ตอนที่ 471. ทำมากให้กลายเป็นน้อย
ในทันทีที่กองทัพเมืองเสฉวนยาตราเข้าสู่แดนกังตั๋ง การก็สมคะเนของพระเจ้าโจผีที่ทรงตั้งความปรารถนาให้สองก๊กประหัตประหารกันให้วายวอด แล้วจะซ้ำเติมในภายหลัง จึงทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พอได้ทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายรายเรียงเป็นระยะทางถึงพันเส้น ก็เห็นว่าการศึกครั้งนี้พระเจ้าเล่าปี่จะพ่ายแพ้แก่กองทัพเมืองกังตั๋งเป็นมั่นคง
บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจว่า กองทัพพระเจ้าเล่าปี่ที่มีกำลังพลมากมายมหาศาล ทั้งพระเจ้าเล่าปี่ก็มีประสบการณ์ในการสงครามเป็นอันมาก ไฉนจึงจะพ่ายแพ้แก่กองทัพของเมืองกังตั๋งซึ่งมีกำลังน้อยกว่า และบัญชาโดยบัณฑิตหนุ่มที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามปรากฏมาก่อน จึงทูลถามพระเจ้าโจผีว่า เพราะเหตุใดพระองค์จึงคะเนการดังนั้น
พระเจ้าโจผีจึงตรัสว่า การตั้งค่ายรายเรียงของพระเจ้าเล่าปี่ดังนี้ประจักษ์ชัดว่า พระเจ้าเล่าปี่ถึงแม้จะมีประสบการณ์ในการสงคราม แต่ก็หาแจ้งในพิชัยสงครามไม่ เพราะการตั้งค่ายรายเรียงเป็นระยะทางไกลถึงหนึ่งพันเส้น กำลังมากก็จะกลายเป็นกำลังน้อย เมื่อถูกโจมตีจากข้าศึกก็จะแตกตื่นคุมกันไม่ติด ช่วยเหลือกันไม่ได้ มากจึงอาจแพ้น้อยได้ ซึ่งก็มีตัวอย่างการสงครามในอดีตให้เห็นอยู่มากหลาย
พระเจ้าโจผีตรัสต่อไปว่า “ลกซุนตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว เห็นจะไล่ติดตามเข้าไปถึงเมืองเสฉวน ข้างเมืองกังตั๋งผู้คนก็จะเบาบาง ทหารก็จะน้อย เราจึงยกเข้าตีเอาเมืองกังตั๋ง ทำอาการดุจหนึ่งจะไปช่วยให้เขาไว้ใจ เราจะตระเตรียมกองทัพไว้ให้พร้อม จะยกไปเป็นสามทาง”
บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางได้ฟังดังนั้นต่างพากันสรรเสริญพระปรีชาสามารถของพระเจ้าโจผีเป็นอันมาก
พระเจ้าโจผีจึงตรัสสั่งตั้งให้โจหยินเป็นแม่ทัพคุมทหารยกไปตั้งที่เมืองยี่สูกองหนึ่ง ให้โจฮิวคุมทหารยกไปตั้งที่เมืองต๋งเค้ากองหนึ่ง และให้โจจิ๋นคุมทหารยกไปตั้งที่เมืองลำกุ๋นอีกกองหนึ่ง ทรงกำชับให้เคลื่อนทัพในเวลากลางคืน และให้ปกปิดข่าวให้มิดชิดมิให้ล่วงรู้ไปถึงฝ่ายเล่าปี่และซุนกวน เมื่อยกไปถึงที่หมายก็ให้ตั้งค่ายไว้ในป่า ให้พยายามจัดหน่วยสอดแนมติดตามความศึกระหว่างเมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวนอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นได้ทีแล้วจึงค่อยยกเข้าโจมตี ส่วนพระเจ้าโจผีจะยกกองทัพหนุนตามไปในภายหลัง
บรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงรับพระบรมราชโองการของพระเจ้าโจผีแล้ว จึงถวายบังคมลาออกไปจัดแจงทหารแล้วยกไปตามรับสั่งทุกประการ
พระเจ้าโจผีสั่งจัดกองทัพครั้งนี้แม้จะมีจำนวนพลไม่มากเท่ากับกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ แต่ทรงกำหนดยุทธวิธีให้แยกเข้าตีเป็นสามทาง โดยให้รอคอยโอกาสที่กองทัพเมืองเสฉวนและกองทัพเมืองกังตั๋งสู้รบกันจนแตกหักแล้ว จึงค่อยยกเข้าทำการ แตกต่างจากการจัดกระบวนทัพของพระเจ้าเล่าปี่มากมายนัก เพราะกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่นั้นแม้มีกำลังพลถึงแปดสิบหมื่น แต่กลับยกไปเป็นสายเดียว แล้วจัดเป็นกระบวนรายเรียงในระยะห่างไกลกันทุกค่าย มากจึงกลายเป็นน้อย ถ้าหากพระเจ้าเล่าปี่จัดกระบวนทัพเป็นสี่สายหรือแปดสาย มีกำลังพลสายละสิบหมื่นหรือยี่สิบหมื่น รุกรบพร้อมกันทุกสาย ไหนเลยกองทัพเมืองกังตั๋งจะรับมือได้ เหตุนี้ที่พระเจ้าโจผีทรงวิพากษ์ว่าพระเจ้าเล่าปี่ไม่รู้การพิชัยสงครามนั้น จึงเป็นการวิพากษ์ที่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นในการสงครามครั้งนี้
ทางฝ่ายม้าเลี้ยงซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ตรัสสั่งให้นำแผนที่การตั้งกองทัพกลับไปเมือง เสฉวนนั้น ครั้นไปถึงเมืองเสฉวนแล้วจึงเข้าไปหาขงเบ้ง หลังจากคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ม้าเลี้ยงจึงเอาแผนที่การตั้งค่ายของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่มอบให้แก่ขงเบ้ง แล้วว่าพระเจ้าเล่าปี่ตรัสสั่งให้ข้าพเจ้านำแผนที่การตั้งค่ายมาให้กุนซือพิจารณาว่าจะมีจุดอ่อนแข็งประการใด
ขงเบ้งคลี่แผนที่ออกดูพลันใบหน้าก็ซีดเผือดลง ขงเบ้งลุกขึ้นยืนเอามือทุบโต๊ะดังสนั่น แล้วว่า “กรรมแล้ว เห็นจะเสียแก่ลกซุนเป็นมั่นคง ใครช่างคิดอ่านให้พระเจ้า เล่าปี่ตั้งค่ายดังนี้ ให้เอาตัวมาฆ่าเสีย”
ม้าเลี้ยงได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นจึงกล่าวว่า การตั้งค่ายดังนี้จะมีผู้ใดกราบบังคมทูลเสนอต่อพระเจ้าเล่าปี่ก็หาไม่ ล้วนแต่เป็นพระราชดำริของพระเจ้าเล่าปี่เองทั้งสิ้น แต่ซึ่งท่านกล่าวว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะปราชัยแก่ลกซุนนั้น เป็นเพราะเหตุผลกลใดหรือ
ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายรายเรียงถึงสี่สิบค่ายเป็นระยะทางถึงหนึ่งพันเส้นดังนี้ กองทัพแปดสิบหมื่นก็มิต่างอันใดกับกองทัพหมื่นเดียว เพราะหน้าหลังช่วยเหลือเกื้อหนุนกันไม่ได้ พลานุภาพของกำลังพลแปดสิบหมื่นจึงถูกลดทอนเหลือเพียงหมื่นเดียวเท่านั้น มิหนำยังตั้งค่ายอยู่ในดงไม้ชายป่าในเทศกาลหน้าร้อนอีกเล่า เทศกาลร้อนเช่นนี้กระแสลมพัดจากทางใต้ขึ้นสู่ทางเหนืออันเป็นธรรมชาติและฤดูกาลในภาคใต้ ถ้าหากข้าศึกเข้าโจมตีด้วยไฟ ไฟก็จะลามไหม้ติดต่อกันทั่วทุกค่าย ฤดูกาลนี้ลมทางใต้แรงจัดนัก เห็นจะดับไฟไม่ทันท่วงที เพราะเหตุนี้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จึงตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง
ม้าเลี้ยงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงถามว่าเมื่อการเป็นดังนี้กุนซือจะคิดอ่านแก้ไขประการใด
ขงเบ้งจึงว่า หนทางแก้ไขพอจะมีอยู่ “ให้จัดค่ายร่นเข้ามาตั้งเสียใหม่ แต่พอช่วยกันได้”
ความคิดในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตให้กับพระเจ้าเล่าปี่ของขงเบ้งในครั้งนี้ ในเบื้องต้นก็คือจะต้องตั้งค่ายให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นในระยะที่พอช่วยเหลือกันและกันได้ แต่วิตกว่าจะแก้ไขทันต่อสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไหนเลยลกซุนจะปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้ผ่านพ้นไป
ขงเบ้งกล่าวแล้วก็ยกมือขวาขึ้นนับเดือนวันที่ย่างเข้าฤดูร้อน เห็นเป็นกลางเดือนแปด เป็นเทศกาลอากาศร้อนและแล้งจัด จึงคำนวณวันเวลาเกี่ยวกับเทศกาลทิศทางลม ก็เห็นว่าในระยะสิบวันข้างหน้านี้ ลมข้างทิศใต้พัดขึ้นทิศเหนือแรงกล้านักก็ยิ่งตกใจ จึงกล่าวกับม้าเลี้ยงว่า เห็นทีว่าท่านจะเดินทางกลับไปส่งข่าวแก่พระเจ้าเล่าปี่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ไม่ทันท่วงที กล่าวแล้วขงเบ้งก็เดินวนไปวนมา
ม้าเลี้ยงเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็รู้ว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ตกอยู่ในภยันตรายอย่างร้ายแรง เห็นว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่จะเสียทีแก่ลกซุนตามความเห็นของขงเบ้งอย่างแน่นอน จึงถามว่าถ้าพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุน กองทัพเมืองกังตั๋งจะไม่ยกรุกล้ำมาถึงเมืองเสฉวนดอกหรือ
ขงเบ้งจึงว่า ในประการนี้ถึงแม้กองทัพพระเจ้าเล่าปี่จะแตกแล้ว แต่เห็นว่ากองทัพของลกซุนจะไม่กล้ายกรุกไล่ตามเข้ามาใกล้เมืองเสฉวน เพราะต้องเกรงกลัวกองทัพของพระเจ้าโจผีจะยกไปตีเมืองกังตั๋ง คงจะล่าถอยทัพกลับไปป้องกันเมือง
ขงเบ้งคาดสถานการณ์แตกต่างกับโจผี เพราะโจผีนั้นคาดการณ์ว่าเมื่อกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว ลกซุนจะยกกองทัพไล่ตามตีจนถึงเมืองเสฉวน จึงจัดเตรียมกองทัพยกไปตีเมืองกังตั๋ง แต่ขงเบ้งกลับประเมินสถานการณ์เป็นอีกอย่างหนึ่งว่า ลกซุนจะไล่ตามตีในระยะทางไม่ไกลนัก และไม่กล้าที่จะยกล่วงเข้ามาถึงแดนเมืองเสฉวน
ม้าเลี้ยงจึงถามต่อไปว่า กองทัพพระเจ้าเล่าปี่ยกไปตั้งที่ส่วนหน้าลึกเข้าไปในแดนเมืองกังตั๋ง กว่าจะถอยกลับเข้ามาในแดนเมืองเสฉวนจะไม่เป็นอันตรายประการใดหรือ
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบนแล้วกล่าวว่า ครั้งที่เรายกทหารจากเมืองเกงจิ๋วมาช่วยพระเจ้าเล่าปี่ตีเมืองเสฉวนนั้น ก็ได้คาดหมายถึงสถานการณ์เช่นนี้อยู่ก่อนแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นในวันหนึ่งซึ่งตัวเราก็พรั่นใจตลอดมา มาเสียดายด้วยพระเจ้าเล่าปี่ไม่เชื่อฟังคำทัดทาน ความคิดเราจึงไม่อาจฝืนลิขิตแห่งฟ้าได้ พระเจ้าเล่าปี่แตกทัพในครั้งนี้จะล่าถอยไปทางเมืองเป๊กเต้ ในระหว่างเส้นทางนั้นเราได้วางกำลังทหารสิบหมื่นไว้ที่ตำบลอิปักโป้ปากทางเข้าเมืองเป๊กเต้ไว้ก่อนแล้ว มาตรแม้น ลกซุนจะไล่ตามตีก็ไม่อาจฝ่ากองทหารสิบหมื่นที่เราจัดวางไว้นั้นได้ ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย
ม้าเลี้ยงได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจ จึงกล่าวว่าข้าพเจ้าได้เดินทางผ่านมาทางเมืองอิปักโป้แต่ไม่เคยทราบข่าวคราวหรือรู้เห็นว่ามีกองทหารสิบหมื่นของท่านตั้งอยู่ที่ใดเลย หรือว่าทหารกองนี้ไม่ฟังคำท่าน ยกไปทำการที่อื่นเสียแล้ว
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแบบแค่น ๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านอย่าว่าไปเลย เมื่อไรไปถึงที่นั้นแล้วจึงจะเห็นความคิดที่คิดไว้”
ม้าเลี้ยงจึงว่า บัดนี้ราชการของพระเจ้าเล่าปี่ก็เสร็จสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าจะเดินทางกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ ขอให้กุนซือเร่งเขียนหนังสือกราบทูลความเห็นไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ด้วยเถิด
ขงเบ้งจึงเขียนหนังสือกราบบังคมทูลถึงพระเจ้าเล่าปี่ปิดผนึกแล้วมอบแก่ม้าเลี้ยง ม้าเลี้ยงรับหนังสือแล้วจึงคำนับลาขงเบ้ง รีบเดินทางกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ พอม้าเลี้ยงกลับไปแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้กองทหารทั้งปวงของเมืองเสฉวนเตรียมพร้อม เฉพาะทหารที่รักษาชายแดนให้ระมัดระวังกวดขันมิให้ข้าศึกรุกล้ำเข้ามาได้
ทางฝ่ายลกซุน ครั้นได้ทำหนังสือให้ม้าเร็วถือไปให้แก่ซุนกวน ทูลรายงานสถานการณ์แล้ว ได้เรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง แล้วกล่าวว่าเวลาบัดนี้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ตั้งอยู่ในความประมาท เห็นว่ากองทัพของเราไม่กล้ายกออกไปสู้รบ จึงหย่อนคลายความระมัดระวัง ไม่ป้องกันรักษาตัวตามปกติ เวลานี้ลมทางใต้ก็พัดกล้าขึ้น เป็นทีที่กองทัพเราจะรุกเข้าตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แล้ว จะมีผู้ใดอาสานำทหารไปทำการในครั้งนี้
ฮันต๋ง จิวท่าย และเล่งทอง จึงขออาสาว่าจะยกทหารออกไปโจมตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกไปจงได้
ลกซุนจึงว่า การยุทธ์ครั้งนี้ทั้งสามท่านอย่าได้ยกไปทำการเลย ลกซุนมิได้ให้เหตุผลประการใด แต่กลับสั่งตั้งให้ตุนอิตั๋นคุมทหารห้าพันยกไปตีค่ายหน้าของกองทัพพระเจ้า เล่าปี่ซึ่งเปาเตียวเป็นผู้รักษาค่ายในเวลาค่ำวันนี้ แล้วว่าเมื่อท่านยกไปแล้วเราจะยกกองทัพหนุนท่านไปอีกทีหนึ่ง
ตุนอิตั๋นไม่รู้ความนัยแห่งคำสั่งของลกซุน จึงคำนับรับคำสั่งแล้วออกไปจัดแจงทหารเตรียมการเข้าตีค่ายหน้าของเปาเตียวในคืนวันนั้น
พอตุนอิตั๋นลากลับออกไปแล้ว ลกซุนจึงสั่งให้ชีเซ่งและเตงฮองคุมทหารคนละกอง กองละสามพัน สั่งให้ยกไปตั้งอยู่ระหว่างทางจากกองทัพพระเจ้าเล่าปี่มายังกองทัพของลกซุน โดยให้แยกทหารซุ่มไว้ทั้งสองข้างทาง แล้วสั่งว่าเมื่อตุนอิตั่นเข้าตีค่ายหน้าของพระเจ้าเล่าปี่ หากเสียทีล่าถอยและข้าศึกไล่ตามตี ก็ให้ชีเซ่งและเตงฮองยกทหารสกัดช่วยเหลืออย่าให้เป็นอันตราย เมื่อทหารของพระเจ้าเล่าปี่ที่ไล่ตามมาถอยกลับไปแล้ว อย่าได้ไล่ตามตีเป็นอันขาด
ชีเซ่งและเตงฮองแม้จะแปลกใจในคำสั่งของลกซุนว่า ซึ่งกำหนดแผนการโจมตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่เพียงเท่านี้ ไหนเลยจะทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ได้ แต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงจำลายกทหารออกไปตั้งซุ่มอยู่สองข้างทางตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ
พอถึงเวลาสองยามตุนอิตั๋นยกทหารไปถึงค่ายหน้าของกองทัพเปาเตียว จึงให้สัญญาณทหารเข้าโจมตีค่าย ทหารเมืองกังตั๋งได้โห่ร้องและหักเข้าตีค่ายพร้อมกัน
ฝ่ายเปาเตียวคุมทหารรักษาค่ายหน้า พอรู้ว่าทหารเมืองกังตั๋งยกมาปล้นค่าย แต่ฟังเสียงโห่ร้องแล้วเห็นว่ามีจำนวนไม่มากนัก จึงขึ้นม้าถือทวนพาทหารยกออกจากค่ายบุกเข้าตีกองทหารเมืองกังตั๋งซึ่งกำลังรุกเข้าตีค่าย เห็นตุนอิตั๋นยืนม้าสั่งทหารอยู่ก็ขับม้าพาทหารเข้ารบกับตุนอิตั๋น.
บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจว่า กองทัพพระเจ้าเล่าปี่ที่มีกำลังพลมากมายมหาศาล ทั้งพระเจ้าเล่าปี่ก็มีประสบการณ์ในการสงครามเป็นอันมาก ไฉนจึงจะพ่ายแพ้แก่กองทัพของเมืองกังตั๋งซึ่งมีกำลังน้อยกว่า และบัญชาโดยบัณฑิตหนุ่มที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามปรากฏมาก่อน จึงทูลถามพระเจ้าโจผีว่า เพราะเหตุใดพระองค์จึงคะเนการดังนั้น
พระเจ้าโจผีจึงตรัสว่า การตั้งค่ายรายเรียงของพระเจ้าเล่าปี่ดังนี้ประจักษ์ชัดว่า พระเจ้าเล่าปี่ถึงแม้จะมีประสบการณ์ในการสงคราม แต่ก็หาแจ้งในพิชัยสงครามไม่ เพราะการตั้งค่ายรายเรียงเป็นระยะทางไกลถึงหนึ่งพันเส้น กำลังมากก็จะกลายเป็นกำลังน้อย เมื่อถูกโจมตีจากข้าศึกก็จะแตกตื่นคุมกันไม่ติด ช่วยเหลือกันไม่ได้ มากจึงอาจแพ้น้อยได้ ซึ่งก็มีตัวอย่างการสงครามในอดีตให้เห็นอยู่มากหลาย
พระเจ้าโจผีตรัสต่อไปว่า “ลกซุนตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว เห็นจะไล่ติดตามเข้าไปถึงเมืองเสฉวน ข้างเมืองกังตั๋งผู้คนก็จะเบาบาง ทหารก็จะน้อย เราจึงยกเข้าตีเอาเมืองกังตั๋ง ทำอาการดุจหนึ่งจะไปช่วยให้เขาไว้ใจ เราจะตระเตรียมกองทัพไว้ให้พร้อม จะยกไปเป็นสามทาง”
บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางได้ฟังดังนั้นต่างพากันสรรเสริญพระปรีชาสามารถของพระเจ้าโจผีเป็นอันมาก
พระเจ้าโจผีจึงตรัสสั่งตั้งให้โจหยินเป็นแม่ทัพคุมทหารยกไปตั้งที่เมืองยี่สูกองหนึ่ง ให้โจฮิวคุมทหารยกไปตั้งที่เมืองต๋งเค้ากองหนึ่ง และให้โจจิ๋นคุมทหารยกไปตั้งที่เมืองลำกุ๋นอีกกองหนึ่ง ทรงกำชับให้เคลื่อนทัพในเวลากลางคืน และให้ปกปิดข่าวให้มิดชิดมิให้ล่วงรู้ไปถึงฝ่ายเล่าปี่และซุนกวน เมื่อยกไปถึงที่หมายก็ให้ตั้งค่ายไว้ในป่า ให้พยายามจัดหน่วยสอดแนมติดตามความศึกระหว่างเมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวนอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นได้ทีแล้วจึงค่อยยกเข้าโจมตี ส่วนพระเจ้าโจผีจะยกกองทัพหนุนตามไปในภายหลัง
บรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงรับพระบรมราชโองการของพระเจ้าโจผีแล้ว จึงถวายบังคมลาออกไปจัดแจงทหารแล้วยกไปตามรับสั่งทุกประการ
พระเจ้าโจผีสั่งจัดกองทัพครั้งนี้แม้จะมีจำนวนพลไม่มากเท่ากับกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ แต่ทรงกำหนดยุทธวิธีให้แยกเข้าตีเป็นสามทาง โดยให้รอคอยโอกาสที่กองทัพเมืองเสฉวนและกองทัพเมืองกังตั๋งสู้รบกันจนแตกหักแล้ว จึงค่อยยกเข้าทำการ แตกต่างจากการจัดกระบวนทัพของพระเจ้าเล่าปี่มากมายนัก เพราะกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่นั้นแม้มีกำลังพลถึงแปดสิบหมื่น แต่กลับยกไปเป็นสายเดียว แล้วจัดเป็นกระบวนรายเรียงในระยะห่างไกลกันทุกค่าย มากจึงกลายเป็นน้อย ถ้าหากพระเจ้าเล่าปี่จัดกระบวนทัพเป็นสี่สายหรือแปดสาย มีกำลังพลสายละสิบหมื่นหรือยี่สิบหมื่น รุกรบพร้อมกันทุกสาย ไหนเลยกองทัพเมืองกังตั๋งจะรับมือได้ เหตุนี้ที่พระเจ้าโจผีทรงวิพากษ์ว่าพระเจ้าเล่าปี่ไม่รู้การพิชัยสงครามนั้น จึงเป็นการวิพากษ์ที่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นในการสงครามครั้งนี้
ทางฝ่ายม้าเลี้ยงซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ตรัสสั่งให้นำแผนที่การตั้งกองทัพกลับไปเมือง เสฉวนนั้น ครั้นไปถึงเมืองเสฉวนแล้วจึงเข้าไปหาขงเบ้ง หลังจากคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ม้าเลี้ยงจึงเอาแผนที่การตั้งค่ายของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่มอบให้แก่ขงเบ้ง แล้วว่าพระเจ้าเล่าปี่ตรัสสั่งให้ข้าพเจ้านำแผนที่การตั้งค่ายมาให้กุนซือพิจารณาว่าจะมีจุดอ่อนแข็งประการใด
ขงเบ้งคลี่แผนที่ออกดูพลันใบหน้าก็ซีดเผือดลง ขงเบ้งลุกขึ้นยืนเอามือทุบโต๊ะดังสนั่น แล้วว่า “กรรมแล้ว เห็นจะเสียแก่ลกซุนเป็นมั่นคง ใครช่างคิดอ่านให้พระเจ้า เล่าปี่ตั้งค่ายดังนี้ ให้เอาตัวมาฆ่าเสีย”
ม้าเลี้ยงได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นจึงกล่าวว่า การตั้งค่ายดังนี้จะมีผู้ใดกราบบังคมทูลเสนอต่อพระเจ้าเล่าปี่ก็หาไม่ ล้วนแต่เป็นพระราชดำริของพระเจ้าเล่าปี่เองทั้งสิ้น แต่ซึ่งท่านกล่าวว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะปราชัยแก่ลกซุนนั้น เป็นเพราะเหตุผลกลใดหรือ
ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายรายเรียงถึงสี่สิบค่ายเป็นระยะทางถึงหนึ่งพันเส้นดังนี้ กองทัพแปดสิบหมื่นก็มิต่างอันใดกับกองทัพหมื่นเดียว เพราะหน้าหลังช่วยเหลือเกื้อหนุนกันไม่ได้ พลานุภาพของกำลังพลแปดสิบหมื่นจึงถูกลดทอนเหลือเพียงหมื่นเดียวเท่านั้น มิหนำยังตั้งค่ายอยู่ในดงไม้ชายป่าในเทศกาลหน้าร้อนอีกเล่า เทศกาลร้อนเช่นนี้กระแสลมพัดจากทางใต้ขึ้นสู่ทางเหนืออันเป็นธรรมชาติและฤดูกาลในภาคใต้ ถ้าหากข้าศึกเข้าโจมตีด้วยไฟ ไฟก็จะลามไหม้ติดต่อกันทั่วทุกค่าย ฤดูกาลนี้ลมทางใต้แรงจัดนัก เห็นจะดับไฟไม่ทันท่วงที เพราะเหตุนี้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จึงตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง
ม้าเลี้ยงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงถามว่าเมื่อการเป็นดังนี้กุนซือจะคิดอ่านแก้ไขประการใด
ขงเบ้งจึงว่า หนทางแก้ไขพอจะมีอยู่ “ให้จัดค่ายร่นเข้ามาตั้งเสียใหม่ แต่พอช่วยกันได้”
ความคิดในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตให้กับพระเจ้าเล่าปี่ของขงเบ้งในครั้งนี้ ในเบื้องต้นก็คือจะต้องตั้งค่ายให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นในระยะที่พอช่วยเหลือกันและกันได้ แต่วิตกว่าจะแก้ไขทันต่อสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไหนเลยลกซุนจะปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้ผ่านพ้นไป
ขงเบ้งกล่าวแล้วก็ยกมือขวาขึ้นนับเดือนวันที่ย่างเข้าฤดูร้อน เห็นเป็นกลางเดือนแปด เป็นเทศกาลอากาศร้อนและแล้งจัด จึงคำนวณวันเวลาเกี่ยวกับเทศกาลทิศทางลม ก็เห็นว่าในระยะสิบวันข้างหน้านี้ ลมข้างทิศใต้พัดขึ้นทิศเหนือแรงกล้านักก็ยิ่งตกใจ จึงกล่าวกับม้าเลี้ยงว่า เห็นทีว่าท่านจะเดินทางกลับไปส่งข่าวแก่พระเจ้าเล่าปี่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ไม่ทันท่วงที กล่าวแล้วขงเบ้งก็เดินวนไปวนมา
ม้าเลี้ยงเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็รู้ว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ตกอยู่ในภยันตรายอย่างร้ายแรง เห็นว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่จะเสียทีแก่ลกซุนตามความเห็นของขงเบ้งอย่างแน่นอน จึงถามว่าถ้าพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุน กองทัพเมืองกังตั๋งจะไม่ยกรุกล้ำมาถึงเมืองเสฉวนดอกหรือ
ขงเบ้งจึงว่า ในประการนี้ถึงแม้กองทัพพระเจ้าเล่าปี่จะแตกแล้ว แต่เห็นว่ากองทัพของลกซุนจะไม่กล้ายกรุกไล่ตามเข้ามาใกล้เมืองเสฉวน เพราะต้องเกรงกลัวกองทัพของพระเจ้าโจผีจะยกไปตีเมืองกังตั๋ง คงจะล่าถอยทัพกลับไปป้องกันเมือง
ขงเบ้งคาดสถานการณ์แตกต่างกับโจผี เพราะโจผีนั้นคาดการณ์ว่าเมื่อกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว ลกซุนจะยกกองทัพไล่ตามตีจนถึงเมืองเสฉวน จึงจัดเตรียมกองทัพยกไปตีเมืองกังตั๋ง แต่ขงเบ้งกลับประเมินสถานการณ์เป็นอีกอย่างหนึ่งว่า ลกซุนจะไล่ตามตีในระยะทางไม่ไกลนัก และไม่กล้าที่จะยกล่วงเข้ามาถึงแดนเมืองเสฉวน
ม้าเลี้ยงจึงถามต่อไปว่า กองทัพพระเจ้าเล่าปี่ยกไปตั้งที่ส่วนหน้าลึกเข้าไปในแดนเมืองกังตั๋ง กว่าจะถอยกลับเข้ามาในแดนเมืองเสฉวนจะไม่เป็นอันตรายประการใดหรือ
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบนแล้วกล่าวว่า ครั้งที่เรายกทหารจากเมืองเกงจิ๋วมาช่วยพระเจ้าเล่าปี่ตีเมืองเสฉวนนั้น ก็ได้คาดหมายถึงสถานการณ์เช่นนี้อยู่ก่อนแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นในวันหนึ่งซึ่งตัวเราก็พรั่นใจตลอดมา มาเสียดายด้วยพระเจ้าเล่าปี่ไม่เชื่อฟังคำทัดทาน ความคิดเราจึงไม่อาจฝืนลิขิตแห่งฟ้าได้ พระเจ้าเล่าปี่แตกทัพในครั้งนี้จะล่าถอยไปทางเมืองเป๊กเต้ ในระหว่างเส้นทางนั้นเราได้วางกำลังทหารสิบหมื่นไว้ที่ตำบลอิปักโป้ปากทางเข้าเมืองเป๊กเต้ไว้ก่อนแล้ว มาตรแม้น ลกซุนจะไล่ตามตีก็ไม่อาจฝ่ากองทหารสิบหมื่นที่เราจัดวางไว้นั้นได้ ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย
ม้าเลี้ยงได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจ จึงกล่าวว่าข้าพเจ้าได้เดินทางผ่านมาทางเมืองอิปักโป้แต่ไม่เคยทราบข่าวคราวหรือรู้เห็นว่ามีกองทหารสิบหมื่นของท่านตั้งอยู่ที่ใดเลย หรือว่าทหารกองนี้ไม่ฟังคำท่าน ยกไปทำการที่อื่นเสียแล้ว
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแบบแค่น ๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านอย่าว่าไปเลย เมื่อไรไปถึงที่นั้นแล้วจึงจะเห็นความคิดที่คิดไว้”
ม้าเลี้ยงจึงว่า บัดนี้ราชการของพระเจ้าเล่าปี่ก็เสร็จสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าจะเดินทางกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ ขอให้กุนซือเร่งเขียนหนังสือกราบทูลความเห็นไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ด้วยเถิด
ขงเบ้งจึงเขียนหนังสือกราบบังคมทูลถึงพระเจ้าเล่าปี่ปิดผนึกแล้วมอบแก่ม้าเลี้ยง ม้าเลี้ยงรับหนังสือแล้วจึงคำนับลาขงเบ้ง รีบเดินทางกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ พอม้าเลี้ยงกลับไปแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้กองทหารทั้งปวงของเมืองเสฉวนเตรียมพร้อม เฉพาะทหารที่รักษาชายแดนให้ระมัดระวังกวดขันมิให้ข้าศึกรุกล้ำเข้ามาได้
ทางฝ่ายลกซุน ครั้นได้ทำหนังสือให้ม้าเร็วถือไปให้แก่ซุนกวน ทูลรายงานสถานการณ์แล้ว ได้เรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง แล้วกล่าวว่าเวลาบัดนี้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ตั้งอยู่ในความประมาท เห็นว่ากองทัพของเราไม่กล้ายกออกไปสู้รบ จึงหย่อนคลายความระมัดระวัง ไม่ป้องกันรักษาตัวตามปกติ เวลานี้ลมทางใต้ก็พัดกล้าขึ้น เป็นทีที่กองทัพเราจะรุกเข้าตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แล้ว จะมีผู้ใดอาสานำทหารไปทำการในครั้งนี้
ฮันต๋ง จิวท่าย และเล่งทอง จึงขออาสาว่าจะยกทหารออกไปโจมตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกไปจงได้
ลกซุนจึงว่า การยุทธ์ครั้งนี้ทั้งสามท่านอย่าได้ยกไปทำการเลย ลกซุนมิได้ให้เหตุผลประการใด แต่กลับสั่งตั้งให้ตุนอิตั๋นคุมทหารห้าพันยกไปตีค่ายหน้าของกองทัพพระเจ้า เล่าปี่ซึ่งเปาเตียวเป็นผู้รักษาค่ายในเวลาค่ำวันนี้ แล้วว่าเมื่อท่านยกไปแล้วเราจะยกกองทัพหนุนท่านไปอีกทีหนึ่ง
ตุนอิตั๋นไม่รู้ความนัยแห่งคำสั่งของลกซุน จึงคำนับรับคำสั่งแล้วออกไปจัดแจงทหารเตรียมการเข้าตีค่ายหน้าของเปาเตียวในคืนวันนั้น
พอตุนอิตั๋นลากลับออกไปแล้ว ลกซุนจึงสั่งให้ชีเซ่งและเตงฮองคุมทหารคนละกอง กองละสามพัน สั่งให้ยกไปตั้งอยู่ระหว่างทางจากกองทัพพระเจ้าเล่าปี่มายังกองทัพของลกซุน โดยให้แยกทหารซุ่มไว้ทั้งสองข้างทาง แล้วสั่งว่าเมื่อตุนอิตั่นเข้าตีค่ายหน้าของพระเจ้าเล่าปี่ หากเสียทีล่าถอยและข้าศึกไล่ตามตี ก็ให้ชีเซ่งและเตงฮองยกทหารสกัดช่วยเหลืออย่าให้เป็นอันตราย เมื่อทหารของพระเจ้าเล่าปี่ที่ไล่ตามมาถอยกลับไปแล้ว อย่าได้ไล่ตามตีเป็นอันขาด
ชีเซ่งและเตงฮองแม้จะแปลกใจในคำสั่งของลกซุนว่า ซึ่งกำหนดแผนการโจมตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่เพียงเท่านี้ ไหนเลยจะทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ได้ แต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงจำลายกทหารออกไปตั้งซุ่มอยู่สองข้างทางตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ
พอถึงเวลาสองยามตุนอิตั๋นยกทหารไปถึงค่ายหน้าของกองทัพเปาเตียว จึงให้สัญญาณทหารเข้าโจมตีค่าย ทหารเมืองกังตั๋งได้โห่ร้องและหักเข้าตีค่ายพร้อมกัน
ฝ่ายเปาเตียวคุมทหารรักษาค่ายหน้า พอรู้ว่าทหารเมืองกังตั๋งยกมาปล้นค่าย แต่ฟังเสียงโห่ร้องแล้วเห็นว่ามีจำนวนไม่มากนัก จึงขึ้นม้าถือทวนพาทหารยกออกจากค่ายบุกเข้าตีกองทหารเมืองกังตั๋งซึ่งกำลังรุกเข้าตีค่าย เห็นตุนอิตั๋นยืนม้าสั่งทหารอยู่ก็ขับม้าพาทหารเข้ารบกับตุนอิตั๋น.