ตอนที่ 478. ดุลอำนาจใหม่ในสามก๊ก

 เทพยดาบันดาลเทพสังหรณ์ในภวังค์ของพระเจ้าเล่าปี่ให้ทรงทราบว่าอายุขัยกำลังจะสิ้น พระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งหาขงเบ้งมาจากเมืองเสฉวน ฝากฝังสั่งเสียการแผ่นดินทั้งปวงแล้วก็เสด็จสวรรคตที่เมืองเป๊กเต้นั้น ในขณะที่มีพระชนมพรรษาได้หกสิบสามพรรษา

            ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงเห็นพระเจ้าเล่าปี่สวรรคตต่อหน้าต่อตา ต่างพากันร้องไห้อาลัยรักเป็นอันมาก พอคลายโศกแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้จัดขบวนพระบรมศพของพระเจ้าเล่าปี่อัญเชิญกลับไปเมืองเสฉวน

            การสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าเล่าปี่และการปราชัยในสงครามเมืองกังตั๋งครั้งนี้ได้ทำให้สถานการณ์ระหว่างก๊กทั้งสามเปลี่ยนแปลงไป และทำให้ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามของขงเบ้งพังทะลายลง สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ครอบคลุมทั้งปริมณฑลทางการเมืองและการทหาร

            ในทางการเมืองนั้น เดิมทีขงเบ้งได้กำหนดยุทธศาสตร์แก่เล่าปี่ ให้ผูกมิตรกับซุนกวนทางภาคใต้ ทำสงครามกับโจโฉทางภาคกลางและภาคเหนือ เมื่อยึดตงง้วนได้แล้วเมืองกังตั๋งก็จะยอมสยบโดยอัตโนมัติ ผลจากการดำเนินนโยบายทางการเมืองดังกล่าวจึงทำให้เล่าปี่และซุนกวนเป็นมิตรไมตรีกัน ร่วมต่อสู้กับโจโฉ จนกระทั่งเล่าปี่ได้ครองอำนาจเป็นใหญ่ในภาคตะวันตก

            แต่เพราะเหตุที่กวนอูทอดทิ้งคาถารักษาเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งก็คือทิศทางในการดำเนินยุทธศาสตร์ “ใต้ร่วมมือกับซุนกวน เหนือรบกับโจโฉ” ดูหมิ่นเหยียดหยามซุนกวนว่าเป็นสุนัขบ้างเป็นหนูบ้าง จึงผลักดันให้ซุนกวนต้องหันไปหาโจโฉ และในที่สุดซุนกวนได้ยอมเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาของเมืองฮูโต๋ ยอมส่งเครื่องบรรณาการไปถวายตามประเพณี เป็นเหตุให้ซุนกวนและโจโฉคบคิดกันให้ซุนกวนตีเมืองเกงจิ๋ว จนกวนอูและเตียวหุยต้องถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้พระเจ้าเล่าปี่ผูกพยาบาทยกกองทัพแปดสิบหมื่นมาตีเมืองกังตั๋ง ในระหว่างนั้นซุนกวนพยายามเจรจาอ่อนน้อมยอมเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาเพื่อระงับความศึกและความพยาบาท แต่พระเจ้าเล่าปี่มีแรงพยาบาทสุดโต่งนัก จึงบังคับให้ซุนกวนจำต้องสู้ตาย ครั้นซุนกวนตั้งลกซุนเป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว สถานการณ์สงครามที่เคยสู้รบกันด้วยกำลังทหารก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้พลังจักรวาล ทำนองเดียวกับเมื่อครั้งที่จิวยี่เผากองทัพเรือของโจโฉในสงครามเซ็กเพ็ก ทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกพ่ายยับเยิน

            พระเจ้าโจผีคอยทีให้เมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนรบกันจนวายวอดแล้วจะซ้ำเติมในภายหลัง ครั้นทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่ปราชัยก็สำคัญว่าเมืองกังตั๋งอ่อนกำลังลงแล้ว จึงกรีฑาทัพเป็นสามทางยกมาตีเมืองกังตั๋งโดยพระเจ้าโจผียกกองทัพหนุนมาด้วยพระองค์เอง แต่ปรากฏว่าลกซุนแม่ทัพหนุ่มของเมืองกังตั๋งสามารถตีโต้กองทัพของพระเจ้าโจผีแตกพ่ายไปทั้งสามกอง ซุนกวนจึงประกาศตัดสัมพันธไมตรีกับเมืองฮูโต๋ ไม่ยอมเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาอีกต่อไป ทั้งได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เสมอด้วยพระเจ้าโจผีและพระเจ้าเล่าปี่

            ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างจ๊กก๊ก วุยก๊ก และง่อก๊ก จึงต่างคนต่างตั้งตนเป็นใหญ่ ไม่ขึ้นแก่กัน เปิดศักราชใหม่ทางการเมืองในวงจรเดิม คือฝ่ายใดสามารถผูกมิตรกับก๊กหนึ่งเพื่อทำลายอีกก๊กหนึ่งได้สำเร็จ ฝ่ายนั้นก็จะได้เปรียบทางการเมือง เพราะเหตุนี้การสัประยุทธ์ทางการเมืองแต่นี้ไปจึงเป็นเรื่องของการช่วงชิงการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างสองก๊ก เพื่อต่อสู้และทำลายอีกก๊กหนึ่ง นับเป็นการสัประยุทธ์ชิงชัยที่ลึกซึ้งแหลมคมยิ่งนัก

            ในทางการทหารนั้น ดุลกำลังของก๊กทั้งสามก็ได้เปลี่ยนแปลงไปถึงรากฐาน

            จ๊กก๊กนั้น หลังจากพระเจ้าเล่าปี่ยึดเมืองฮันต๋งผนวกเข้ากับเมืองเสฉวน ครองอำนาจเป็นใหญ่ในภาคตะวันตกแต่ผู้เดียวแล้ว ก็ได้ขยายอำนาจลงสู่ภาคใต้ จนกระทั่งถึงพุกามประเทศ บรรดาชนเผ่ากลุ่มน้อยต่าง ๆ ทางตอนใต้ของเมืองเสฉวนรวมทั้งพม่าตอนเหนือได้ยอมขึ้นต่อเมืองเสฉวนทั้งสิ้น ขงเบ้งดำเนินนโยบายการปกครองที่มุ่งสร้างความร่มเย็นเป็นสุขและความมั่งคั่งแก่อาณาประชาราษฎร จึงสามารถซ่องสุมผู้คนได้เป็นจำนวนมาก ทำให้กำลังพลของจ๊กก๊กเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นกว่าร้อยหมื่น ถ้าหากเล่าปี่เชื่อฟังคำปรึกษาของขงเบ้ง ดำเนินนโยบายสามก๊กขั้นที่สามต่อไปอย่างเด็ดเดี่ยว ปรับสัมพันธไมตรีกับซุนกวนแล้วกรีฑาทัพใหญ่เข้าตีภาคกลาง โดยให้ซุนกวนเข้าตีทางภาคใต้ ย่อมเป็นวิสัยที่จ๊กก๊กจะได้ชัยชนะเหนือวุยก๊ก เพราะไม่ว่ากำลังสติปัญญา การบัญชาการทัพและกำลังพลของจ๊กก๊กและง่อก๊กที่ผนึกกันแล้วนั้น ย่อมมีความเหนือกว่าวุยก๊กอย่างสมบูรณ์ แต่ความคิดสติปัญญาของขงเบ้งก็ไม่อาจคัดง้างลิขิตสวรรค์ได้ พระเจ้าเล่าปี่จึงไม่ฟังคำ ทั้ง ๆ ที่ได้เชื่อฟังและปฏิบัติตามทุกเรื่องราวตลอดมา การปราชัยในสงครามเมืองกังตั๋งของพระเจ้าเล่าปี่ทำให้กำลังทางทหารของจ๊กก๊กลดจำนวนลง จากกว่าร้อยหมื่นเหลือเพียงห้าหกสิบหมื่นเท่านั้น และมีจำนวนใกล้เคียงกับกำลังทหารของวุยก๊ก แต่ทว่าจากความปราชัยของพระเจ้าเล่าปี่ครั้งนี้ย่อมเป็นผลให้บรรดาชนกลุ่มน้อยและชาวเมืองทางตอนใต้ของจ๊กก๊กคิดเอาใจออกหากหรือเป็นกบฏ ซึ่งจะเป็นขวากหนามสำคัญที่จ๊กก๊กจะต้องแก้ไขให้ลุล่วงไปก่อน จึงจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเมืองการทหารกับก๊กอื่นได้อย่างคล่องตัว

            การสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าเล่าปี่จึงทำให้เกิดช่องว่างทางอำนาจในแผ่นดินจ๊กก๊ก ซึ่งขงเบ้งได้รับพระบรมราชโองการจากพระเจ้าเล่าปี่ให้ดำเนินการเรื่องนี้และเป็นเรื่องที่จำต้องดำเนินการก่อนเพื่อน

            ดังนั้นสถานการณ์ของจ๊กก๊กยามที่เล่าปี่สวรรคตคือการสถาปนาอำนาจใหม่ แก่รัชทายาทของพระเจ้าเล่าปี่ และการแก้ไขสถานการณ์ทางชายแดนภาคใต้ และบรรดาชนกลุ่มน้อยในพุกามประเทศ ที่จำต้องกำราบให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวเสียก่อนเพื่อน มิฉะนั้นก็ไม่อาจดำเนินการประการอื่นได้

            ทางฝ่ายวุยก๊ก ก่อนหน้านั้นโจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ในภาคกลางและภาคเหนือ มีไพร่พลกว่าร้อยหมื่น แต่เพราะเหตุที่ปราชัยในสงครามเซ็กเพ็กจึงสูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก ทำให้กำลังทหารของวุยก๊กลดจำนวนลง เหลือเพียงห้าสิบถึงหกสิบหมื่นเท่านั้น ครั้นสิ้นบุญโจโฉแล้ว โจผีผู้เป็นรัชทายาทก็ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์

            พระเจ้าโจผีไม่ใช่ลูกเสเพลแต่ใฝ่ในการสงคราม เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการสงครามจากโจโฉผู้พ่อมาแต่น้อย ทั้งโจโฉก็ได้วางคนที่ไว้วางใจและมีสติปัญญาให้ช่วยทำนุบำรุงพระเจ้าโจผี ดังนั้นอำนาจรัฐของแคว้นวุยจึงมีลักษณะที่เป็นเอกภาพ เพราะหลังจากโจโฉสิ้นบุญแล้วก็ไม่เคยปรากฏว่าบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ แข็งเมืองหรือก่อการกบฏแม้แต่สักเมืองเดียว

            แต่เพราะเหตุที่พระเจ้าโจผีดำเนินนโยบายทางการเมืองที่ผิดพลาด ก่อสงครามกับเมืองกังตั๋ง ทำลายไมตรีที่โจโฉได้สร้างไว้แต่ก่อน ทำให้ซุนกวนตัดสัมพันธไมตรีและประกาศเอกราช จึงทำให้กำลังอำนาจทางการเมืองของวุยก๊กที่มีอยู่เหนือจ๊กก๊กลดด้อยถอยลงจนได้ดุลกัน ในส่วนของกำลังทหารนั้นเล่า วุยก๊กที่เคยมีทหารห้าสิบถึงหกสิบหมื่น ครั้นพระเจ้าโจผีปราชัยในศึกเมืองกังตั๋งครั้งแรกกำลังทหารก็ลดลงเหลือเพียงห้าสิบกว่าหมื่นเท่านั้น

            ส่วนง่อก๊ก ซุนกวนได้สืบทอดอำนาจตระกูลซุนเหนือแคว้นกังตั๋งหรือง่อก๊กมาถึงสามชั่วอายุคน แต่เป็นก๊กที่ไม่ใฝ่การสงครามในเชิงรุก ดังนั้นกำลังทหารของง่อก๊กจึงมีอยู่ประมาณสามสิบถึงสี่สิบหมื่น แต่จากสงครามเซ็กเพ็กและสงครามกับพระเจ้าเล่าปี่ซึ่งเป็นสงครามใหญ่ทั้งสองครั้ง ทำให้ง่อก๊กต้องสูญเสียทหารจำนวนมาก และมีกำลังพลลดลงเหลือเพียงประมาณยี่สิบถึงสามสิบหมื่นเท่านั้น แต่เนื่องจากมีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีความมั่งคั่ง จึงมีความพร้อมที่จะระดมกำลังพลเพิ่มเติม

            การดำเนินยุทธศาสตร์รุกรับของก๊กทั้งสามมีธาตุแท้ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การข้างหน้าจะเป็นประการใดย่อมเกิดแต่แนวคิดทางยุทธศาสตร์ของแต่ละก๊ก

            จ๊กก๊กมีปณิธานมุ่งมั่นที่จะรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรดุจดังแผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจ กำหนดยุทธศาสตร์ยึดแผ่นดินตงง้วนก่อน และบังคับให้ง่อก๊กต้องสวามิภักดิ์ตาม ดังนั้นหลักยุทธศาสตร์ของจ๊กก๊กจึงเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกคือรุกสู่ภาคกลางและภาคเหนือ รวมแผ่นดินสำเร็จแล้วก็หวังจะได้ครองง่อก๊กโดยไม่ต้องรบ

            วุยก๊กมีปณิธานคล้ายคลึงกับจ๊กก๊ก คือต้องการรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ภายใต้ราชวงศ์ใหม่ของคนแซ่โจ แต่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองไม่แจ่มชัดว่าจะผูกมิตรกับก๊กใดเพื่อทำสงครามกับก๊กใดก่อน แต่ก็ประเมินแนวคิดยุทธศาสตร์ของวุยก๊กได้ว่ายังคงเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก คงไม่แจ่มชัดก็เฉพาะรุกตะวันตกหรือรุกลงใต้ก่อนเท่านั้น

            ส่วนง่อก๊กเป็นดินแดนแห่งการค้าขายตั้งแต่บรรพกาลจนถึงทุกวันนี้ ชาวภาคใต้ไม่ฝักใฝ่ในการสงคราม อันก่อเป็นอุปนิสัยและรูปการจิตสำนึกทางความคิดให้แก่ชาวง่อก๊ก ที่ต้องการรักษาดินแดนของตนไม่ให้ก๊กอื่นยึดครองครอบงำ ไม่คิดอ่านที่จะรุกรานหรือเข้ายึดครองก๊กอื่น ดังนั้นยุทธศาสตร์ของง่อก๊กจึงเป็นยุทธศาสตร์เชิงรับ และเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรับให้ได้ผล ง่อก๊กก็ยินดีที่จะผูกมิตรกับก๊กใดก๊กหนึ่งเพื่อป้องกันภัยจากอีกก๊กหนึ่ง โดยขาดการคำนึงว่าหากแผ่นดินเหลือเพียงสองก๊กแล้ว ในที่สุดง่อก๊กก็ต้องตกเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาของก๊กที่สามารถผนึกก๊กหนึ่งไว้ในอำนาจได้ในที่สุดนั่นเอง

            เพราะเหตุที่สถานการณ์ทางการเมืองและการทหารเปลี่ยนแปลงไปในทางที่คุมดุลกันเช่นนี้ จึงทำให้การขับเคี่ยวทั้งทางการเมืองและการทหารระหว่างก๊กทั้งสามต้องยืดเยื้อยาวนานต่อไป และนี่คือการเปิดศักราชใหม่ของการขับเคี่ยวที่ดุเดือดแหลมคม ระหว่างจ๊กก๊ก วุยก๊ก และง่อก๊ก

            เมื่อขงเบ้งอัญเชิญพระบรมศพของพระเจ้าเล่าปี่ใกล้จะถึงเมืองเสฉวน ก็ให้ม้าเร็วเข้าไปแจ้งความให้อาเต๊าทราบ

            อาเต๊าทราบความว่าพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์แล้ว ก็โศกเศร้าอาลัยรักในการจากไปของบิดาเป็นอันมาก รีบสั่งให้จัดขบวนเกียรติยศออกไปต้อนรับพระบรมศพถึงนอกเมือง แล้วอัญเชิญพระบรมศพเข้ามาในเมืองเสฉวน แต่งการพิธีพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ทุกประการ

            ครั้นตั้งการพิธีพระบรมศพแล้ว ขงเบ้งจึงเชิญบรรดาขุนนางทั้งปวงของแคว้นเสฉวนมาประชุมที่ท้องพระโรง แล้วแจ้งให้ทราบความซึ่งพระเจ้าเล่าปี่สั่งเสียให้คนทั้งนั้นทราบ เสร็จแล้วจึงมอบพระบรมราชโองการให้แก่อาเต๊า

            อาเต๊ารับพระบรมราชโองการของพระเจ้าเล่าปี่มาอ่านทราบความแล้วจึงให้อาลักษณ์อ่านพระบรมราชโองการนั้นต่อหน้าขุนนางทั้งปวง

            อาลักษณ์ได้อ่านประกาศพระบรมราชโองการของพระเจ้าเล่าปี่ว่า “พระเจ้าเล่าปี่ผู้บิดาให้ไว้แก่เจ้าทั้งสามคน ด้วยบิดาไปทำการทั้งนี้หวังจะกำจัดศัตรูราชสมบัติ จะบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เป็นสุข ก็ไม่ทันจะสำเร็จ กรรมมาถึงบิดาจะลาไปก่อนแล้ว เจ้าพี่น้องทั้งสามค่อยเลี้ยงรักษากันตามประเพณีผู้ใหญ่ผู้น้อย แลอาเต๊าผู้พี่นั้นให้รักษาราชสมบัติต่อไป ถ้าขัดสนสิ่งใดจงไต่ถามขงเบ้ง ให้รักขงเบ้งเหมือนบิดา”

            พออาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการจบแล้ว ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งปวงได้คุกเข่ากราบถวายบังคมถวายพระพร ให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระบรมราชโองการของพระเจ้าเล่าปี่ทรงพระเจริญ

            อาเต๊า เล่าเอ๋ง และเล่าลีสามพี่น้องฟังพระบรมราชโองการของพระเจ้าเล่าปี่จบแล้ว ต่างคนต่างกอดกันแล้วร้องไห้

            บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบงันไปอีกครู่ใหญ่ ขงเบ้งจึงทูลอาเต๊าว่า “ประเพณีแผ่นดินจะให้ราชสมบัติว่างอยู่จนสามวันก็มิควร”

            ว่าแล้วขงเบ้งจึงเชิญชวนขุนนางทั้งปวงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกอาเต๊าขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าเล่าปี่ในวันนั้น ถวายพระนามว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยน

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนเสวยราชย์แล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้  ขงเบ้งดำรงตำแหน่งเป็นมหาอุปราช “ทรงรักใคร่นับถือเหมือนบิดา”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘