการใด
ลกซุนจึงกราบบังคมทูลว่า พระเจ้าโจผีมีทหารมากก็จริง แต่ก้ำกึ่งอยู่กับทหารของเมืองเสฉวน ซึ่งจะให้เมืองเรายกไปช่วยนั้นยังวางใจมิได้ก่อน เพราะเพิ่งมีบาดหมางจากศึกสงคราม แต่หากจะตัดไมตรีก็จะเสียประโยชน์เบื้องหน้า “เราจะจำธุระเขา แต่ว่าเราตรึกตรองดูท่วงทีก่อน เมื่อไรเขายกมาทั้งสี่ทาง เข้าตีไปเกือบใกล้ได้เมืองเสฉวนแล้ว เราจึงยกไป”
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงตรัสสั่งให้พนักงานไปแจ้งความให้ทูตเมืองฮูโต๋ทราบ และเชิญให้ทูตกลับไปก่อน โดยอ้างว่ากองทัพเมืองกังตั๋งจะเตรียมเสบียงให้พร้อมก่อนแล้วจึงจะยกไป
พระเจ้าซุนกวนตรัสสั่งให้หน่วยสอดแนมกวดขันหาข้อมูลข่าวสารกองทัพทั้งสี่ด้านที่พระเจ้าโจผีจัดเตรียมจะยกไปตีเมืองเสฉวน หากมีความคืบหน้าประการใดก็ให้รายงานความเข้ามาเป็นการด่วน
หลังจากนั้นไม่กี่วันหน่วยสอดแนมทุกสายได้ส่งรายงานเข้ามากราบบังคมทูลพระเจ้าซุนกวนว่า กองทัพของห่อปีที่ยกไปตีด่านแฮบังก๋วนนั้น พบกองทัพม้าเฉียวสกัดไว้ ห่อปีกลัวม้าเฉียวจึงล่าทัพถอยไป ด้านเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองหมั่นอ๋องจะยกไปตีทางเมืองเอ๊กจิ๋ว ถูกกองทัพของอุยเอี๋ยนสกัดไว้ก็ล่าถอยกลับไป ส่วนกองทัพของเบ้งตัดนั้นยกไปได้ถึงกลางทางก็อ้างว่าป่วยหนักแล้วยกกองทัพกลับไปเมือง ทางด้านกองทัพของโจหยินยกไปทางด่านเผงก๋วนพบกับกองทัพของจูล่งสกัดอยู่ ก็เลิกทัพกลับไปเมืองฮูโต๋แล้ว บัดนี้กองทัพทั้งสี่สายได้เลิกทัพกลับไปหมดสิ้นแล้ว
พระเจ้าซุนกวนทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมดังนั้น จึงเรียกประชุมขุนนางข้าราชการทั้งปวง แล้วปรารภความตามรายงานนั้นให้ทราบ และสรรเสริญว่าลกซุนมีสติปัญญากว้างขวางลึกซึ้งนัก คาดหมายการสงครามได้แม่นยำดุจดังตาเห็น โชคดีที่เราไม่ยกกองทัพไปก่อน มิฉะนั้นก็จะผิดใจกับขงเบ้ง
พระเจ้าซุนกวนปรารภความแล้วยังมิทันที่เหล่าขุนนางจะได้กล่าวประการใด เจ้ากรมพิธีการทูตได้เข้ามากราบบังคมทูลว่า ขณะนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้แต่งให้เตงจี๋เป็นทูตมาแต่เมืองเสฉวน จะโปรดเกล้าประการใด
เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ยินความดังนั้นจึงกราบทูลพระเจ้าซุนกวนว่าขงเบ้งใช้เตงจี๋มาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ คะเนการณ์ว่าต้องการให้เมืองกังตั๋งรั้งทัพไม่ให้ยกไปตีเมืองเสฉวนเป็นแน่แท้
พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสถามเตียวเจียวว่า หากเขามาด้วยธุระดังที่ท่านคาดการณ์ เราจะทำประการใดดี
เตียวเจียวจึงกราบทูลว่า “เราจะทำแยบคายไว้ให้กลัว จัดทหารให้ถืออาวุธยืนไว้สองข้างทาง แล้วเอาน้ำมันใส่กะทะใหญ่ตั้งไฟไว้หน้าที่นั่งนั้น แล้วจึงให้หาเตงจี๋เข้ามา”
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังข้อเสนอของเตียวเจียวก็เห็นชอบ จึงตรัสสั่งให้เตรียมการตามความเห็นของเตียวเจียวทุกประการ ครั้นเตรียมการเสร็จแล้วจึงรับสั่งให้เบิกตัวราชทูตเข้ามาเฝ้า
เตงจี๋พอเดินเข้าประตูท้องพระโรง เห็นในท้องพระโรงเตรียมการเป็นสง่าโอ่โถงแต่มีลักษณะข่มขวัญให้เกรงกลัวอยู่ในทีก็รู้ทัน มิได้หวั่นไหวตกใจแต่ประการใด กลับเดินหัวเราะเข้าไปยืนถวายบังคมพระเจ้าซุนกวน แต่มิได้คุกเข่าถวายบังคมตามประเพณี
พระเจ้าซุนกวนทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงพระกริ้ว ตรัสถามเตงจี๋ว่าท่านเป็นทูตไม่รู้ประเพณีหรือ จึงมิได้คุกเข่าลงกราบถวายบังคมตามธรรมเนียม
เตงจี๋จึงทูลตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นทูตมาแต่พระมหากษัตริย์ของเมืองใหญ่ เพียงที่ยืนถวายบังคมเท่านี้ก็ควรแก่ประเพณีแล้ว ไฉนจะต้องให้ผู้แทนของพระมหากษัตริย์เมืองใหญ่คุกเข่ากราบไหว้พระมหากษัตริย์เมืองน้อยเล่า
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังก็ยิ่งทรงพระกริ้ว ไม่อาจข่มพระทัยไว้ได้อีกต่อไป จึงตรัสว่าขงเบ้งใช้ท่านมาครั้งนี้ เราก็รู้อยู่ว่าเป็นขงเบ้งใช้มาขอร้องเราไม่ให้ยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวน ตรัสแล้วก็ชี้พระหัตถ์ไปที่กะทะตั้งน้ำมันซึ่งเดือดพล่านอยู่ แล้วตรัสถามว่าท่านเห็นอะไรอยู่ในกะทะบ้างหรือไม่
เตงจี๋ได้ฟังคำตรัสก็รู้นัยว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าซุนกวนที่ข่มขวัญให้กลัวกะทะน้ำมันเดือด จึงกราบทูลว่าข้าพเจ้ามาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ใช่จะหวังให้ชาวเมืองกังตั๋งยกไปช่วยเมืองเสฉวนก็หาไม่ แต่เพราะหวังสร้างไมตรีระหว่างสองเมือง จึงสู้เดินทางไกลมา ข้าพเจ้าได้ยินคำร่ำลือว่าพระองค์มีสติปัญญา รักทแกล้วทหาร แลองอาจกล้าหาญนัก แต่ดูการซึ่งทำทั้งนี้แล้วไม่เห็นสมดังคำลือเลย
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังคำเตงจี๋ดังนั้นก็ประหลาดพระทัย เพราะการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ทรงคาดหวัง กลับได้ฟังสิ่งซึ่งชวนสงสัยว่าเหตุไฉนสิ่งที่ทรงทำไว้จึงไม่เป็นไปดังคำร่ำลือเล่า พระเจ้าซุนกวนสงสัยดังนั้นแล้ว จึงตรัสถามเตงจี๋ว่าเราทำสิ่งใดจึงไม่เหมือนคำลือ
เตงจี๋จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าเข้ามาเฝ้าพระองค์แต่ผู้เดียว ซึ่งพระองค์ย่อมทราบดีว่าตัวข้าพเจ้าเป็นทูตมาเจรจาความ มิได้มีอาวุธหรือมุ่งมาทำการสู้รบให้เป็นอันตรายแก่พระองค์ แต่ไฉนจึงเกรงกลัวข้าพระองค์ จัดเตรียมผู้คนและแต่งกะทะน้ำมันไว้ฉะนี้เล่า นี่แสดงว่าพระองค์เกรงกลัวข้าพเจ้า หากล่วงรู้ไปถึงไหนจะไม่เสื่อมเสียพระเกียรติหรือ
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังคำเตงจี๋ดังนั้นก็ทรงเห็นจริง จึงละอายพระทัยนัก รีบตรัสสั่งให้ทหารซึ่งแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธวางกำลังโดยรอบท้องพระโรงออกไปจากท้องพระโรงนั้นในทันที เตงจี๋เห็นดังนั้นก็อมยิ้ม
พระเจ้าซุนกวนตรัสเชิญให้เตงจี๋นั่งตามตำแหน่งทูตต่างเมือง แล้วตรัสถามว่า “เมืองโจผีกับเมืองกังตั๋งนี้ สืบไปข้างหน้านั้น ท่านจะเห็นร้ายดีประการใด จงว่าไปให้แจ้ง”
เตงจี๋ไม่กราบทูลตอบ แต่ตั้งคำถามกลับไปยังพระเจ้าซุนกวนว่า ขึ้นอยู่กับพระองค์ว่ารักที่จะมีไมตรีกับพระเจ้าโจผีหรือพอใจจะมีไมตรีกับพระเจ้าเล่าเสี้ยน
พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสตอบว่าน้ำใจเรานั้นรักจะมีไมตรีกับเมืองเสฉวนมากกว่า แต่วิตกด้วยพระเจ้าเล่าเสี้ยนนั้นยังเยาว์นัก เกรงว่าจะรักษาไมตรีไว้ไม่ตลอด
เตงจี๋ได้ฟังน้ำพระทัยพระเจ้าซุนกวนดังนั้นก็ดีใจ จึงไขความซึ่งยังทรงหวาดวิตกอยู่ว่า ซึ่งพระองค์เกรงว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงพระเยาว์ก็ชอบอยู่ แต่ขงเบ้งซึ่งเป็นมหาอุปราชนั้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักชัยของบ้านเมือง ควรที่พระองค์จะวางพระราชหฤทัยได้ ประการหนึ่งเล่าพระเจ้าโจผีเพิ่งยกกองทัพมาตีเมืองกังตั๋ง หวังจะผนวกแคว้นต๋องง่อเข้ากับวุยก๊ก หากพระเจ้าโจผียกไปตีเมืองเสฉวนได้แล้ว เมืองกังตั๋งจะตั้งอยู่ได้ละหรือ อีกประการหนึ่ง ถ้าหากพระเจ้าโจผีกรีฑาทัพใหญ่ยกมาตีเมืองกังตั๋ง หากเมืองเสฉวนไม่ยกกองทัพมาช่วย เมืองกังตั๋งเมืองเดียวจะรับศึกพระเจ้าโจผีได้ตลอดรอดฝั่งหรือไฉน ขอพระองค์ทรงดำริให้ควรว่าการไมตรีข้างเมืองเสฉวนหรือเมืองฮูโต๋นั้น ข้างไหนจะสถาพรกว่ากัน.
เมื่อเตงจี๋นั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขงเบ้งจึงลองสอบถามความคิดอ่านของเตงจี๋ว่า จ๊กก๊ก วุยก๊กและง่อก๊ก ต่างตั้งตนเป็นใหญ่เป็นสามเส้าอยู่ฉะนี้ เราคิดจะรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง จึงอยากถามความเห็นว่าจะยกไปตีเมืองไหนก่อนกัน
เตงจี๋จึงว่า “เจ้านายเราเพิ่งได้ราชสมบัติ ยังไม่เห็นน้ำพระทัย ใจทหารจึงไม่ปกติ อนึ่งพระเจ้าโจผีก็มีทหารมาก เมืองก็กว้างขวางใหญ่หลวงนัก เห็นจะไปหักเขามิได้ ถ้าเราทำไมตรีกับพระเจ้าซุนกวนก่อน แล้วจึงช่วยกันยกไปตีเอาเมืองพระเจ้าโจผีเห็นจะได้”
แล้วเตงจี๋จึงถามขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้น้อย ความเห็นดังกล่าวจึงใช้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ท่านมหาอุปราชคิดอ่านเรื่องนี้ประการใดหรือ
ขงเบ้งได้ฟังก็หัวเราะ แล้วว่าคราวนี้ได้การแล้ว ตัวเราคิดการอยู่นานช้า แต่ยังหาคนไปดำเนินการไม่ได้ มาครั้งนี้ได้ยินท่านเจรจา เห็นสมความคิดของเราแล้ว จะให้ท่านไปทำการสำคัญตามความคิด
เตงจี๋จึงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อย เกรงว่าจะทำให้ราชการของมหาอุปราชเสียไป การใหญ่ถึงเพียงนี้ขอให้มหาอุปราชคัดหาผู้อื่นที่เหมาะสมจะดีกว่า
ขงเบ้งจึงว่า “เราเห็นดีได้การอยู่แล้ว ท่านอย่าบิดพลิ้วเลย” ในวันพรุ่งนี้เราจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยน กราบบังคมทูลให้โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท่านเป็นทูตไปเจรจาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าซุนกวน ท่านจงตั้งใจให้ได้ราชการ อย่าให้เราผิดหวัง
เตงจี๋ได้ฟังดังนั้นจึงลุกขึ้นคำนับขงเบ้ง แล้วว่าเมื่อมหาอุปราชวางใจดังนี้ ข้าพเจ้าจะตั้งใจทำราชการให้ได้การดังปรารถนาของมหาอุปราชจงได้ ว่าแล้วเตงจี๋ก็คำนับลาขงเบ้ง กลับไปเรือน
วันรุ่งขึ้นขงเบ้งจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยน แล้วกราบบังคมทูลว่าการข้างเมืองกังตั๋งซึ่งรั้งรออยู่นั้น บัดนี้เห็นเตงจี๋ขุนนางในสำนักราชเลขาธิการ มีสติปัญญาวาจาชาญฉลาด ควรแก่การที่จะเป็นราชทูตไปเจริญไมตรี แม้ว่าเตงจี๋จะหน้าใหม่ในทางการทูตแต่เห็นจะได้ราชการอยู่ ขอให้พระองค์แต่งตั้งเตงจี๋เป็นทูตไปเจรจาความกับพระเจ้าซุนกวนเถิด
พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังคำทูลของขงเบ้งก็ทรงเห็นชอบ ตรัสว่าเมื่อมหาอุปราชมีความเห็นเช่นนี้ เราก็จะแต่งตั้งตามความเห็นที่เสนอนี้ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เตงจี๋เป็นทูตและให้รีบเดินทางไปเมืองกังตั๋งในวันนั้น
ทางฝ่ายลกซุน หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามครั้งแรกที่กระทำกับเมืองฮูโต๋แล้ว พระเจ้าซุนกวนก็โปรดปราน โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพแคว้นกังตั๋ง มีอำนาจสิทธิขาดบังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน และโปรดเกล้าฯ ให้ปูนบำเหน็จบรรดาทหารซึ่งมีความชอบโดยถ้วนหน้ากัน
วันหนึ่งขณะที่พระเจ้าซุนกวนออกว่าราชการ ก็ได้รับรายงานว่ามีทูตมาแต่เมืองฮูโต๋ พระเจ้าซุนกวนจึงโปรดให้เข้ามาเฝ้า และตรัสถามว่าท่านเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ด้วยราชการสิ่งใด
ราชทูตของพระเจ้าโจผีจึงกราบบังคมทูลว่า “พระเจ้าโจผีใช้ข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์ว่าเมื่อพระเจ้าโจผีให้ยกทัพมาสามทางนั้น ใช่จะแกล้งตั้งใจยกมาตีเมืองกังตั๋งนั้นหามิได้ มีหนังสือขงเบ้งไปจ้างให้ยกมาช่วย บัดนี้พระองค์ได้คิดผิดอยู่แล้ว ทรงพระโกรธ จะให้ไปตีเมืองเสฉวน จัดแจงทัพไว้ได้สี่ทางแล้ว ยังแต่ทางด่านโปยเสียนั้น ให้มาขอกองทัพเมืองกังตั๋งยกไป ถ้าตีได้เมืองเสฉวนแล้วก็จะแบ่งแผ่นดินให้ท่านเป็นค่าจ้าง”
พระเจ้าซุนกวนทราบความดังนั้น จึงตรัสว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หลวง เราขอเวลาตริตรองก่อน ตรัสแล้วจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่กรมวังนำทูตไปพักที่เรือนรับรองแขกเมือง จากนั้นพระเจ้าซุนกวนจึงตรัสถามขุนนางทั้งปวงว่าจะมีความเห็นเป็นประการใด
เตียวเจียวและโกะหยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่จึงกราบทูลว่า พระเจ้าโจผีแต่งทูตมาครั้งนี้ มิใช่เป็นการฟื้นฟูไมตรีโดยสุจริต และราชการสงครามตามที่พระเจ้าโจผีเสนอมานั้นเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก ชอบที่พระองค์จะได้ปรึกษากับลกซุนก่อน
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็รับสั่งหาลกซุน แต่ปรากฏว่าลกซุนมีราชการมิได้เข้ามาเฝ้า จึงโปรดให้พนักงานราชสำนักออกไปเชิญลกซุนให้รีบเข้ามาเฝ้าเป็นการด่วน เมื่อลกซุนมาแล้วพระเจ้าซุนกวนจึงปรารภความทั้งปวงให้ลกซุนทราบ แล้วตรัสถามว่าจะคิดอ่านประการใด
ลกซุนจึงกราบบังคมทูลว่า พระเจ้าโจผีมีทหารมากก็จริง แต่ก้ำกึ่งอยู่กับทหารของเมืองเสฉวน ซึ่งจะให้เมืองเรายกไปช่วยนั้นยังวางใจมิได้ก่อน เพราะเพิ่งมีบาดหมางจากศึกสงคราม แต่หากจะตัดไมตรีก็จะเสียประโยชน์เบื้องหน้า “เราจะจำธุระเขา แต่ว่าเราตรึกตรองดูท่วงทีก่อน เมื่อไรเขายกมาทั้งสี่ทาง เข้าตีไปเกือบใกล้ได้เมืองเสฉวนแล้ว เราจึงยกไป”
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงตรัสสั่งให้พนักงานไปแจ้งความให้ทูตเมืองฮูโต๋ทราบ และเชิญให้ทูตกลับไปก่อน โดยอ้างว่ากองทัพเมืองกังตั๋งจะเตรียมเสบียงให้พร้อมก่อนแล้วจึงจะยกไป
พระเจ้าซุนกวนตรัสสั่งให้หน่วยสอดแนมกวดขันหาข้อมูลข่าวสารกองทัพทั้งสี่ด้านที่พระเจ้าโจผีจัดเตรียมจะยกไปตีเมืองเสฉวน หากมีความคืบหน้าประการใดก็ให้รายงานความเข้ามาเป็นการด่วน
หลังจากนั้นไม่กี่วันหน่วยสอดแนมทุกสายได้ส่งรายงานเข้ามากราบบังคมทูลพระเจ้าซุนกวนว่า กองทัพของห่อปีที่ยกไปตีด่านแฮบังก๋วนนั้น พบกองทัพม้าเฉียวสกัดไว้ ห่อปีกลัวม้าเฉียวจึงล่าทัพถอยไป ด้านเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองหมั่นอ๋องจะยกไปตีทางเมืองเอ๊กจิ๋ว ถูกกองทัพของอุยเอี๋ยนสกัดไว้ก็ล่าถอยกลับไป ส่วนกองทัพของเบ้งตัดนั้นยกไปได้ถึงกลางทางก็อ้างว่าป่วยหนักแล้วยกกองทัพกลับไปเมือง ทางด้านกองทัพของโจหยินยกไปทางด่านเผงก๋วนพบกับกองทัพของจูล่งสกัดอยู่ ก็เลิกทัพกลับไปเมืองฮูโต๋แล้ว บัดนี้กองทัพทั้งสี่สายได้เลิกทัพกลับไปหมดสิ้นแล้ว
พระเจ้าซุนกวนทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมดังนั้น จึงเรียกประชุมขุนนางข้าราชการทั้งปวง แล้วปรารภความตามรายงานนั้นให้ทราบ และสรรเสริญว่าลกซุนมีสติปัญญากว้างขวางลึกซึ้งนัก คาดหมายการสงครามได้แม่นยำดุจดังตาเห็น โชคดีที่เราไม่ยกกองทัพไปก่อน มิฉะนั้นก็จะผิดใจกับขงเบ้ง
พระเจ้าซุนกวนปรารภความแล้วยังมิทันที่เหล่าขุนนางจะได้กล่าวประการใด เจ้ากรมพิธีการทูตได้เข้ามากราบบังคมทูลว่า ขณะนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้แต่งให้เตงจี๋เป็นทูตมาแต่เมืองเสฉวน จะโปรดเกล้าประการใด
เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ยินความดังนั้นจึงกราบทูลพระเจ้าซุนกวนว่าขงเบ้งใช้เตงจี๋มาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ คะเนการณ์ว่าต้องการให้เมืองกังตั๋งรั้งทัพไม่ให้ยกไปตีเมืองเสฉวนเป็นแน่แท้
พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสถามเตียวเจียวว่า หากเขามาด้วยธุระดังที่ท่านคาดการณ์ เราจะทำประการใดดี
เตียวเจียวจึงกราบทูลว่า “เราจะทำแยบคายไว้ให้กลัว จัดทหารให้ถืออาวุธยืนไว้สองข้างทาง แล้วเอาน้ำมันใส่กะทะใหญ่ตั้งไฟไว้หน้าที่นั่งนั้น แล้วจึงให้หาเตงจี๋เข้ามา”
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังข้อเสนอของเตียวเจียวก็เห็นชอบ จึงตรัสสั่งให้เตรียมการตามความเห็นของเตียวเจียวทุกประการ ครั้นเตรียมการเสร็จแล้วจึงรับสั่งให้เบิกตัวราชทูตเข้ามาเฝ้า
เตงจี๋พอเดินเข้าประตูท้องพระโรง เห็นในท้องพระโรงเตรียมการเป็นสง่าโอ่โถงแต่มีลักษณะข่มขวัญให้เกรงกลัวอยู่ในทีก็รู้ทัน มิได้หวั่นไหวตกใจแต่ประการใด กลับเดินหัวเราะเข้าไปยืนถวายบังคมพระเจ้าซุนกวน แต่มิได้คุกเข่าถวายบังคมตามประเพณี
พระเจ้าซุนกวนทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงพระกริ้ว ตรัสถามเตงจี๋ว่าท่านเป็นทูตไม่รู้ประเพณีหรือ จึงมิได้คุกเข่าลงกราบถวายบังคมตามธรรมเนียม
เตงจี๋จึงทูลตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นทูตมาแต่พระมหากษัตริย์ของเมืองใหญ่ เพียงที่ยืนถวายบังคมเท่านี้ก็ควรแก่ประเพณีแล้ว ไฉนจะต้องให้ผู้แทนของพระมหากษัตริย์เมืองใหญ่คุกเข่ากราบไหว้พระมหากษัตริย์เมืองน้อยเล่า
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังก็ยิ่งทรงพระกริ้ว ไม่อาจข่มพระทัยไว้ได้อีกต่อไป จึงตรัสว่าขงเบ้งใช้ท่านมาครั้งนี้ เราก็รู้อยู่ว่าเป็นขงเบ้งใช้มาขอร้องเราไม่ให้ยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวน ตรัสแล้วก็ชี้พระหัตถ์ไปที่กะทะตั้งน้ำมันซึ่งเดือดพล่านอยู่ แล้วตรัสถามว่าท่านเห็นอะไรอยู่ในกะทะบ้างหรือไม่
เตงจี๋ได้ฟังคำตรัสก็รู้นัยว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าซุนกวนที่ข่มขวัญให้กลัวกะทะน้ำมันเดือด จึงกราบทูลว่าข้าพเจ้ามาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ใช่จะหวังให้ชาวเมืองกังตั๋งยกไปช่วยเมืองเสฉวนก็หาไม่ แต่เพราะหวังสร้างไมตรีระหว่างสองเมือง จึงสู้เดินทางไกลมา ข้าพเจ้าได้ยินคำร่ำลือว่าพระองค์มีสติปัญญา รักทแกล้วทหาร แลองอาจกล้าหาญนัก แต่ดูการซึ่งทำทั้งนี้แล้วไม่เห็นสมดังคำลือเลย
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังคำเตงจี๋ดังนั้นก็ประหลาดพระทัย เพราะการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ทรงคาดหวัง กลับได้ฟังสิ่งซึ่งชวนสงสัยว่าเหตุไฉนสิ่งที่ทรงทำไว้จึงไม่เป็นไปดังคำร่ำลือเล่า พระเจ้าซุนกวนสงสัยดังนั้นแล้ว จึงตรัสถามเตงจี๋ว่าเราทำสิ่งใดจึงไม่เหมือนคำลือ
เตงจี๋จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าเข้ามาเฝ้าพระองค์แต่ผู้เดียว ซึ่งพระองค์ย่อมทราบดีว่าตัวข้าพเจ้าเป็นทูตมาเจรจาความ มิได้มีอาวุธหรือมุ่งมาทำการสู้รบให้เป็นอันตรายแก่พระองค์ แต่ไฉนจึงเกรงกลัวข้าพระองค์ จัดเตรียมผู้คนและแต่งกะทะน้ำมันไว้ฉะนี้เล่า นี่แสดงว่าพระองค์เกรงกลัวข้าพเจ้า หากล่วงรู้ไปถึงไหนจะไม่เสื่อมเสียพระเกียรติหรือ
พระเจ้าซุนกวนได้ฟังคำเตงจี๋ดังนั้นก็ทรงเห็นจริง จึงละอายพระทัยนัก รีบตรัสสั่งให้ทหารซึ่งแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธวางกำลังโดยรอบท้องพระโรงออกไปจากท้องพระโรงนั้นในทันที เตงจี๋เห็นดังนั้นก็อมยิ้ม
พระเจ้าซุนกวนตรัสเชิญให้เตงจี๋นั่งตามตำแหน่งทูตต่างเมือง แล้วตรัสถามว่า “เมืองโจผีกับเมืองกังตั๋งนี้ สืบไปข้างหน้านั้น ท่านจะเห็นร้ายดีประการใด จงว่าไปให้แจ้ง”
เตงจี๋ไม่กราบทูลตอบ แต่ตั้งคำถามกลับไปยังพระเจ้าซุนกวนว่า ขึ้นอยู่กับพระองค์ว่ารักที่จะมีไมตรีกับพระเจ้าโจผีหรือพอใจจะมีไมตรีกับพระเจ้าเล่าเสี้ยน
พระเจ้าซุนกวนจึงตรัสตอบว่าน้ำใจเรานั้นรักจะมีไมตรีกับเมืองเสฉวนมากกว่า แต่วิตกด้วยพระเจ้าเล่าเสี้ยนนั้นยังเยาว์นัก เกรงว่าจะรักษาไมตรีไว้ไม่ตลอด
เตงจี๋ได้ฟังน้ำพระทัยพระเจ้าซุนกวนดังนั้นก็ดีใจ จึงไขความซึ่งยังทรงหวาดวิตกอยู่ว่า ซึ่งพระองค์เกรงว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงพระเยาว์ก็ชอบอยู่ แต่ขงเบ้งซึ่งเป็นมหาอุปราชนั้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักชัยของบ้านเมือง ควรที่พระองค์จะวางพระราชหฤทัยได้ ประการหนึ่งเล่าพระเจ้าโจผีเพิ่งยกกองทัพมาตีเมืองกังตั๋ง หวังจะผนวกแคว้นต๋องง่อเข้ากับวุยก๊ก หากพระเจ้าโจผียกไปตีเมืองเสฉวนได้แล้ว เมืองกังตั๋งจะตั้งอยู่ได้ละหรือ อีกประการหนึ่ง ถ้าหากพระเจ้าโจผีกรีฑาทัพใหญ่ยกมาตีเมืองกังตั๋ง หากเมืองเสฉวนไม่ยกกองทัพมาช่วย เมืองกังตั๋งเมืองเดียวจะรับศึกพระเจ้าโจผีได้ตลอดรอดฝั่งหรือไฉน ขอพระองค์ทรงดำริให้ควรว่าการไมตรีข้างเมืองเสฉวนหรือเมืองฮูโต๋นั้น ข้างไหนจะสถาพรกว่ากัน.