ตอนที่ 464. ศึกเมืองกังตั๋งยกที่สอง

พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบสี่พรรษา เดือนสิบ กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ได้เคลื่อนเข้าสู่ปลายแดนเมืองกังตั๋ง ในการศึกยกแรกกองทัพหน้าของพระเจ้าเล่าปี่โจมตีทำลายกองทัพบกของเมืองกังตั๋งแตกพ่ายยับเยิน งอปั้นแม่ทัพกองทัพหน้าจึงวางอุบายโจมตีทำลายกองทัพเรือของเมืองกังตั๋งต่อไป

            ครั้นทหารเมืองกังตั๋งคุมสายลับที่แปลกปลอมทำทีเป็นเข้าด้วยเข้ามาหาจูเหียนแล้ว จูเหียนจึงไต่สวนว่าพวกเจ้าทั้งสามคนเหตุไฉนจึงยอมมาเข้าอยู่ด้วยเรา

            ทหารของงอปั้นทั้งสามคนจึงให้การว่า พวกข้าพเจ้าเป็นทหารของงอปั้น ทำการสงครามมีความชอบเป็นอันมาก แต่งอปั้นไร้ความยุติธรรม มิได้ปูนบำเหน็จให้ตามควรแก่ความชอบ และปกครองทหารโดยไม่ยุติธรรม พวกข้าพเจ้าเห็นว่างอปั้นจะต้องปราชัยในที่สุด และได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านมีสติปัญญา โอบอ้อมอารีแก่ข้าทหาร จึงหนีมาพึ่งพาบุญท่าน

            จูเหียนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ทหารทั้งสามคนจึงแสร้งบอกข่าวลวงว่า พวกข้าพเจ้ามีความลับจะแจ้งให้ท่านทราบ ด้วยเวลาค่ำคืนวันนี้งอปั้นจะยกทหารเข้าปล้นค่ายของซุนหวน จะใช้ธนูเพลิงยิงเข้าไปในค่าย พอทหารของงอปั้นเห็นสัญญาณแล้วก็จะยกเข้าตีค่ายพร้อมกัน

            จูเหียนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงสั่งม้าเร็วให้รีบนำความไปแจ้งให้ซุนหวนทราบเพื่อเตรียมการระมัดระวังป้องกันรักษาค่าย แต่พอม้าเร็วไปถึงกลางทางพบกับกวนหินซึ่งคุมทหารลาดตระเวนมิให้กองทัพบกและกองทัพเรือติดต่อถึงกันได้ กวนหินจับตัวทหารสื่อสารของจูเหียนได้แล้วจึงตัดศีรษะเสีย

            ฝ่ายจูเหียน ครั้นทราบข่าวว่างอปั้นจะยกกองทัพเข้าปล้นค่ายซุนหวน จึงปรึกษากับแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะคิดอ่านประการใด

            ซุยฮูซึ่งเป็นนายทหารรองได้ฟังปรารภของจูเหียนดังนั้นก็ติงว่าซึ่งท่านจะเชื่อฟังคำทหารใหม่ซึ่งเพิ่งเข้าสวามิภักดิ์นั้นไม่สมควร ด้วยยังไม่แน่ชัดว่าข่าวจริงแลเท็จประการใด หรือว่าอาจเป็นกลอุบายหลอกลวง ก็จะเสียทีแก่ข้าศึก แต่ครั้นจะไม่คิดอ่านป้องกันหากเกิดความขึ้นแล้วก็จะเสียทีแก่ข้าศึกเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงขอให้ท่านคุมกำลังกองทัพเรือตั้งมั่นไว้ในที่ตั้งก่อน ข้าพเจ้าจะขออาสานำทหารยกไปช่วยซุนหวนเอง หากพลาดพลั้งประการใดก็จะไม่เสียทีแก่ข้าศึก

            จูเหียนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ซุยฮูคุมทหารหมื่นหนึ่งยกไปช่วยซุนหวน

            ทางฝ่ายกองทัพหน้าของพระเจ้าเล่าปี่ พอตกค่ำลงงอปั้นได้ตรวจสอบการเตรียมการตามแผนการ เห็นพร้อมแล้วจึงพาปองสิบและเตียวหลำคุมทหารออกจากค่าย ตรงไปที่ค่ายของซุนหวน แล้วสั่งให้ทหารยิงธนูเพลิงเข้าไปในค่ายพร้อมกัน

            ครั้นแสงเพลิงลุกขึ้นในค่ายของซุนหวน ซุยฮูก็รีบยกทหารจะหนุนไปช่วยซุนหวน พอมาถึงจุดซุ่ม กวนหินและเตียวเปาซึ่งซุ่มทหารอยู่สองข้างทาง ก็จุดประทัดสัญญาณขึ้น ทหารซึ่งซุ่มอยู่ทั้งสองข้างทางนั้นก็โห่ร้องขึ้นพร้อมกันและยกเข้าตีทหารของซุยฮูอย่างรวดเร็ว

            ซุยฮูเห็นดังนั้นก็ตกใจ รู้ว่าต้องกลของข้าศึก จึงสั่งให้ทหารล่าถอย แต่เห็นเตียวเปาขี่ม้าถือทวนสกัดไว้ ซุยฮูเข้ารบกับเตียวเปาได้ไม่ถึงเพลงก็ทานกำลังเตียวเปาไม่ได้ ทวนพลัดตกลงจากมือ เตียวเปาจู่โจมเข้าจับตัวซุยฮูได้โดยละม่อม แล้วหนีบรักแร้คุมตัวซุยฮูไว้ ทหารของเตียวเปาและกวนหินได้ฆ่าฟันทหารของซุยฮูบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

            ทหารของซุยฮูที่แตกหนีกลับไปถึงกองทัพเรือแล้วรายงานให้จูเหียนทราบว่า  ซุยฮูเสียทีแก่ข้าศึกถูกเตียวเปาจับได้แล้ว จูเหียนทราบความดังนั้นก็ตกใจ เกรงว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะโจมตีกองทัพเรือ จึงสั่งให้ถอยกองทัพเรือกลับไปเป็นหนทางหกร้อยเส้น

            ทางฝ่ายซุนหวน ครั้นเห็นแสงเพลิงลุกขึ้นในค่ายเป็นอันมากและทหารของงอปั้นได้หักเข้าตีด่านอย่างดุเดือดก็ตกใจ รีบขี่ม้าออกไปข้างนอกค่ายพัก เห็นทหารแตกตื่นตกใจไม่เป็นอันสู้รบ ต่างคนต่างคิดจะหนีเอาตัวรอด จึงรีบออกคำสั่งให้ทหารป้องกันรักษาค่ายไว้เป็นสามารถแต่ไม่มีผู้ใดเชื่อฟัง ทั้งทหารของงอปั้นกำลังหักค่ายด้านตะวันตกเข้ามาได้ ซุนหวนเห็นว่าไม่สามารถรักษาค่ายได้ จึงพาทหารหนีออกจากค่าย

            งอปั้นคุมทหารหักเข้าค่ายได้แล้ว ได้ไล่ฆ่าฟันทหารในค่ายบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ครั้นทราบว่าซุนหวนพาทหารหนีออกจากค่ายก็พาทหารไล่ติดตามแต่ไม่ทัน

            ทางด้านซุนหวนเมื่อพาทหารหนีพ้นจากการติดตามของงอปั้นแล้ว ยังคงรีบรุดหนีจนกระทั่งสว่าง ทหารได้รับความบอบช้ำอ่อนล้าอิดโรยเป็นอันมาก ทั้งไม่มีเสบียงอาหารติดตัวมา ซุนหวนจึงพาทหารไปที่เมืองอิเหลง แล้วตั้งหลักอยู่ในเมืองอิเหลงนั้น

            งอปั้นทราบว่าซุนหวนพาทหารหนีไปอยู่ที่เมืองอิเหลง จึงยกกองทัพหน้าติดตามไป ถึงเมืองอิเหลงแล้วก็ให้ทหารตั้งค่ายรายล้อมเมืองอิเหลงไว้

            ทางฝ่ายกวนหินและเตียวเปา เมื่อโจมตีทหารของซุยฮูจนแตกพ่ายไปแล้วก็คุมทหารตรงไปที่กองทัพเรือ แต่ปรากฏว่าจูเหียนได้ถอยทัพกลับไปแล้ว จึงพาตัวซุยฮูและเชลยกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วกราบบังคมทูลรายงานความทั้งปวงให้ทราบ

            พระเจ้าเล่าปี่ทรงทราบความก็ดีพระทัย ตรัสสั่งให้เอาซุยฮูไปประหารชีวิตและให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารซึ่งมีความชอบเป็นอันมาก

            ทางฝ่ายซุนหวนเมื่อทราบข่าวว่างอปั้นยกกองทัพหน้าติดตามมา ก็เกรงว่าจะรักษาเมืองอิเหลงไม่ได้ จึงให้ม้าเร็วถือหนังสือไปทูลให้ซุนกวนทราบและขอให้ยกกองทัพมาช่วย

            ซุนกวนทราบความตามหนังสือของซุนหวนแล้วก็ตกใจ เรียกบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาปรึกษาว่า บัดนี้กองทัพของซุนหวนเสียทีแก่ข้าศึกและถูกล้อมอยู่ที่เมืองอิเหลง ส่วนกองทัพของจูเหียนก็สูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก ต้องล่าถอยมาถึงหกร้อยเส้น ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด

            เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่จึงทูลว่า อย่าได้ปรารมภ์กับกำลังข้าศึก เพราะเป็นแต่เพียงศึกยกแรกเท่านั้น เมืองกังตั๋งเรายังมีนายทหารผู้ใหญ่อีกจำนวนมาก ซึ่งพร้อมจะเข้าสู่สงครามและเห็นจะทำการได้ชัยชนะแก่ข้าศึก

            เตียวเจียวเห็นซุนกวนนั่งฟังด้วยความสนใจ จึงทูลเสนอต่อไปว่าขอให้ตั้งฮันต๋งเป็นแม่ทัพหลวง ให้จิวท่ายเป็นปลัดทัพ ให้พัวเจี้ยงเป็นกองทัพหน้า ให้เล่งทองเป็นกองทัพหลัง ให้กำเหลงเป็นกองทัพหนุน จัดเป็นขบวนทัพใหญ่สิบหมื่นยกไปต้านทานกองทัพของเล่าปี่ เห็นจะสามารถรับมือได้

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารสิบหมื่น และแต่งตั้งนายทหารตามข้อเสนอของเตียวเจียวทุกประการ แล้วเร่งให้เคลื่อนกองทัพไปสกัดกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ไว้โดยเร็วที่สุด

            ทางฝ่ายกำเหลงนายทหารผู้ใหญ่ ขณะนั้นกำลังป่วยด้วยโรคบิด แต่เมื่อได้ทราบบัญชาของซุนกวนแล้วก็สู้อุตส่าห์ฝืนใจรับคำสั่งทำหน้าที่เป็นกองหนุนยกไปในขบวนทัพนั้น

            ทางฝ่ายกองทัพหลวงของพระเจ้าเล่าปี่ ครั้นได้ทราบว่ากองทัพหน้าได้เคลื่อนเข้าประชิดเมืองอิเหลง จึงตรัสสั่งให้เคลื่อนกองทัพหลวงเข้าไปตั้งอยู่ที่ปลายแดนเมืองอิเหลง และให้เรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองพร้อมกัน

            พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นกวนหินและเตียวเปาองอาจฮึกเหิมนัก ในขณะที่นายทหารผู้ใหญ่หลายคนดูแก่เฒ่าชราลงถนัดใจ พระเจ้าเล่าปี่จึงทอดถอนพระทัยใหญ่แล้วตรัสว่า “เราทำสงครามแต่ก่อนก็ได้อาศัยขุนนางผู้ใหญ่ ๆ บัดนี้ก็แก่ชราเป็นผู้เฒ่าไปสิ้นเห็นจะไม่ได้ราชการแล้ว เดชะบุญของเราได้หลานสองคน มีสติปัญญากำลังมากหาผู้เสมอไม่ เราจะเป็นทุกข์อะไรแก่สงคราม”

            พระเจ้าเล่าปี่ไม่ทันตรัสประการใดต่อไป นายทหารซึ่งรับผิดชอบการข่าวก็เข้ามากราบบังคมทูลว่า ขณะนี้ซุนกวนให้ฮันต๋ง จิวท่าย ยกกองทัพมาที่เมืองอิเหลง

            ฝ่ายฮองตงขุนพลผู้เฒ่าได้ฟังคำตรัสของพระเจ้าเล่าปี่ว่าทหารในกองทัพแก่ชราไม่ได้ราชการก็มีน้ำใจมานะ “คิดว่าถึงแก่ก็จริง แต่ก็ยังมีกำลังว่องไวอยู่ จะกลัวอะไรแก่ข้าศึก”

            ครั้นฮองตงได้ยินคำกราบบังคมทูลว่าฮันต๋ง จิวท่าย ยกกองทัพจะมาที่เมืองอิเหลง ก็คิดว่าครั้งนี้เราจะรบให้ประจักษ์ฝีมือไว้แก่คนทั้งปวง เมื่อคิดดังนั้นแล้วฮองตงก็เดินออกจากที่ประชุมขุนนาง โดยมิได้กราบบังคมทูลลาพระเจ้าเล่าปี่ แล้วเรียกทหารซึ่งสนิทหกคนขี่ม้าตรงไปที่เมืองอิเหลง นายทหารในที่นั้นจึงกราบทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า ฮองตงคงน้อยใจที่พระองค์ตรัสความในทำนองหมิ่นคนแก่ เห็นจะหนีไปเข้ากับข้าศึก

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดพระทัย อึ้งอยู่ครู่หนึ่งก็ทรงพระสรวล แล้วตรัสว่า “ฮองตงคนนี้เป็นคนสัตย์ซื่อ อันจะเป็นขบถหนีไปเข้าด้วยข้าศึกนั้นหามิได้ ฮองตงไปครั้งนี้เพราะเราพูดผิดว่าทหารผู้เฒ่าเห็นจะไม่ได้ราชการแล้ว ฮองตงจึงมานะไม่คิดว่าตัวแก่เลย หนีไปทั้งนี้จะไปรบแก่ข้าศึกเป็นมั่นคง”

            พระเจ้าเล่าปี่ตรัสดังนั้นแล้วก็เกรงว่าฮองตงเป็นผู้ชราภาพ พาทหารไปแต่หกคนอาจจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงตรัสกับกวนหินและเตียวเปาว่าเราเกรงว่าฮองตงไปครั้งนี้จะได้รับอันตราย จึงวานหลานเราทั้งสองคนยกทหารไปช่วยฮองตง อย่าได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ถ้าหากเห็นว่าฮองตงทำการมีความชอบบ้างแล้ว จงเข้าไปบอกแก่ฮองตงว่าเราสั่งให้กลับมาหา แต่ถ้าฮองตงเสียทีก็ให้ช่วยแก้ไขอย่าให้เป็นอันตราย

            กวนหินและเตียวเปารับบัญชาพระเจ้าเล่าปี่แล้วถวายบังคมลาออกมา พาทหารรีบยกตามฮองตงไป

            ฝ่ายฮองตงรีบพาทหารเดินทางไปที่เมืองอิเหลง เห็นกองทัพหน้าของงอปั้นตั้งล้อมเมืองอยู่จึงเข้าไปหา งอปั้นทราบว่าฮองตงมาก็มีความยินดีจึงออกไปต้อนรับ หลังจากคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว งอปั้นจึงถามว่าท่านมาที่กองทัพหน้าครั้งนี้ด้วยราชการสิ่งใด

            ฮองตงจึงว่า “เราทำราชการอาสาพระเจ้าเล่าปี่มาช้านาน แต่ครั้งรบเมืองเตียงสามาคุ้มเฒ่าบัดนี้อายุได้เจ็ดสิบเศษ กินหมูได้มื้อละสิบชั่ง มือยังถือเกาทัณฑ์หนักสองร้อยชั่ง ขี่ม้าเดินทางได้วันละห้าพันเส้น ควรหรือพระเจ้าเล่าปี่มาติเตียนว่าเราแก่ชราทำราชการไม่ได้ เรามีความน้อยใจนัก จึงมาทั้งนี้หวังจะไปรบเมืองกังตั๋งด้วย ให้ท่านดูกำลังฝีมือว่าจะแก่หรือไม่แก่”

            ฮองตงกล่าวพอขาดคำทหารรักษาการณ์ก็เข้ามารายงานแก่งอปั้นว่า หน่วยสอดแนมได้แจ้งข่าวมาว่ากองทัพเมืองกังตั๋งยกใกล้เข้ามาแล้ว

            ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ผลุนผลันกระชับง้าวแล้วออกไปขี่ม้าจะไปรบกับข้าศึก งอปั้นเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงเข้าห้ามปราม แต่ฮองตงไม่ฟังยังคงควบม้าตะบึงตรงไปที่กองทัพของข้าศึก งอปั้นเห็นดังนั้นเกรงว่าฮองตงจะเสียที จึงให้ปองสิบคุมทหารยกตามไปช่วย

            ฮองตงขี่ม้าตรงไปหาข้าศึกด้วยแรงมานะ พอไปถึงกองทัพหน้าของเมืองกังตั๋งเห็นพัวเจี้ยงยืนม้าอยู่หน้าทหาร จึงท้าให้ออกมารบกันตัวต่อตัว

            พัวเจี้ยงเห็นทหารเมืองเสฉวนแก่ชราก็เห็นว่าไม่คู่ควรแก่ฝีมือของแม่ทัพ จึงสั่งให้สิวเจ๊กซึ่งเป็นนายทหารรองออกไปรบแทน

            สิวเจ๊กขี่ม้าถือทวนออกไปรบกับฮองตง ถูกฮองตงหลอกล่อด้วยกระบวนรบบนหลังม้า ไม่ทันถึงสามเพลงก็ถูกฮองตงเอาง้าวฟันตกม้าถึงแก่ความตาย

            พัวเจี้ยงเห็นดังนั้นก็โกรธ จึงเรียกทหารให้ส่งง้าวของกวนอูมาถือ แล้วขับม้าออกไปรบกับฮองตง ศึกเมืองกังตั๋งยกที่สองจึงระเบิดขึ้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘