ตอนที่ 469. ศึกเมืองกังตั๋งยกที่สาม

ซุนกวนไม่ฟังคำทัดทานของขุนนางผู้ใหญ่ ตั้งให้ลกซุนบัณฑิตหนุ่มน้อยเป็นแม่ทัพใหญ่ไปรับศึกพระเจ้าเล่าปี่และกระทำพิธีแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ พร้อมกับมอบกระบี่อาญาสิทธิ์และตราตั้งอย่างยิ่งใหญ่ เสมอด้วยครั้งที่พระเจ้าเล่าปังแต่งตั้งให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพไปรบกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง แต่พอเคลื่อนทัพไปถึงแนวหน้าก็ได้เห็นการแข็งขืนของฮันต๋งและจิวท่าย นายทหารผู้ใหญ่ของแคว้นกังตั๋ง

            ฮันต๋งและจิวท่ายได้ยินคำประกาศของลกซุนดังนั้นก็พากันนิ่งเฉย จนบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียดแต่เงียบงัน ครู่หนึ่งจิวท่ายจึงกล่าวว่า บัดนี้ซุนหวนซึ่งเป็นหลานของซุนกวนนายเราตั้งรักษาเมืองอิเหลง ถูกกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ล้อมไว้เป็นแน่นหนา ข้างในเมืองขาดเสบียงอาหาร พากันอดอยากหิวโหย ไม่มีผู้ใดยกไปช่วย จึง “ขอเชิญท่านผู้มีสติปัญญาไปช่วยรบ แก้เอาซุนหวนออกมา เห็นจะพ้นธุระเจ้านายเรา”

            ลกซุนได้ฟังคำจิวท่ายก็รู้ว่าเป็นทั้งทีจริงและทีลองเชิง จึงกล่าวว่า “ซุนหวนเป็นคนน้ำใจอารี ทหารแลพลเมืองก็รักมาก แล้วทหารก็ดีดีมาก อาหารซึ่งจะเลี้ยงไพร่พลเมืองก็ยังไม่ขัดสน เห็นเขาจะไม่เป็นไร เราตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว ซุนหวนก็จะมาได้เอง ไม่พักไปช่วยรบ”

            จิวท่าย ฮันต๋ง และบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ยินคำลกซุนดังนั้นก็สำคัญว่า ลกซุนขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้ายกกองทัพไปรบกับกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ จึงพากันอมยิ้มอยู่ในที

            ลกซุนเห็นอากัปกิริยาคนทั้งปวงก็รู้ว่าคนทั้งนั้นเยาะเย้ยหยามหยันก็อมยิ้มบ้าง พลางรำพึงในใจว่า อีกสักหน่อยเถิดจะได้เห็นความคิดของเรา

            การตัดสินใจของลกซุนในครั้งนี้ เป็นการท้าทายต่อความรู้สึกนึกคิดของบรรดานายทหารทั้งปวง และทำให้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยามว่าลกซุนขี้ขลาดตาขาว แต่ลกซุนเป็นนักพนันการเมืองตัวยงแห่งยุค ไม่ยอมทำตามความรู้สึกของคนทั้งปวง ด้วยรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ชี้เป็นชี้ตายอนาคตของตนเอง ชี้เป็นชี้ตายอนาคตของแคว้นกังตั๋งทั้งแคว้น ตลอดจนชี้เป็นชี้ตายอนาคตของตระกูลซุนผู้เป็นนาย ด้วยเห็นว่าหากยกกองทัพไปช่วยเมืองอิเหลงก็จะต้องเผชิญกับกองทัพมหึมาของพระเจ้าเล่าปี่ซึ่งหน้า การยุทธ์ชนิดนี้ไหนเลยน้อยจะเอาชนะมากได้ การใหญ่ก็จะเสียไป ลกซุนจึงหลีกเลี่ยงการรบซึ่งไม่เห็นชัยชนะ แต่เพราะมั่นใจในชัยชนะจึงกล้าทุ่มตัววางเดิมพันท้าทายต่อความรู้สึกดังกล่าว ในขณะที่ใจก็เยาะเย้ยบรรดานายทหารเหล่านั้นเช่นเดียวกันด้วย

            หลังจากการประชุมแล้วฮันต๋งจึงกล่าวกับจิวท่ายว่า ซุนกวนนายเราตั้งลกซุนเป็น แม่ทัพใหญ่ครั้งนี้ เห็นจะเสียทีเสียเมืองกังตั๋งเป็นแน่แท้แล้ว จิวท่ายได้ฟังก็กล่าวหนุนว่า ได้ฟังความคิดของลกซุนเรื่องซุนหวนวันนี้แล้ว เห็นเมืองกังตั๋งจะดับสูญเพราะบัณฑิตไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้เป็นมั่นคง

            วันรุ่งขึ้นลกซุนเรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงอีกครั้งหนึ่ง แล้วออกคำสั่งยุทธการว่า “ถ้าพระเจ้าเล่าปี่ยกมารบ อย่าให้ออกรบ ให้ตั้งมั่นรักษาค่ายนิ่งอยู่” ให้ตั้งค่ายขุดคูและสนามเพลาะให้แน่นหนา อย่าได้ประมาท

            บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ยินดังนั้นต่างพากันลอบนึกหัวเราะเยาะลกซุนอยู่ในใจว่านี่หรือคือความคิดการสงครามที่จะเอาชนะแก่กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ เป็นทหารมีหน้าที่รบแต่กลับให้นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในค่ายเฉยๆ ดังนี้ อีกไม่นานก็จะถูกกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่โจมตีจนแตกพ่ายไป

            ครั้นเสร็จการประชุมแล้ว บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงก็แยกย้ายกันกลับไปที่กองทหาร ต่างคนต่างเตรียมการที่จะรบพุ่ง มิได้ขุดค่ายคูสนามเพลาะตามคำสั่ง

            ลกซุนทราบรายงานว่าแม่ทัพนายกองทั้งปวงเพิกเฉยไม่ทำตามคำสั่ง ต่างคนต่างเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนทัพ จึงขี่ม้าพาทหารที่สนิทออกไปตรวจตราแนวรบ เห็นค่ายทั้งปวงมิได้จัดแจงตามคำสั่งจึงกลับมาที่ค่ายหลวง แล้วเรียกบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาประชุมอีกครั้งหนึ่ง

            ครั้นบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาพร้อมกันแล้ว ลกซุนจึงถามว่าข้าพเจ้าออกคำสั่งให้แต่งค่ายคูสนามเพลาะรักษาค่ายไว้ให้มั่นคง เหตุไฉนท่านทั้งปวงจึงไม่กระทำตามคำสั่ง

            ฮันต๋งซึ่งเป็นนายทัพผู้ใหญ่จึงว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาติทหาร ติดตามพระเจ้าซุนกวนไปรบทุกแห่งทุกตำบลไม่กลัวตาย แลบัดนี้ตั้งท่านออกเป็นนายทัพให้รบกับพระเจ้า เล่าปี่ แลท่านมาสั่งให้ตั้งรักษาค่ายมั่นอยู่อย่าให้ออกรบนั้น ท่านจะเอาเทพยดามาช่วยหรือ”

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าเมื่อฮันต๋งนายทหารผู้ใหญ่กล่าวท้าทายกับลกซุนผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ดังนั้นแล้ว “ทหารทั้งปวงร้องขึ้นพร้อมกันว่า ฮันต๋งว่าชอบ เราจะขอออกรบไม่กลัวตาย”

            ลกซุนเห็นดังนั้นจึงชักกระบี่อาญาสิทธิ์ชูขึ้นฟ้า บรรดาแม่ทัพนายกองเห็นกระบี่อาญาสิทธิ์ก็คุกเข่าลงคำนับตามประเพณี ลกซุนจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “ถึงตัวเราเด็กก็ดี พระเจ้าซุนกวนพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้เราเป็นแม่ทัพบังคับคนทั้งปวง ถ้าผู้ใดละเมิดคำสั่งมิฟังเราบังคับ เราจะตัดศีรษะเสียด้วยกระบี่เล่มนี้”

            แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ยินคำลกซุนดังนั้นก็โกรธ แต่ก็เกรงกระบี่อาญาสิทธิ์ตามระบอบวินัยและจิตสำนึกของทหาร จึงได้แต่คุมความแค้นไว้ในใจ กัดฟันกล่าวพร้อมกันว่าพวกเราจะทำตามคำสั่ง จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปที่ค่าย แล้วจัดแจงแต่งค่ายคูสนามเพลาะและกวดขันระมัดระวังรักษาค่ายตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ

            อันความสามารถในการบังคับบัญชากองทัพแลคนทั้งปวงนั้น มิได้อยู่ที่ความหนุ่มหรือความแก่ไม่ ถึงจะเป็นคนแก่มากด้วยประสบการณ์แต่หากไร้ซึ่งสติปัญญาหรือความเข้มแข็งเด็ดขาดแล้ว ก็เป็นเพียงแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอ มิได้มีคุณค่าแห่งความเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพและไพร่พลทั้งปวง แม้หากจะเป็นคนหนุ่มรุ่นเยาว์ หากกอปรด้วยสติปัญญาความสามารถและความเข้มแข็งเด็ดขาดแล้ว ก็ย่อมเป็นที่ยำเกรงแก่คนทั้งปวง อาจสามารถบังคับบัญชาทหารและไพร่พลเรือนแสนเรือนล้านได้ดังปรารถนา เหตุนี้สติปัญญาความสามารถและความเข้มแข็งเด็ดขาดต่างหากเล่าที่พึงถือเป็นคุณสมบัติของนายทัพผู้บังคับบัญชาคน หาใช่ความแก่หนุ่มแต่ประการใดไม่

            ทางฝ่ายกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ หลังจากเสร็จสิ้นการพิธีเซ่นสรวงดวงวิญญาณของเตียวหุยแล้ว พระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้เคลื่อนทัพรุกลึกเข้าไปในแดนเมืองกังตั๋ง และสั่งให้ตั้งค่ายสี่สิบค่ายทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือเรียงรายยาวถึงพันเส้นตั้งแต่ตำบลอูเต๋งถึงตำบลฉวนเค้า

            พอตั้งค่ายเสร็จหน่วยสอดแนมได้เข้ามากราบบังคมทูลว่า บัดนี้ซุนกวนได้ตั้งให้ลกซุนเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกกองทัพมาตั้งรับ แต่ลกซุนได้สั่งให้กองทหารทุกหน่วยตั้งมั่นอยู่แต่ในค่าย ไม่ให้ออกรบ

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินชื่อลกซุนก็แปลกพระทัยเพราะไม่เคยได้ยินชื่อมาแต่ก่อน จึงรับสั่งถามว่าลกซุนผู้นี้เป็นใคร

            ม้าเลี้ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงกราบบังคมทูลว่า “ลกซุนคนนี้อยู่เมืองเกงจิ๋ว เป็นพลเรือนผู้น้อย อายุเด็กก็จริง แต่เขาได้เรียนวิชาความรู้มาก มีสติปัญญาราวกับจิวยี่ เมืองเกงจิ๋วเสียเพราะความคิดอ้ายคนนี้”

            พระเจ้าเล่าปี่ทราบความดังนั้นก็โกรธ รับสั่งว่า “ความคิดอ้ายคนนี้มันฆ่าน้องเราเสีย ดีแล้วบุญของเราที่จะได้แก้แค้น เราจะได้ยกทัพเข้าตีเวลาวันนี้”

            ม้าเลี้ยงเห็นพระเจ้าเล่าปี่มีท่าทีดูหมิ่นลกซุน จึงกราบบังคมทูลท้วงติงอีกว่า ลกซุนคนนี้เห็นว่าสติปัญญาลึกซึ้งหลักแหลมยิ่งกว่าจิวยี่อีก ขอพระองค์อย่าเพิ่งรบ ชอบที่จะดูท่าทีข้าศึกก่อนว่าจะคิดอ่านประการใด

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ รับสั่งว่า ตัวเราทำการสงครามมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ จะเกรงกลัวอะไรกับบัณฑิตไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเล่า ตรัสแล้วก็สั่งทหารให้จัดกองทัพยกไปที่กองทัพของลกซุน

            ฝ่ายฮันต๋งและจิวท่ายตั้งค่ายคุมทหารอยู่ที่แนวหน้า ทราบว่ากองทัพของพระเจ้า เล่าปี่ยกมาจึงให้ม้าเร็วไปรายงานความให้ลกซุนทราบ

            ลกซุนทราบความแล้วเกรงว่าทหารจะออกรบกับกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ จึงพาทหารคนสนิทขึ้นม้าไปสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขา พบกับฮันต๋งและจิวท่ายพาทหารขึ้นมาสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขาเช่นเดียวกัน

            ฮันต๋งแลไปแต่ไกลเห็นกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ประดับด้วยธงเหลืองเป็นอันมาก จึงชี้มือไปที่กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่แล้วบอกกับลกซุนว่า กองทัพซึ่งยกมานี้เห็นจะเป็นพระเจ้าเล่าปี่คุมทหารมาด้วยพระองค์เอง ข้าพเจ้าขออาสายกทหารออกไปรบกับเล่าปี่ และจะจับตัวเล่าปี่มามอบแก่ท่านจงได้

            ลกซุนได้ฟังจึงว่า พระเจ้าเล่าปี่ชำนาญในการสงคราม ทำการศึกมาอย่างโชกโชน ซึ่งยกทัพมาตีเมืองกังตั๋งครั้งนี้ได้รับชัยชนะหลายครั้งตลอดมา ทหารทั้งปวงยังคงฮึกเหิม หากท่านยกออกไปรบเห็นจะเสียทีแก่ข้าศึก ชอบที่จะตั้งมั่นรักษาตัวอยู่ในค่าย ไว้คอยท่าเวลาข้าศึกอ่อนอิดโรยแล้ว ข้าพเจ้าจะสั่งการให้ท่านออกไปรบเอง

            ฮันต๋งได้ฟังดังนั้นก็ฮึดฮัดไม่เห็นด้วย แต่เกรงอาญาสิทธิ์ของลกซุนจึงนิ่งเสีย

            ทางฝ่ายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ เมื่อยกกองทัพมาประชิดค่ายทหารเมืองกังตั๋งก็ให้ทหารออกไปร้องท้ารบ นายทหารซึ่งรักษาค่ายได้ยินคำท้าก็โกรธ แต่ครั้นจะยกกองทัพออกไปรบก็เป็นการขัดคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ จึงให้ทหารนำความไปรายงานให้ลกซุน และขอยกออกไปรบกับกองทัพของเล่าปี่

            ลกซุนทราบรายงานแล้ว มีคำสั่งให้ทหารเอากระดาษอุดรูหูไว้ ไม่ให้ได้ยินคำท้าของทหารของพระเจ้าเล่าปี่ บรรดาทหารทั้งปวงทราบคำสั่งแล้วต่างพากันดูหมิ่นลกซุนว่าหน้าตัวเมีย แต่ด้วยความยำเกรงต่ออาญาสิทธิ์จึงจำต้องทำตาม

            พระเจ้าเล่าปี่บัญชาทหารให้ออกไปท้าทหารเมืองกังตั๋งออกมารบ จนกระทั่งถึงเวลาบ่าย ทหารเมืองกังตั๋งก็ยังคุมเชิงนิ่งอยู่ในค่าย พระเจ้าเล่าปี่จึงอึดอัดไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก แต่ไม่รู้ที่จะทำประการใด

            ม้าเลี้ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นพระเจ้าเล่าปี่วุ่นวายพระทัยดังนั้น จึงเข้าไปกราบทูลว่า “ลกซุนคนนี้ความคิดมาก จนเราให้คนไปร้องด่าถึงหน้าค่ายแล้วก็มิได้ออกมารบ เกลือกมันจะทำให้เลินเล่อไว้ใจ ขอดำริให้ดีก่อน”

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังก็แย้งว่า ทหารเมืองกังตั๋งพ่ายแพ้แก่น้ำมือเราครั้งแล้วครั้งเล่าจึงเกรงกลัวไม่กล้าออกมารบ จะปรารมภ์อันใดกับความคิดของเด็กน้อยลกซุนผู้นี้

            ปองสิบได้ยินดังนั้นจึงกราบบังคมทูลว่า บัดนี้เป็นเทศกาลเดือนห้าแล้ว อากาศก็ร้อน ทหารตรำแดดทั้งวันย่อมอ่อนล้าอิดโรยลง จะไปหาน้ำกินก็เป็นหนทางไกล หากข้าศึกเข้าโจมตีก็จะยกกลับมาไม่ทันท่วงที

            พระเจ้าเล่าปี่เห็นทหารเมืองกังตั๋งไม่ออกมารบจนเวลาเย็นแล้ว จึงสั่งให้ถอยทัพกลับมาค่าย เมื่อได้ดำริถึงข้อเสนอของปองสิบแล้วก็ทรงเห็นชอบ จึงตรัสสั่งให้ย้ายค่ายลงไปตั้งอยู่ตามริมแม่น้ำ และให้ตั้งค่ายใกล้กับป่าที่มีต้นไม้มาก เพื่อให้ทหารผ่อนคลายร้อนและหาน้ำดื่มกินได้โดยสะดวก

            ม้าเลี้ยงได้ยินรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่ดังนั้นก็ท้วงว่า ซึ่งพระองค์จะให้ย้ายค่ายไปตั้งในแนวป่าใกล้ริมน้ำนั้นก็ชอบอยู่ แต่หากลกซุนยกกองทัพมาตีในขณะที่ย้ายค่าย จะมิเสียทีแก่ข้าศึกดอกหรือ

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำท้วงดังนั้นก็เห็นด้วย จึงตรัสว่าถ้าเช่นนั้นเราจะให้งอปั้นคุมทหารหมื่นหนึ่งไปตั้งสกัดอยู่ที่ต้นทางซึ่งลกซุนจะยกมา ตัวเราเองก็จะคุมทหารแต่เพียงแปดพันไปซุ่มอยู่ที่ซอกเขา เสร็จแล้วจึงค่อยถอยทัพย้ายค่าย หากแม้นลกซุนยกมาก็จะให้งอปั้นทำเป็นต่อสู้ไม่ได้ เมื่อลกซุนไล่ตามตี เราก็จะจับตัวลกซุนมาตัดศีรษะเซ่นไหว้กวนอู เตียวหุย น้องเรา

            ศึกเมืองกังตั๋งครั้งที่สามจึงระเบิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓