ตอนที่ 46. การมีผู้เตือนคือลาภอันประเสริฐ

ผมเล็งการณ์ตามข้อเสนอของมนูญผลแล้วก็ไม่เห็นทางเสีย ทั้งพอมีเวลาอยู่ ดังนั้นจึงพากันไปแถววังบูรพาให้หมอตาเขาตรวจดู ผลปรากฏเป็นดังที่มนูญผลได้คาดการณ์ไว้คือผมมีสายตาสั้นแล้วและสั้นค่อนข้างมาก จนผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมจึงเป็นคนสายตาสั้นไปได้

            หมอผู้ตรวจบอกว่าการสายตาสั้นไม่จำเป็นต้องเกิดแต่พันธุกรรม เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้หลายประการ เช่นการดูหนังสือในขณะที่มีแสงสว่างไม่พอเพียง หรือใช้สายตามากเกินไป เป็นต้น

            ผมตรองดูก็ต้องเชื่อตามคำหมอ และเห็นว่าที่ผมมีสายตาสั้นนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุตามตัวอย่างที่หมอว่านั่นเอง เพราะผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือและไม่รู้จัก    เวล่ำเวลา เมื่อตอนเด็ก ๆ ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน พอถึงเวลาก๋งก็บังคับให้นอน ผมเคยใช้ผ้าห่มคลุมตัวแล้วเอาไฟฉายมาส่องอ่านหนังสืออยู่เสมอ ๆ นอกจากนี้ที่บ้านผมขณะนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ ก๋งผมใช้ตะเกียงไข่เป็ดหรือตะเกียงที่เขาชอบใช้จุดหน้าศพ ดังนั้นผมจึงต้องอ่านหนังสือโดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงไข่เป็ดนั้น เพราะแสงสว่างไม่พอต่อการดูหนังสือ แต่ยังดื้อดันประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นเป็นเวลาช้านาน จึงอาจเป็นต้นเหตุอย่างหนึ่ง ครั้นมาอาศัยอยู่วัดแสงไฟที่ห้องก็สลัว ๆ บางทียังต้องจุดเทียนเสริม ครั้นทุ่มเทอ่านหนังสือมากเข้าจึงอาจก่อเป็นมูลเหตุที่ทำให้สายตาสั้น

            หมอวัดสายตาและทดลองการมองตามขนาดเลนส์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผมสามารถมองเห็นและรู้สึกสบายตาขึ้นกว่าแต่ก่อน ดังนั้นจึงต้องตัดแว่นและต้องใส่แว่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

            อันดวงตานั้นเป็นอายตนะสำคัญของคนเรา เป็นประตูของการเห็นสิ่งทั้งหลาย ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เป็นอวัยวะที่มีคุณค่ามากที่สุดอย่างยิ่งของคนเรา หากเสียไปซึ่งสายตาแล้วย่อมเป็นเรื่องที่น่าเวทนาแก่ชีวิตตามมากและน้อยของความสูญเสียนั้น ดังนั้นจึงควรต้องทะนุถนอมดวงตาและสายตาไว้ให้จงดี ใครมีลูกมีหลานก็อย่าปล่อยให้สายตาเสียเพราะเหตุดังที่ได้พรรณนามานี้เลย

            การที่ต้องกลายเป็นคนใส่แว่นทำให้ผมได้คิดว่าการมุ่งมั่นทำอะไรมากเกินไปไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป เพราะย่อมมีผลกระทบไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งซึ่งอาจคุ้มหรือไม่คุ้มกันก็ได้ เป็นแต่ว่าเวลาตกอยู่ในสถานการณ์จริง ๆ แล้วคนเราย่อมมีวิสัยเป็นธรรมดาที่จะต้องบุกบั่นมุ่งมั่นโดยขาดการคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามหลังมา เรื่องนี้จึงต้องถือว่าเป็นบทเรียนเรื่องหนึ่งของชีวิต แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยก็ตาม แต่ความสายตาสั้นก็กลายเป็นโรคติดตัวผมมาจนบัดนี้

            นอกจากนั้นสิ่งที่ได้ประสบและคาดว่าจะเป็นเรื่องหนึ่งแต่แท้จริงอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คาดหมายก็ได้ หากไม่มีสติยั้งคิดหรือความเฉลียวใจก็จะหลงใหลไปในความผิดพลาด จนลางทีก็อาจหนักหนาจนแก้ไขปัญหาไม่ได้ โชคดีที่ผมมีเพื่อนดีคอยให้สติและความเฉลียว จึงไม่ต้องหลงกินยาแก้ปวดหัวซึ่งไม่ตรงกับโรค ไม่ตรงกับเรื่อง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ และทำให้สามารถเยียวยารักษาได้อย่างถูกต้องทันท่วงที

            แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ขาดเพื่อนดี คนจำพวกนี้ต่อให้มั่งมีเงินทองอำนาจวาสนา มีผู้คนแวดล้อมรับใช้มากมายสักเพียงไหน ก็เหมือนคนอาภัพอับวาสนาเพราะขาดผู้เตือน ขาดเพื่อนที่รู้อกรู้ใจคอยช่วยเหลือเกื้อกูลทางความคิดจิตใจไม่ให้หลงทิศผิดทาง

            พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยตรัสในเรื่องนี้ว่าคนเรานั้นหากมีผู้เตือนก็เหมือนมีลาภอันประเสริฐ ดังนั้นหากมีใครตักเตือนท้วงติงก็อย่าได้พลั้งเผลอหลงผิดคิดว่าเขาไม่ชอบใจ ไม่พอใจ หรืออิจฉาริษยา พึงระลึกเถิดว่านั่นเป็นลาภอันประเสริฐ อย่าได้ปัดลาภหรือขัดลาภนั้นเลย อาณาประโยชน์ย่อมบังเกิดแก่ตนไม่มากก็น้อย

            การมีเพื่อนผู้เตือนจึงเป็นลาภอันประเสริฐเหมือนกับความไม่มีโรค ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเช่นเดียวกันว่าเป็นลาภอันประเสริฐ สิ่งประเสริฐสองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่พึงมีในชีวิตของคนเรา ขึ้นอยู่กับว่าจะมีได้อย่างไรเท่านั้น และย่อมเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องขวนขวายให้มีขึ้นเองด้วยตัวเองเท่านั้น

            คนจีนเขาก็มีภาษิตในเรื่องเดียวกันนี้ว่าการมีเพื่อนมากหนทางก็กว้าง ไปไหนหรือทำการสิ่งใดก็จะสะดวกและโอกาสก็จะเปิดให้กับผู้ที่มีเพื่อนมากดังนี้

            ผมและเพื่อนทั้งสี่คนผ่านการสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ตามความปรารถนา และนี่ก็คือสัมฤทธิผลอันเกิดแต่เหตุของความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่นนั่นเอง เมื่อรู้ผลสอบชั้น ม.ศ.3 แล้วผมก็ไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท ในขณะที่มนูญผลไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนไสยวิชญ์และศิริศักดิ์ยังคงต้องการเรียนต่อในชั้น ม.ศ. 4 ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ตามเดิม

            ในวันที่ไปขอลาออกจากโรงเรียนผมได้ไปกราบลาครูสุมนาและครูบุญยังอาจารย์ใหญ่ ท่านก็แปลกใจไต่ถามว่าลาออกไปทำไม เรียนอยู่ที่นี่ก็สบายดีแล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาสอบแข่งขันกับใครเขาให้ยุ่งยาก เพราะโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ขณะนั้นก็เปิดสอนชั้น ม.ศ.4 และ ม.ศ.5 เช่นเดียวกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรียนจบที่นี่แล้วจึงค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน

            ผมได้กราบบอกครูผู้มีพระคุณทั้งสองท่านว่า เหตุมีมาแต่ความหลังฝังใจที่หากไม่ไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้ได้แล้ว ความหลังฝังใจนี้คงจะรบกวนผมตลอดไป จึงขอให้ครูผู้มีพระคุณทั้งสองช่วยอำนวยอวยชัยให้สำเร็จดังใจปรารถนา

            ครูสุมนาคงห่วงหาอาทรศิษย์บ้านนอกเป็นอันมาก จึงทอดธุระว่าหากผลการสอบไม่เป็นไปดังใจ ก็ให้กลับมาเรียนใหม่ที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ ครูจะช่วยเหลือดูแลจัดการให้เอง ผมก็ได้แต่กราบขอบพระคุณครู

            แต่ครูบุญยังอาจารย์ใหญ่นั้น ทางหนึ่งท่านก็สนับสนุนและบอกว่าคนเราเกิดมาทั้งทีก็ต้องมีศักดิ์ศรีมีเกียรติ เธอไปทำการเพื่อกอบกู้เกียรติยศและกอบกู้ความรู้สึกลึก ๆ ในใจย่อมเป็นวิสัยอันพึงกระทำ ครูสนับสนุน และอย่าให้ความรู้สึกนี้อ่อนล้าลงไปจากหัวใจ

            ในขณะที่อีกทางหนึ่งท่านก็เตือนว่าความยึดถือแบบนี้แม้เป็นเรื่องดีแต่ต้องระวังอย่าให้กลายเป็นความอาฆาตพยาบาทหรือผูกเจ็บผูกแค้นจนฝังรอยลึกในใจ เพราะเป็นความรู้สึกที่ใกล้กันมาก หากเกิดขึ้นและเป็นไปแล้วก็เหมือนได้สุมไฟไว้กับใจ แทนที่จะเผาไหม้คนอื่นก็จะเผาใจตัวเองก่อน และจะทำให้เป็นคนทุกข์ร้อนหม่นหมองเศร้าซึมได้
ครูใหญ่ได้ให้ความหวังไว้ว่าถ้าหากผลการสอบผิดคาดหมายก็ให้กลับมาเรียนที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ และถ้าวันเวลาว่างพอมีก็ให้แวะมาหาครูบ้าง ผมก็รับปากและกราบลาครูบุญยัง

            ผมตั้งใจวาดหวังอนาคตของตนเองไว้ว่าต้องการที่จะเป็นนักกฎหมาย ดังนั้นเมื่อการสมัครสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีทางเลือกเป็นสองแผนก คือแผนกศิลป์และแผนกวิทย์ ก็ได้คิดว่าแผนกวิทย์น่าจะเหมาะสมกับการเรียนแพทย์หรือวิศวะไปทางโน้น ส่วนแผนกศิลป์น่าจะเกื้อกูลต่อวิชาชีพกฎหมายในอนาคตมากกว่า

            เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงสมัครสอบเข้าเรียนในแผนกศิลป์ ผมไปรอยื่นใบสมัครตั้งแต่เช้า ในขณะนั้นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตั้งการรับสมัครอยู่ที่ตึกอรชร พอเปิดรับสมัครผมก็สมัครได้เป็นพวกแรก ๆ แต่ผมสังเกตเห็นว่าแผนกศิลป์นี้มีแต่เด็กผู้หญิงมาสมัครเป็นส่วนใหญ่ มีผู้ชายมาสมัครเป็นส่วนน้อยมาก ผมก็รู้สึกแปลกใจ

            ดังนั้นเมื่อสมัครแล้วผมจึงนั่งรอสังเกตการณ์อยู่อีกพักใหญ่ก็เป็นไปดังที่เห็นแต่ต้นคือผู้สมัครเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง ผมจึงรู้สึกเอะใจว่าจะหลงสมัครผิดแผนกเสียแล้ว ดังนั้นจึงเข้าไปสอบถามอาจารย์ผู้รับสมัครว่าทำไมที่นี่จึงมีแต่ผู้หญิงมาสมัครเป็นส่วนใหญ่และผู้ชายไปสมัครที่แผนกไหน จึงได้รับคำตอบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่รักที่จะเรียนแผนกศิลป์ ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่รักที่จะสมัครแผนกวิทย์ ขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายในการประกอบอาชีพในอนาคต

            ผมจึงถามว่าถ้าอนาคตต้องการที่จะเป็นนักกฎหมายจะสมัครเรียนแผนกวิทย์ได้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าได้ แต่ต้องเน้นให้ความสนใจในวิชาอักษรศาสตร์ให้มากด้วย

            ผมมาคิดว่าเป็นผู้ชายแต่มาเรียนอยู่ท่ามกลางผู้หญิงจำนวนมากเห็นการณ์ข้างหน้าจะไม่ราบรื่น ดีร้ายก็จะกลายพฤติกรรมไปในทางผู้หญิง หรือไม่ก็อาจจะลุ่มหลงไปกับความรักในวัยเรียนจนอาจเป็นปัญหาในวันข้างหน้า ประกอบทั้งผมเป็นคนรักคบหาเพื่อนฝูง หากได้เรียนในแผนกวิทย์ซึ่งมีผู้ชายมากกว่าเห็นจะต้องอัธยาศัยตัวมากกว่า  และการเรียนแผนกวิทย์ก็สามารถเป็นนักกฎหมายในอนาคตได้เหมือนกัน คิดดังนั้นแล้วผมจึงเปลี่ยนใจอยากจะไปสมัครแผนกวิทย์

            จึงต้องสอบถามครูผู้รับสมัครต่อไปว่าเมื่อสมัครสอบเข้าแผนกศิลป์แล้วจะยกเลิกไปสมัครแผนกวิทย์ได้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าได้ ผมจึงขอเปลี่ยนเป็นสมัครสอบเข้าเรียนแผนกวิทย์

            เมื่อสมัครแล้วภารกิจเบื้องหน้าที่เผชิญอยู่คือการเตรียมตัวสอบแข่งขันตามวันที่กำหนด ซึ่งกำหนดการสอบไว้เป็นสองวัน แต่ละวันสอบเช้าครั้งหนึ่ง และสอบภาคบ่ายอีกครั้งหนึ่ง ผมตรวจดูตารางสอบแล้วจึงคิดอ่านแผนการเตรียมตัวสอบเพื่อให้สอดคล้องกัน

            หลังจากวันนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตาดูหนังสือเป็นการยกใหญ่ มนูญผลซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบอยู่เช่นเดียวกันได้มาเป็นเพื่อนเรียนหนังสือ พวกเราพากันไปนั่งอ่านหนังสือข้างวิหารสมเด็จบ้าง ตามระเบียงพระอุโบสถบ้าง และข้างพระปรางค์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ้าง บางทีก็มานั่งอ่านหนังสือที่กุฏิธรรมนิวาสด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา

            ยิ่งใกล้วันสอบพวกเราก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องอาศัยบารมีเจ้าประคุณสมเด็จ เพราะแม้จะอ่านหนังสืออย่างไรก็ยังไม่วายเป็นห่วงว่าคู่แข่งขันในการสอบนั้นมีมากเหลือเกิน ผมและมนูญผลแม้จะเรียนหนังสือพอสอบได้แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นนักเรียนเรียนดี ที่พอสอบไล่ได้ก็เพราะไม่ได้แข่งขันกับใคร เพียงแค่แข่งขันกับผลการสอบให้ได้เกิน 50% ก็ใช้ได้แล้ว 

            พูดถึงผลการสอบที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ในยุคสมัยนี้บางคนอาจจะแปลกใจว่ามันคืออะไรกันแน่ เพราะระบบวัดผลการสอบในปัจจุบันถือเป็นเกรด แต่สมัยนั้นถือเป็นเปอร์เซ็นต์ คือจะมีการกำหนดว่าวิชาไหนมีคะแนนเต็มเท่าใด หากได้ไม่ถึงครึ่งก็เป็นอันสอบตกวิชานั้น แต่ถ้าผลการสอบไล่รวมก็จะรวมคะแนนทุกวิชาเข้าด้วยกันและรวมผลสอบทุกวิชาเข้าด้วยกัน หากได้ผลไม่ถึงครึ่งก็เป็นอันสอบตก และถ้าได้ผลตั้งแต่ครึ่งหนึ่งขึ้นไปก็นับว่าสอบได้ดังนี้

            เมื่อจะต้องเข้าสู่สนามแข่งขันที่มีผู้สมัครเป็นจำนวนมาก และเป็นการแข่งขันจากนักเรียนที่เรียนดีจากทั่วสารทิศ เนื่องจากทั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและโรงเรียนเตรียมทหารเป็นที่ต้องการของนักเรียนที่จะเข้าเรียนด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงทำให้อัตราการแข่งขันสูงมาก คือทั้งสองแห่งมีอัตราเสี่ยงใกล้เคียงกัน คือประมาณที่อัตรา 8 ต่อ 1 คือในจำนวนผู้สมัครสอบ 8 คน มีโอกาสจะสอบได้เพียงคนเดียวเท่านั้น อัตราเช่นนี้ทำให้มีความเสี่ยงสำหรับผมและมนูญผลในระดับที่สูงมาก

            ดังนั้นทุกวันที่พวกเรามาอ่านหนังสือในบริเวณวัด เมื่อจะหยุดการอ่านหนังสือสำหรับวันนั้นก็จะพากันไปกราบเจ้าประคุณสมเด็จ ตั้งจิตอธิษฐานให้เจ้าประคุณสมเด็จช่วยเหลือให้สามารถสอบเข้าได้ตามความปรารถนา

            ถ้าวันใดตรงกับวันพระ พวกเราก็จะซื้อพวงมาลัยถวายเจ้าประคุณสมเด็จ แล้วนั่งสวดพระคาถาชินบัญชรถวายในวิหารสมเด็จนั้น เรียกว่าด้านหนึ่งใช้ความเพียรพยายามอ่านหนังสือ แต่อีกด้านหนึ่งก็ใช้ความพยายามอ้อนวอนขอพึ่งบารมีเจ้าประคุณสมเด็จให้สอบแข่งขันสู้กับเขาได้

            ยิ่งมุ่งมั่นอ่านหนังสือก็ยิ่งมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ยิ่งสวดพระคาถาชินบัญชรอ้อนวอนเจ้าประคุณสมเด็จก็ยิ่งรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างบังเกิดขึ้นในใจ และยิ่งเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นไปอีก

            มนูญผลแม้ว่าจะเชื่อพระ นับถือพระ แต่ไม่เคยประสบกับอภินิหารหรือเหตุการณ์ประหลาดเหมือนกับที่ผมเคยประสบมา ดังนั้นความมุ่งมั่นศรัทธาจึงยังมีความลังเลสงสัยเจือปนอยู่มาก วันหนึ่งมนูญผลถามว่าเจ้าประคุณสมเด็จจะช่วยพวกเราได้จริงหรือ

            ตัวผมนั้นมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเพราะเคยพบเคยเห็นมากับตัว ไม่มีความลังเลหรือสงสัยใด ๆ ในบารมีและอิทธิปาฏิหาริย์แห่งเจ้าประคุณสมเด็จ จึงยืนยันกับเพื่อนว่าเจ้าประคุณสมเด็จทรงอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นพระมหาเถราจารย์ที่เป็นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย่อมมีญาณวิถีรับรู้ในความเลื่อมใสศรัทธาและความวิริยะอุตสาหะของพวกเราเป็นแน่ ขอให้ตั้งหน้าพยายามต่อไปเถิด

            วันหนึ่งเหลือเวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็จะถึงวันสอบแล้ว ผมและมนูญผลยังคงตั้งหน้าเร่งความเพียรอ่านหนังสือต่อไปเหมือนเดิม วันนั้นเวลาบ่ายแล้ว พากันไปนั่งอ่านหนังสือที่บริเวณพระปรางค์ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา มนูญผลเกิดความคิดอุตริว่าแทนที่จะกลับไปนอนพักผ่อนที่กุฏิในยามบ่าย มาลองนอนเล่นที่บริเวณพระปรางค์ เอาหนังสือหนุนศีรษะลองดู เผื่อจะรู้เห็นข้อสอบบ้าง

            ผมรู้สึกนึกคะนองตามไปด้วย เมื่อเพื่อนชวนดังนั้นก็ทำตามแต่โดยดี ต่างคนจึงต่างนอนอ่านหนังสือที่บริเวณพระปรางค์ พอใกล้ง่วงก็เอาหนังสือหนุนศีรษะแล้วม่อยหลับไป
สายลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยาพลิ้วแผ่วผ่านโผยโชยต้องกายเป็นที่สบาย พวกเราจึงหลับไปเป็นเวลานาน ตื่นขึ้นก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

            แต่ต่างคนต่างตื่นขึ้นด้วยความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ผมนั้นตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก เพราะในขณะหลับได้ฝันเห็นตัวหนังสือจำนวนมากเหมือนหนึ่งข้อสอบที่แล่นผ่านใบหน้าไป ส่วนหนึ่งเป็นข้อสอบที่ผมเคยเห็นจากโรงเรียนกวดวิชาแล้ว พอเห็นในความฝันก็ไม่ต้องจดต้องจำอะไร แต่บางส่วนที่ผมไม่เคยเห็นก็ตั้งความสังเกตไว้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ผมตื่นขึ้นจึงรีบละล่ำละลักบอกมนูญผลว่าผมเห็นข้อสอบ

            มนูญผลก็กล่าวอย่างเดียวกันว่าเพื่อนก็เห็นข้อสอบเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าจะตรงกับข้อสอบที่จะออกจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงต่างคนต่างจดสิ่งที่ได้เห็นไว้เป็นการกันลืม และจะได้ไปทบทวนอ่านค้นคว้าจากตำราต่าง ๆ หนังสือให้ถ่องแท้ต่อไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘