ตอนที่ 462. แก้กล "ตีเมืองเว่ย ช่วยเมืองเจ้า"
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบสี่พรรษา เดือนแปด กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ยกล่วงสู่ภาคใต้ถึงด่านกุยก๋วน พระเจ้าเล่าปี่รับสั่งให้ปลงทัพอยู่ที่ตำบลซอนเค้า แล้วเสด็จเข้าไปประทับในเมืองเป๊กเต้ ซุนกวนทราบความศึกแล้วตกใจ แต่งให้จูกัดกิ๋นเป็นทูตมาเจรจาความ แต่พระเจ้าเล่าปี่ก็ปฏิเสธไมตรี ในขณะที่เตียวเจียวได้ทูลยุยงให้ซุนกวนระแวงจูกัดกิ๋น
ซุนกวนได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้นจึงว่า จูกัดกิ๋นได้กระทำสัตย์ไว้กับเราว่าจะจงรักภักดี ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนวันตาย เป็นไปไม่ได้ที่จูกัดกิ๋นจะหนีไปเข้ากับเล่าปี่ แล้วว่า “เมื่อครั้งเราอยู่ฉะสองกุ๋น ขงเบ้งมาเมืองเรา ข้าพเจ้าจึงว่าแก่จูกัดกิ๋นว่าท่านจงไปชวนน้องท่านให้ทำราชการด้วยเรา จูกัดกิ๋นจึงว่าขงเบ้งได้กินข้าวแดงของเล่าปี่แล้ว ไปชวนเห็นจะไม่มา ด้วยกำพืดน้ำใจเป็นเชื้อชายเหมือนหนึ่งข้าพเจ้ากระนี้ได้กินข้าวแดงของท่านแล้ว จะไปอยู่กับผู้อื่นหาควรไม่”
ซุนกวนกล่าวสิ้นคำลง ทหารรักษาการณ์ก็ได้เข้ามารายงานว่า จูกัดกิ๋นได้เดินทางกลับมาจากเมืองเป๊กเต้แล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวกับเตียวเจียวว่า เราเล็งดูน้ำใจจูกัดกิ๋นไม่ผิดเลย แต่เตียวเจียวนั้นให้รู้สึกอดสูใจ จึงคำนับลาซุนกวนกลับออกไป
จูกัดกิ๋นเข้ามาคำนับซุนกวน แล้วรายงานความทั้งปวงให้ทราบ ซุนกวนทราบรายงานแล้วตกใจเป็นอันมาก ปรารภอย่างลืมตัวว่าเห็นทีเมืองกังตั๋งจะเป็นอันตรายเสียแน่แล้ว
เตียวจี๋ซึ่งเป็นที่ปรึกษา เห็นหน้าซุนกวนสลดหมองลงดังนั้น จึงทูลว่าข้าพเจ้ามีอุบายอย่างหนึ่ง จะทำให้เมืองกังตั๋งเราไม่เป็นอันตราย ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงถามว่าอุบายของท่านเป็นประการใด
เตียวจี๋จึงทูลว่า ข้าพเจ้าขออาสาเป็นทูตถือหนังสือท่านไปหาโจผี ขอให้ท่านแต่งหนังสือถึงโจผี ขอให้ยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋ง ข้าพเจ้าจะว่ากล่าวเพ็ดทูลให้โจผียกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งให้จงได้ เมื่อใดที่โจผียกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งแล้ว เล่าปี่ย่อมเกรงว่าเมืองเสฉวนจะเป็นอันตราย ก็จะยกกองทัพกลับไปเมืองฮันต๋ง เมืองกังตั๋งเราก็จะปลอดภัย
ซุนกวนได้ฟังอุบาย “ตีเมืองเว่ย ช่วยเมืองเจ้า” อันเป็นกลยุทธ์สำคัญกลยุทธ์หนึ่งในการสงครามก็เห็นด้วย แต่กริ่งว่าเตียวจี๋จะทำการไม่สำเร็จ จึงกำชับว่าท่านอาสาไปครั้งนี้จงเกลี้ยกล่อมโจผีให้จงดี อย่าให้เขาจับได้ไล่ทันว่าเราแต่งอุบายเพื่อเอาเมืองกังตั๋งรอด จะได้ไม่อัปยศอดสูแก่คนทั้งปวง
เตียวจี๋จึงทูลว่า ขอท่านจงวางใจ หากแม้นทำการไม่สำเร็จดังอาสาก็จะไม่กลับมาให้ท่านเห็นหน้าอีกต่อไป จะขอกระโดดแม่น้ำตาย ฝากชื่อให้ลือชาไว้แก่คนทั้งปวง
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงแต่งหนังสือถึงโจผีตามแผนการของเตียวจี๋ทุกประการ และมอบหนังสือนั้นแก่เตียวจี๋ กำชับให้เร่งเดินทางไปเมืองลกเอี๋ยงทั้งกลางวันและกลางคืน
กาเซี่ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ในพระเจ้าโจผีทราบความว่าเตียวจี๋ถือหนังสือมาแต่เมืองกังตั๋ง ก็เบิกตัวเตียวจี๋เข้าไปเฝ้าพระเจ้าโจผี แล้วให้เตียวจี๋คอยอยู่ที่ด้านนอก ตัวกาเซี่ยงเข้าไปกราบบังคมทูลรายงานความให้พระเจ้าโจผีทราบ
พระเจ้าโจผีทราบความจากหน่วยสอดแนมอยู่ก่อนแล้วว่า พระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง พอได้ฟังคำทูลของกาเซี่ยงก็ทรงพระสรวล แล้วตรัสว่าซุนกวนแต่งทูตมาเมืองหลวงครั้งนี้เป็นเพราะกลัวเล่าปี่ ตรัสแล้วก็รับสั่งกับกาเซี่ยงให้เบิกตัวเตียวจี๋เข้าไปเฝ้า
ครั้นเตียวจี๋ถวายบังคมตามประเพณีแล้ว พระเจ้าโจผีจึงรับหนังสือของซุนกวนมาทอดพระเนตร พอทราบความตามหนังสือนั้นก็ตรัสว่า “ซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งเป็นคนมีสติปัญญาอยู่หรือ”
เตียวจี๋ได้ฟังคำพระเจ้าโจผีเป็นนัยยะคลุมเครือดังนั้นจึงกราบบังคมทูลว่า “ซุนกวนนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดนัก รู้เลี้ยงคนดี โอบอ้อมเอาใจข้าราชการแลราษฎรทั้งปวง”
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านสรรเสริญยกย่องซุนกวนดังนี้จะไม่เกินไปดอกหรือ เตียวจี๋กราบบังคมทูลตอบว่าซึ่งกราบบังคมทูลดังนี้ มิได้เกินกว่าความเป็นจริงสักหน่อยหนึ่ง
พระเจ้าโจผีจึงแสร้งตรัสต่อไปว่า ถ้าหากเรายกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง ท่านคิดว่าเมืองกังตั๋งจะรับมือกองทัพของเราได้หรือไม่ เตียวจี๋ก็แก้ว่ามาตรแม้นกองทัพเมืองใหญ่ยกไปตีเมืองน้อย เมืองน้อยก็จำใจต้องจัดแจงทหารป้องกันระวังรักษาเมือง จะแพ้แลชนะนั้นสุดแท้ฟ้าดินจะลิขิตให้เป็นไป
พระเจ้าโจผีแสร้งตรัสถามต่อไปว่าถ้าหากเรายกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง ซุนกวนจะยำเกรงต่อเราหรือไม่ เตียวจี๋ก็กราบทูลว่า ซุนกวนคงจะไม่เกรงกลัว เพราะหนทางแต่เมืองหลวงไปเมืองกังตั๋งนั้นเป็นทางไกลแลทุรกันดาร หากได้แต่งกองทัพระมัดระวังป้องกันทุกตำบลแล้ว กองทัพของพระองค์ก็จะอ่อนล้าอิดโรย เลิกทัพกลับไปเอง
พระเจ้าโจผีเห็นเตียวจี๋เจรจาโต้ตอบองอาจแหลมคม ไว้สง่าแก่ซุนกวน ในขณะเดียวกันก็มิได้ละเมิดอัชฌาสัยของพระองค์ จึงตรัสถามต่อไปว่า ขุนนางเมืองกังตั๋งที่ฉลาดปานท่านนี้จะมีสักกี่คน
เตียวจี๋ได้ยินคำถามดังนั้นก็หยั่งรู้น้ำพระทัยว่าพระเจ้าโจผีพอพระทัยกับความกล้าหาญองอาจ จึงกราบบังคมทูลอย่างนอบน้อมว่า “ขุนนางเมืองกังตั๋งซึ่งมีสติปัญญากล้าหาญในการสงครามดีกว่าข้าพเจ้ายังมีสักแปดสิบเก้าสิบคน ที่มีสติปัญญาเหมือนข้าพเจ้ากระนี้จะเอาเกวียนไปบรรทุกก็มิสิ้น จะเอาถังตวงเอาก็ไม่หมด”
พระเจ้าโจผีได้ยินดังนั้นก็ทรงพระสรวล แล้วสรรเสริญว่าซุนกวนฉลาดเลือกคนมาเป็นทูต มีสติปัญญาหลักแหลมนัก เจรจาความใดก็ยกย่องให้เกียรตินาย ควรแล้วที่จะเป็นทูตมาเจรจาความเมือง
ตรัสดังนั้นแล้วจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าสถาปนาอิสริยยศให้ซุนกวนมีตำแหน่งเป็นอ๋อง เสมอด้วยตำแหน่งของพระองค์ก่อนที่จะเสวยราชย์ ประกอบด้วยเครื่องยศประจำตำแหน่งอ๋องเก้าอย่าง พร้อมกับตราตั้งประจำตำแหน่ง และรับสั่งให้เตียวจี๋กลับไปเมืองกังตั๋งก่อนแล้ว จะให้สำนักราชเลขาธิการเชิญพระบรมราชโองการพร้อมเครื่องประจำตำแหน่งอ๋องตามไปเมืองกังตั๋งในภายหลัง
พระเจ้าโจผีรับสั่งเสร็จก็เสด็จเข้า เตียวจี๋ไม่รู้ความในพระทัยของพระเจ้าโจผีว่าจะทรงยกกองทัพไปหรือไม่ แต่เห็นว่าการพระราชทานฐานันดรศักดิ์ชั้นอ๋องแก่ซุนกวนนั้นเป็นเกียรติยศยิ่ง ทั้งเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่ายอมรับให้ซุนกวนเป็นข้าในขอบขัณฑสีมา เตียวจี๋จึงเดินทางกลับไปเมืองกังตั๋ง
วันรุ่งขึ้นพระเจ้าโจผีเสด็จออกว่าราชการ บรรดาขุนนางทั้งปวงเข้าเฝ้าตามตำแหน่ง เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงกราบบังคมทูลว่า ซุนกวนกลัวเล่าปี่จึงยอมตัวมาเป็นข้าของพระองค์ ซึ่งเกิดศึกทั้งนี้เป็นแต่บุญญาธิการของพระองค์โดยแท้ และเป็นทีแก่เมืองเรา ขอให้พระองค์แต่งกองทัพยกทหารสี่ห้าหมื่นเป็นขบวนกองทัพเรือยกไปตีเมืองกังตั๋ง และมีหนังสือให้เล่าปี่ตีกระหนาบโดยทางทัพบก เห็นจะได้เมืองกังตั๋งโดยง่าย เมื่อได้เมืองกังตั๋งแล้วซึ่งจะขับเคี่ยวกับเล่าปี่เพียงหัวเมืองเดียว เห็นว่าจะได้ชัยชนะโดยง่าย
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า บัดนี้ซุนกวนยอมเป็นข้าสวามิภักดิ์ต่อเราแล้ว หากทำร้ายเขาในยามยาก สืบไปเบื้องหน้าใครไหนจะกล้ามายอมเป็นข้าของเราเล่า ศึกครั้งนี้เราไม่ยกกองทัพไปช่วยซุนกวน แต่ได้บำรุงน้ำใจตั้งแต่งให้เป็นอ๋อง เห็นซุนกวนจะมีความยินดี
เล่าหัวจึงกราบบังคมทูลต่อไปว่า ซุนกวนนี้สืบเชื้อสายครองอำนาจในเมืองกังตั๋งมาสามชั่วอายุคนแล้ว มีประสบการณ์ในการสงครามมาแต่ครั้งที่วุยอ๋องพระองค์ก่อนยังทรงพระชนม์อยู่ ทหารซึ่งมีฝีมือก็มีเป็นจำนวนมาก ราษฎรก็พร้อมเพรียงบริบูรณ์ ซึ่งยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์แต่ก่อนนี้ก็เพราะยังมีฐานันดรศักดิ์ที่ต่ำอยู่ เมื่อพระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานอิสริยยศให้สูงขึ้น เกรงว่าซุนกวนจะมีน้ำใจกำเริบ “เหมือนเสือร้ายอยู่แล้ว เทพยดามาชุบให้มีปีกขึ้นอีกเล่า บินได้แล้วก็จะร้ายยิ่งกว่าเก่า”
พระเจ้าโจผีจึงตรัสว่า อันยศช้างขุนนางพระเป็นฐานันดรที่หาความหมายและคุณค่าอันใดมิได้ เป็นแค่เครื่องบำเรอน้ำใจให้กับผู้หลงใหลในยศศักดิ์ได้ฮึกเหิมชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ซุนกวนเป็นเจ้าเมืองบ้านนอก ถึงแม้มีฐานันดรศักดิ์ที่สูงขึ้นก็หามีสิ่งใดที่น่าหวั่นเกรงไม่ และที่เราตั้งแต่งให้ซุนกวนเป็นอ๋องขึ้นในครั้งนี้ก็หวังให้มีน้ำใจกำเริบ แล้วจะทำศึกล้างผลาญกับเล่าปี่โดยไม่คิดชีวิต “เขารบกันครั้งนี้เราก็จะไม่ยกทัพไปช่วยซุนกวน เราก็ไม่ไปช่วยเล่าปี่ เราคอยเมื่อเขารบกันข้างหนึ่งแพ้แล้วยังอยู่แต่ฝ่ายเดียว เราจะยกทัพไปตีเห็นจะได้โดยสะดวก เราตรองการทั้งนี้ชอบอยู่แล้ว ท่านอย่าทัดทานห้ามปรามเราเลย”
คำพระเจ้าโจผีครั้งนี้ได้เปิดแผนการอันลึกซึ้งว่า การยกย่องซุนกวนให้เป็นอ๋องก็เพื่อให้ซุนกวนมีมานะแก่กล้าทำศึกสงครามกับเล่าปี่จนวายวอดไปสักข้างหนึ่งแล้วจึงยกกองทัพไปซ้ำเติมต่อภายหลัง จึงเท่ากับเป็นการสุมแรงไฟให้ซุนกวนกำเริบ แล้วกล้าเอากำลังทหารซึ่งน้อยกว่าเข้าต่อกรชิงชัยกับกองทัพใหญ่ของพระเจ้าเล่าปี่ นับเป็นแผนที่เหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก
พระเจ้าโจผีตรัสแล้วจึงมีรับสั่งให้สำนักราชเลขาธิการเชิญพระบรมราชโองการพร้อมด้วยเครื่องยศสำหรับตำแหน่งอ๋องและตราประจำตำแหน่งไปพระราชทานแก่ซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง
ขบวนเชิญเครื่องอิสริยยศของสำนักราชเลขาธิการไปถึงเมืองกังตั๋งพร้อม ๆ กับเตียวจี๋ ดังนั้นเตียวจี๋จึงนำขบวนจะเข้าไปหาซุนกวน ครั้นไปถึงหน้าประตูเมืองเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการยังคงนั่งเกวียนตามขบวนเข้าไป เตียวจี๋เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นก็โกรธ ชักม้ากลับมาที่เกวียนในขบวน แล้วตวาดเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการว่า ท่านมาถึงเมืองกังตั๋งแล้ว ไยจึงไม่ลงจากเกวียนเดินเข้าไปในวังตามประเพณี กลับทำการดูหมิ่นนายเราถึงเพียงนี้
เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการได้ฟังดังนั้นจึงลงจากเกวียน เดินตามเตียวจี๋เข้าไปในเมือง
ทางฝ่ายซุนกวนครั้นได้ทราบรายงานว่าพระเจ้าโจผีได้โปรดเกล้าฯ เลื่อนอิสริยยศให้เป็นอ๋อง และให้ข้าหลวงเชิญพระบรมราชโองการพร้อมเครื่องยศและตราตั้งมาถึงเมืองกังตั๋งแล้ว จึงออกไปต้อนรับขบวนที่หน้าประตูวัง ครั้นได้ทักทายคารวะกันตามธรรมเนียมแล้ว ซุนกวนจึงนำขบวนเชิญพระบรมราชโองการเข้าไปในวัง
ชีเซ่งขุนพลเก่าตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยนเห็นดังนั้นก็รู้สึกอัปยศอดสูแก่ใจ ร้องไห้แล้วกล่าวกับซุนกวนว่า “เสียแรงเราอุตส่าห์ทำการศึกมาช้านาน ตั้งใจจะไปตีโจผี เล่าปี่ ได้แล้วจะให้ท่านเป็นเจ้าแผ่นดิน ก็ยังมิได้สมคิด บัดนี้ท่านมาอ่อนน้อมยอมให้โจผีตั้งให้ท่านเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าอายนัก”
ซุนกวนได้ยินคำชีเซ่งก็รู้สึกอัปยศอดสูในใจ และขุ่นใจชีเซ่งว่าไม่รู้จักสถานการณ์และกลเกมทางการเมือง ซุนกวนจึงทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วเดินนำหน้าขบวนเข้าไปในวัง แล้วกระทำพิธีรับพระบรมราชโองการและตราตั้งตามธรรมเนียม เสร็จแล้วแต่งเครื่องบรรณาการให้เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการนำกลับไปถวายพระเจ้าโจผี
พอเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการกลับออกไปจากวัง หัวหน้าหน่วยสอดแนมก็นำความเข้ามาทูลแก่ซุนกวนว่า ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพมาครั้งนี้เป็นทัพกษัตริย์ประกอบด้วยขบวนกองทัพบกและกองทัพเรือ มีกำลังพลแปดสิบหมื่นใหญ่หลวงนัก แม้ชนกลุ่มน้อยในภาคใต้ของเมืองเสฉวนซึ่งรบพุ่งกล้าหาญก็ร่วมมาในขบวนทัพด้วย ขณะนี้กองทัพบกได้ยกล่วงมาถึงตำบลจีนกุ๋ย ส่วนกองทัพเรือยกมาตั้งที่ตำบลบูเค้า
ซุนกวนได้ทราบรายงานก็ตกใจเป็นอันมาก รีบเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง แจ้งข่าวกองทัพของเล่าปี่ให้ทราบ พลางทอดถอนใจใหญ่แล้วว่า แต่ก่อนนี้เรามีจิวยี่ โลซก ลิบอง ซึ่งมีสติปัญญาในการสงครามเป็นอันมาก แต่บัดนี้ท่านผู้มีสติปัญญาเหล่านั้นได้ล่วงลับสิ้นแล้ว ศึกครั้งนี้จะพึ่งพาผู้ใดเล่า.
ซุนกวนได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้นจึงว่า จูกัดกิ๋นได้กระทำสัตย์ไว้กับเราว่าจะจงรักภักดี ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนวันตาย เป็นไปไม่ได้ที่จูกัดกิ๋นจะหนีไปเข้ากับเล่าปี่ แล้วว่า “เมื่อครั้งเราอยู่ฉะสองกุ๋น ขงเบ้งมาเมืองเรา ข้าพเจ้าจึงว่าแก่จูกัดกิ๋นว่าท่านจงไปชวนน้องท่านให้ทำราชการด้วยเรา จูกัดกิ๋นจึงว่าขงเบ้งได้กินข้าวแดงของเล่าปี่แล้ว ไปชวนเห็นจะไม่มา ด้วยกำพืดน้ำใจเป็นเชื้อชายเหมือนหนึ่งข้าพเจ้ากระนี้ได้กินข้าวแดงของท่านแล้ว จะไปอยู่กับผู้อื่นหาควรไม่”
ซุนกวนกล่าวสิ้นคำลง ทหารรักษาการณ์ก็ได้เข้ามารายงานว่า จูกัดกิ๋นได้เดินทางกลับมาจากเมืองเป๊กเต้แล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวกับเตียวเจียวว่า เราเล็งดูน้ำใจจูกัดกิ๋นไม่ผิดเลย แต่เตียวเจียวนั้นให้รู้สึกอดสูใจ จึงคำนับลาซุนกวนกลับออกไป
จูกัดกิ๋นเข้ามาคำนับซุนกวน แล้วรายงานความทั้งปวงให้ทราบ ซุนกวนทราบรายงานแล้วตกใจเป็นอันมาก ปรารภอย่างลืมตัวว่าเห็นทีเมืองกังตั๋งจะเป็นอันตรายเสียแน่แล้ว
เตียวจี๋ซึ่งเป็นที่ปรึกษา เห็นหน้าซุนกวนสลดหมองลงดังนั้น จึงทูลว่าข้าพเจ้ามีอุบายอย่างหนึ่ง จะทำให้เมืองกังตั๋งเราไม่เป็นอันตราย ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงถามว่าอุบายของท่านเป็นประการใด
เตียวจี๋จึงทูลว่า ข้าพเจ้าขออาสาเป็นทูตถือหนังสือท่านไปหาโจผี ขอให้ท่านแต่งหนังสือถึงโจผี ขอให้ยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋ง ข้าพเจ้าจะว่ากล่าวเพ็ดทูลให้โจผียกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งให้จงได้ เมื่อใดที่โจผียกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งแล้ว เล่าปี่ย่อมเกรงว่าเมืองเสฉวนจะเป็นอันตราย ก็จะยกกองทัพกลับไปเมืองฮันต๋ง เมืองกังตั๋งเราก็จะปลอดภัย
ซุนกวนได้ฟังอุบาย “ตีเมืองเว่ย ช่วยเมืองเจ้า” อันเป็นกลยุทธ์สำคัญกลยุทธ์หนึ่งในการสงครามก็เห็นด้วย แต่กริ่งว่าเตียวจี๋จะทำการไม่สำเร็จ จึงกำชับว่าท่านอาสาไปครั้งนี้จงเกลี้ยกล่อมโจผีให้จงดี อย่าให้เขาจับได้ไล่ทันว่าเราแต่งอุบายเพื่อเอาเมืองกังตั๋งรอด จะได้ไม่อัปยศอดสูแก่คนทั้งปวง
เตียวจี๋จึงทูลว่า ขอท่านจงวางใจ หากแม้นทำการไม่สำเร็จดังอาสาก็จะไม่กลับมาให้ท่านเห็นหน้าอีกต่อไป จะขอกระโดดแม่น้ำตาย ฝากชื่อให้ลือชาไว้แก่คนทั้งปวง
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงแต่งหนังสือถึงโจผีตามแผนการของเตียวจี๋ทุกประการ และมอบหนังสือนั้นแก่เตียวจี๋ กำชับให้เร่งเดินทางไปเมืองลกเอี๋ยงทั้งกลางวันและกลางคืน
กาเซี่ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ในพระเจ้าโจผีทราบความว่าเตียวจี๋ถือหนังสือมาแต่เมืองกังตั๋ง ก็เบิกตัวเตียวจี๋เข้าไปเฝ้าพระเจ้าโจผี แล้วให้เตียวจี๋คอยอยู่ที่ด้านนอก ตัวกาเซี่ยงเข้าไปกราบบังคมทูลรายงานความให้พระเจ้าโจผีทราบ
พระเจ้าโจผีทราบความจากหน่วยสอดแนมอยู่ก่อนแล้วว่า พระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง พอได้ฟังคำทูลของกาเซี่ยงก็ทรงพระสรวล แล้วตรัสว่าซุนกวนแต่งทูตมาเมืองหลวงครั้งนี้เป็นเพราะกลัวเล่าปี่ ตรัสแล้วก็รับสั่งกับกาเซี่ยงให้เบิกตัวเตียวจี๋เข้าไปเฝ้า
ครั้นเตียวจี๋ถวายบังคมตามประเพณีแล้ว พระเจ้าโจผีจึงรับหนังสือของซุนกวนมาทอดพระเนตร พอทราบความตามหนังสือนั้นก็ตรัสว่า “ซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งเป็นคนมีสติปัญญาอยู่หรือ”
เตียวจี๋ได้ฟังคำพระเจ้าโจผีเป็นนัยยะคลุมเครือดังนั้นจึงกราบบังคมทูลว่า “ซุนกวนนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดนัก รู้เลี้ยงคนดี โอบอ้อมเอาใจข้าราชการแลราษฎรทั้งปวง”
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านสรรเสริญยกย่องซุนกวนดังนี้จะไม่เกินไปดอกหรือ เตียวจี๋กราบบังคมทูลตอบว่าซึ่งกราบบังคมทูลดังนี้ มิได้เกินกว่าความเป็นจริงสักหน่อยหนึ่ง
พระเจ้าโจผีจึงแสร้งตรัสต่อไปว่า ถ้าหากเรายกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง ท่านคิดว่าเมืองกังตั๋งจะรับมือกองทัพของเราได้หรือไม่ เตียวจี๋ก็แก้ว่ามาตรแม้นกองทัพเมืองใหญ่ยกไปตีเมืองน้อย เมืองน้อยก็จำใจต้องจัดแจงทหารป้องกันระวังรักษาเมือง จะแพ้แลชนะนั้นสุดแท้ฟ้าดินจะลิขิตให้เป็นไป
พระเจ้าโจผีแสร้งตรัสถามต่อไปว่าถ้าหากเรายกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง ซุนกวนจะยำเกรงต่อเราหรือไม่ เตียวจี๋ก็กราบทูลว่า ซุนกวนคงจะไม่เกรงกลัว เพราะหนทางแต่เมืองหลวงไปเมืองกังตั๋งนั้นเป็นทางไกลแลทุรกันดาร หากได้แต่งกองทัพระมัดระวังป้องกันทุกตำบลแล้ว กองทัพของพระองค์ก็จะอ่อนล้าอิดโรย เลิกทัพกลับไปเอง
พระเจ้าโจผีเห็นเตียวจี๋เจรจาโต้ตอบองอาจแหลมคม ไว้สง่าแก่ซุนกวน ในขณะเดียวกันก็มิได้ละเมิดอัชฌาสัยของพระองค์ จึงตรัสถามต่อไปว่า ขุนนางเมืองกังตั๋งที่ฉลาดปานท่านนี้จะมีสักกี่คน
เตียวจี๋ได้ยินคำถามดังนั้นก็หยั่งรู้น้ำพระทัยว่าพระเจ้าโจผีพอพระทัยกับความกล้าหาญองอาจ จึงกราบบังคมทูลอย่างนอบน้อมว่า “ขุนนางเมืองกังตั๋งซึ่งมีสติปัญญากล้าหาญในการสงครามดีกว่าข้าพเจ้ายังมีสักแปดสิบเก้าสิบคน ที่มีสติปัญญาเหมือนข้าพเจ้ากระนี้จะเอาเกวียนไปบรรทุกก็มิสิ้น จะเอาถังตวงเอาก็ไม่หมด”
พระเจ้าโจผีได้ยินดังนั้นก็ทรงพระสรวล แล้วสรรเสริญว่าซุนกวนฉลาดเลือกคนมาเป็นทูต มีสติปัญญาหลักแหลมนัก เจรจาความใดก็ยกย่องให้เกียรตินาย ควรแล้วที่จะเป็นทูตมาเจรจาความเมือง
ตรัสดังนั้นแล้วจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าสถาปนาอิสริยยศให้ซุนกวนมีตำแหน่งเป็นอ๋อง เสมอด้วยตำแหน่งของพระองค์ก่อนที่จะเสวยราชย์ ประกอบด้วยเครื่องยศประจำตำแหน่งอ๋องเก้าอย่าง พร้อมกับตราตั้งประจำตำแหน่ง และรับสั่งให้เตียวจี๋กลับไปเมืองกังตั๋งก่อนแล้ว จะให้สำนักราชเลขาธิการเชิญพระบรมราชโองการพร้อมเครื่องประจำตำแหน่งอ๋องตามไปเมืองกังตั๋งในภายหลัง
พระเจ้าโจผีรับสั่งเสร็จก็เสด็จเข้า เตียวจี๋ไม่รู้ความในพระทัยของพระเจ้าโจผีว่าจะทรงยกกองทัพไปหรือไม่ แต่เห็นว่าการพระราชทานฐานันดรศักดิ์ชั้นอ๋องแก่ซุนกวนนั้นเป็นเกียรติยศยิ่ง ทั้งเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่ายอมรับให้ซุนกวนเป็นข้าในขอบขัณฑสีมา เตียวจี๋จึงเดินทางกลับไปเมืองกังตั๋ง
วันรุ่งขึ้นพระเจ้าโจผีเสด็จออกว่าราชการ บรรดาขุนนางทั้งปวงเข้าเฝ้าตามตำแหน่ง เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงกราบบังคมทูลว่า ซุนกวนกลัวเล่าปี่จึงยอมตัวมาเป็นข้าของพระองค์ ซึ่งเกิดศึกทั้งนี้เป็นแต่บุญญาธิการของพระองค์โดยแท้ และเป็นทีแก่เมืองเรา ขอให้พระองค์แต่งกองทัพยกทหารสี่ห้าหมื่นเป็นขบวนกองทัพเรือยกไปตีเมืองกังตั๋ง และมีหนังสือให้เล่าปี่ตีกระหนาบโดยทางทัพบก เห็นจะได้เมืองกังตั๋งโดยง่าย เมื่อได้เมืองกังตั๋งแล้วซึ่งจะขับเคี่ยวกับเล่าปี่เพียงหัวเมืองเดียว เห็นว่าจะได้ชัยชนะโดยง่าย
พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า บัดนี้ซุนกวนยอมเป็นข้าสวามิภักดิ์ต่อเราแล้ว หากทำร้ายเขาในยามยาก สืบไปเบื้องหน้าใครไหนจะกล้ามายอมเป็นข้าของเราเล่า ศึกครั้งนี้เราไม่ยกกองทัพไปช่วยซุนกวน แต่ได้บำรุงน้ำใจตั้งแต่งให้เป็นอ๋อง เห็นซุนกวนจะมีความยินดี
เล่าหัวจึงกราบบังคมทูลต่อไปว่า ซุนกวนนี้สืบเชื้อสายครองอำนาจในเมืองกังตั๋งมาสามชั่วอายุคนแล้ว มีประสบการณ์ในการสงครามมาแต่ครั้งที่วุยอ๋องพระองค์ก่อนยังทรงพระชนม์อยู่ ทหารซึ่งมีฝีมือก็มีเป็นจำนวนมาก ราษฎรก็พร้อมเพรียงบริบูรณ์ ซึ่งยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์แต่ก่อนนี้ก็เพราะยังมีฐานันดรศักดิ์ที่ต่ำอยู่ เมื่อพระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานอิสริยยศให้สูงขึ้น เกรงว่าซุนกวนจะมีน้ำใจกำเริบ “เหมือนเสือร้ายอยู่แล้ว เทพยดามาชุบให้มีปีกขึ้นอีกเล่า บินได้แล้วก็จะร้ายยิ่งกว่าเก่า”
พระเจ้าโจผีจึงตรัสว่า อันยศช้างขุนนางพระเป็นฐานันดรที่หาความหมายและคุณค่าอันใดมิได้ เป็นแค่เครื่องบำเรอน้ำใจให้กับผู้หลงใหลในยศศักดิ์ได้ฮึกเหิมชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ซุนกวนเป็นเจ้าเมืองบ้านนอก ถึงแม้มีฐานันดรศักดิ์ที่สูงขึ้นก็หามีสิ่งใดที่น่าหวั่นเกรงไม่ และที่เราตั้งแต่งให้ซุนกวนเป็นอ๋องขึ้นในครั้งนี้ก็หวังให้มีน้ำใจกำเริบ แล้วจะทำศึกล้างผลาญกับเล่าปี่โดยไม่คิดชีวิต “เขารบกันครั้งนี้เราก็จะไม่ยกทัพไปช่วยซุนกวน เราก็ไม่ไปช่วยเล่าปี่ เราคอยเมื่อเขารบกันข้างหนึ่งแพ้แล้วยังอยู่แต่ฝ่ายเดียว เราจะยกทัพไปตีเห็นจะได้โดยสะดวก เราตรองการทั้งนี้ชอบอยู่แล้ว ท่านอย่าทัดทานห้ามปรามเราเลย”
คำพระเจ้าโจผีครั้งนี้ได้เปิดแผนการอันลึกซึ้งว่า การยกย่องซุนกวนให้เป็นอ๋องก็เพื่อให้ซุนกวนมีมานะแก่กล้าทำศึกสงครามกับเล่าปี่จนวายวอดไปสักข้างหนึ่งแล้วจึงยกกองทัพไปซ้ำเติมต่อภายหลัง จึงเท่ากับเป็นการสุมแรงไฟให้ซุนกวนกำเริบ แล้วกล้าเอากำลังทหารซึ่งน้อยกว่าเข้าต่อกรชิงชัยกับกองทัพใหญ่ของพระเจ้าเล่าปี่ นับเป็นแผนที่เหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก
พระเจ้าโจผีตรัสแล้วจึงมีรับสั่งให้สำนักราชเลขาธิการเชิญพระบรมราชโองการพร้อมด้วยเครื่องยศสำหรับตำแหน่งอ๋องและตราประจำตำแหน่งไปพระราชทานแก่ซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง
ขบวนเชิญเครื่องอิสริยยศของสำนักราชเลขาธิการไปถึงเมืองกังตั๋งพร้อม ๆ กับเตียวจี๋ ดังนั้นเตียวจี๋จึงนำขบวนจะเข้าไปหาซุนกวน ครั้นไปถึงหน้าประตูเมืองเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการยังคงนั่งเกวียนตามขบวนเข้าไป เตียวจี๋เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นก็โกรธ ชักม้ากลับมาที่เกวียนในขบวน แล้วตวาดเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการว่า ท่านมาถึงเมืองกังตั๋งแล้ว ไยจึงไม่ลงจากเกวียนเดินเข้าไปในวังตามประเพณี กลับทำการดูหมิ่นนายเราถึงเพียงนี้
เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการได้ฟังดังนั้นจึงลงจากเกวียน เดินตามเตียวจี๋เข้าไปในเมือง
ทางฝ่ายซุนกวนครั้นได้ทราบรายงานว่าพระเจ้าโจผีได้โปรดเกล้าฯ เลื่อนอิสริยยศให้เป็นอ๋อง และให้ข้าหลวงเชิญพระบรมราชโองการพร้อมเครื่องยศและตราตั้งมาถึงเมืองกังตั๋งแล้ว จึงออกไปต้อนรับขบวนที่หน้าประตูวัง ครั้นได้ทักทายคารวะกันตามธรรมเนียมแล้ว ซุนกวนจึงนำขบวนเชิญพระบรมราชโองการเข้าไปในวัง
ชีเซ่งขุนพลเก่าตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยนเห็นดังนั้นก็รู้สึกอัปยศอดสูแก่ใจ ร้องไห้แล้วกล่าวกับซุนกวนว่า “เสียแรงเราอุตส่าห์ทำการศึกมาช้านาน ตั้งใจจะไปตีโจผี เล่าปี่ ได้แล้วจะให้ท่านเป็นเจ้าแผ่นดิน ก็ยังมิได้สมคิด บัดนี้ท่านมาอ่อนน้อมยอมให้โจผีตั้งให้ท่านเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าอายนัก”
ซุนกวนได้ยินคำชีเซ่งก็รู้สึกอัปยศอดสูในใจ และขุ่นใจชีเซ่งว่าไม่รู้จักสถานการณ์และกลเกมทางการเมือง ซุนกวนจึงทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วเดินนำหน้าขบวนเข้าไปในวัง แล้วกระทำพิธีรับพระบรมราชโองการและตราตั้งตามธรรมเนียม เสร็จแล้วแต่งเครื่องบรรณาการให้เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการนำกลับไปถวายพระเจ้าโจผี
พอเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการกลับออกไปจากวัง หัวหน้าหน่วยสอดแนมก็นำความเข้ามาทูลแก่ซุนกวนว่า ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพมาครั้งนี้เป็นทัพกษัตริย์ประกอบด้วยขบวนกองทัพบกและกองทัพเรือ มีกำลังพลแปดสิบหมื่นใหญ่หลวงนัก แม้ชนกลุ่มน้อยในภาคใต้ของเมืองเสฉวนซึ่งรบพุ่งกล้าหาญก็ร่วมมาในขบวนทัพด้วย ขณะนี้กองทัพบกได้ยกล่วงมาถึงตำบลจีนกุ๋ย ส่วนกองทัพเรือยกมาตั้งที่ตำบลบูเค้า
ซุนกวนได้ทราบรายงานก็ตกใจเป็นอันมาก รีบเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง แจ้งข่าวกองทัพของเล่าปี่ให้ทราบ พลางทอดถอนใจใหญ่แล้วว่า แต่ก่อนนี้เรามีจิวยี่ โลซก ลิบอง ซึ่งมีสติปัญญาในการสงครามเป็นอันมาก แต่บัดนี้ท่านผู้มีสติปัญญาเหล่านั้นได้ล่วงลับสิ้นแล้ว ศึกครั้งนี้จะพึ่งพาผู้ใดเล่า.