ตอนที่ 477. สิ้นบุญพระเจ้าเล่าปี่

สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และฉบับสมบูรณ์มิได้พรรณนาความซึ่งซุนกวนปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แต่ประการใด โดยสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นั้นใช้สรรพนามแทนซุนกวนว่าพระเจ้าซุนกวนมาตั้งแต่ครั้งที่พระเจ้าโจผีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ซุนกวนมีตำแหน่งเป็นอ๋อง
           
            ความจริงในขณะนั้นซุนกวนจำใจต้องยอมรับตำแหน่งอ๋องซึ่งเทียบได้กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาแห่งต๋องง่อ ก็เพราะเกรงกลัวกองทัพพระเจ้าเล่าปี่และหวังพึ่งพระเจ้าโจผีให้ยกกองทัพมาช่วย ตำแหน่งของซุนกวนในขณะนั้นจึงไม่ใช่ตำแหน่งของพระมหากษัตริย์

            สามก๊กฉบับภาษาญี่ปุ่นและพงศาวดารจีนบางฉบับได้ระบุว่า หลังจากซุนกวนชนะศึกพระเจ้าโจผีครั้งแรกแล้ว ก็ได้ตัดสัมพันธไมตรีที่เคยมีมาแต่ครั้งโจโฉกับเมืองฮูโต๋ และประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อเมืองฮูโต๋อีกต่อไป หลังจากนั้นบรรดาขุนนางเมืองกังตั๋งทั้งปวงจึงพร้อมใจกันสถาปนาซุนกวนให้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ในปีพุทธศักราชเจ็ดร้อยหกสิบห้า เดือนสิบสอง ดังนั้นนับแต่นี้ไปซุนกวนจึงมีฐานะเป็นพระมหากษัตริย์เสมอด้วยพระเจ้าโจผีและพระเจ้าเล่าปี่ และต่างฝ่ายต่างตั้งศักราชของตนเองตามประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะตั้งศักราชใหม่ประจำพระองค์

            ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ยังคงเสด็จประทับอยู่ที่วังสันตินิรันดรซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในเมือง  เป๊กเต้ ด้วยพระชนม์ที่มากขึ้นประการหนึ่ง ด้วยความตรอมพระทัยที่น้องร่วมสาบานทั้งสองถูกสังหารประการหนึ่ง และด้วยความอัปยศอดสูที่พ่ายแพ้แก่ลกซุนแม่ทัพผู้เยาว์ของเมืองกังตั๋งอีกประการหนึ่ง พระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงพระประชวร ไม่อาจเสด็จพระราชดำเนินหรือออกว่าราชการได้ตามปกติ พระอาการได้ทรุดลงโดยลำดับ

            บรรดาแพทย์หลวงต่างถวายการรักษาอย่างเต็มกำลังแต่พระอาการก็ไม่ทุเลาลง จนกระทั่งพระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบหกพรรษา เดือนหก พระอาการของพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรุดหนักอยู่ในขั้นวิกฤต

            คืนวันหนึ่งพระเจ้าเล่าปี่ให้รู้สึกรำคาญพระทัย จึงทรงขับองครักษ์เวร แพทย์พยาบาลและพนักงานรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ออกไปจากห้องพระบรรรทมจนหมดสิ้น น้ำพระทัยก็หวนรำลึกถึงกวนอู เตียวหุย แล้วทรงพระกันแสงอยู่กับพระที่จนบรรทมหลับไป

            ในภวังค์นั้นพระเจ้าเล่าปี่ฝันว่า “ลมพัดตะเกียงเกือบจะดับแล้วก็มิดับเล่า เปลวเพลิงนั้นหรี่ไม่ติดเป็นปรกติ แล้วแลไปเห็นที่ริมตะเกียงนั้นมีคนเข้ามายืนอยู่สองคน จึงว่าเราขับให้ไปนอนก็มิไป มายืนอยู่ไย แล้วรูปนั้นกลายเป็นกวนอู เตียวหุย สองคนยืนเคียงกันอยู่ พระเจ้าเล่าปี่จึงถามว่าน้องมาหาพี่หรือ กวนอู เตียวหุย จึงทูลว่าข้าพเจ้ามิใช่คน เป็นด้วยเดชความสัตย์ ข้าพเจ้าได้ทำดีมาด้วยกันแต่หนหลังนั้น  เทพยดายกให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าคิดถึงพระองค์จึงมาเยี่ยมเยียนดู ไม่ช้าดอกแล้วพระองค์ก็จะไปอยู่ด้วยกัน”

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินคำกวนอู เตียวหุย ในภวังค์นั้นแล้ว ก็เอื้อมพระหัตถ์จะคว้าจับมือกวนอูและเตียวหุยมากุมไว้ดังที่เคยเหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่เพราะกวนอูและเตียวหุยยืนไกลออกไปจากพระที่ พระเจ้าเล่าปี่เอื้อมมือคว้าไม่ถึงจึงเสียหลักพลัดตกลงจากพระที่ ได้สติตื่นจากพระบรรทมก็ตกพระทัย ทรงร้องเรียกพนักงานและทหารองครักษ์เข้ามาในห้องพระบรรทม

            บรรดาองครักษ์แพทย์พยาบาลและพนักงานในพระที่ได้ยินเสียงพระเจ้าเล่าปี่ร้องเรียกก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามาเฝ้า พระเจ้าเล่าปี่เห็นคนทั้งนั้นแล้วทรงตรัสถามว่าขณะนี้เป็นเวลากี่โมงยามแล้ว

            หัวหน้าองครักษ์จึงกราบบังคมทูลว่าขณะนี้เป็นเวลาสามยามแล้ว พระเจ้าเล่าปี่ทรงคุ้นเคยกับนิมิตและความฝัน ได้ฟังบอกโมงยามดังนั้นก็รู้ว่าซึ่งสุบินนิมิตทั้งนี้เป็นด้วยเทพยดาสังหรณ์ บอกการเบื้องหน้าว่าพระชนมมายุใกล้ดับสูญแล้วก็ทอดถอนพระทัยใหญ่ ตรัสรำพึงว่ากรรมของเรามาถึงแล้ว

            พระเจ้าเล่าปี่ทรงรำพึงดังนั้นแล้วจึงโปรดให้เรียกม้าเร็วเข้ามาเฝ้าแต่ในเวลานั้น แล้วตรัสสั่งให้รีบเดินทางไปเมืองเสฉวนทั้งกลางวันและกลางคืน บอกขงเบ้งว่าบัดนี้เราป่วยหนักแล้ว จะขอเห็นหน้าขงเบ้งและลิเงียมเป็นครั้งสุดท้าย ขอเชิญทั้งสองท่านให้รีบเดินทางมาเมืองเป๊กเต้อย่าได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเลย

            ขงเบ้งได้ทราบข่าวประชวรของพระเจ้าเล่าปี่จากม้าเร็วแล้วรีบจับยามตามตำรา รู้ความแล้วก็ตกใจ จึงเรียกบรรดาขุนนางทั้งปวงมาแจ้งความทั้งนั้นให้ทราบ แล้วให้เชิญอาเต๊าพระราชบุตรขึ้นสำเร็จราชการแคว้นจ๊กและอยู่รักษาเมืองเสฉวน ขงเบ้งและลิเงียมได้พาเล่าเอ๋งและเล่าลีพระราชบุตรผู้น้อยของพระเจ้าเล่าปี่ไปเมืองเป๊กเต้ด้วยกัน

            ครั้นขงเบ้งและลิเงียมไปถึงเมืองเป๊กเต้จึงรีบเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ถึงพระที่ ขงเบ้งเห็นพระเจ้าเล่าปี่บรรทมหลับ มีพระวรกายซูบผอม สีพระพักตร์ซีดเผือดก็สงสาร ทั้งขงเบ้งและลิเงียมต่างพากันร้องไห้รักพระเจ้าเล่าปี่

            ครู่หนึ่งขงเบ้งและลิเงียมเห็นพระเจ้าเล่าปี่ตื่นลืมพระเนตรขึ้น จึงคุกเข่าลงกราบถวายบังคม แล้วกราบทูลว่าข้าพเจ้าทั้งสองมาเฝ้าพระองค์ตามรับสั่งแล้ว ขอทรงพระเจริญแล้วหายพระประชวรโดยเร็วเถิด

            พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นขงเบ้งและลิเงียมก็ร้องไห้ กวักมือเชิญให้ขงเบ้งขึ้นมานั่งบนพระที่ พลางเอาพระหัตถ์ลูบหลังของขงเบ้ง แล้วตรัสว่า “เราได้ท่านอาจารย์มาไว้ด้วยช่วยทำนุบำรุง จึงได้เมืองเสฉวน จะทำการครั้งไรก็สำเร็จความปรารถนา หาภัยอันตรายมิได้ ครั้งนี้ท่านห้ามมิให้ยกไปตีเมืองกังตั๋ง เรานี้มิฟังดึงดันไป จึงเสียทัพได้ความอัปยศอดสูมากนัก เราผิดเอง บัดนี้เราจะตายอยู่แล้ว จึงให้ไปเชิญท่านมา เพราะวิตกด้วยการแผ่นดินซึ่งจะทำต่อไปข้างหน้านั้น เห็นว่าบุตรเราสามคนนี้ยังอ่อนความคิดนัก ถ้าท่านละเมินเสียแล้วเห็นจะขัดสน ขอท่านได้เมตตาเห็นแก่เรา อันการแผ่นดินทั้งปวงเราปลงธุระฝากไว้แก่ท่าน ท่านช่วยทำนุบุตรเราต่อไปเถิด”

            ตรัสแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงกันแสง พลางเอาพระหัตถ์ทั้งสองกุมมือขงเบ้งไว้อย่างแนบแน่น ขงเบ้งก็เอามืออีกข้างหนึ่งกุมมือพระเจ้าเล่าปี่ไว้ ใช้ภาษาสัมผัสแทนความในใจทั้งปวง ในขณะที่น้ำตาของขงเบ้งก็ไหลหลั่งพรั่งพรูจากเบ้าตาทั้งสองจนนองใบหน้า ลิเงียมยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ร้องไห้ตาม

            ขงเบ้งเห็นบรรยากาศเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งจึงกราบบังคมทูลว่า ขอพระองค์จงทรงวางพระราชหฤทัย ข้าพเจ้าจะตั้งใจทำนุบำรุงพระราชบุตรทั้งสามพระองค์จนสุดกำลังปัญญาความสามารถกว่าจะสิ้นชีวิต ขอพระองค์ทรงรักษาพระวรกายให้หายจากพระโรคโดยไวเถิด

            พระเจ้าเล่าปี่เหลือบพระเนตรเห็นม้าเจ๊กและม้าเลี้ยงยืนอยู่ใกล้ๆ ในที่นั้น จึงโบกพระหัตถ์ให้ม้าเจ๊กออกไปนอกห้องพระบรรทมก่อน แล้วตรัสถามขงเบ้งว่าม้าเจ๊กผู้นี้กุนซือมีความเห็นเป็นประการใด

            ขงเบ้งจึงกราบบังคมทูลว่า ม้าเจ๊กมีสติปัญญาหลักแหลม และมีความจงรักภักดีในพระองค์แน่นแฟ้นนัก

            พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสว่า “ท่านว่าดีเราไม่เห็นด้วย เราเห็นม้าเจ๊กนั้นเจรจาเกินรู้นัก จะใช้ราชการไปข้างหน้า ให้ท่านพิเคราะห์จงดี”

            คำเตือนของพระเจ้าเล่าปี่ในครั้งนี้ได้ประจักษ์ชัดว่าแม้ในยามวิกฤตประชวรหนักใกล้สวรรคต สายพระเนตรในการรู้จักคนและรู้จักใช้คนมิได้หย่อนด้อยลงไปแม้แต่น้อยนิด เหตุการณ์ในวันข้างหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นครรลองพระปัญญาของพระเจ้าเล่าปี่ในประการนี้อย่างชัดเจน

            ตรัสดังนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งให้เชิญบรรดาที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองชั้นผู้ใหญ่ทั้งปวงเข้ามาพร้อมกัน แล้วตรัสว่าเราได้ทำพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุตรผู้ใหญ่ให้ครองราชสมบัติสืบแทนเราไว้แล้ว จากนั้นจึงตรัสสั่งเจ้าพนักงานให้หยิบม้วนพระบรมราชโองการมามอบแก่ขงเบ้ง ขงเบ้งถวายบังคมรับพระบรมราชโองการแล้ว กราบบังคมทูลว่าขอพระองค์ทรงวางพระราชหฤทัย ข้าพเจ้าจะจัดแจงการทั้งปวงตามพระบรมราชโองการนี้

            พระเจ้าเล่าปี่ทอดถอนพระทัยใหญ่ น้ำพระเนตรไหลนองเต็มพระพักตร์ แล้วตรัสแก่บรรดาคนทั้งปวงในที่นั้นว่า “ท่านทั้งปวงกับเราเดิมจะตั้งตัวนั้นคิดจะกำจัดแซ่โจให้สิ้นเชิง จะบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลเราช่วยกันทำการยังมิสำเร็จ บัดนี้กรรมมาถึงเราจะลาท่านไปแต่กลางทางก่อน แต่บุตรเราทั้งสามซึ่งยังอยู่จะทำการแผ่นดินสืบไปนั้น ขอฝากท่านทั้งปวงช่วยทำนุบำรุงต่อไปด้วย”

            บรรดาที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวงในที่นั้นได้ยินคำตรัสพระเจ้าเล่าปี่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าอิดโรยเต็มทีก็พากันร้องไห้ แล้วคุกเข่าลงกราบบังคมทูลพร้อมกันว่าขอพระองค์อย่าทรงพระวิตก ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพร้อมเพรียงกันทำนุพระราชบุตรไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินคำคนทั้งปวงแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีเป็นล้นพ้นก็อบอุ่นพระทัย แต่อาลัยว่าจำต้องจากลาไปแต่กลางคันโดยไม่มีวันได้เห็นหน้ากันอีก จึงทรงกันแสงหนักขึ้น

            ครู่หนึ่งพระเจ้าเล่าปี่ก็เอื้อมพระหัตถ์ดึงขงเบ้งมาที่ข้างพระพักตร์ ตรัสกระซิบที่หูของขงเบ้งว่าปัญญาวิชาคุณของอาจารย์ล้ำเลิศกว่าใครในแผ่นดิน ราชสมบัติและสิ่งทั้งปวงที่เรามีอยู่ในวันนี้ ล้วนเกิดแต่สติปัญญาของท่านอาจารย์ “ท่านดูเอาแต่การซึ่งจะบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุขพอประมาณเถิด ถ้าเห็นลูกเราไม่อยู่ในสัตย์ในธรรม ทำผิดประเพณีไปไม่ฟังท่าน ก็ให้ท่านรักษาเมืองเสฉวนบำรุงแผ่นดินเองเถิด”

            ขงเบ้งได้ฟังความในพระทัยลึกของพระเจ้าเล่าปี่ดังนั้นก็ตกใจจนตัวสั่น ถอยลงมาจากพระที่ คุกเข่ากราบถวายบังคมอยู่กับพื้น โขกศีรษะคำนับพระเจ้าเล่าปี่เป็นหลายครั้งจนเลือดไหลนองเต็มหน้าผาก แล้วกราบทูลว่า “ข้าพเจ้าคิดจะบำรุงบุตรพระองค์ไปกว่าจะตาย อย่าได้คิดว่าข้าพเจ้าจะเบียดเบียนบุตรพระองค์เลย”

            พระเจ้าเล่าปี่เห็นขงเบ้งตกใจกราบบังคมทูลจนหน้าผากแตกเลือดโทรมหน้า “จึงคิดว่าขงเบ้งนี้มีความสัตย์รักเราจริง” จึงกวักมือให้ขงเบ้งขึ้นมานั่งข้างพระองค์บนพระที่ดังเดิม แล้วตรัสเรียกพระราชบุตรทั้งสองเข้ามา เอาพระหัตถ์ทั้งสองลูบศีรษะหน้าหลังพระราชบุตร พลางตรัสว่า “เจ้าคอยอยู่ให้จงดีเถิด พ่อจะขอลาแล้ว เจ้าพี่น้องทั้งสามคนจงค่อยเลี้ยงรักษากัน ถ้าขัดสนสิ่งใดไม่รู้ จงไต่ถามขงเบ้ง เจ้าจงรักขงเบ้ง เกรงขงเบ้งให้เหมือนหนึ่งบิดา”

            ตรัสดังนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งให้พระราชบุตรทั้งสองคุกเข่ากราบคารวะขงเบ้ง ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบลุกจากพระที่ลงมาคุกเข่ารับคำนับพระราชบุตรทั้งสองแล้วประคองพระราชบุตรทั้งสองให้ลุกขึ้น และกราบบังคมทูลว่า “พระองค์อย่าวิตกสงสัยเลย ข้าพเจ้าขอเป็นข้าทำนุบำรุงบุตรพระองค์ไปกว่าจะสิ้นชีวิต”

            พระเจ้าเล่าปี่ตรัสให้หาจูล่งเข้ามาข้างพระที่ แล้วตรัสว่า “ท่านเป็นผู้น้อง ได้ช่วยทำนุบำรุงเราทำการแต่ต้นมือ บัดนี้เราจะลาแล้ว ท่านอยู่ภายหลังช่วยทำนุบำรุงลูกเราต่อไปเถิด”

            จูล่งได้ยินพระสุรเสียงที่อ่อนล้าอิดโรยแต่เผยถึงน้ำพระทัยลึกของพระเจ้าเล่าปี่ดังนั้นก็ซาบซึ้ง ร้องไห้คุกเข่าลงกับพื้น กราบบังคมทูลว่าพระองค์อย่าได้วิตกเลย แม้นมีเหตุประการใดข้าพเจ้าจะขอตายก่อนพระราชบุตร จะปกป้องพระราชบุตรไว้มิให้เป็นอันตราย

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินคำจูล่งก็ดีพระทัย พยักพระเศียรแล้วผินพระพักตร์มายังที่ปรึกษาขุนนางแม่ทัพนายกองทั้งปวงอีกครั้งหนึ่ง แล้วตรัสว่า “เราป่วยหนักอยู่แล้ว ที่สั่งความทั้งปวงไว้มิทั่วถึงประการใด อย่าได้น้อยใจเลย เราขออภัยกับท่านเถิด”

            บรรดาขุนนางทั้งปวงได้ยินน้ำพระสุรเสียงพระเจ้าเล่าปี่แผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินก็สงสาร พากันคุกเข่าลงคำนับแล้วกล่าวพร้อมกันว่า ขอพระองค์ทรงรักษาพระวรกายให้หายโดยเร็ว

            ขุนนางกราบทูลแล้วมองไปที่พระเจ้าเล่าปี่ เห็นพระเนตรพริ้มหลับลงและเสด็จสวรรคตแต่เวลานั้น ในขณะที่มีพระชนมายุได้หกสิบสามพรรษา เสวยราชย์ได้สามปี เป็นวันแรมเก้าค่ำ เดือนหก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘