ตอนที่ 467. เลือดล้างด้วยเลือด

วิญญาณของกวนอูสำแดงเดชช่วยกวนหินผู้บุตรสกัดพัวเจี้ยงไม่ให้หลบหนี  กวนหินจึงสังหารพัวเจี้ยงล้างแค้นให้กับกวนอู แล้วกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ ในขณะที่กองทัพเมืองกังตั๋งซึ่งแตกพ่ายได้ตั้งค่ายเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่ในป่า เพื่อรวมกำลังเข้ารบกับกองทัพพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง

            ม้าต๋งได้ทักทายกับฮันต๋งและจิวท่าย และรายงานความทั้งปวงให้ทราบแล้ว เห็นว่าการตั้งค่ายเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่เช่นนี้มิรู้ที่นานช้าเท่าใดจึงจะยกกลับไปทำการได้อีกครั้งหนึ่ง ม้าต๋งจึงเสนอว่าข้าพเจ้ากับบิฮองและเปาสูหยินจะขออาสาคุมทหารไปตั้งสกัดกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ไว้ที่ตำบลกังจู๋ เมื่อท่านระดมกำลังพร้อมแล้วจึงค่อยยกไปทำการพร้อมกัน

            ฮันต๋งและจิวท่ายเห็นชอบกับข้อเสนอของม้าต๋ง ดังนั้นม้าต๋งจึงคุมทหารห้าพันยกไปตั้งค่ายมั่นไว้ที่ตำบลกังจู๋

            บรรยากาศในค่ายของม้าต๋งในค่ำคืนวันนั้น บรรดาทหารทั้งปวงต่างขวัญหนีดีฝ่อซุบซิบกันจะหนีทัพ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “ในกลางคืนวันนั้นทหารทั้งปวงร้องไห้อื้ออึงทั้งค่าย”

            บิฮองเห็นดังนั้นก็สงสัย จึงลอบออกจากค่ายไปแอบฟังทหารซุบซิบเจรจากัน ได้ยินทหารพูดต่อ ๆ กันว่าพวกเราล้วนเป็นทหารเมืองเกงจิ๋ว มาได้ยากลำบากดังนี้ก็เพราะอ้ายบิฮองและเปาสูหยินทรยศต่อนาย เป็นไส้ศึกเข้าด้วยลิบอง พวกเราจึงต้องตกเป็นเชลยศึกของชาวเมืองกังตั๋ง บัดนี้พระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพใหญ่มาด้วยพระองค์เอง ที่ไหนเมืองกังตั๋งจะต่อสู้กับพระเจ้าเล่าปี่ได้ ชอบที่พวกเราจะลอบสังหารบิฮองและเปาสูหยินเสีย ตัดเอาศีรษะของคนขายชาติทั้งสองคนนี้ไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ ก็จะมีความชอบสืบไป ทหารทั้งปวงต่างขานรับว่าให้ดูโอกาสเป็นทีแล้ว จงช่วยกันสังหารบิฮองและเปาสูหยินตามแผนการนี้เถิด

            บิฮองทราบความดังนั้นก็ตกใจ รีบกลับไปที่ค่ายแล้วแจ้งความให้เปาสูหยินทราบทุกประการ

            เปาสูหยินได้ฟังก็พลอยตกใจตาม และนิ่งอึ้งมิรู้ที่จะทำประการใด บิฮองจึงว่าท่านจะมามัวนิ่งฉะนี้จะมิพากันตายเปล่าดอกหรือ วิสัยลูกผู้ชายเมื่อภัยมาถึงตัวแล้วก็จะต้องคิดอ่านเอาตัวรอดจึงจะควร ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพใหญ่มาครั้งนี้ เพราะมีใจพยาบาทต้องการล้างแค้นให้กับกวนอู แลผู้ซึ่งมีส่วนในการฆ่ากวนอูนั้นเหลืออยู่ก็แต่พัวเจี้ยงและ ม้าต๋ง บัดนี้พัวเจี้ยงตายแล้วจึงเหลือแต่ม้าต๋ง จึงควรที่เราทั้งสองคนจะทำการแก้ตัว ลอบตัดศีรษะม้าต๋งแล้วนำกลับไปขมาโทษกับพระเจ้าเล่าปี่ เห็นว่าพระเจ้าเล่าปี่จะมีน้ำพระทัยเมตตา

            เปาสูหยินได้ฟังก็ท้วงว่า ซึ่งกวนอูถึงแก่ความตายนั้นพระเจ้าเล่าปี่อาฆาตพยาบาทแรงกล้านัก ไหนเลยจะอภัยโทษให้แก่เราสองคน “เกลือกจะเห็นว่าเราทำการแก้ตัว ศึกแพ้อยู่แล้ว แกล้งตัดเอาศีรษะม้าต๋งมาให้ พระเจ้าเล่าปี่จะฆ่าเราเสีย”

            บิฮองจึงว่า ตัวข้าพเจ้าคุ้นเคยรู้พระทัยพระเจ้าเล่าปี่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่านางบิฮูหยินพี่น้องของข้าพเจ้าคืออดีตภรรยาของเล่าปี่ ข้าพเจ้ารู้ดีว่าพระเจ้าเล่าปี่น้ำพระทัยอ่อน เมื่ออ้อนวอนโดยซื่อแล้วก็จะทรงมีพระเมตตา ประการหนึ่งเล่าหากมัวนิ่งอยู่ก็มีแต่ทางตายสถานเดียว หากทำความชอบแก้ตัวก็อาจมีทางรอดตายได้บ้าง แม้ถึงตายก็เท่าตัว หากบุญเรายังไม่สิ้นพระเจ้าเล่าปี่ก็คงจะไว้ชีวิต

            เปาสูหยินได้ฟังคำบิฮองหว่านล้อมโดยประการทั้งปวงดังนั้นก็เห็นชอบ พอเวลาเที่ยงคืนทั้งบิฮองและเปาสูหยินจึงลอบเข้าไปถึงค่ายที่พักของม้าต๋ง เห็นม้าต๋งนอนหลับอยู่จึงตัดศีรษะม้าต๋ง แล้วสังหารทหารรักษาการณ์หน้าค่ายของม้าต๋งเสีย

            ทั้งบิฮองและเปาสูหยินเอาศีรษะของม้าต๋งผูกกับอานม้าลอบหนีออกจากกองทัพเมืองกังตั๋ง แล้วรีบขี่ม้าไปที่กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ พอเข้าไปใกล้ค่ายก็ถูกทหารรักษาการณ์จับตัวได้ จึงแจ้งความประสงค์ให้ทหารรักษาการณ์นั้นนำความไปกราบทูลพระเจ้าเล่าปี่

            พระเจ้าเล่าปี่ทราบความแล้วก็โปรดให้ทหารคุมตัวบิฮองและเปาสูหยินเข้ามาเฝ้า สองนักขายเจ้า บ่าวขายนาย เข้าไปในค่ายเห็นพระเจ้าเล่าปี่ก็รีบคุกเข่าถวายบังคม แล้วทูลเกล้าถวายศีรษะของม้าต๋ง และกราบบังคมทูลแก้ตัวตามที่ได้วางแผนกันนั้นทุกประการ

            พระเจ้าเล่าปี่ทรงนิ่งฟังบิฮองและเปาสูหยินกราบบังคมทูลจนสิ้นความแล้ว จึงตรัสขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “กูยกออกมาจากเมืองเสฉวนช้านานแล้ว มึงมุดหัวอยู่ที่ไหนจึงไม่มาหากู นี่มึงเห็นว่าจะสู้กูไม่ได้ จะแพ้กูอยู่แล้ว จึงแกล้งตัดเอาศีรษะม้าต๋งมาให้ แม้จะเลี้ยงมึงไว้ให้คงชีวิต เหมือนกูไม่รักกวนอู จะเอาหน้าไปไว้ไหน”

            บิฮองและเปาสูหยินได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็ตกใจ แต่พระเจ้าเล่าปี่ก็มิได้สนพระทัย หันมาตรัสกับกวนหินให้ตั้งแท่นบูชาเพื่อเซ่นไหว้กวนอู กวนหินรับรับสั่งแล้วจึงจัดแจงแต่งโต๊ะเครื่องเซ่นตามธรรมเนียม

            พระเจ้าเล่าปี่เสด็จไปหยิบศีรษะของม้าต๋งด้วยพระองค์เองแล้วเสด็จไปที่หน้าแท่นบูชา ตรัสว่ากวนอูน้องเราบัดนี้เราขอมอบศีรษะม้าต๋งเป็นของเซ่นสรวงดวงวิญญาณของเจ้า จงอภัยให้กับผู้พี่ที่ทำการล่าช้าไม่ทันใจน้องเราด้วยเถิด

            ตรัสแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็วางศีรษะของม้าต๋งบนแท่นบูชา แล้วหยิบจอกสุราราดสุราลงกับพื้น ประหนึ่งว่าจะกรวดน้ำอุทิศให้กับกวนอูฉะนั้น จากนั้นจึงหันพระพักตร์มาทางกวนหิน สั่งให้คุมตัวบิฮองและเปาสูหยินไปคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาของกวนอู และให้กวนหินถอดเสื้อของบิฮองและเปาสูหยินออก

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความแค้นพยาบาทของพระเจ้าเล่าปี่ในตอนนี้ว่า “พระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงดาบเชือดเนื้ออ้ายบิฮอง เปาสูหยิน เซ่นให้กวนอู แล้วตัดเอาศีรษะ ให้ทหารลากศพไปทิ้งเสีย” นับเป็นการล้างแค้นที่ทารุณเพราะเป็นการแล่เนื้อของคนโทษในขณะมีชีวิตแล้วจึงตัดศีรษะในภายหลัง แต่จะว่าพระเจ้าเล่าปี่ก็คงจะไม่ถนัดเพราะวิธีการลงโทษและการล้างแค้นในสมัยนั้นก็ใช้วิธีการเช่นนี้เอง

            เตียวเปายืนเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อยู่ด้วยอาการอันสงบ ในใจนึกถึงเตียวหุยผู้บิดาก็ร้องไห้ จึงเข้าไปคุกเข่ากราบถวายบังคมพระเจ้าเล่าปี่ แล้วกราบทูลว่าคนทั้งปวงซึ่งคิดอ่านทำร้ายท่านอากวนอูนั้น กวนหินน้องข้าพเจ้าก็ได้ทำการล้างแค้นให้แล้ว คงเหลือแต่คนซึ่งคิดอ่านทำร้ายบิดาข้าพเจ้า ยังมิได้แก้แค้นเลย

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำเตียวเปาดังนั้นจึงตรัสว่า เจ้าอย่าได้ปรารมภ์ในเรื่องนี้ เรายกกองทัพมาด้วยปรารถนาประการเดียวคือ “ล้างเมืองกังตั๋ง แก้แค้นบิดาเจ้าด้วย ได้เมืองกังตั๋งแล้วเราจะสืบเอาตัวอ้ายสองคนผู้ทำร้ายบิดาเจ้ามาเซ่นให้เหมือนกัน”

            เตียวเปาได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็ดีใจ กราบถวายบังคมพระเจ้าเล่าปี่แล้วกลับไปที่กองทหาร

            ชัยชนะในการศึกยกที่สองของพระเจ้าเล่าปี่ทำให้เกิดกิตติศัพท์ระบือลือเลื่องไปทั้งสองฝั่งของแม่น้ำแยงซี ชาวเมืองทั้งปวงพากันกล่าวขานต่อ ๆ กันไปว่าครานี้เมืองกังตั๋งเห็นจะไม่พ้นมือของพระเจ้าเล่าปี่

            ทางฝ่ายฮันต๋งและจิวท่ายตั้งค่ายเกลี้ยกล่อมทหารอย่างต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าทหารเหล่านั้นต่างขวัญเสียรวนเร เป็นห่วงคิดถึงครอบครัวเพราะกลัวว่าเมืองกังตั๋งเสียแก่พระเจ้าเล่าปี่แล้วจะถูกข้าศึกทำร้ายหรือพลัดพรากจากกัน วันหนึ่งทหารหน่วยสอดแนมเข้ามารายงานกับฮันต๋งว่า บิฮองและเปาสูหยินคิดทรยศสังหารม้าต๋งแล้วตัดเอาศีรษะไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ แต่พระเจ้าเล่าปี่ได้สั่งให้ประหารชีวิตทั้งบิฮองและเปาสูหยินเสียแล้ว

            ฮันต๋งและจิวท่ายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ปรึกษากันว่าซึ่งจะตั้งค่ายเกลี้ยกล่อมผู้คนต่อไปเห็นจะไม่ทันท่วงที จึงสั่งทหารให้ระมัดระวังรักษาค่าย ส่วนฮันต๋งและจิวท่ายได้พาทหารคนสนิทกลับไปเมืองกังตั๋ง ทูลความทั้งปวงให้ซุนกวนทราบ

            ซุนกวนได้ทราบความว่ากองทัพใหญ่ซึ่งจัดไปต้านทานกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแตกพ่ายดังนั้นก็ตกใจ รีบเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวง ปรารภความให้ทราบแล้วปรึกษาว่าจะคิดอ่านประการใด

            เปาจิดจึงทูลซุนกวนว่า ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ยกทัพใหญ่มาในครั้งนี้ด้วยหวังจะล้างแค้นใหักับกวนอู เตียวหุย ผู้เป็นน้องร่วมสาบาน แลผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระเจ้าเล่าปี่ผูกแค้นพยาบาทนั้นมีอยู่ทั้งสิ้นเจ็ดคน คือลิบอง พัวเจี้ยง ม้าต๋ง บิฮอง เปาสูหยิน ทั้งห้าคนนี้เป็นผู้คิดอ่านทำร้ายกวนอู ส่วนอีกสองคนคือฮอมเกียงและเตียวตัดซึ่งเป็นผู้ฆ่าเตียวหุย

            เปาจิดเห็นซุนกวนตั้งใจฟังจึงทูลต่อไปว่า คนซึ่งทำร้ายกวนอูห้าคนนั้นบัดนี้ก็ตายสิ้นแล้ว เหลือแต่ฮอมเกียงและเตียวตัดซึ่งเป็นคนทำร้ายเตียวหุย และอยู่ในเงื้อมมือของท่าน จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าเล่าปี่โกรธแค้นพยาบาทต่อท่าน

            ซุนกวนได้ฟังจึงถามว่า ท่านกล่าวความดังนี้จะให้เราทำประการใด เปาจิดจึงทูลต่อไปว่าข้าพเจ้าขอทูลเสนอให้ท่านจับฮอมเกียง เตียวตัด แล้วส่งไปถวายพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกับศีรษะของเตียวหุย เห็นพระเจ้าเล่าปี่จะสิ้นความพยาบาท เพราะได้ล้างแค้นให้กวนอู เตียวหุยแล้ว อนึ่งเพื่อให้ไมตรีของท่านกับเล่าปี่ได้ฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่ง จึงควรที่ท่านจะได้ส่งนางซุนฮูหยินกลับไปถวายพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกับของบรรณาการตามประเพณี เมื่อไมตรีฟื้นคืนแล้วจะได้ช่วยพระเจ้าเล่าปี่คิดอ่านกำจัดโจผีสืบไป เมื่อท่านกระทำดังนี้แล้วข้าพเจ้าเห็นว่าพระเจ้าเล่าปี่จะเลิกทัพกลับไปเมืองเสฉวน

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ทอดสายตาไปที่บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวง เห็นทุกคนนิ่งเงียบเป็นเชิงเห็นด้วยกับข้อเสนอของเปาจิด ซุนกวนจึงสั่ง “ให้ทำหีบไม้หอมใส่ศีรษะเตียวหุย จับเอาฮอมเกียง เตียวตัด ใส่กรงเหล็ก จัดดอกไม้เงินทอง ให้แต่งหนังสือตามคำเปาจิดว่า แต่นางซุนฮูหยินนั้นจะส่งไปครั้งหลัง”

            ครั้นจัดแจงการทั้งปวงเสร็จแล้ว ซุนกวนจึงสั่งให้เทียเป๋งถือหนังสือคุมคนและสิ่งของทั้งปวงไปหาพระเจ้าเล่าปี่ เทียเป๋งรับคำสั่งของซุนกวนแล้วจึงคุมขบวนคนโทษและสิ่งของออกจากเมืองกังตั๋งไปที่กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่แต่วันนั้น

            ทางฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นได้ชัยชนะในการศึกยกที่สองแล้ว ก็มีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวงเตรียมพร้อมเพื่อจะยาตรารุกเข้าสู่เมืองกังตั๋งต่อไป ในขณะนั้นทหารรักษาการณ์ได้เข้ามากราบบังคมทูลว่าซุนกวนได้ให้เทียเป๋งคุมคนโทษและข้าวของมาถวาย

            พระเจ้าเล่าปี่ทราบความก็ดีพระทัย “ตบมือเข้าแล้วร้องว่าบุญของเรา เทพยดาจึงชักนำมาให้เราแก้แค้น” ว่าแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสสั่งเตียวเปาให้ตั้งแท่นบูชาเตรียมเซ่นไหว้เตียวหุย และสั่งทหารให้ไปเชิญเทียเป๋งให้คุมคนโทษและข้าวของเข้ามา

            ครู่หนึ่งทหารองครักษ์ก็นำเทียเป๋ง กล่องไม้หอมใส่ศีรษะเตียวหุย และกรงเหล็กซึ่งขังฮอมเกียงและเตียวตัดเข้ามาในค่าย

            พระเจ้าเล่าปี่เสด็จมาที่หีบไม้หอมนั้น ทรงเปิดหีบหยิบเอาศีรษะของเตียวหุยขึ้นไปวางที่โต๊ะบูชา เห็นศีรษะเตียวหุยยังสดอยู่เหมือนเพิ่งตาย พระเจ้าเล่าปี่ก็สงสารเตียวหุยเป็นอันมาก ทรงกันแสงอยู่พักใหญ่

            เตียวเปาเห็นพระเจ้าเล่าปี่เศร้าโศกด้วยรำลึกถึงเตียวหุยผู้บิดาอยู่เป็นครู่ใหญ่แล้ว ยังทรงนิ่งอยู่ที่หน้าศีรษะเตียวหุยนั้น ก็สะกดใจระงับความแค้นไม่ได้ จึงชักดาบตรงไปที่กรงเหล็กแล้วลากตัวฮอมเกียง เตียวตัด ออกมาจากกรง และใช้ดาบฟันทั้งฮอมเกียงและเตียวตัด

            จากนั้นเตียวเปาจึงเอาดาบแล่เนื้อของฮอมเกียงและเตียวตัดทีละชิ้น เอาไปวางไว้เบื้องหน้าแท่นบูชา ทั้งฮอมเกียงและเตียวตัดได้รับความเจ็บปวดจนสลบไปทั้งคู่ เตียวเปาจึงตัดศีรษะของฮอมเกียงและเตียวตัดเอาไปวางเบื้องหน้าแท่นบูชาอีก

            พระเจ้าเล่าปี่และเตียวเปาเซ่นไหว้เตียวหุยแล้ว แรงโกรธในน้ำพระทัยก็มิได้ลดลงแม้แต่น้อย ไม่ยอมทอดพระเนตรหนังสือของซุนกวนว่ามีเนื้อความประการใด รับสั่งว่า “เราจะรบเอาเมืองกังตั๋งให้ได้”

            ม้าเลี้ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นพระเจ้าเล่าปี่โกรธจนแทบไม่มีพระสติหลงเหลืออยู่ดังนั้น จึงเข้าไปรับเอาหนังสือของซุนกวนแล้วมาเปิดออกอ่านดู.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓