ตอนที่ 480. ชัยชนะที่ประเสริฐสุด

พระเจ้าโจผีเห็นว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนเพิ่งครองราชย์ใหม่ ๆ แผ่นดินยังไม่ราบคาบ เป็นช่องทางที่จะยึดเมืองเสฉวนได้โดยง่าย จึงทรงเห็นชอบกับแผนการของสุมาอี้ จัดกองทัพห้าสายกำลังพลห้าสิบหมื่นรุกเข้าตีเมืองเสฉวนจากทุกทิศทาง พระเจ้าเล่าเสี้ยนทราบความก็ตกพระทัย รับสั่งหาขงเบ้งมาปรึกษาการสงคราม

            พักหนึ่งขันทีก็กลับมากราบทูลให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงทราบว่า มหาอุปราชป่วยอยู่กับบ้านไม่อาจเข้ามาเฝ้าได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนทราบความดังนั้นก็ตกพระทัย

            วันรุ่งขึ้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงตรัสสั่งให้ตงอุ่นและเตาเขงสองขุนนางกรมวังออกไปเยี่ยมไข้ขงเบ้งที่จวน หากขงเบ้งไม่ป่วยหนักก็ให้เชิญขงเบ้งเข้ามาเฝ้าเป็นการด่วนด้วยราชการสงคราม

            สองขุนนางไปถึงจวนขงเบ้งแล้วนายประตูไม่ยอมให้เข้าไปในจวน อ้างว่าขงเบ้งป่วยไม่ต้อนรับแขก สองขุนนางฟังคำนายประตูแล้วก็รู้ทีว่าขงเบ้งแสร้งป่วย เพราะความสงครามเป็นการร้อน ถึงแม้ขงเบ้งจะป่วยจริงก็คงไม่อาจนอนอยู่กับบ้านอย่างเย็นใจได้ เห็นจะรีบเข้าไปเฝ้า แต่การซึ่งขงเบ้งไม่ยอมออกไปเฝ้าจึงน่าจะมีเงื่อนงำอยู่เบื้องหลัง คิดดังนั้นแล้วสองขุนนางจึงฝากความไว้กับนายประตูว่า “พระเจ้าเล่าปี่ได้ฝากธุระแผ่นดินไว้กับมหาอุปราช บัดนี้มีราชการมา มหาอุปราชทำป่วยอยู่ฉะนี้ไยเล่า”

            นายประตูทราบความจากสองขุนนางว่าเป็นราชการสงครามสำคัญก็ตกใจ จึงบอกให้สองขุนนางคอยอยู่ที่ประตูก่อนแล้วกลับเข้าไปในจวน ครู่หนึ่งก็ออกมาแจ้งความแก่สองขุนนางว่ามหาอุปราชยังป่วยอยู่ ลุกจากที่นอนไม่ได้ จึงไม่สามารถต้อนรับท่านทั้งสองได้ วันพรุ่งนี้ถ้าอาการไข้สร่างแล้วจะเข้าไปเฝ้าเอง

            สองขุนนางได้ฟังนายประตูว่าดังนั้นก็ทอดถอนใจใหญ่ แต่มิรู้ที่จะทำประการใด จึงกลับไปกราบทูลความให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนทราบ พระเจ้าเล่าเสี้ยนสงสัยว่าเหตุไฉนความศึกร้อนอยู่ฉะนี้ขงเบ้งจึงนอนใจไม่เข้ามาเฝ้าตามรับสั่ง จึงตรัสถามสองขุนนางว่าท่านชำนาญการแผ่นดิน ไม่มีที่สงสัยบ้างเลยหรือว่าเหตุไฉนขงเบ้งจึงไม่เข้ามาเฝ้า

            ตงอุ่นและเตาเขงจึงกราบบังคมทูลว่า “มหาอุปราชมีปัญญา เกลือกจะดูใจจึงไม่เข้ามา ขอเชิญพระองค์ไปจึงจะดี”

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนฟังข้อเสนอของสองขุนนางแล้วมิได้ตรัสประการใด เสด็จกลับเข้าไปข้างใน แล้วทูลความซึ่งสองขุนนางกราบทูลเสนอความเห็นให้พระราชชนนีทราบ พระราชชนนีงอชีฟังคำทูลตลอดแล้วจึงตรัสว่า “พระเจ้าเล่าปี่ก็ได้ฝากธุระการแผ่นดินไว้กับขงเบ้ง ให้ช่วยทำนุบำรุงเจ้าต่อไป บัดนี้มีราชการให้หามิเข้ามา เขามีปัญญาเกลือกจะดูใจว่าเจ้าจะรักเหมือนบิดารักเขาหรือไม่ เชิญเจ้าออกไปหาเถิด ถ้าเขาไม่เข้ามาแม่จึงจะออกไปว่าเอง”

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนฟังคำพระราชชนนีแล้วทรงเห็นด้วย จึงเสด็จกลับไปที่พระตำหนัก ครั้นรุ่งขึ้นจึงตรัสสั่งให้กรมวังจัดขบวนเสด็จแล้วเสด็จไปที่จวนของขงเบ้ง พอไปถึงประตูจวนนายประตูไม่คาดคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ครั้นเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสด็จพระราชดำเนินมาถึงประตูก็ตกใจ หมอบกราบถวายบังคมนิ่งอยู่

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงเสด็จพระราชดำเนินผ่านประตูจวนด้านนอกล่วงถึงประตูจวนชั้นกลางสู่ประตูจวนชั้นใน ทหารองครักษ์ภายในจวนของขงเบ้งเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสด็จต่างหยุดหมอบกราบถวายบังคมนิ่งอยู่สิ้น

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนเสด็จถึงหน้าจวนที่อยู่ของขงเบ้ง เห็นทหารรักษาการณ์ยืนถวายความเคารพอยู่จึงรับสั่งถามว่าขงเบ้งอยู่ที่ไหน นายทหารรักษาการณ์จึงกราบทูลว่าขงเบ้งอยู่ในสวนด้านหลังจวน พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินไปตามบาทวิถีด้านข้างจวนอ้อมไปทางด้านหลัง เห็นขงเบ้งนั่งตกปลาอยู่ในเก๋งริมคูน้ำอย่างสงบ จึงตรัสสั่งให้ขันทีและผู้ติดตามหยุดอยู่ที่ด้านข้างแล้วเสด็จพระราชดำเนินย่องเข้าไปหา เสด็จประทับยืนอยู่ทางด้านหลังขงเบ้ง

            ฝ่ายขงเบ้งหลังจากจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอัญเชิญพระเจ้าเล่าเสี้ยนขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็สำรวจรายงานความเคลื่อนไหวทั้งภายในและตลอดแนวชายแดนเมืองเสฉวน เห็นเป็นปกติอยู่แต่ยังคงเกรงว่าชายแดนภาคใต้ด้านพุกามประเทศนั้นประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าและอยู่ห่างไกล อาจก่อความไม่สงบขึ้นได้ แต่เห็นว่ายังไม่เป็นอันตรายแก่เมืองเสฉวน เพราะชนกลุ่มน้อยนั้นถึงอย่างไรก็ยากที่จะยกกองทัพใหญ่มาทำอันตรายเมืองเสฉวนได้ ห่วงก็แต่การข้างเมืองฮูโต๋ว่าจะมีทีท่าประการใด

            ขงเบ้งจึงให้หน่วยสอดแนมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทางเมืองฮูโต๋อย่างใกล้ชิด พอพระเจ้าโจผีมีพระราชดำริจะยกกองทัพมาตีเมืองเสฉวนเป็นห้าทิศทาง หน่วยสอดแนมก็รายงานมาให้ขงเบ้งทราบ

            ขงเบ้งทราบความแล้วพิเคราะห์ดูแผนการศึกของพระเจ้าโจผี เห็นว่าลึกซึ้งเพราะมิได้ใช้กำลังหลักของเมืองฮูโต๋ แต่ว่าจ้างบรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ ให้ยกกองทัพมาตีเมืองเสฉวนจากหลายทิศทาง หากรับศึกซึ่งหน้าแล้วก็จะสูญเสียไพร่พลเป็นจำนวนมาก ถึงจะได้ชัยชนะกำลังทหารก็จะอ่อนแอลง และตกอยู่ในสภาพที่เป็นรองเมืองฮูโต๋ เพราะยังคงสงวนกำลังไม่ใช้ทหารของเมืองฮูโต๋ออกรบเอง

            ขงเบ้งใคร่ครวญดังนั้นแล้วจึงดำริว่า ซึ่งสุมาอี้วางแผนการสงครามครั้งนี้หากมิได้สำแดงสติปัญญาให้ปรากฏก็จะกำเริบไปในวันหน้า จำจะหาทางเอาชนะสงครามครั้งนี้โดยไม่ต้องรบ ดังที่คัมภีร์พิชัยสงครามได้บัญญัติว่าชัยชนะที่ได้มาโดยไม่ต้องรบ เป็นชัยชนะที่ประเสริฐสุดให้จงได้

            ดังนั้นหลังจากวันได้รับข่าวศึก ขงเบ้งจึงครุ่นคิดใคร่ครวญแผนการรับมือกับสงครามครั้งนี้อย่างละเอียดรอบคอบ และเพื่อให้จิตใจตั้งอยู่ในความสงบ เพิ่มพูนพลังความคิดให้แจ่มใส ขงเบ้งจึงมานั่งตกปลาที่เก๋งหลังจวน ครุ่นคิดการสงครามอย่างใจจดใจจ่อจนเผลอไผลไป ไม่ทันได้ระวังว่ามีผู้ใดเข้ามาใกล้

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนเสด็จยืนประทับอยู่ด้านหลังขงเบ้งอึดใจหนึ่ง จึงรับสั่งว่าท่านตกเบ็ดสนุกนักหรือ

            ขงเบ้งได้ยินกระแสพระราชดำรัสก็ได้สติ เหลียวหน้ามาเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนประทับยืนอยู่ด้านหลังก็ตกใจ รีบวางเบ็ดแล้วเข้ามากราบถวายบังคม และกราบทูลว่าโทษข้าพเจ้าถึงตาย ขอทรงพระราชทานอภัยโทษด้วยเถิด

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนเห็นดังนั้นจึงก้มพระองค์ลงประคองให้ขงเบ้งลุกขึ้น แล้วตรัสว่าข้าพเจ้าไม่ถือโทษท่านพ่อหรอก ที่มาหาวันนี้เพราะได้ข่าวว่าโจผีจะยกกองทัพมาตีเมือง เสฉวนถึงห้าทาง ท่านไม่ทราบข่าวหรือจึงนิ่งเฉยอยู่ดังนี้

            ขงเบ้งได้ฟังกระแสพระราชดำรัสดังนั้นก็หัวเราะแล้วกราบทูลว่า นึกว่าพระองค์จะมีเรื่องด่วนร้อนอันใด แท้จริงก็เรื่องศึกสงครามนี้เอง ว่าแล้วขงเบ้งจึงกราบทูลให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนเสด็จประทับนั่งที่เก๋ง แล้วกราบทูลว่า “ข้าพเจ้าตกเบ็ดนั้นคิดความดอก จะได้เอาความสนุกหามิได้ ซึ่งโจผีจะยกมาตีเมืองเราทั้งห้าทางนั้น ข้าพเจ้ารู้ก่อนพระองค์อีก”

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังคำขงเบ้งก็ประหลาดพระทัย จึงตรัสถามว่าเมื่อท่านทราบความฉะนี้แล้ว จะคิดอ่านประการใดจึงจะยั้งไฟสงครามมิให้ลามเข้ามาถึงเมืองเราเล่า

            ขงเบ้งจึงกราบทูลว่า ซึ่งโจผีแต่งกองทัพยกมาตีเมืองเสฉวนถึงห้าทางนั้น ข้าพเจ้าคิดกำจัดเสียได้แล้วสี่ทาง คงเหลืออีกทางเดียวคือด้านเมืองกังตั๋งยังคิดไม่ตก จึงมิได้เข้าไปเฝ้า

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนยิ่งสงสัยจึงตรัสถามว่า ข้าศึกยังไม่ทันยกมาถึงแดนเมืองเสฉวน ไฉนท่านพ่อจึงกล่าวว่าคิดกำจัดได้แล้วถึงสี่ทางเล่า แลทางซุนกวนนั้นท่านพ่อจะคิดอ่านประการใด

            ขงเบ้งจึงกราบทูลว่า “บิดาของพระองค์ปลงธุระฝากข้าพเจ้าไว้ให้ช่วยทำนุบำรุง ควรหรือข้าพเจ้าจะละเมินเสีย แต่หากข้าพเจ้าทำการโดยลับมิให้ขุนนางแลคนทั้งปวงรู้ ซึ่งข้าพเจ้าว่าจะกำจัดเสียได้สี่ทางนั้น คือห่อปีจะตีมาด่านแฮบังก๋วน ข้าพเจ้าให้มีหนังสือไปถึงม้าเฉียวซึ่งตั้งอยู่ที่นั้นให้คอยสกัดไว้ แลม้าเฉียวคนนี้กับห่อปีเคยกลัวกันมาแต่ก่อน เบ้งเฮ็กจะมาทางเอ๊กจิ๋ว ข้าพเจ้าได้มีหนังสือไปให้อุยเอี่ยนสกัดรบไว้ แลให้ทำที่วงเวียนไว้สองข้างทั้งซ้ายทั้งขวา ให้ทหารคุมกันเดินเป็นพวก ๆ เดินแต่ซ้ายไปขวา แต่ขวาไปซ้าย วันละเจ็ดกลับแปดกลับนั้นทุกวัน ข้าศึกเห็นว่าคนมีมากก็จะถอยไป เบ้งตัดจะมาทางฮันต๋ง ข้าพเจ้ารู้ว่าเบ้งตัดคนนี้กับลิเงียมเป็นสหายกินน้ำสบถร่วมชีวิตจะเป็นตายด้วยกัน ข้าพเจ้าแต่งเป็นหนังสือลิเงียมไปให้เบ้งตัด ถ้าเบ้งตัดเห็นหนังสือลิเงียมแล้วก็จะทำเป็นป่วยบิดเบือนไปสุดแต่ไม่ยกมา โจหยินจะมาทางยันเผงก๋วนนั้น ทางเดินกันดารลุ่มโคลนนักมายาก ข้าพเจ้าแต่งให้จูล่งคุมทหารออกไปตั้งมั่นไว้อย่าให้ออกรบ ถ้าโจหยินเห็นจูล่งไม่ออกรบดังนั้นก็จะเลิกทัพถอยไปเอง แล้วข้าพเจ้าแต่งให้กวนหิน เตียวเปา คุมทหารชาวนอกเมืองไปสามหมื่นมิให้ผู้ใดรู้ เที่ยวตรวจตราสอดแนมทั้งสี่ทาง ถ้าเห็นหนักไหนให้ช่วยกัน เพราะข้าพเจ้าทำไว้ฉะนี้จึงทูลพระองค์ว่าตัดได้สี่ทางแล้ว แต่ทางเมืองกังตั๋งนั้นเห็นว่าจะไม่ยกมาเร็ว ด้วยซุนกวนรบกับโจผีผิดกันจะระวังหลังอยู่ ดีร้ายจะคอยดูเมื่อไรทั้งสี่ทางตีเข้ามาเกือบจะได้เมืองแล้ว ซุนกวนจึงจะยกมา”

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังคำกราบทูลของขงเบ้งดังนั้นก็ค่อยคลายพระทัย แต่ยังคงสงสัยทางด้านเมืองกังตั๋งว่าจะจัดการประการใด จึงตรัสถามขงเบ้งว่าจะยับยั้งทัพกังตั๋งได้หรือไม่ประการใด

            ขงเบ้งจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าก็คิดที่จะยั้งทัพกังตั๋งไม่ให้ยกมา แต่ยังติดขัดด้วยไม่เห็นคนผู้มีสติปัญญาฉลาดทางเจรจาไปว่ากล่าวกับซุนกวน จึงรั้งรออยู่ฉะนี้

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังคำทูลโดยละเอียดดังนั้นก็คลายพระทัย จึงตรัสว่า ซึ่งท่านพ่อสกัดทัพสี่ทางไว้ได้แล้วเหลือแต่ด้านเมืองกังตั๋ง ไว้ค่อยคิดอ่านเถิด

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความรู้สึกของพระเจ้าเล่าเสี้ยนหลังฟังคำกราบทูลของขงเบ้งว่า “ดีใจนัก เหมือนกับเทพยดามายกภูเขาออกจากอก หน้าตาผ่องใสขึ้น”

            ขงเบ้งเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนสบายพระทัยขึ้นแล้ว จึงกราบทูลเชิญให้เสวยพระกระยาหารเที่ยงที่จวน พระเจ้าเล่าเสี้ยนรับคำทูลเชิญแล้ว จึงเสด็จเข้าไปเสวยพระกระยาหารเที่ยงร่วมกับขงเบ้งที่ในจวน

            เสร็จงานเลี้ยงพระกระยาหารเที่ยงแล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงบอกลาขงเบ้ง ขงเบ้งได้ตามส่งเสด็จอย่างใกล้ชิด พอถึงประตูก็เห็นขุนนางผู้หนึ่งมีบุคลิกสง่างามเฉลียวฉลาด ท่าทางมีสติปัญญาหลักแหลมนัก ขงเบ้งจ้องตรวจดูนรลักษณ์ของขุนนางผู้นั้นอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งถึงประตูชั้นนอก

            พอพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสด็จขึ้นประทับรถพระที่นั่ง ขงเบ้งก็เข้าไปยุดแขนเสื้อของขุนนางผู้นั้นแล้วกล่าวว่าท่านอย่าเพ่อไปส่งเสด็จเลย เรามีความจะสนทนาด้วย แล้วกราบทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่าข้าพเจ้าขอยืมตัวขุนนางผู้นี้ไว้ทำหน้าที่สำคัญในราชการสักครั้งหนึ่ง พระเจ้าเล่าเสี้ยนมองหน้าขงเบ้งแล้วก็รู้นัย จึงพระราชทานพระราชานุญาตแล้วออกรถพระที่นั่งเสด็จกลับเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง

            บรรดาชาววังซึ่งตามเสด็จสังเกตเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนมีสีพระพักตร์ผ่องใสระรื่นพระทัยก็ประหลาดใจ พากันซุบซิบกล่าวขานต่อ ๆ กันว่าตอนเสด็จมาสีพระพักตร์วิตกกังวลเศร้าหมอง ไม่ผ่องใสเลย ครั้นพบมหาอุปราชแล้วมิรู้ประการใดจึงทรงระรื่นพระทัยเบิกบานถึงปานนี้ ช่างเป็นที่ประหลาดนัก

            ฝ่ายขุนนางซึ่งถูกขงเบ้งรั้งตัวไว้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็ตกใจ ขงเบ้งเห็นอาการดังนั้นก็นึกยิ้มอยู่ในที แล้วชวนขุนนางนั้นขึ้นไปสนทนากันบนจวน แล้วถามว่าท่านนี้ชื่อไรและมีตำแหน่งใด

            ขุนนางนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามีชื่อว่าเตงจี๋ เป็นขุนนางในสำนักราชเลขาธิการ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘