ตอนที่ 479. ศึกห้าทัพ
พระเจ้าเล่าเสี้ยนเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว ทรงโปรดให้ราษฎรทั่วทั้งแคว้นจ๊กแต่งกายไว้ทุกข์แก่พระเจ้าเล่าปี่ตามประเพณี ครั้นเสร็จการพิธีพระบรมศพแล้วจึงอัญเชิญพระบรมศพไปฝังไว้ที่สุสานหลวงตำบลหุ้ยเหลงในเมืองเสฉวน จารึกแผ่นศิลาหน้าหลุมพระบรมศพว่า ที่ฝังพระบรมศพพระเจ้าเลียดฮ่องเต้
ครั้นเสร็จการพระบรมศพพระเจ้าเล่าปี่แล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนานางงอชีซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงและเป็นพระมารดาของเล่าเอ๋ง เล่าลี ขึ้นเป็นที่พระราชชนนี ส่วนพระราชมารดาของพระองค์และนางบิฮูหยินพระมารดาเลี้ยงซึ่งสิ้นบุญไปก่อนแล้วนั้น โปรดให้สร้างสุสานใหม่ในที่เดียวกับบริเวณสุสานของพระเจ้าเล่าปี่ แล้วย้ายพระศพจากสุสานเดิมมาฝังไว้ที่สุสานใหม่ จารึกความหน้าหลุมพระศพว่า สุสานพระมเหสีพระเจ้าเล่าปี่
จากนั้นจึงพระราชทานเลื่อนยศและตำแหน่งแก่ขุนนางทั้งปวงตามประเพณี และให้พระราชทานอภัยโทษแก่บรรดานักโทษทั่วราชอาณาจักรในทุกข้อหาความผิด ให้ยกเว้นส่วยสาอากรขนอนตลาดทั้งราชอาณาจักรสามปี
ครั้นพ้นกำหนดการไว้ทุกข์ตามประเพณีแล้ว ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงเห็นว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนเจริญพระชนม์แต่ยังไม่มีพระมเหสี จึงพร้อมกันกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ยกนางเตียวซีซึ่งเป็นบุตรสาวของเตียวหุย อายุได้สิบเจ็ดปี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม ขึ้นเป็นที่พระมเหสี
พระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงเห็นชอบตามข้อเสนอของขงเบ้งและขุนนางทั้งปวง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพิธีบรมราชาภิเษกสมรส สถาปนานางเตียวซีขึ้นเป็นที่ ฮองเฮาหรือพระมเหสี ส่วนราชการแผ่นดินฝ่ายหน้าทั้งปวงโปรดเกล้าฯ ให้ขงเบ้งรับผิดชอบว่าราชการเป็นสิทธิขาดทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
ฝ่ายเมืองฮูโต๋ เมื่อหน่วยสอดแนมทราบข่าวพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์ จึงนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าโจผีให้ทรงทราบ
พระเจ้าโจผีทราบความแล้วดีพระทัยเป็นล้นพ้น ดำริว่าโอกาสเป็นทีที่จะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวน จึงตรัสสั่งให้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวง แล้วทรงปรารภว่า “พระเจ้าเล่าปี่ตาย เห็นราชสมบัติจะว่างอยู่ ไม่มีผู้ใดว่า เรารีบยกทัพไปตีเอาเห็นจะได้โดยง่าย”
กาเซี่ยงได้ฟังพระราชปรารภดังนั้น จึงกราบทูลว่าขงเบ้งมีสติปัญญาชำนาญการปกครองแผ่นดิน เห็นจะไม่ปล่อยให้ราชสมบัติว่างอยู่นานวัน น่าที่จะอัญเชิญพระราชบุตรอาเต๊าขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสมบัติแทนพระเจ้าเล่าปี่ แลกองทัพเราเพิ่งเสร็จศึกเมืองกังตั๋ง เห็นจะทำการไม่สะดวก ขอพระองค์ทรงไตร่ตรองให้จงดี
สุมาอี้ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกาเซี่ยง จึงกราบบังคมทูลว่าพระเจ้าเล่าปี่เพิ่งเสด็จสวรรคต ถึงแม้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะขึ้นเสวยราชย์ แต่เห็นว่าราชการทั้งปวงจะยังไม่เป็นปกติ หากพระองค์ยกกองทัพไปในเวลานี้ เห็นจะได้ชัยชนะแก่เมืองเสฉวน
พระเจ้าโจผีได้ฟังคำสุมาอี้ต้องด้วยพระทัย จึงตรัสถามว่าซึ่งจะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้นท่านจะคิดอ่านประการใด
สุมาอี้จึงกราบบังคมทูลว่า กำลังทหารของแคว้นเว่ยและแคว้นจ๊กใกล้เคียงกัน แต่เขาเป็นฝ่ายตั้งรับ หากจะยกกองทัพไปสิ้นทั้งเมืองก็ยากที่จะเอาชนะได้ ทั้งขงเบ้งก็มีสติปัญญา สามารถบัญชาการสงครามอย่างเยี่ยมยอด ดังนั้นการจะยกไปตีเมืองเสฉวนจำจะต้องกำหนดแผนการให้เกิดความพะว้าพะวังจึงจะได้ชัยชนะ
แล้วสุมาอี้จึงเสนอแผนยุทธการว่า “จำจะให้คิดเป็นกลอุบายยกไปห้าทาง ทางละสิบหมื่น แล้วจะแต่งหนังสือให้คนคุมข้าวของเงินทองแยกกันไป จ้างให้ห่อปีเจ้าเมืองเลียวตั๋งยกทหารตีเข้าไปทางด่านแฮบังก๋วนทิศตะวันตก ให้เบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋องยกทหารตีเข้าไปทางเอ๊กจิ๋วทิศใต้ ให้เบ้งตัดเจ้าเมืองซงหยงซึ่งสมัครมาอยู่กับเรานั้น ตีเข้าไปทางด่านฮันต๋งทิศเหนือ แต่เมืองกังตั๋งกับเรานั้นเป็นอริกันอยู่ จำจะมีหนังสือเป็นราชไมตรีไปถึงซุนกวน ให้ซุนกวนยกทหารตีเข้าไปทางด้านกวยเซียทิศตะวันออก ถ้าสำเร็จราชการตีได้เมืองเสฉวนแล้วเราจะแบ่งแผ่นดินให้พระเจ้าซุนกวนเป็นค่าจ้าง แล้วเราจึงแต่งให้โจหยินคุมทหารสิบหมื่นตีเข้าไปยังเผงก๋วน ตรงเข้าไปเอาเมืองเสฉวนทีเดียว ถ้าได้ไปพร้อมกันทั้งห้าทางเป็นคนห้าสิบหมื่นฉะนี้ ถึงขงเบ้งผู้มีสติปัญญานั้นก็จะแพ้แก่เรา”
กลศึกของสุมาอี้ในครั้งนี้กำหนดการใช้กำลังทหารของวุยก๊กเพียงสิบหมื่น เพราะหวังจะออมกำลังรักษาทหารกว่าสี่สิบหมื่นไว้ป้องกันรักษาดินแดน นอกจากนั้นใช้ทหารรับจ้างคือจ้างห่อปี เบ้งเฮ็ก และเบ้งตัด ส่วนพระเจ้าซุนกวนนั้นใช้กลยุทธ์ทางการเมืองติดสินบนในอนาคต เพื่อผูกไมตรีและหลอกใช้ซุนกวนให้ยกทหารไปตีเมืองเสฉวน การกำหนดแผนเข้าตีเป็นห้าทิศทาง จู่โจมตีพร้อมกันของสุมาอี้ในครั้งนี้ ย่อมทำให้เกิดความละล้าละลัง พะวักพะวงขึ้นแก่จ๊กก๊ก และหากรับมือกับศึกครั้งนี้ไม่เหมาะสมแม้แต่สักนิดหนึ่งก็อาจเสียเมืองเสฉวนได้โดยง่าย ดังนั้นศึกครั้งแรกหลังจากพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์ ระหว่างจ๊กก๊กที่มีขงเบ้งเป็นผู้บัญชาการ กับวุยก๊กที่มีสุมาอี้เป็นกุนซือใหญ่จึงใหญ่หลวงนัก และต้องนับว่าเป็นศึกยกแรกระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ ซึ่งนับวันจะมีความเข้มข้นลึกซึ้งแหลมคมมากขึ้นทุกที
ในการศึกครั้งนี้สุมาอี้เสนอแผนการให้ว่าจ้างเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋องให้โจมตีขึ้นมาจากทางใต้ของเมืองเสฉวน ซึ่งเบ้งเฮ็กผู้นี้หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ระบุไว้ในสามก๊กฉบับนายทุนตอนเบ้งเฮ็กผู้ถูกกลืนทั้งเป็นว่าเบ้งเฮ็กคือชนเผ่าไทยและเป็นบรรพบุรุษของคนไทย ทำให้เกิดความเข้าใจไปตามความคิดเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ดังความที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “พอโจโฉสิ้นชีวิตลง พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็หมดวาสนา โจผีบุตรโจโฉตั้งตัวเป็นกษัตริย์ เล่าปี่ ซุนกวน ก็สมใจ ต่างคนต่างตั้งตัวเป็นกษัตริย์แบ่งแว่นแคว้นกันครอง ตอนนี้เองที่แผ่นดินจีนแตกความสามัคคีถึงขีดสุด ฝ่ายไทยที่คอยโอกาสอยู่หลายสิบปีก็ฉวยโอกาสทันที องค์การใต้ดินก็เปิดเผยโฉมหน้าออกมา เริ่มทำการต่อต้านอำนาจของจีน ขบวนเสรีไทยเริ่มดำเนินการอย่างเปิดเผย ผู้ที่เป็นหัวหน้าของการต่อต้านเพื่อเรียกร้องเอกราชคืนมานี้ หาใช่ใครอื่นไม่ คือเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋อง พระเอกของเราในเรื่องนี้ อันชื่อเบ้งเฮ็กก็ดี ชื่อเมืองมันอ๋องก็ดี เป็นชื่อที่ออกสำเนียงภาษาจีนเรียกชื่อไทย … แต่คำว่าเบ้งเฮ็กและมันอ๋องนั้น เป็นชื่อดึกดำบรรพ์ จะเป็นภาษาไทยว่ากระไรก็สุดที่จะเดา จะต้องเรียกภาษาจีนต่อไป”
ความเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่าเบ้งเฮ็กเป็นผู้นำเผ่าไทยนั้น ถูกคัดค้านจากนักประวัติศาสตร์และนักวรรณคดีจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือยาขอบ ซึ่งได้เขียนระบายความในใจไว้ว่า ไม่เห็นด้วยกับหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะ เบ้งเฮ็กไม่ใช่ผู้นำชนเผ่าไทย หากเป็นผู้นำชนเผ่าพม่า แต่ไม่มีใครเชื่อฟัง คงเชื่อฟังตามความคิดเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปทั้งสิ้น
อันความเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ดังกล่าวนี้ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยอมรับ เช่นเดียวกับความเห็นที่ยกย่องโจโฉเป็นวีรบุรุษนั่นเอง แต่อาจมองอีกแง่หนึ่งได้ว่าเป็นเจตนาของบรมครูผู้นี้ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเรื่องผิดถูกหรือจริงเท็จประการใด ขอเพียงให้เป็นความเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างเดียว ก็จะได้รับความเชื่อถือจากผู้คน ทำนองเดียวกับที่มีผู้กล่าวหาว่านายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ผู้มีคุณูปการใหญ่ต่อประเทศไทยว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั่นเอง
เมืองมันอ๋อง หรือหมั่นอ๋อง หรือหม่านอ๋องนั้น ความจริงเป็นสองเรื่อง คำว่าอ๋องหมายถึงตำแหน่งชั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา ดังตำแหน่งของโจโฉที่เป็น วุยอ๋องหรือตำแหน่งของเล่าปี่ที่เป็นฮันต๋งอ๋อง ส่วนเมืองมันหรือหมั่นหรือหม่านนั้น เป็นชื่อชนเผ่า ดังนั้นหม่านอ๋องหรือหมั่นอ๋องหรือม่านอ๋องจึงหมายถึงอ๋องผู้นำชนเผ่าม่าน เพราะคำว่าม่าน หมั่น หรือหม่านคือคำ ๆ เดียวกัน แต่ออกเสียงเพี้ยนกันตามสำเนียงจีนแต่ละภาษา
ชนเผ่าม่านหรือเมืองม่านที่ว่านี้ก็คือชนเผ่าพม่าหรือเมืองพม่าซึ่งเป็นชนเผ่าใหญ่หรือดินแดนที่ชนเผ่าม่านครอบครองเป็นส่วนใหญ่ในพุกามประเทศ หรือประเทศพม่าในปัจจุบัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญมีตัวอย่างให้เห็น ดังเช่นลิลิตตะเลงพ่ายที่พรรณนาความเมื่อครั้งที่บุเรงนองกรีฑาทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาว่า
“บุเรงนองนามราชเจ้า จอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมา สามสิบ หมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้ว หยุดใกล้นครา”
ทั้งนี้เพราะบุเรงนองนั้นมีเชื่อสายรามัญ หรือชนชาติมอญ ครองอำนาจเป็นใหญ่ในกรุงหงสาวดี จึงทรงเกณฑ์พลจากทั้งชนเผ่ามอญและชนเผ่าม่านหรือพม่ามาในกองทัพ หลักฐานการขีดเขียนในพม่าเองในยุคนั้นก็มีระบุถึงชนเผ่าพม่าหรือประเทศพม่าว่า MAN หรือ ม่าน ในโองการไล่ผีนานาชนิดของล้านนาโบราณก็มีโองการหนึ่งที่ชื่อว่าโองการไล่ผีม่าน ซึ่งก็คือโองการไล่ผีพม่าเป็นหลักฐานสำคัญอยู่ ทั้งอาณาเขตทางภูมิศาสตร์เล่าก็ปรากฏว่าทางใต้ของเมืองเอ๊กจิ๋วซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเสฉวนนั้น หากลากเส้นตรงลงทางใต้ก็จะไปถึงประเทศพม่า ไม่ได้มาถึงประเทศไทย แม้ในเวลาขณะนั้นชนเผ่าไทยก็หาได้มีหลักฐานว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ตอนเหนือของประเทศพม่าปัจจุบันแต่อย่างใด เพราะเหตุที่มีอาณาเขตใกล้ชิดติดต่อกันระหว่างพม่ากับจีนเช่นนี้ สงครามในประวัติศาสตร์ของสองชาติจึงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในยุคใกล้คือตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏความตามพงศาวดารของพม่าและหมายเหตุของจีนสอดคล้องต้องกันว่าอาแซหวุ่นกี้นายทัพพม่าซึ่งคนไทยรู้จักดีเพราะเป็นผู้ทักทายพยากรณ์พระยาจักรีว่าจะได้เรืองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์ ในการยุแหย่คนไทยให้แตกแยกทำลายกันเองนั้น ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้นอาแซหวุ่นกี้ก็ได้นำทัพไปทำสงครามกับแม่ทัพของจีนและปราชัยในการสงครามนั้น เป็นแต่ว่าผลสุดท้ายแตกต่างกันโดยทางพม่าอ้างว่าอาแซหวุ่นกี้เสียทีแตกทัพ จึงถูกลงพระราชอาญาถึงประหารชีวิต ในขณะที่ทางจีนระบุว่าอาแซหวุ่นกี้เสียทีตายในที่รบ
ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญคดีไทยศึกษาของจีนได้ระบุว่า ในช่วงเวลานั้นทางภาคใต้ของมณฑลยูนนานมีชนเผ่าบางชนเผ่าที่มีชื่อว่าม่านหรือหม่าน โดยแบ่งออกเป็นสามเผ่าคือโอหม่านหรือหม่านดำ ไป๋หม่านหรือหม่านขาว และยังมีหม่านเขียวอีกพวกหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าระบุว่าเป็นพวกเดียวกับหม่านอ๋อง จึงต้องปล่อยเรื่องนี้ไว้ให้เป็นที่ค้นคว้าศึกษากันต่อไป แต่ในสามก๊กฉบับคนขายชาตินี้จะถือว่าหม่านอ๋องคือหัวหน้าชนเผ่าม่านหรือพม่า ซึ่งครองดินแดนอันเป็นพุกามประเทศหรือพม่าในปัจจุบันนี้
พระเจ้าโจผีได้ฟังแผนการของสุมาอี้แล้ว จึงตรัสสรรเสริญความคิดของสุมาอี้เป็นอันมากว่าแผนการครั้งนี้เห็นทีจะได้เมืองเสฉวนเป็นมั่นคง จึงตรัสสั่งให้จัดแจงข้าวของเงินทองของบรรณาการไปติดสินบนว่าจ้างบรรดาเจ้าเมืองตามแผนการของสุมาอี้ ส่วนทางเมืองกังตั๋งก็โปรดให้แต่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ติดสินบนซุนกวนให้ยกไปตีเมืองเสฉวนตามความคิดของสุมาอี้ทุกประการ และตรัสสั่งให้โจหยินจัดเตรียมทหารสิบหมื่นกำหนดวันคืนให้ทุกกองทัพยกเข้าตีพร้อมกัน
ความอันพระเจ้าโจผีจัดแจงการสงครามตามแผนการของสุมาอี้ ได้ถูกรายงานจากหน่วยสอดแนมไปเมืองเสฉวน ถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าเล่าเสี้ยนอย่างรวดเร็ว อันแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของข่ายงานการข่าวที่ขงเบ้งได้วางรากฐานไว้อย่างลึกซึ้งกว้างขวาง ทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงมาร่วมสองพันปีแล้ว ก็ยังดีกว่าเหนือกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าข่ายงานราชการลับของบางหน่วยงาน ที่แม้แต่จะสืบหาผู้ต้องหาสักคนหนึ่งก็ยังไม่ได้มากมายนัก
พระเจ้าเล่าเสี้ยนเพิ่งเสวยราชย์ใหม่ ๆ ไม่ทรงคุ้นเคยกับราชการสงคราม พอได้ทราบความศึกดังนั้นก็ตกพระทัย ตรัสถามหาขงเบ้งเพื่อจะปรึกษาราชการสงคราม ก็ทราบความว่าขงเบ้งป่วย มิได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นเวลาหลายวันแล้ว จึงตรัสสั่งขันทีให้ออกไปเชิญขงเบ้งเข้ามาเฝ้า.
ครั้นเสร็จการพระบรมศพพระเจ้าเล่าปี่แล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนานางงอชีซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงและเป็นพระมารดาของเล่าเอ๋ง เล่าลี ขึ้นเป็นที่พระราชชนนี ส่วนพระราชมารดาของพระองค์และนางบิฮูหยินพระมารดาเลี้ยงซึ่งสิ้นบุญไปก่อนแล้วนั้น โปรดให้สร้างสุสานใหม่ในที่เดียวกับบริเวณสุสานของพระเจ้าเล่าปี่ แล้วย้ายพระศพจากสุสานเดิมมาฝังไว้ที่สุสานใหม่ จารึกความหน้าหลุมพระศพว่า สุสานพระมเหสีพระเจ้าเล่าปี่
จากนั้นจึงพระราชทานเลื่อนยศและตำแหน่งแก่ขุนนางทั้งปวงตามประเพณี และให้พระราชทานอภัยโทษแก่บรรดานักโทษทั่วราชอาณาจักรในทุกข้อหาความผิด ให้ยกเว้นส่วยสาอากรขนอนตลาดทั้งราชอาณาจักรสามปี
ครั้นพ้นกำหนดการไว้ทุกข์ตามประเพณีแล้ว ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงเห็นว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนเจริญพระชนม์แต่ยังไม่มีพระมเหสี จึงพร้อมกันกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ยกนางเตียวซีซึ่งเป็นบุตรสาวของเตียวหุย อายุได้สิบเจ็ดปี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม ขึ้นเป็นที่พระมเหสี
พระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงเห็นชอบตามข้อเสนอของขงเบ้งและขุนนางทั้งปวง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพิธีบรมราชาภิเษกสมรส สถาปนานางเตียวซีขึ้นเป็นที่ ฮองเฮาหรือพระมเหสี ส่วนราชการแผ่นดินฝ่ายหน้าทั้งปวงโปรดเกล้าฯ ให้ขงเบ้งรับผิดชอบว่าราชการเป็นสิทธิขาดทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
ฝ่ายเมืองฮูโต๋ เมื่อหน่วยสอดแนมทราบข่าวพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์ จึงนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าโจผีให้ทรงทราบ
พระเจ้าโจผีทราบความแล้วดีพระทัยเป็นล้นพ้น ดำริว่าโอกาสเป็นทีที่จะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวน จึงตรัสสั่งให้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวง แล้วทรงปรารภว่า “พระเจ้าเล่าปี่ตาย เห็นราชสมบัติจะว่างอยู่ ไม่มีผู้ใดว่า เรารีบยกทัพไปตีเอาเห็นจะได้โดยง่าย”
กาเซี่ยงได้ฟังพระราชปรารภดังนั้น จึงกราบทูลว่าขงเบ้งมีสติปัญญาชำนาญการปกครองแผ่นดิน เห็นจะไม่ปล่อยให้ราชสมบัติว่างอยู่นานวัน น่าที่จะอัญเชิญพระราชบุตรอาเต๊าขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสมบัติแทนพระเจ้าเล่าปี่ แลกองทัพเราเพิ่งเสร็จศึกเมืองกังตั๋ง เห็นจะทำการไม่สะดวก ขอพระองค์ทรงไตร่ตรองให้จงดี
สุมาอี้ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกาเซี่ยง จึงกราบบังคมทูลว่าพระเจ้าเล่าปี่เพิ่งเสด็จสวรรคต ถึงแม้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะขึ้นเสวยราชย์ แต่เห็นว่าราชการทั้งปวงจะยังไม่เป็นปกติ หากพระองค์ยกกองทัพไปในเวลานี้ เห็นจะได้ชัยชนะแก่เมืองเสฉวน
พระเจ้าโจผีได้ฟังคำสุมาอี้ต้องด้วยพระทัย จึงตรัสถามว่าซึ่งจะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้นท่านจะคิดอ่านประการใด
สุมาอี้จึงกราบบังคมทูลว่า กำลังทหารของแคว้นเว่ยและแคว้นจ๊กใกล้เคียงกัน แต่เขาเป็นฝ่ายตั้งรับ หากจะยกกองทัพไปสิ้นทั้งเมืองก็ยากที่จะเอาชนะได้ ทั้งขงเบ้งก็มีสติปัญญา สามารถบัญชาการสงครามอย่างเยี่ยมยอด ดังนั้นการจะยกไปตีเมืองเสฉวนจำจะต้องกำหนดแผนการให้เกิดความพะว้าพะวังจึงจะได้ชัยชนะ
แล้วสุมาอี้จึงเสนอแผนยุทธการว่า “จำจะให้คิดเป็นกลอุบายยกไปห้าทาง ทางละสิบหมื่น แล้วจะแต่งหนังสือให้คนคุมข้าวของเงินทองแยกกันไป จ้างให้ห่อปีเจ้าเมืองเลียวตั๋งยกทหารตีเข้าไปทางด่านแฮบังก๋วนทิศตะวันตก ให้เบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋องยกทหารตีเข้าไปทางเอ๊กจิ๋วทิศใต้ ให้เบ้งตัดเจ้าเมืองซงหยงซึ่งสมัครมาอยู่กับเรานั้น ตีเข้าไปทางด่านฮันต๋งทิศเหนือ แต่เมืองกังตั๋งกับเรานั้นเป็นอริกันอยู่ จำจะมีหนังสือเป็นราชไมตรีไปถึงซุนกวน ให้ซุนกวนยกทหารตีเข้าไปทางด้านกวยเซียทิศตะวันออก ถ้าสำเร็จราชการตีได้เมืองเสฉวนแล้วเราจะแบ่งแผ่นดินให้พระเจ้าซุนกวนเป็นค่าจ้าง แล้วเราจึงแต่งให้โจหยินคุมทหารสิบหมื่นตีเข้าไปยังเผงก๋วน ตรงเข้าไปเอาเมืองเสฉวนทีเดียว ถ้าได้ไปพร้อมกันทั้งห้าทางเป็นคนห้าสิบหมื่นฉะนี้ ถึงขงเบ้งผู้มีสติปัญญานั้นก็จะแพ้แก่เรา”
กลศึกของสุมาอี้ในครั้งนี้กำหนดการใช้กำลังทหารของวุยก๊กเพียงสิบหมื่น เพราะหวังจะออมกำลังรักษาทหารกว่าสี่สิบหมื่นไว้ป้องกันรักษาดินแดน นอกจากนั้นใช้ทหารรับจ้างคือจ้างห่อปี เบ้งเฮ็ก และเบ้งตัด ส่วนพระเจ้าซุนกวนนั้นใช้กลยุทธ์ทางการเมืองติดสินบนในอนาคต เพื่อผูกไมตรีและหลอกใช้ซุนกวนให้ยกทหารไปตีเมืองเสฉวน การกำหนดแผนเข้าตีเป็นห้าทิศทาง จู่โจมตีพร้อมกันของสุมาอี้ในครั้งนี้ ย่อมทำให้เกิดความละล้าละลัง พะวักพะวงขึ้นแก่จ๊กก๊ก และหากรับมือกับศึกครั้งนี้ไม่เหมาะสมแม้แต่สักนิดหนึ่งก็อาจเสียเมืองเสฉวนได้โดยง่าย ดังนั้นศึกครั้งแรกหลังจากพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์ ระหว่างจ๊กก๊กที่มีขงเบ้งเป็นผู้บัญชาการ กับวุยก๊กที่มีสุมาอี้เป็นกุนซือใหญ่จึงใหญ่หลวงนัก และต้องนับว่าเป็นศึกยกแรกระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ ซึ่งนับวันจะมีความเข้มข้นลึกซึ้งแหลมคมมากขึ้นทุกที
ในการศึกครั้งนี้สุมาอี้เสนอแผนการให้ว่าจ้างเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋องให้โจมตีขึ้นมาจากทางใต้ของเมืองเสฉวน ซึ่งเบ้งเฮ็กผู้นี้หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ระบุไว้ในสามก๊กฉบับนายทุนตอนเบ้งเฮ็กผู้ถูกกลืนทั้งเป็นว่าเบ้งเฮ็กคือชนเผ่าไทยและเป็นบรรพบุรุษของคนไทย ทำให้เกิดความเข้าใจไปตามความคิดเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ดังความที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “พอโจโฉสิ้นชีวิตลง พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็หมดวาสนา โจผีบุตรโจโฉตั้งตัวเป็นกษัตริย์ เล่าปี่ ซุนกวน ก็สมใจ ต่างคนต่างตั้งตัวเป็นกษัตริย์แบ่งแว่นแคว้นกันครอง ตอนนี้เองที่แผ่นดินจีนแตกความสามัคคีถึงขีดสุด ฝ่ายไทยที่คอยโอกาสอยู่หลายสิบปีก็ฉวยโอกาสทันที องค์การใต้ดินก็เปิดเผยโฉมหน้าออกมา เริ่มทำการต่อต้านอำนาจของจีน ขบวนเสรีไทยเริ่มดำเนินการอย่างเปิดเผย ผู้ที่เป็นหัวหน้าของการต่อต้านเพื่อเรียกร้องเอกราชคืนมานี้ หาใช่ใครอื่นไม่ คือเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋อง พระเอกของเราในเรื่องนี้ อันชื่อเบ้งเฮ็กก็ดี ชื่อเมืองมันอ๋องก็ดี เป็นชื่อที่ออกสำเนียงภาษาจีนเรียกชื่อไทย … แต่คำว่าเบ้งเฮ็กและมันอ๋องนั้น เป็นชื่อดึกดำบรรพ์ จะเป็นภาษาไทยว่ากระไรก็สุดที่จะเดา จะต้องเรียกภาษาจีนต่อไป”
ความเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่าเบ้งเฮ็กเป็นผู้นำเผ่าไทยนั้น ถูกคัดค้านจากนักประวัติศาสตร์และนักวรรณคดีจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือยาขอบ ซึ่งได้เขียนระบายความในใจไว้ว่า ไม่เห็นด้วยกับหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะ เบ้งเฮ็กไม่ใช่ผู้นำชนเผ่าไทย หากเป็นผู้นำชนเผ่าพม่า แต่ไม่มีใครเชื่อฟัง คงเชื่อฟังตามความคิดเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปทั้งสิ้น
อันความเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ดังกล่าวนี้ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยอมรับ เช่นเดียวกับความเห็นที่ยกย่องโจโฉเป็นวีรบุรุษนั่นเอง แต่อาจมองอีกแง่หนึ่งได้ว่าเป็นเจตนาของบรมครูผู้นี้ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเรื่องผิดถูกหรือจริงเท็จประการใด ขอเพียงให้เป็นความเห็นของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างเดียว ก็จะได้รับความเชื่อถือจากผู้คน ทำนองเดียวกับที่มีผู้กล่าวหาว่านายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ผู้มีคุณูปการใหญ่ต่อประเทศไทยว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั่นเอง
เมืองมันอ๋อง หรือหมั่นอ๋อง หรือหม่านอ๋องนั้น ความจริงเป็นสองเรื่อง คำว่าอ๋องหมายถึงตำแหน่งชั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา ดังตำแหน่งของโจโฉที่เป็น วุยอ๋องหรือตำแหน่งของเล่าปี่ที่เป็นฮันต๋งอ๋อง ส่วนเมืองมันหรือหมั่นหรือหม่านนั้น เป็นชื่อชนเผ่า ดังนั้นหม่านอ๋องหรือหมั่นอ๋องหรือม่านอ๋องจึงหมายถึงอ๋องผู้นำชนเผ่าม่าน เพราะคำว่าม่าน หมั่น หรือหม่านคือคำ ๆ เดียวกัน แต่ออกเสียงเพี้ยนกันตามสำเนียงจีนแต่ละภาษา
ชนเผ่าม่านหรือเมืองม่านที่ว่านี้ก็คือชนเผ่าพม่าหรือเมืองพม่าซึ่งเป็นชนเผ่าใหญ่หรือดินแดนที่ชนเผ่าม่านครอบครองเป็นส่วนใหญ่ในพุกามประเทศ หรือประเทศพม่าในปัจจุบัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญมีตัวอย่างให้เห็น ดังเช่นลิลิตตะเลงพ่ายที่พรรณนาความเมื่อครั้งที่บุเรงนองกรีฑาทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาว่า
“บุเรงนองนามราชเจ้า จอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมา สามสิบ หมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้ว หยุดใกล้นครา”
ทั้งนี้เพราะบุเรงนองนั้นมีเชื่อสายรามัญ หรือชนชาติมอญ ครองอำนาจเป็นใหญ่ในกรุงหงสาวดี จึงทรงเกณฑ์พลจากทั้งชนเผ่ามอญและชนเผ่าม่านหรือพม่ามาในกองทัพ หลักฐานการขีดเขียนในพม่าเองในยุคนั้นก็มีระบุถึงชนเผ่าพม่าหรือประเทศพม่าว่า MAN หรือ ม่าน ในโองการไล่ผีนานาชนิดของล้านนาโบราณก็มีโองการหนึ่งที่ชื่อว่าโองการไล่ผีม่าน ซึ่งก็คือโองการไล่ผีพม่าเป็นหลักฐานสำคัญอยู่ ทั้งอาณาเขตทางภูมิศาสตร์เล่าก็ปรากฏว่าทางใต้ของเมืองเอ๊กจิ๋วซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเสฉวนนั้น หากลากเส้นตรงลงทางใต้ก็จะไปถึงประเทศพม่า ไม่ได้มาถึงประเทศไทย แม้ในเวลาขณะนั้นชนเผ่าไทยก็หาได้มีหลักฐานว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ตอนเหนือของประเทศพม่าปัจจุบันแต่อย่างใด เพราะเหตุที่มีอาณาเขตใกล้ชิดติดต่อกันระหว่างพม่ากับจีนเช่นนี้ สงครามในประวัติศาสตร์ของสองชาติจึงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในยุคใกล้คือตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏความตามพงศาวดารของพม่าและหมายเหตุของจีนสอดคล้องต้องกันว่าอาแซหวุ่นกี้นายทัพพม่าซึ่งคนไทยรู้จักดีเพราะเป็นผู้ทักทายพยากรณ์พระยาจักรีว่าจะได้เรืองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์ ในการยุแหย่คนไทยให้แตกแยกทำลายกันเองนั้น ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้นอาแซหวุ่นกี้ก็ได้นำทัพไปทำสงครามกับแม่ทัพของจีนและปราชัยในการสงครามนั้น เป็นแต่ว่าผลสุดท้ายแตกต่างกันโดยทางพม่าอ้างว่าอาแซหวุ่นกี้เสียทีแตกทัพ จึงถูกลงพระราชอาญาถึงประหารชีวิต ในขณะที่ทางจีนระบุว่าอาแซหวุ่นกี้เสียทีตายในที่รบ
ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญคดีไทยศึกษาของจีนได้ระบุว่า ในช่วงเวลานั้นทางภาคใต้ของมณฑลยูนนานมีชนเผ่าบางชนเผ่าที่มีชื่อว่าม่านหรือหม่าน โดยแบ่งออกเป็นสามเผ่าคือโอหม่านหรือหม่านดำ ไป๋หม่านหรือหม่านขาว และยังมีหม่านเขียวอีกพวกหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าระบุว่าเป็นพวกเดียวกับหม่านอ๋อง จึงต้องปล่อยเรื่องนี้ไว้ให้เป็นที่ค้นคว้าศึกษากันต่อไป แต่ในสามก๊กฉบับคนขายชาตินี้จะถือว่าหม่านอ๋องคือหัวหน้าชนเผ่าม่านหรือพม่า ซึ่งครองดินแดนอันเป็นพุกามประเทศหรือพม่าในปัจจุบันนี้
พระเจ้าโจผีได้ฟังแผนการของสุมาอี้แล้ว จึงตรัสสรรเสริญความคิดของสุมาอี้เป็นอันมากว่าแผนการครั้งนี้เห็นทีจะได้เมืองเสฉวนเป็นมั่นคง จึงตรัสสั่งให้จัดแจงข้าวของเงินทองของบรรณาการไปติดสินบนว่าจ้างบรรดาเจ้าเมืองตามแผนการของสุมาอี้ ส่วนทางเมืองกังตั๋งก็โปรดให้แต่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ติดสินบนซุนกวนให้ยกไปตีเมืองเสฉวนตามความคิดของสุมาอี้ทุกประการ และตรัสสั่งให้โจหยินจัดเตรียมทหารสิบหมื่นกำหนดวันคืนให้ทุกกองทัพยกเข้าตีพร้อมกัน
ความอันพระเจ้าโจผีจัดแจงการสงครามตามแผนการของสุมาอี้ ได้ถูกรายงานจากหน่วยสอดแนมไปเมืองเสฉวน ถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าเล่าเสี้ยนอย่างรวดเร็ว อันแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของข่ายงานการข่าวที่ขงเบ้งได้วางรากฐานไว้อย่างลึกซึ้งกว้างขวาง ทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงมาร่วมสองพันปีแล้ว ก็ยังดีกว่าเหนือกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าข่ายงานราชการลับของบางหน่วยงาน ที่แม้แต่จะสืบหาผู้ต้องหาสักคนหนึ่งก็ยังไม่ได้มากมายนัก
พระเจ้าเล่าเสี้ยนเพิ่งเสวยราชย์ใหม่ ๆ ไม่ทรงคุ้นเคยกับราชการสงคราม พอได้ทราบความศึกดังนั้นก็ตกพระทัย ตรัสถามหาขงเบ้งเพื่อจะปรึกษาราชการสงคราม ก็ทราบความว่าขงเบ้งป่วย มิได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นเวลาหลายวันแล้ว จึงตรัสสั่งขันทีให้ออกไปเชิญขงเบ้งเข้ามาเฝ้า.