ตอนที่ 475. แรงมานะแห่งขัตติยะ
ลกซุนตกเข้าไปอยู่ในค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศของขงเบ้งตลอดทั้งคืนจนสว่าง สิ้นทางสิ้นปัญญาปลงตกแล้ว แต่พ่อตาของขงเบ้งซึ่งดูแลค่ายกลนั้นได้พาลกซุนออกมาจากค่ายกล ลกซุนจึงหยุดยั้งการไล่ตามตีพระเจ้าเล่าปี่ แล้วกลับไปค่าย
บรรดาแม่ทัพนายกองเมืองกังตั๋งเห็นลกซุนหายไปไร้ร่องรอยก็พากันตามหาทั้งคืนแต่ไม่พบ ก็พากันกลับมาค่ายแล้วปรึกษาหารือกันว่าจะคิดอ่านประการใด พอทราบว่าลกซุนและองครักษ์กลับมาถึงค่าย ต่างคนต่างพากันเข้าไปแสดงความยินดีที่ลกซุนรอดปลอดภัยกลับมาได้
ลกซุนคำนับขอบคุณแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้วจึงเปิดการประชุมปรึกษา ปรารภความที่ถูกกักอยู่ในค่ายกลให้ทหารทั้งปวงฟัง แล้วสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋ง
บรรดาแม่ทัพนายกองได้ฟังดังนั้นก็ท้วงว่า ขณะนี้กองทัพของเราได้ทีอยู่แล้ว ชอบที่จะรุกไล่ตามตีเข้าไปถึงเมืองเสฉวน เห็นจะยึดเมืองเสฉวนได้โดยง่าย เป็นทีได้ชัยชนะแล้ว จะถอยทัพกลับเมืองกังตั๋งเพราะเกรงกลัวค่ายกลก้อนศิลาดังนี้ อีกเมื่อใดเล่าจึงจะมีโอกาสเช่นนี้อีก
ลกซุนจึงว่า ท่านทั้งปวงอย่าได้วู่วาม อันความแผ่นดินขณะนี้ใช่ว่าจะมีแต่เรากับพระเจ้าเล่าปี่ก็หาไม่ ยังมีพระเจ้าโจผีซึ่งคอยทีหาโอกาสจะยกมาตีเมืองกังตั๋งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากเรายกกองทัพรุกล่วงเข้าเมืองเสฉวน เกลือกพระเจ้าโจผีล่วงรู้แล้วเห็นจะยกกองทัพลงมาตีเมืองกังตั๋ง กองทัพเราติดอยู่ในแดนเมืองเสฉวนระยะทางไกล ไหนเลยจะยกกลับมาช่วยเมืองกังตั๋งได้ทัน จะมิเสียเมืองกังตั๋งดอกหรือ เพราะเหตุดังนี้ข้าพเจ้าจึงคิดที่จะยกทัพกลับไปป้องกันเมืองกังตั๋ง ใช่จะเกรงกลัวค่ายกลศิลาก็หาไม่
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังก็ได้คิด แล้วพากันสรรเสริญสติปัญญาของลกซุนเป็นอันมาก เมื่อเห็นพ้องต้องกันดังนั้นลกซุนจึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋ง แล้วเข้าไปทูลรายงานความศึกให้ซุนกวนทราบทุกประการ
ซุนกวนฟังรายงานแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก โอ่ด้วยความลำพองว่าลกซุนท่านเป็นบัณฑิตหนุ่ม ไม่มีกิตติศัพท์ลือชาปรากฏมาแต่ก่อน แต่เรานี้ได้เล็งเห็นภูมิปัญญาอันวิเศษในตัวท่านว่าจะคิดอ่านทำสงครามเอาชนะพระเจ้าเล่าปี่ได้
ซุนกวนกล่าวขาดคำลง ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามาทูลว่า กองสอดแนมได้ส่งรายงานเข้ามาทูลว่าขณะนี้พระเจ้าโจผีรับสั่งให้จัดกองทัพพลสิบหมื่นยกมาตีเมืองกังตั๋งเป็นสามทาง ให้โจหยินเป็นแม่ทัพยกมาทางตำบลยี่สู โจฮิวเป็นแม่ทัพยกมาทางเมืองต๋งเค้า และโจจิ๋นเป็นแม่ทัพยกมาทางเมืองลำกุ๋น ขณะนี้กองทัพทั้งสามทางได้ยกมาใกล้แดนเมืองกังตั๋งแล้ว
ซุนกวนได้ฟังรายงานดังนั้นพลันถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ยังไม่ทันกล่าวประการใด ลกซุนก็หัวเราะแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าขออาสายกกองทัพไปต่อสู้กับกองทัพของพระเจ้าโจผีเอง
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นสีหน้าค่อยแช่มชื่นดังเก่า และตั้งให้ลกซุนเป็นแม่ทัพยกไปรบกับกองทัพของพระเจ้าโจผี
ลกซุนรับคำสั่งจากซุนกวนแล้วหันหน้ากลับมาทางด้านที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง แล้วกล่าวว่าโดยคำสั่งของซุนกวนผู้เป็นนาย ข้าพเจ้าตั้งให้ลิห้อมเป็นแม่ทัพคุมทหารยกไปรบกับโจฮิวที่ตำบลต๋งเค้า ให้จูกัดกิ๋นเป็นแม่ทัพคุมทหารไปขัดตาทัพโจจิ๋นไว้ที่เมืองลำกุ๋น ให้จูหวนเป็นแม่ทัพยกไปรบกับโจหยินที่ตำบลยี่สู ส่วนข้าพเจ้าจะเป็นกองทัพหนุนจะยกตามไปต่อภายหลัง
สามนายทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพคำนับรับคำสั่งลกซุนแล้วคำนับลาซุนกวนออกไปจัดแจงกองทัพ พร้อมแล้วก็ยกทัพไปตามคำสั่งของลกซุน
ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่เสด็จประทับอยู่ที่เมืองเป๊กเต้ ครั้นจูล่งพางอปั้นมาเข้าเฝ้า จึงตรัสถามถึงทหารทั้งปวงว่าสูญเสียมากน้อยประการใด พอได้ทราบรายงานจากงอปั้นว่าทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้าเล่าปี่ก็สงสาร และทรงพระกันแสงเป็นเวลานาน
ฝ่ายม้าเลี้ยงถือหนังสือของขงเบ้งจะเดินทางกลับมาที่ค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ พอมาถึงกลางทางได้พบกับทหารเมืองเสฉวนซึ่งแตกทัพและจะหนีกลับไปเมือง จึงได้ทราบว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนแล้ว และพระเจ้าเล่าปี่เสด็จประทับอยู่ที่เมืองเป๊กเต้ ม้าเลี้ยงจึงโฉมหน้าไปที่เมืองเป๊กเต้แล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ กราบบังคมทูลความซึ่งขงเบ้งสั่งมา พร้อมกับมอบหนังสือของขงเบ้งถวายแก่พระเจ้าเล่าปี่
พระเจ้าเล่าปี่เปิดหนังสือของขงเบ้งออกอ่านดูก็รู้ความว่าซึ่งตั้งค่ายถึงสี่สิบค่ายเป็นระยะทางพันเส้นในชายป่าริมน้ำนั้น เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ชอบที่จะร่นค่ายเข้ามาให้ช่วยเหลือรบพุ่งป้องกันข้าศึกได้ก็ทอดถอนพระทัย แล้วตรัสว่า “เมื่อเรามาตีเมืองกังตั๋งนี้ขงเบ้งอาจาย์ก็ได้ห้าม เรามิฟังขืนยกทัพมา จนเสียทัพแลทหารทั้งปวง เพราะเราประมาท เราผิดเองแล้ว ครั้นจะกลับไปเมืองเสฉวนเล่า จะเอาหน้าอะไรไปดูขงเบ้งแลขุนนางทั้งปวง เราอายนัก ไม่ไปเมืองเสฉวนแล้ว”
เล่าปี่เห็นหนังสือขงเบ้ง จึงได้ตระหนักว่าอันธรรมดาผู้เป็นใหญ่นั้นดุจดั่งพญามังกรอันมีฤทธิ์ แต่ฤทธิ์ของพญามังกรจะมีได้ก็ด้วยเขี้ยวเล็บและเกล็ด หากขาดเสียซึ่งสามสิ่งนี้แล้วมังกรนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับงูดินหรืองูเขียว ไร้ซึ่งพิษสงอันเป็นที่ยำเกรงนับถือของคนทั้งปวง ตัวเราแต่ก่อนมาแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็เป็นเพียงคนบ้านนอกมีอาชีพสานเสื่อขาย เข้ารับราชการแล้วทำศึกก็มีแต่แพ้แล้วแพ้เล่า ตั้งตัวไม่ได้ ครั้นได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือดินแดนที่ไม่เคยมีแม้แต่กะผีกนิ้วหนึ่ง ก็ได้ครองอำนาจถึงหนึ่งในสามของแผ่นดิน มีที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางพรั่งพร้อม กระทั่งได้เป็นพระมหากษัตริย์ นั่งบัลลังก์มังกรสืบสานราชวงศ์ฮั่น ความเป็นมังกรนั้นย่อมเกิดแต่เขี้ยวเล็บและเกร็ดซึ่งก็คือตัวขงเบ้ง แต่ก่อนร่อนชะไรทำการใดเราก็เชื่อฟังขงเบ้งไม่เคยแข็งขืน พญามังกรนั้นจึงสำแดงฤทธิ์อิทธิเดชก้องฟ้าเกริกดิน แต่ครั้นเราขัดขืนไม่เชื่อฟัง กำลังทหารแปดสิบหมื่นก็ไม่อาจสู้ลกซุนบัณฑิตหนุ่มน้อยได้ ไม่ต่างอันใดกับมังกรซึ่งไร้เขี้ยวเล็บและเกล็ด จึงเป็นที่อัปยศอดสูแก่คนทั้งปวงดังนี้
เล่าปี่สำนึกอัปยศดังนั้นแล้วจึงสั่งให้แต่งเมืองเป๊กเต้เป็นพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์ หวังจะประทับว่าราชการอยู่ที่เมืองเป๊กเต้เพื่อหลีกหนีความอัปยสอดสูที่เสียทีแก่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างลกซุน แต่ถึงแม้ว่าจะปรับปรุงพระราชฐานเป็นที่สะดวกสบายสมกับเป็นพระราชวังที่ประทับของฮ่องเต้แล้ว ความเศร้าโศกอาดูรอัปยศในใจของเล่าปี่ก็มิได้ลดด้อยถอยลง คงมีอาการดุจดั่งไฟสุมขอน บั่นทอนรอนเร้าน้ำพระทัยพระเจ้าเล่าปี่ทุกเช้าค่ำ หาความสุขไม่ได้เลย
อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเล่าปี่ออกว่าราชการ หน่วยสอดแนมได้กราบบังคมทูลถวายรายงานว่า ขณะนี้ห้องกวนซึ่งพระองค์ตรัสสั่งให้คุมทหารไปตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเพื่อสกัดกองทัพของพระเจ้าโจผีนั้น บัดนี้ห้องกวนเป็นกบฏ คุมสมัครพรรคพวกไปเข้าด้วยพระเจ้าโจผีแล้ว ขอให้พระองค์ตรัสสั่งให้จับกุมบุตรภรรยาของห้องกวนมาจำขังเอาไว้ก่อน
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า เป็นธรรมดาสัตว์โลกทั้งหลายย่อมต้องเกรงกลัวภัย จึงจำต้องดิ้นรนรักษาตัวรอด การครั้งนี้เราเสียทีแก่ชาวเมืองกังตั๋ง จึงย่อมหวังให้ห้องกวนภักดีสืบไปนั้นมิได้ แต่ห้องกวนผู้นี้มีน้ำใจภักดีต่อเรานัก เห็นว่าการซึ่งไปเข้ากับโจผีนั้นเป็นเพราะความจำใจเพื่อรักษาตัวให้พ้นภัย โอกาสมีขึ้นวันใดคงจะหนีกลับมาหาเป็นแม่นมั่น ดังนั้นซึ่งจะจำขังบุตรภรรยาเขาจึงไม่สมควร ชอบที่จะเลี้ยงดูเป็นอันดีเหมือนหนึ่งว่าห้องกวนยังอยู่จึงจะชอบ
ทางด้านห้องกวนซึ่งคุมทหารไปขัดตาทัพอยู่ทางด้านทิศเหนือเผื่อว่ากองทัพพระเจ้าโจผีจะยกมาโจมตี พอทราบว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว จะกลับไปเมืองก็ไม่ได้ จะออกตามหาพระเจ้าเล่าปี่ก็มิรู้ว่าประทับอยู่ที่แห่งไหน จึงคิดอ่านหาทางเอาตัวรอด แล้วพาทหารซึ่งสนิทไปเข้าสวามิภักดิ์อยู่กับพระเจ้าโจผี
พระเจ้าโจผีจึงตรัสถามว่าเพราะเหตุใดเจ้าจึงไม่ไปสวามิภักดิ์กับชาวเมืองกังตั๋ง ห้องกวนจึงกราบบังคมทูลว่าชาวเมืองกังตั๋งสังหารพรรคพวกเพื่อนฝูงข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีความพยาบาทคิดจะล้างแค้นให้กับมิตรสหายทั้งปวง เหตุนี้จึงไม่สมัครใจไปอยู่กับลกซุน จึงได้พาพรรคพวกหนีมาพึ่งบารมีพระองค์
พระเจ้าโจผีได้ฟังเหตุผลก็ชอบพระทัย โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ห้องกวนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ แต่ห้องกวนกลับกราบบังคมทูลทักท้วงว่า ข้าพเจ้าเป็นแต่เชลยศึกมาขอพึ่งบุญพระองค์ ไม่เคยกระทำความชอบสิ่งไร ซึ่งไม่ลงโทษประหารชีวิตก็เป็นพระคุณล้นเหลือแล้ว จะรับเอายศศักดิ์ให้หนักหนานั้น ข้าพเจ้าไม่อาจฝืนหน้ารับพระมหากรุณาได้ ขอได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงทหารชั้นผู้น้อยเถิด
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าห้องกวนนี้มีคุณธรรมประจำในใจ จึงมีน้ำพระทัยเมตตา แต่เพื่อไม่ให้ขัดน้ำใจจึงโปรดเกล้าฯ ให้ห้องกวนเป็นทหารในตำแหน่งนายกองในกองทัพของเมืองหลวง
ในขณะนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามากราบบังคมทูลพระเจ้าโจผีว่า พระเจ้าเล่าปี่ทราบว่าห้องกวนแปรพักตร์มาอยู่กับพระองค์ จึงให้จับบุตรภรรยาและครอบครัวของห้องกวนประหารชีวิตจนหมดสิ้น พระเจ้าโจผีฟังคำกราบบังคมทูลแล้วจึงตรัสถามห้องกวนว่าเจ้าจะคิดอ่านประการใด
ห้องกวนจึงกราบบังคมทูลว่าพระเจ้าเล่าปี่ก็แตกทัพหนีไป ข้าพเจ้าเล่าก็แตกทัพหนีมา ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอดด้วยภัยมาใกล้ตัว ขณะนี้ความชัดประการใดยังไม่แน่ ซึ่งจะด่วนเชื่อว่าพระเจ้าเล่าปี่ให้ประหารชีวิตครอบครัวบุตรภรรยานั้นยังไม่เห็นสมเลย
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็ทรงเห็นชอบ แล้วตรัสถามกาเซี่ยงที่ปรึกษาว่า ตัวเราได้เป็นเจ้าสืบสานปณิธานของอดีตฮ่องเต้โจโฉ จะรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่งให้จงได้ แต่บัดนี้แผ่นดินยังไม่สงบราบคาบ ทางใต้ยังมีซุนกวน ทางตะวันตกยังมีเล่าปี่ ดังนี้จะปราบปรามเล่าปี่หรือซุนกวนก่อนจึงจะชอบ
กาเซี่ยงจึงกราบบังคมทูลว่า “พระเจ้าเล่าปี่มีทหารดีก็มีมาก แล้วขงเบ้งก็มีสติปัญญาได้ทำนุบำรุง ฝ่ายเมืองกังตั๋งเล่าพระเจ้าซุนกวนได้ลกซุนไว้ช่วยทำนุบำรุง ทหารก็ดีดีมาก หนทางจะไปก็ต้องข้ามน้ำลำบาก ฝ่ายทหารของเราที่เข้มแข็งดีนั้นก็น้อยกว่าเขา เห็นจะไปรบเอาไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเราจัดทัพไว้ให้พร้อมแล้ว นิ่งคอยดูให้พระเจ้าเล่าปี่รบกับซุนกวนให้หนักหนา ทหารล้มตายมากอ่อนลงด้วยกันทั้งสองแล้วเราจึงตี เห็นจะได้โดยง่าย”
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอพระทัย ตรัสว่าตัวท่านก็รู้ดีอยู่ว่าเราได้สั่งให้ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งเป็นสามทาง ไฉนท่านจึงไม่ทัดทานเสียแต่ตอนนั้น กลับมายกความขึ้นกล่าวในตอนนี้จะมีประโยชน์สิ่งไร
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นพระเจ้าโจผีไม่พอพระทัยก็กราบบังคมทูลช่วยแก้ให้ กาเซี่ยงว่า เมื่อครั้งที่จะยกไปตีเมืองกังตั๋งนั้นเป็นเพราะพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งแล้วชาวเมืองกังตั๋งสู้ไม่ได้ พ่ายแพ้ในการรบเป็นหลายครั้ง พวกข้าพเจ้าเห็นว่าชาวเมืองกังตั๋งขวัญเสียแล้วจึงกราบบังคมทูลเสนอให้ยกกองทัพไป แต่บัดนี้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเพราะซุนกวนได้ลกซุนมาเป็นแม่ทัพใหญ่ มีสติปัญญาเป็นอันมาก ตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกพ่ายยับเยินไป ชาวเมืองกังตั๋งจึงฮึกเหิมกำเริบขึ้น สถานการณ์เช่นนี้การยกไปตีเมืองกังตั๋งเห็นจะขัดสน เพราะซุนกวนจะตั้งลกซุนมาเป็นแม่ทัพต่อสู้กับฝ่ายเราเป็นแม่นมั่น ขอพระองค์จงตรองทบทวนเถิด
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็มีมานะ ตรัสว่าจะเกรงไปไยกับลกซุน ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนนั้นก็เพราะพระเจ้าเล่าปี่ไม่รู้การพิชัยสงคราม เราจะยกกองทัพหลวงหนุนไปเร่งกองทัพทั้งสามด้านรุกเข้าตีเมืองกังตั๋งพร้อม ๆ กัน ดูหรือว่าลกซุนจะต่อสู้เราได้หรือไม่
พอพระเจ้าโจผีตรัสสิ้นคำลง หน่วยสอดแนมก็เข้ามากราบทูลว่าทางเมืองกังตั๋งทราบข่าวศึกแล้ว ได้แต่งให้ลิห้อมยกมาขัดตาทัพที่ตำบลต๋งเค้า จูกัดกิ๋นยกมาตั้งรับที่เมืองลำกุ๋น จูหวนยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลยี่สู.
บรรดาแม่ทัพนายกองเมืองกังตั๋งเห็นลกซุนหายไปไร้ร่องรอยก็พากันตามหาทั้งคืนแต่ไม่พบ ก็พากันกลับมาค่ายแล้วปรึกษาหารือกันว่าจะคิดอ่านประการใด พอทราบว่าลกซุนและองครักษ์กลับมาถึงค่าย ต่างคนต่างพากันเข้าไปแสดงความยินดีที่ลกซุนรอดปลอดภัยกลับมาได้
ลกซุนคำนับขอบคุณแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้วจึงเปิดการประชุมปรึกษา ปรารภความที่ถูกกักอยู่ในค่ายกลให้ทหารทั้งปวงฟัง แล้วสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋ง
บรรดาแม่ทัพนายกองได้ฟังดังนั้นก็ท้วงว่า ขณะนี้กองทัพของเราได้ทีอยู่แล้ว ชอบที่จะรุกไล่ตามตีเข้าไปถึงเมืองเสฉวน เห็นจะยึดเมืองเสฉวนได้โดยง่าย เป็นทีได้ชัยชนะแล้ว จะถอยทัพกลับเมืองกังตั๋งเพราะเกรงกลัวค่ายกลก้อนศิลาดังนี้ อีกเมื่อใดเล่าจึงจะมีโอกาสเช่นนี้อีก
ลกซุนจึงว่า ท่านทั้งปวงอย่าได้วู่วาม อันความแผ่นดินขณะนี้ใช่ว่าจะมีแต่เรากับพระเจ้าเล่าปี่ก็หาไม่ ยังมีพระเจ้าโจผีซึ่งคอยทีหาโอกาสจะยกมาตีเมืองกังตั๋งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากเรายกกองทัพรุกล่วงเข้าเมืองเสฉวน เกลือกพระเจ้าโจผีล่วงรู้แล้วเห็นจะยกกองทัพลงมาตีเมืองกังตั๋ง กองทัพเราติดอยู่ในแดนเมืองเสฉวนระยะทางไกล ไหนเลยจะยกกลับมาช่วยเมืองกังตั๋งได้ทัน จะมิเสียเมืองกังตั๋งดอกหรือ เพราะเหตุดังนี้ข้าพเจ้าจึงคิดที่จะยกทัพกลับไปป้องกันเมืองกังตั๋ง ใช่จะเกรงกลัวค่ายกลศิลาก็หาไม่
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังก็ได้คิด แล้วพากันสรรเสริญสติปัญญาของลกซุนเป็นอันมาก เมื่อเห็นพ้องต้องกันดังนั้นลกซุนจึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋ง แล้วเข้าไปทูลรายงานความศึกให้ซุนกวนทราบทุกประการ
ซุนกวนฟังรายงานแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก โอ่ด้วยความลำพองว่าลกซุนท่านเป็นบัณฑิตหนุ่ม ไม่มีกิตติศัพท์ลือชาปรากฏมาแต่ก่อน แต่เรานี้ได้เล็งเห็นภูมิปัญญาอันวิเศษในตัวท่านว่าจะคิดอ่านทำสงครามเอาชนะพระเจ้าเล่าปี่ได้
ซุนกวนกล่าวขาดคำลง ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามาทูลว่า กองสอดแนมได้ส่งรายงานเข้ามาทูลว่าขณะนี้พระเจ้าโจผีรับสั่งให้จัดกองทัพพลสิบหมื่นยกมาตีเมืองกังตั๋งเป็นสามทาง ให้โจหยินเป็นแม่ทัพยกมาทางตำบลยี่สู โจฮิวเป็นแม่ทัพยกมาทางเมืองต๋งเค้า และโจจิ๋นเป็นแม่ทัพยกมาทางเมืองลำกุ๋น ขณะนี้กองทัพทั้งสามทางได้ยกมาใกล้แดนเมืองกังตั๋งแล้ว
ซุนกวนได้ฟังรายงานดังนั้นพลันถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ยังไม่ทันกล่าวประการใด ลกซุนก็หัวเราะแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าขออาสายกกองทัพไปต่อสู้กับกองทัพของพระเจ้าโจผีเอง
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นสีหน้าค่อยแช่มชื่นดังเก่า และตั้งให้ลกซุนเป็นแม่ทัพยกไปรบกับกองทัพของพระเจ้าโจผี
ลกซุนรับคำสั่งจากซุนกวนแล้วหันหน้ากลับมาทางด้านที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง แล้วกล่าวว่าโดยคำสั่งของซุนกวนผู้เป็นนาย ข้าพเจ้าตั้งให้ลิห้อมเป็นแม่ทัพคุมทหารยกไปรบกับโจฮิวที่ตำบลต๋งเค้า ให้จูกัดกิ๋นเป็นแม่ทัพคุมทหารไปขัดตาทัพโจจิ๋นไว้ที่เมืองลำกุ๋น ให้จูหวนเป็นแม่ทัพยกไปรบกับโจหยินที่ตำบลยี่สู ส่วนข้าพเจ้าจะเป็นกองทัพหนุนจะยกตามไปต่อภายหลัง
สามนายทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพคำนับรับคำสั่งลกซุนแล้วคำนับลาซุนกวนออกไปจัดแจงกองทัพ พร้อมแล้วก็ยกทัพไปตามคำสั่งของลกซุน
ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่เสด็จประทับอยู่ที่เมืองเป๊กเต้ ครั้นจูล่งพางอปั้นมาเข้าเฝ้า จึงตรัสถามถึงทหารทั้งปวงว่าสูญเสียมากน้อยประการใด พอได้ทราบรายงานจากงอปั้นว่าทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้าเล่าปี่ก็สงสาร และทรงพระกันแสงเป็นเวลานาน
ฝ่ายม้าเลี้ยงถือหนังสือของขงเบ้งจะเดินทางกลับมาที่ค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ พอมาถึงกลางทางได้พบกับทหารเมืองเสฉวนซึ่งแตกทัพและจะหนีกลับไปเมือง จึงได้ทราบว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนแล้ว และพระเจ้าเล่าปี่เสด็จประทับอยู่ที่เมืองเป๊กเต้ ม้าเลี้ยงจึงโฉมหน้าไปที่เมืองเป๊กเต้แล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ กราบบังคมทูลความซึ่งขงเบ้งสั่งมา พร้อมกับมอบหนังสือของขงเบ้งถวายแก่พระเจ้าเล่าปี่
พระเจ้าเล่าปี่เปิดหนังสือของขงเบ้งออกอ่านดูก็รู้ความว่าซึ่งตั้งค่ายถึงสี่สิบค่ายเป็นระยะทางพันเส้นในชายป่าริมน้ำนั้น เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ชอบที่จะร่นค่ายเข้ามาให้ช่วยเหลือรบพุ่งป้องกันข้าศึกได้ก็ทอดถอนพระทัย แล้วตรัสว่า “เมื่อเรามาตีเมืองกังตั๋งนี้ขงเบ้งอาจาย์ก็ได้ห้าม เรามิฟังขืนยกทัพมา จนเสียทัพแลทหารทั้งปวง เพราะเราประมาท เราผิดเองแล้ว ครั้นจะกลับไปเมืองเสฉวนเล่า จะเอาหน้าอะไรไปดูขงเบ้งแลขุนนางทั้งปวง เราอายนัก ไม่ไปเมืองเสฉวนแล้ว”
เล่าปี่เห็นหนังสือขงเบ้ง จึงได้ตระหนักว่าอันธรรมดาผู้เป็นใหญ่นั้นดุจดั่งพญามังกรอันมีฤทธิ์ แต่ฤทธิ์ของพญามังกรจะมีได้ก็ด้วยเขี้ยวเล็บและเกล็ด หากขาดเสียซึ่งสามสิ่งนี้แล้วมังกรนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับงูดินหรืองูเขียว ไร้ซึ่งพิษสงอันเป็นที่ยำเกรงนับถือของคนทั้งปวง ตัวเราแต่ก่อนมาแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็เป็นเพียงคนบ้านนอกมีอาชีพสานเสื่อขาย เข้ารับราชการแล้วทำศึกก็มีแต่แพ้แล้วแพ้เล่า ตั้งตัวไม่ได้ ครั้นได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือดินแดนที่ไม่เคยมีแม้แต่กะผีกนิ้วหนึ่ง ก็ได้ครองอำนาจถึงหนึ่งในสามของแผ่นดิน มีที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางพรั่งพร้อม กระทั่งได้เป็นพระมหากษัตริย์ นั่งบัลลังก์มังกรสืบสานราชวงศ์ฮั่น ความเป็นมังกรนั้นย่อมเกิดแต่เขี้ยวเล็บและเกร็ดซึ่งก็คือตัวขงเบ้ง แต่ก่อนร่อนชะไรทำการใดเราก็เชื่อฟังขงเบ้งไม่เคยแข็งขืน พญามังกรนั้นจึงสำแดงฤทธิ์อิทธิเดชก้องฟ้าเกริกดิน แต่ครั้นเราขัดขืนไม่เชื่อฟัง กำลังทหารแปดสิบหมื่นก็ไม่อาจสู้ลกซุนบัณฑิตหนุ่มน้อยได้ ไม่ต่างอันใดกับมังกรซึ่งไร้เขี้ยวเล็บและเกล็ด จึงเป็นที่อัปยศอดสูแก่คนทั้งปวงดังนี้
เล่าปี่สำนึกอัปยศดังนั้นแล้วจึงสั่งให้แต่งเมืองเป๊กเต้เป็นพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์ หวังจะประทับว่าราชการอยู่ที่เมืองเป๊กเต้เพื่อหลีกหนีความอัปยสอดสูที่เสียทีแก่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างลกซุน แต่ถึงแม้ว่าจะปรับปรุงพระราชฐานเป็นที่สะดวกสบายสมกับเป็นพระราชวังที่ประทับของฮ่องเต้แล้ว ความเศร้าโศกอาดูรอัปยศในใจของเล่าปี่ก็มิได้ลดด้อยถอยลง คงมีอาการดุจดั่งไฟสุมขอน บั่นทอนรอนเร้าน้ำพระทัยพระเจ้าเล่าปี่ทุกเช้าค่ำ หาความสุขไม่ได้เลย
อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเล่าปี่ออกว่าราชการ หน่วยสอดแนมได้กราบบังคมทูลถวายรายงานว่า ขณะนี้ห้องกวนซึ่งพระองค์ตรัสสั่งให้คุมทหารไปตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเพื่อสกัดกองทัพของพระเจ้าโจผีนั้น บัดนี้ห้องกวนเป็นกบฏ คุมสมัครพรรคพวกไปเข้าด้วยพระเจ้าโจผีแล้ว ขอให้พระองค์ตรัสสั่งให้จับกุมบุตรภรรยาของห้องกวนมาจำขังเอาไว้ก่อน
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า เป็นธรรมดาสัตว์โลกทั้งหลายย่อมต้องเกรงกลัวภัย จึงจำต้องดิ้นรนรักษาตัวรอด การครั้งนี้เราเสียทีแก่ชาวเมืองกังตั๋ง จึงย่อมหวังให้ห้องกวนภักดีสืบไปนั้นมิได้ แต่ห้องกวนผู้นี้มีน้ำใจภักดีต่อเรานัก เห็นว่าการซึ่งไปเข้ากับโจผีนั้นเป็นเพราะความจำใจเพื่อรักษาตัวให้พ้นภัย โอกาสมีขึ้นวันใดคงจะหนีกลับมาหาเป็นแม่นมั่น ดังนั้นซึ่งจะจำขังบุตรภรรยาเขาจึงไม่สมควร ชอบที่จะเลี้ยงดูเป็นอันดีเหมือนหนึ่งว่าห้องกวนยังอยู่จึงจะชอบ
ทางด้านห้องกวนซึ่งคุมทหารไปขัดตาทัพอยู่ทางด้านทิศเหนือเผื่อว่ากองทัพพระเจ้าโจผีจะยกมาโจมตี พอทราบว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว จะกลับไปเมืองก็ไม่ได้ จะออกตามหาพระเจ้าเล่าปี่ก็มิรู้ว่าประทับอยู่ที่แห่งไหน จึงคิดอ่านหาทางเอาตัวรอด แล้วพาทหารซึ่งสนิทไปเข้าสวามิภักดิ์อยู่กับพระเจ้าโจผี
พระเจ้าโจผีจึงตรัสถามว่าเพราะเหตุใดเจ้าจึงไม่ไปสวามิภักดิ์กับชาวเมืองกังตั๋ง ห้องกวนจึงกราบบังคมทูลว่าชาวเมืองกังตั๋งสังหารพรรคพวกเพื่อนฝูงข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีความพยาบาทคิดจะล้างแค้นให้กับมิตรสหายทั้งปวง เหตุนี้จึงไม่สมัครใจไปอยู่กับลกซุน จึงได้พาพรรคพวกหนีมาพึ่งบารมีพระองค์
พระเจ้าโจผีได้ฟังเหตุผลก็ชอบพระทัย โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ห้องกวนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ แต่ห้องกวนกลับกราบบังคมทูลทักท้วงว่า ข้าพเจ้าเป็นแต่เชลยศึกมาขอพึ่งบุญพระองค์ ไม่เคยกระทำความชอบสิ่งไร ซึ่งไม่ลงโทษประหารชีวิตก็เป็นพระคุณล้นเหลือแล้ว จะรับเอายศศักดิ์ให้หนักหนานั้น ข้าพเจ้าไม่อาจฝืนหน้ารับพระมหากรุณาได้ ขอได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงทหารชั้นผู้น้อยเถิด
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าห้องกวนนี้มีคุณธรรมประจำในใจ จึงมีน้ำพระทัยเมตตา แต่เพื่อไม่ให้ขัดน้ำใจจึงโปรดเกล้าฯ ให้ห้องกวนเป็นทหารในตำแหน่งนายกองในกองทัพของเมืองหลวง
ในขณะนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามากราบบังคมทูลพระเจ้าโจผีว่า พระเจ้าเล่าปี่ทราบว่าห้องกวนแปรพักตร์มาอยู่กับพระองค์ จึงให้จับบุตรภรรยาและครอบครัวของห้องกวนประหารชีวิตจนหมดสิ้น พระเจ้าโจผีฟังคำกราบบังคมทูลแล้วจึงตรัสถามห้องกวนว่าเจ้าจะคิดอ่านประการใด
ห้องกวนจึงกราบบังคมทูลว่าพระเจ้าเล่าปี่ก็แตกทัพหนีไป ข้าพเจ้าเล่าก็แตกทัพหนีมา ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอดด้วยภัยมาใกล้ตัว ขณะนี้ความชัดประการใดยังไม่แน่ ซึ่งจะด่วนเชื่อว่าพระเจ้าเล่าปี่ให้ประหารชีวิตครอบครัวบุตรภรรยานั้นยังไม่เห็นสมเลย
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็ทรงเห็นชอบ แล้วตรัสถามกาเซี่ยงที่ปรึกษาว่า ตัวเราได้เป็นเจ้าสืบสานปณิธานของอดีตฮ่องเต้โจโฉ จะรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่งให้จงได้ แต่บัดนี้แผ่นดินยังไม่สงบราบคาบ ทางใต้ยังมีซุนกวน ทางตะวันตกยังมีเล่าปี่ ดังนี้จะปราบปรามเล่าปี่หรือซุนกวนก่อนจึงจะชอบ
กาเซี่ยงจึงกราบบังคมทูลว่า “พระเจ้าเล่าปี่มีทหารดีก็มีมาก แล้วขงเบ้งก็มีสติปัญญาได้ทำนุบำรุง ฝ่ายเมืองกังตั๋งเล่าพระเจ้าซุนกวนได้ลกซุนไว้ช่วยทำนุบำรุง ทหารก็ดีดีมาก หนทางจะไปก็ต้องข้ามน้ำลำบาก ฝ่ายทหารของเราที่เข้มแข็งดีนั้นก็น้อยกว่าเขา เห็นจะไปรบเอาไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเราจัดทัพไว้ให้พร้อมแล้ว นิ่งคอยดูให้พระเจ้าเล่าปี่รบกับซุนกวนให้หนักหนา ทหารล้มตายมากอ่อนลงด้วยกันทั้งสองแล้วเราจึงตี เห็นจะได้โดยง่าย”
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอพระทัย ตรัสว่าตัวท่านก็รู้ดีอยู่ว่าเราได้สั่งให้ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งเป็นสามทาง ไฉนท่านจึงไม่ทัดทานเสียแต่ตอนนั้น กลับมายกความขึ้นกล่าวในตอนนี้จะมีประโยชน์สิ่งไร
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นพระเจ้าโจผีไม่พอพระทัยก็กราบบังคมทูลช่วยแก้ให้ กาเซี่ยงว่า เมื่อครั้งที่จะยกไปตีเมืองกังตั๋งนั้นเป็นเพราะพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งแล้วชาวเมืองกังตั๋งสู้ไม่ได้ พ่ายแพ้ในการรบเป็นหลายครั้ง พวกข้าพเจ้าเห็นว่าชาวเมืองกังตั๋งขวัญเสียแล้วจึงกราบบังคมทูลเสนอให้ยกกองทัพไป แต่บัดนี้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเพราะซุนกวนได้ลกซุนมาเป็นแม่ทัพใหญ่ มีสติปัญญาเป็นอันมาก ตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกพ่ายยับเยินไป ชาวเมืองกังตั๋งจึงฮึกเหิมกำเริบขึ้น สถานการณ์เช่นนี้การยกไปตีเมืองกังตั๋งเห็นจะขัดสน เพราะซุนกวนจะตั้งลกซุนมาเป็นแม่ทัพต่อสู้กับฝ่ายเราเป็นแม่นมั่น ขอพระองค์จงตรองทบทวนเถิด
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็มีมานะ ตรัสว่าจะเกรงไปไยกับลกซุน ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนนั้นก็เพราะพระเจ้าเล่าปี่ไม่รู้การพิชัยสงคราม เราจะยกกองทัพหลวงหนุนไปเร่งกองทัพทั้งสามด้านรุกเข้าตีเมืองกังตั๋งพร้อม ๆ กัน ดูหรือว่าลกซุนจะต่อสู้เราได้หรือไม่
พอพระเจ้าโจผีตรัสสิ้นคำลง หน่วยสอดแนมก็เข้ามากราบทูลว่าทางเมืองกังตั๋งทราบข่าวศึกแล้ว ได้แต่งให้ลิห้อมยกมาขัดตาทัพที่ตำบลต๋งเค้า จูกัดกิ๋นยกมาตั้งรับที่เมืองลำกุ๋น จูหวนยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลยี่สู.