ตอนที่ 473. ควันศึกแดนกังตั๋ง

กาลถึงคราวที่พระเจ้าเล่าปี่จะต้องแตกทัพตามลิขิตแห่งสวรรค์ แม้ขงเบ้งจะทราบถึงหายนะแต่ก็ไม่อาจแก้ไขได้ทันท่วงที แม้เทพยดาบอกลางสังหรณ์ให้ธงชัยประจำกองทัพล้มลง เล่าปี่ก็มิได้สั่งการให้ป้องกันระมัดระวังข้าศึกแต่ประการใด ครั้นได้ข่าวว่าข้าศึกยกเข้าตีเป็นสองสายก็ไม่ป้องกันอยู่นั่นเอง กลับสั่งให้กวนหินและเตียวเปาออกไปสังเกตการณ์ จึงถูกกองทัพลกซุนวางเพลิงเผาทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือจนพินาศย่อยยับ

            ฝ่ายเปาเตียวและเตียวเปานำเสด็จหนีไปตลอดทั้งคืนจนถึงเวลาใกล้ค่ำอีกวันหนึ่ง เห็นกองทัพลกซุนยกไล่ตามมา จึงกราบทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่าเขาม้าอั๋วข้างหน้านี้เป็นที่ชอบกล ขอเชิญเสด็จขึ้นไปบนเขาก่อน ข้าพเจ้าจะรบสกัดข้าศึกไว้ตามซอกเขาทั้งซอกเล็กและซอกน้อย แม้ข้าศึกมีกำลังมากก็เห็นจะต้านทานไว้ได้สักระยะหนึ่ง

            พระเจ้าเล่าปี่ทรงเห็นชอบกับข้อเสนอของเปาเตียวและเตียวเปาจึงเสด็จหนีขึ้นไปบนเขาม้าอั๋ว โดยเตียวเปาและเปาเตียวจัดกำลังสกัดข้าศึกตามซอกเขาซึ่งเป็นทางที่จะขึ้นไปบนเขาม้าอั๋วนั้น

            ลกซุนคุมทหารให้รุกขึ้นบนเขาหวังจะจับกุมพระเจ้าเล่าปี่ แต่ซอกเขาเป็นทางแคบทหารของลกซุนไม่อาจโหมกำลังเข้าโจมตีพร้อมกันได้ กำลังมากก็ถูกบีบจำกัดด้วยภูมิประเทศให้เหมือนหนึ่งน้อย ทหารของเตียวเปาและเปาเตียวจึงสามารถรบสกัดต้านทานไว้ได้

            ลกซุนบัญชาการอยู่จนถึงเวลาดึกก็ยังหักขึ้นไปบนเขาไม่ได้ จึงให้ทหารล้อมภูเขาม้าอั๋วไว้

            ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ เมื่อเสด็จขึ้นไปบนภูเขา ทอดพระเนตรไปยังค่ายต่าง ๆ ที่ตั้งรายเรียงเป็นทางไกลถึงพันเส้น เห็นเพลิงที่ไหม้ค่ายมอดลงแล้ว น้ำพระทัยก็รำลึกถึงบรรดาทหารที่บาดเจ็บล้มตายในการสงครามเป็นจำนวนมาก จึงทรงพระกันแสงจนแทบไม่ได้บรรทมตลอดทั้งราตรีนั้น

            ครั้นรุ่งขึ้นลกซุนนำทหารออกตรวจตราโดยรอบภูเขา เห็นหญ้าและกิ่งไม้แห้งเป็นจำนวนมาก จึงสั่งทหารให้จุดไฟเพื่อบีบบังคับให้พระเจ้าเล่าปี่หลบหนีอยู่บนยอดเขาไม่ได้ ควันเพลิงไหม้ลามขึ้นไปตามไหล่เขา พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย แต่จะตีหักออกไปทางใดนั้นก็ขัดสน ด้วยทหารเมืองกังตั๋งล้อมไว้อย่างแน่นหนาทุกทิศ

            ทหารของพระเจ้าเล่าปี่วิ่งหาหนทางหนีเป็นจ้าละหวั่น แต่ข้าศึกก็ล้อมไว้แล้วโห่ร้องข่มขวัญฝ่าควันไฟดังสนั่นลั่นเลื่อน ครั้นจะอยู่บนภูเขาไฟก็ไหม้ลามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จึงพากันอกสั่นขวัญแขวนถ้วนหน้ากัน

            ทางฝ่ายกวนหินนำทหารออกไปลาดตระเวนตามคำสั่งของพระเจ้าเล่าปี่ พอได้เห็นแสงเพลิงลุกขึ้นจากค่ายทหารเมืองเสฉวนที่ตั้งรายเรียงอยู่ถึงพันเส้น และได้ยินเสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องก้องฝ่าความมืดก็ตกใจ รู้ว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่กองทัพเมืองกังตั๋งแล้ว จึงพาทหารกลับมาที่ค่ายหลวง ไม่พบพระเจ้าเล่าปี่เห็นแต่ทหารเมืองกังตั๋งกำลังรบพุ่งโจมตีทหารเมืองเสฉวนเป็นชุลมุน จึงไต่ถามทหารเมืองเสฉวนที่แตกหนี พอทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่ล่าหนีกลับไปทางเมืองเสฉวน จึงพาทหารออกค้นหาพระเจ้าเล่าปี่จนมาถึงภูเขาม้าอั๋ว เห็นควันไฟโขมงลอยดำขึ้นบนฟ้าและได้ยินเสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องให้ช่วยกันจับพระเจ้าเล่าปี่ ก็รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ถูกทหารเมืองกังตั๋งล้อมไว้

            กวนหินจึงขี่ม้าพาทหารตีฝ่าขึ้นไปบนภูเขา ให้ทหารดับไฟไปตลอดทาง พอขึ้นไปถึงยอดเขาเห็นพระเจ้าเล่าปี่กำลังทรงพระกันแสงก็สงสาร จึงเข้าไปกราบถวายบังคมพระเจ้าเล่าปี่ และกราบทูลว่าซึ่งพระองค์จะประทับอยู่ที่นี่ต่อไปเห็นจะไม่ได้ ขออัญเชิญเสด็จไปประทับที่เมืองเป๊กเต้เสียก่อนแล้วค่อยคิดอ่านสืบไป

            พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสว่า ตัวเราก็ใคร่จะหนีออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ข้าศึกล้อมไว้แน่นหนาจะทำประการใดเล่า กวนหินจึงกราบทูลว่าข้าพเจ้าขอนำทหารเป็นกองหน้าตีฝ่าหักออกไปเอง เตียวเปาก็ขออาสาอารักขาพระเจ้าเล่าปี่เป็นกองหลวง เปาเตียวเห็นดังนั้นจึงขออาสาคุมทหารรั้งท้ายคอยสกัดข้าศึก

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ กวนหินจึงคุมทหารเป็นกองหน้าตีฝ่าทหารเมืองกังตั๋งอย่างดุเดือด ทหารเมืองกังตั๋งต้านทานกวนหินไม่ได้ก็พากันแตกหนี กวนหินจึงนำพระเจ้าเล่าปี่ตีฝ่าวงล้อมออกไปได้

            ลกซุนพอทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่ตีหักออกไปจากวงล้อมได้แล้วจึงพาทหารไล่ตามต่อไป พระเจ้าเล่าปี่เสด็จหนีไปตามซอกเขา ทราบว่าข้าศึกไล่ตามมา จึงตรัสสั่งให้ทหารทั้งปวงถอดเสื้อกองรวมกันไว้ในซอกเขาและให้จุดไฟขึ้น แล้วรีบเสด็จหนีต่อไป

            ทางฝ่ายจูเหียนซึ่งเป็นแม่ทัพเรือ ครั้นโจมตีวางเพลิงเผากองทัพเรือพระเจ้า เล่าปี่แล้วก็พาทหารยกพลขึ้นบก ยกไปที่ค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ ครั้นทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่แตกหนีไปแล้วก็คาดว่าจะเสด็จหนีไปตามทางเมืองเป๊กเต้ จึงพาทหารอ้อมไปสกัดทางไว้

            พระเจ้าเล่าปี่หนีพ้นจากการติดตามของลกซุนแล้วก็คลายพระทัย แต่ยังคงเร่งให้รีบรุดหน้าไปเมืองเป๊กเต้ แต่พอหนีไปได้อีกครู่หนึ่งก็พบกองทัพของจูเหียนสกัดหน้าไว้

            จูเหียนเห็นพระเจ้าเล่าปี่หนีมาตามทางดังคาด จึงสั่งทหารให้จับตัวพระเจ้าเล่าปี่ ทหารเมืองกังตั๋งรับคำสั่งแล้วก็พากันโห่ร้อง กรูตรงเข้าไปหาพระเจ้าเล่าปี่

            พระเจ้าเล่าปี่เห็นทหารข้าศึกมีเป็นจำนวนมากไม่อาจตีฝ่าออกไปได้ก็ท้อถอยพระทัย รำพึงว่าครั้งนี้เห็นทีเราจะตายในที่นี้แล้ว กวนหินและเตียวเปาเห็นดังนั้นจึงขี่ม้าพาทหารบุกตีฝ่าเข้าไปในกองทหารของจูเหียน แต่ตีฝ่าออกไปไม่ได้เนื่องจากทหารเมือง กังตั๋งเป็นจำนวนมากหนุนเนื่องเข้ามาประดุจคลื่นในทะเล ทั้งกวนหินและเตียวเปาถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์หลายแห่ง แต่เดชะบุญที่เสื้อเกราะคุ้มกันไว้ เกาทัณฑ์บางดอกแม้จะแทรกผ่านเสื้อเกราะเข้าไปได้แต่ก็เพียงระคายผิวหนังเท่านั้น ถึงกระนั้นทั้งกวนหิน เตียวเปาและทหารก็ต้องถอยร่นแทบจะสิ้นกำลัง

            ทางฝ่ายลกซุน ครั้นนำทหารไล่ตามตีพระเจ้าเล่าปี่มาถึงซอกเขา เห็นเพลิงไหม้ในซอกเขาก็ให้ทหารรั้งทัพไว้ก่อน แล้วสั่งทหารอีกกองหนึ่งให้ขึ้นไปดับไฟข้างหน้า พอดับไฟแล้วลกซุนจึงคุมทหารไล่ตามพระเจ้าเล่าปี่ต่อไป ทันกับกองหลังซึ่งเปาเตียวคุมทหารรบรั้งท้ายอยู่ ทหารเมืองกังตั๋งและทหารของเปาเตียวจึงต่อสู้กันเป็นสามารถ

            ฝ่ายจูล่งซึ่งเป็นกองหลังของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ มีหน้าที่คุมและลำเลียงเสบียงมาจากเมืองเสฉวน จูล่งคุมทหารลำเลียงเสบียงมาถึงเมืองกังจิว เห็นแสงเพลิงลุกขึ้นทางค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ ก็รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนแล้ว จึงให้หยุดกองเสบียงไว้ ตัวจูล่งคุมทหารรีบยกไปตามทางซึ่งจะไปยังค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ ตกสายของวันรุ่งขึ้นจูล่งได้ยินเสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องล้อมทหารเมืองเสฉวนอยู่ จึงพาทหารตีฝ่าเข้าไป

            จูเหียนเห็นทหารเมืองเสฉวนตีฝ่าเข้ามาดังนั้นจึงขี่ม้าเข้ารบกับจูล่ง ทั้งสองฝ่ายรบกันได้สามเพลงจูล่งก็เอาทวนแทงจูเหียนตกม้าตาย ทหารเมืองกังตั๋งเห็นตัวนายถึงแก่ความตายก็พากันตกใจ แตกหนีไปจนหมดสิ้น

            จูล่งเห็นพระเจ้าเล่าปี่จึงเข้าไปถวายบังคมแล้วนำเสด็จหนีไปทางเมืองเป๊กเต้

            ทางฝ่ายเตงฮองซึ่งยกหนุนตามลกซุนมา เห็นเปาเตียวคุมทหารรั้งท้ายรบสกัดทหารเมืองกังตั๋งอย่างแข็งขัน จนทหารเมืองกังตั๋งรุดหน้าไปไม่ได้ ก็แสร้งทำเป็นอุบายร้องบอกเปาเตียวด้วยเสียงอันดังว่า ทหารเมืองเสฉวนตายเกือบจะหมดสิ้นแล้ว แม้พระเจ้าเล่าปี่ชาวเมืองกังตั๋งก็จับตัวได้แล้ว พวกท่านจะหลงรบต่อไปทำไมกัน จงยอมจำนนเสียแต่โดยดี เราจะไว้ชีวิตให้

            เปาเตียวได้ฟังก็สำคัญว่าเป็นความจริง จึงเสียน้ำใจย่อท้อ กล่าวตอบเตงฮองว่า “เราเป็นทหารพระเจ้าเล่าปี่ เราไม่เข้าด้วยพวกมึงอ้ายขบถ ถึงจะตายในที่นี้เราก็ไม่เสียดายชีวิต”

            เตงฮองเห็นดังนั้นก็เร่งทหารให้หนุนเนื่องเข้ารบกับเปาเตียว เปาเตียวคุมทหารต่อสู้สกัดทหารเมืองกังตั๋งไว้เป็นสามารถ แต่ทหารเมืองกังตั๋งหนุนเนื่องมาเหลือกำลังนัก เปาเตียวสิ้นกำลังลง ครั้นจะหนีก็เกรงว่าทหารเมืองกังตั๋งจะรุกรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ครั้นจะต่อสู้ต่อไปก็เกรงว่าสิ้นกำลังแล้วอาจถูกจับเป็นเชลย เปาเตียวจึงฝืนใจฮึดสู้เฮือกสุดท้าย ในที่สุดก็รากเลือดถึงแก่ความตายในที่นั้น

            ทหารเมืองเสฉวนเห็นเปาเตียวตายดังนั้นก็พากันแตกหนี ลกซุนจึงเร่งทหารให้ไล่ตามพระเจ้าเล่าปี่ต่อไป

            ฝ่ายเทียกีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าเล่าปี่ เห็นเพลิงไหม้ขึ้นตามค่ายต่าง ๆ ก็วิ่งออกจากค่ายมาหาพระเจ้าเล่าปี่ที่ค่ายหลวงแต่ไม่พบ จึงขี่ม้าตรงไปทางกองทัพเรือหวังจะขอให้กองทัพเรือมาช่วย แต่เห็นเพลิงลุกขึ้นตามค่ายน้ำทุกค่ายก็ขับม้ากลับมา

            ทหารเมืองกังตั๋งเห็นเทียกีก็พากันล้อมเทียกีไว้ เทียกีเห็นว่าจะต่อสู้ไม่ได้จึงเอาดาบเชือดคอตายในที่นั้น

            ฝ่ายปองสิบรบติดพันอยู่กับชีเซ่ง ครั้นชีเซ่งผละไปไล่ตามพระเจ้าเล่าปี่ ปองสิบจึงคุมทหารไปทางเมืองอิเหลงเพื่อจะขอให้งอปั้นแและเตียวหลำซึ่งยกไปรบกับซุนหวนที่เมืองอิเหลงให้ยกทหารมาช่วย พองอปั้นและเตียวหลำได้ทราบความดังนั้นก็ให้ถอนทัพจากการล้อมเมืองอิเหลงแล้วพาปองสิบกลับมาตามหาพระเจ้าเล่าปี่

            งอปั้น เตียวหลำและปองสิบ ยกมาได้สามร้อยเส้นได้ปะทะกับกองทหารเมืองกังตั๋งและได้ต่อสู้กันถึงขั้นตะลุมบอน

            ทางฝ่ายซุนหวนซึ่งตั้งรับรักษาเมืองอิเหลงอยู่นั้น พอทราบว่างอปั้นและเตียว หลำเลิกทัพไปแล้ว ก็คุมทหารไล่ตามตีกระหนาบหลัง งอปั้น เตียวหลำ และปองสิบ จึงตกอยู่ท่ามกลางศึกกระหนาบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งอปั้นตกใจเป็นอันมาก จึงสั่งให้แบ่งทหารเป็นสองกอง แยกกันรบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

            งอปั้นนำทหารรบต้านทานอยู่เป็นเวลาช้านาน เห็นเหลือกำลังแล้วจึงคุมทหารตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ แต่เตียวหลำและปองสิบนั้นยังตกอยู่ในที่ล้อม ถูกทหารเมืองกังตั๋งระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์ถึงแก่ความตายทั้งสองคน

            ทางด้านสะโมโขหัวหน้าชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง ซึ่งตั้งค่ายอยู่ใกล้กับค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ เห็นค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ถูกข้าศึกเข้าโจมตีและเกิดเพลิงไหม้ขึ้น จึงคุมทหารออกไปช่วย แต่ถูกจิวท่ายคุมทหารเมืองกังตั๋งรบสกัดไว้

            สะโมโขเข้ารบกับจิวท่ายได้สิบเพลงก็ถูกจิวท่ายเอาทวนแทงตกม้าตาย ทหารของสะโมโขเห็นผู้เป็นนายถึงแก่ความตายก็พากันแตกหนีไปสิ้น

            ฝ่ายจูล่งนำเสด็จพระเจ้าเล่าปี่หนีไปถึงเมืองเป๊กเต้แล้วทูลเชิญเสด็จเข้าไปในเมือง และสั่งทหารให้รักษาเชิงเทินค่ายคูประตูหอรบไว้ พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสปรารภกับจูล่งว่า เราเสียทีแก่ข้าศึกครั้งนี้ทหารบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ถึงบัดนี้อาจมีทหารบางหน่วยถูกข้าศึกล้อมอยู่ จะมีทางช่วยเหลือประการใด

            จูล่งได้ฟังรับสั่งดังนั้นจึงอาสานำทหารออกไปติดตาม จูล่งยกทหารมาพักหนึ่งเห็นงอปั้นคุมทหารรบอยู่กับทหารเมืองกังตั๋ง จูล่งจึงนำทหารรุกเข้าตีทหารเมืองกังตั๋งอย่างดุเดือด ทหารเมืองกังตั๋งสู้จูล่งไม่ได้ก็พากันแตกหนี จูล่งจึงพางอปั้นและทหารกลับมาเมืองเป๊กเต้

            ฝ่ายนางซุนฮูหยินภรรยาของเล่าปี่ซึ่งเป็นน้องสาวของซุนกวน หลังจากถูกซุนกวนวางแผนลวงกลับไปเมืองกังตั๋งแล้ว แต่ละวันก็ครุ่นคำนึงอาลัยรักพระเจ้าเล่าปี่เป็นอันมาก ไม่เป็นอันกินและนอน จนร่างกายซูบผอมผิดรูปผิดร่าง ครั้นได้ทราบข่าวว่าพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุน ทั้งมีข่าวเล่าลือว่าพระเจ้าเล่าปี่ถูกทหารเมืองกังตั๋งฆ่าตายในที่รบ ก็ร้องไห้อาลัยรักเป็นอันมาก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓