ตอนที่ 461. งาช้างไม่งอกออกจากปากหมา

กวนหินบุตรของกวนอู และเตียวเปาบุตรของเตียวหุย ต่างแย่งกันเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า จึงต้องประลองฝีมือเกาทัณฑ์กัน แต่ครั้นประลองเสร็จแล้วเตียวเปายังไม่ยอมแพ้ ท้ากวนหินให้ประลองฝีมือรบกันบนหลังม้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถูกพระเจ้าเล่าปี่ต่อว่าก็ได้สำนึก

            ทั้งกวนหินและเตียวเปาต่างรีบลงจากหลังม้า เข้ามาคุกเข่าขอขมาโทษ พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็เอ็นดู จึงรับสั่งว่าบิดาของพวกเจ้าทั้งสองคนแม้มิได้เกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่มีความรักกันยิ่งกว่าพี่น้องร่วมอุทร เจ้าทั้งสองคนจึงเหมือนหนึ่งเป็นพี่น้องกัน ควรที่จะปรองดองร่วมกันแก้แค้นให้แก่บิดาจึงจะชอบ ซึ่งจะมาวิวาทแก่งแย่งแข่งกันเอง ทั้ง ๆ ที่อยู่ต่อหน้าเราดังนี้ สืบไปเมื่อหน้าอยู่ลับหลังเราแล้วจะไม่ฆ่ากันเองให้วิญญาณบิดาเจ้าทั้งสองไม่อาจสงบสุขได้กระนั้นหรือ

            กวนหินและเตียวเปาฟังรับสั่งพระเจ้าเล่าปี่ดังนั้นแล้วก็สำนึกผิด หวนคิดรำลึกถึงพระคุณผู้บิดาก็ร้องไห้ เล่าปี่เห็นก็ยิ่งสงสาร จึงถามว่าเจ้าสองคนใครมีอายุแก่อ่อนกว่ากัน

            เตียวเปาชิงกราบบังคมทูลก่อนว่า ข้าพเจ้าแก่กว่ากวนหินปีหนึ่ง กวนหินก็กราบบังคมทูลว่าข้าพเจ้าอ่อนกว่าเตียวเปาปีหนึ่ง พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เตียวเปาก็ต้องเป็นพี่ แล้วรับสั่งถามว่าเราจะให้เจ้าทั้งสองคนกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันเหมือนบิดาของเจ้าทั้งสอง เจ้าทั้งสองจะว่าประการใด

            กวนหินและเตียวเปากราบบังคมทูลพร้อมกันว่า ข้าพเจ้าทั้งสองยินดีและเต็มใจสืบสานปณิธานของบิดา กราบทูลดังนั้นแล้วกวนหินก็กระทำคำนับเตียวเปาแล้วเรียกว่าพี่ ส่วนเตียวเปารับคำนับแล้วก็สวมกอดกวนหินและเรียกว่าน้องเรา

            พระเจ้าเล่าปี่จึงให้กวนหินและเตียวเปาไหว้ฟ้าดิน และกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันดุจดังกวนอูและเตียวหุย

            พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรหลานทั้งสอง เห็นกวนหินมีใบหน้าคมสันดุจดังหยกสีขาว บุคลิกลักษณะองอาจกล้าหาญ นัยน์ตาแจ่มใสสัตย์ซื่อบริสุทธิ์ ส่วนเตียวเปาเล่าก็มีรูปร่างกำยำล่ำสัน บุคลิกองอาจกล้าหาญและเร่าร้อนไม่ต่างกับเตียวหุย นัยน์ตาเป็นประกาย เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี ก็นึกสรรเสริญในใจว่าทั้งกวนอูและเตียวหุยน้องเราไม่เสียทีที่เป็นพ่อคน ให้กำเนิดบุตรอันประเสริฐ เพียงเท่าที่เห็นนี้ก็ได้ประจักษ์ถึงการอบรมบ่มเพาะให้เป็นคนดี มีฝีมือ องอาจกล้าหาญ สามารถสร้างเกียรติคุณให้ลือชาปรากฏ ส่งเสริมเกียรติภูมิของพ่อแม่ไปในภายภาคหน้า สมดังที่โบราณว่า งาช้างอันประเสริ ย่อมงอกจากปากช้าง ไม่อาจงอกจากปากหมาได้ฉะนั้น พระเจ้าเล่าปี่ทรงคำนึงดังนั้นแล้วก็หวนระลึกถึงเล่าเสี้ยนผู้บุตรว่า เกิดมามีเชื้อสายเป็นเจ้า แต่กลับมุ่งเสพสุขตามใจตัว คบคนชั่วเป็นมิตร อนาคตข้างหน้ามิรู้ว่าจะรักษาสมบัติและเกียรติภูมิของราชวงศ์ฮั่นได้หรือไม่ประการใด คิดไปคิดมาพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงกันแสงโดยไม่รู้สึกตัว

            อันคนเกิดมาเป็นพ่อคนแม่คนนั้น ไม่ว่าจะร่ำรวยด้วยยศศักดิ์อัครฐาน หรือยากจนต่ำต้อยสักเพียงไหน แต่ความเศร้าโศกเสียใจและความภาคภูมิใจย่อมไม่มีเรื่องใดเท่ากับเรื่องบุตร หากบุตรดีมีคุณธรรม มีความก้าวหน้า ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความภาคภูมิใจของคนซึ่งเป็นพ่อแม่ แต่ถ้าหากบุตรเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ทำการใดก็ล้มเหลวไม่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธารักใคร่ของผู้คน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์และความอัปยศอดสูใจของคนซึ่งเป็นพ่อแม่ แต่การซึ่งจะรับผลประการใดนั้นย่อมเป็นมาแต่เหตุและปัจจัยคือกฎแห่งกรรมที่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นสถานหนึ่ง กฎหมายพระอัยการทั้งปวงซึ่งกำหนดแบบแผนผิดชอบชั่วดีสำหรับสังคมและประเทศชาติอย่างหนึ่ง และกฎบ้านอันได้แก่การอบรมบ่มเพาะ สร้างสมอุปนิสัยและกมลสันดานอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสามอย่างนี้นี่แล้วเป็นตัวหล่อหลอมและกำหนดความเป็นไปของบุตร และผลที่คนซึ่งเป็นพ่อคนแม่คนจะได้รับโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            เมื่อการทั้งปวงพร้อมแล้ว พระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งให้งอปั้นเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า ให้เตียวเปาและกวนหินเป็นปีกซ้ายและปีกขวาของกองทัพหน้า และให้เคลื่อนทัพรุดหน้าไปยังเมืองกังตั๋งทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ

            ทางฝ่ายฮอมเกียงและเตียวตัด ครั้นพาเอาศีรษะของเตียวหุยไปถึงเมืองกังตั๋งแล้วได้เข้าไปเฝ้าซุนกวน ถวายศีรษะของเตียวหุยแล้วแจ้งความที่พระเจ้าเล่าปี่จะยกกองทัพมาตีเมืองกังตั๋งให้ซุนกวนทราบทุกประการ 

            ซุนกวนทราบความว่าพระเจ้าเล่าปี่กำลังกรีฑาทัพใหญ่ยกมาตีเมืองกังตั๋งก็ตกใจ จึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ปรารภว่าบัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพใหญ่แปดสิบหมื่นจะมาตีเมืองกังตั๋ง ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด

            บรรดาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างรู้ว่ากำลังทหารเมืองกังตั๋งมีน้อยกว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่มากมายนัก เพราะกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ยกมาครั้งนี้มีกำลังพลเกือบเท่ากับกองทัพของโจโฉเมื่อครั้งทำสงครามเซ็กเพ็ก เมืองกังตั๋งซึ่งมีกำลังทหารเพียงสามสิบสี่สิบหมื่นคน ไหนเลยจะต้านรับกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ได้ เพราะหลังจากเสร็จศึกเซ็กเพ็กแล้ว เมืองกังตั๋งก็ได้ทำศึกอีกหลายครั้ง ทำให้กำลังพลอ่อนล้าอิดโรย อาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารก็ร่อยหรอ ดังนั้นบรรยากาศแห่งความประหวั่นพรั่นพรึงจึงแผ่ปกคลุมท้องพระโรงที่ซุนกวนออกว่าราชการจนเงียบกริบ

            จูกัดกิ๋นเห็นดังนั้นจึงเข้าไปคำนับซุนกวนแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าได้มาทำราชการอยู่ด้วยท่านนานช้าแล้ว แต่ยังไม่มีความชอบสิ่งไรเป็นชิ้นเป็นอัน มาครั้งนี้ข้าพเจ้าขออาสาเป็นทูตไปเจรจาว่ากล่าวกับพระเจ้าเล่าปี่ให้เป็นทางไมตรีไว้แก่กัน แล้วจะได้ช่วยกันกำจัดโจผีสืบไป

            ซุนกวนได้ฟังคำอาสาดังนั้นก็ดีใจ จึงแต่งตั้งให้จูกัดกิ๋นเป็นทูต รีบเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่

            ทางด้านกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ ได้เคลื่อนทัพบกทัพเรือโดยราบรื่นตลอดแดนเมืองเสฉวน ครั้นกองทัพยกล่วงมาถึงด่านกุยก๋วน พระเจ้าเล่าปี่ก็เสด็จเข้าไปประทับอยู่ในเมืองเป๊กเต้และให้ปลงทัพทั้งปวงไว้ที่ตำบลซอนเค้า เพื่อเตรียมรุกคืบเข้าสู่แดนเมืองกังตั๋งต่อไป

            ครั้นเล่าปี่ทราบรายงานจากทหารรักษาการณ์ว่า จูกัดกิ๋นมาแต่เมืองกังตั๋งจะขอเข้าเฝ้า พระเจ้าเล่าปี่ไม่อนุญาตให้เฝ้า แต่ห้องกวนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาได้ท้วงว่า จูกัดกิ๋นเป็นพี่ชายของขงเบ้ง จะมาขอเฝ้าครั้งนี้ย่อมมีข้อราชการมาแต่ซุนกวน ไฉนพระองค์จึงมิให้เข้าเฝ้าเล่า เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะได้ทราบความข้างเมืองกังตั๋งว่าเป็นประการใด

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังก็ได้คิด จึงรับสั่งให้หาจูกัดกิ๋นเข้ามาเฝ้า จูกัดกิ๋นเข้ามาถึงก็ถวายบังคมพระเจ้าเล่าปี่ตามประเพณี

            พระเจ้าเล่าปี่รับสั่งขึ้นก่อนว่า ท่านมาเฝ้าเราในครั้งนี้มีข้อราชการสิ่งใดหรือ

            จูกัดกิ๋นจึงกราบบังคมทูลว่า ขงเบ้งน้องชายของข้าพระพุทธเจ้ารับราชการอยู่ด้วยพระองค์ จึงกล้าอาสาเดินทางมาขอเฝ้า ด้วยหวังให้ทั้งสองเมืองนี้รักษาไมตรีไว้สืบไป

            จูกัดกิ๋นเห็นพระเจ้าเล่าปี่ทรงนิ่งจึงกราบบังคมทูลต่อไปว่า ซุนกวนมีความปรารถนาที่จะผูกมิตรไมตรีกับพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง จึงได้แต่งเถ้าแก่ไปสู่ขอบุตรสาวของกวนอูเป็นหลายครั้ง แต่กวนอูดูหมิ่นหาว่าบุตรชายของซุนกวนเป็นเพียงลูกสุนัข เมื่อครั้งที่ กวนอูยกกองทัพไปตีเมืองอ้วนเซีย โจโฉได้ให้ทูตมาว่ากล่าวกับซุนกวนให้ยกไปตีเมือง  เกงจิ๋วเป็นหลายครั้ง ซุนกวนก็ไม่ยอมทำตาม แต่ลิบองนั้นมีบาดหมางอยู่กับกวนอูจึงคิดอุบายยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว ความผิดอยู่ที่ลิบองมิใช่อยู่ที่ซุนกวน บัดนี้ลิบองก็ถูกวิญญาณของกวนอูหักคอถึงแก่ความตายไปแล้ว อนึ่งเล่านางซุนฮูหยินซึ่งอยู่เมืองกังตั๋งก็มีความรำลึกถึงพระองค์ ซุนกวนปรารถนาให้ผัวเมียได้อยู่ด้วยกัน จึงให้ข้าพระพุทธเจ้ามาเป็นทูตแล้วจะนำนางซุนฮูหยินมาเฝ้า ส่วนบรรดาผู้กระทำผิดต่อกวนอูที่ยังเหลืออยู่ ซุนกวนก็พร้อมจะส่งตัวมาเป็นบรรณาการเพื่อให้พระองค์ลงโทษ และจะได้ยกเมืองเกงจิ๋วคืนแก่พระองค์เป็นไมตรีกันสืบไปจนกว่าฟ้าดินจะสลาย ทั้งจะได้ร่วมกันคิดอ่านกำจัดโจผีศัตรูราชสมบัติเสีย

            พระเจ้าเล่าปี่ทรงนิ่งฟังจูกัดกิ๋นกราบบังคมทูลจนจบ ก็ทรงพระโกรธเป็นอันมาก ตวาดใส่จูกัดกิ๋นว่า “เมืองกังตั๋งทำร้ายแก่น้องเราแล้ว ครั้นเรายกกองทัพมาแก้แค้น สิให้คนพูดเพราะเอาแต่ความดีมาเจรจา อันจะเป็นไมตรีหามิได้แล้ว”

            จูกัดกิ๋นได้ฟังรับสั่งดังนั้นจึงกราบบังคมทูลต่อไปว่า “ด้วยโจผีซึ่งชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ ความข้อนี้ใหญ่นัก ชอบแต่พระองค์จะยกไปตีโจผีจึงจะควร ข้อซึ่งผู้ทำผิดคิดมิชอบทำร้ายแก่กวนอู เตียวหุยนั้น มิได้เป็นแซ่เดียวกับพระองค์ โทษอันนี้เบาหาควรที่พระองค์จะยกทัพมาตีไม่ ฝ่ายคนทั้งแผ่นดินแจ้งว่าพระองค์เสวยราชสมบัติมีความยินดีนัก เห็นว่าพระองค์จะยกไปตีโจผี ซึ่งเป็นศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น แลซึ่งพระองค์ยกทัพมาตีซุนกวนแก้แค้นกวนอูนี้ คนทั้งแผ่นดินหาชอบด้วยไม่”

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังก็ยิ่งโกรธ รับสั่งด้วยเสียงอันดังว่ากวนอูและเตียวหุยกับเรานั้นแม้ต่างแซ่แต่ก็ได้ให้สัตย์สาบานต่อกัน จะอยู่ก็อยู่ด้วยกัน จะตายก็ตายด้วยกัน เหมือนหนึ่งเป็นคน ๆ เดียวกัน ท่านมากล่าวดูหมิ่นฉะนี้ไม่ชอบ “ศัตรูฆ่าน้องเราเสียครั้งนี้ เรามีความแค้นเท่าแผ่นดินแผ่นฟ้า เราจะยกทัพมาแก้แค้นให้ได้ เรามีชีวิตอยู่ตราบใด จะไม่ถอยทัพกลับเลย ถ้าเราตายแล้วทัพนี้จึงจะกลับ นี่หากว่าเราคิดถึงขงเบ้ง หาไม่จะฆ่าท่านเสีย ท่านจงกลับไปบอกซุนกวนให้ล้างคอไว้ท่าดาบเราเถิด”

            จูกัดกิ๋นเพียรพยายามกราบบังคมทูลประการใดก็ไม่เป็นผล เห็นแรงพยาบาทที่จะแก้แค้นให้แก่กวนอูและเตียวหุยของพระเจ้าเล่าปี่นั้นหนักหน่วงนัก จึงกราบถวายบังคมลากลับไปเมืองกังตั๋ง

            ข้อเสนอของจูกัดกิ๋นผู้เป็นทูตเมืองกังตั๋งครั้งนี้ได้เสนอเกี่ยวกับความชอบธรรมในการทำสงคราม ที่พระเจ้าเล่าปี่ชอบจะยกกองทัพไปกำจัดโจผีก่อน เพราะโทษของ โจผีนั้นใหญ่หลวงประการหนึ่ง เสนอที่จะคืนเมืองเกงจิ๋วแก่พระเจ้าเล่าปี่ประการหนึ่ง เสนอที่จะคืนนางซุนฮูหยินภริยาสาวสุดที่รักของเล่าปี่ประการหนึ่ง เสนอที่จะจับกุมคนผิดที่ทำร้ายกวนอูมามอบให้พระเจ้าเล่าปี่ลงโทษประการหนึ่ง เสนอที่จะเป็นมิตรไมตรีแล้วร่วมกันกำจัดโจผีอีกประการหนึ่ง รวมเป็นห้าประการ ซึ่งเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่พระเจ้าเล่าปี่ เพราะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์สามก๊กที่ถ้าหากเล่าปี่ยอมรับแล้ว ก็จะเปิดลู่ทางให้แก่การกำจัดโจผีได้สำเร็จ เมื่อยึดแผ่นดินตงง้วนได้แล้วเมืองกังตั๋งก็ย่อมยอมจำนนขึ้นต่อโดยอัตโนมัติ ดินแดนเมืองเกงจิ๋วที่เสียไปทั้งหมดก็จะได้กลับคืน คนผิดที่คิดทำร้ายกวนอู เตียวหุย ก็จะได้ตัวมาลงโทษ แผ่นดินเมืองจีนก็จะรวมเข้าเป็นเอกภาพ บรรลุถึงปณิธานเดิมและบรรลุถึงยุทธศาสตร์สามก๊กที่ได้ตกลงกับขงเบ้งตั้งแต่ครั้งที่ไปเชิญขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋ง ข้อเสนออันอำนวยประโยชน์ยิ่งใหญ่ดังนี้ หากเล่าปี่ยอมรับ สถานการณ์ทั้งปวงก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อเล่าปี่ แต่อาณาประโยชน์เหล่านี้เล่าปี่กลับมิได้ให้คุณค่าหรือน้ำหนักเท่ากับคนต่างแซ่ กวนอู เตียวหุย ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสาบานแห่งคำปฏิญาณสวนท้อนั้นเลย เล่าปี่ถึงขนาดออกปากว่าตราบใดที่มีชีวิต กองทัพใหญ่นี้จะต้องล้างแค้นแทนกวนอูและเตียวหุยให้สำเร็จ จะเลิกทัพกลับก็ต่อเมื่อตัวเล่าปี่เองถึงแก่ความตายเท่านั้น ความมุ่งมั่นเพื่อพิทักษ์รักษาคำสาบานแห่งสวนท้อจึงเท่ากับผืนดิน แผ่นฟ้าและลือชาปรากฎไปชั่วกัลปาวสาน

            ทางฝ่ายเมืองกังตั๋งครั้นจูกัดกิ๋นออกเดินทางไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่แล้ว       เตียวเจียวได้เข้าไปทูลแก่ซุนกวนว่า ซึ่งจูกัดกิ๋นขออาสาเป็นทูตไปเจรจากับพระเจ้าเล่าปี่ในครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกรงว่าจะเป็นอุบายของจูกัดกิ๋นเพื่อจะหนีท่านไปเข้าสวามิภักดิ์กับเล่าปี่ เพราะขงเบ้งน้องของจูกัดกิ๋นนั้นรับราชการอยู่กับเล่าปี่ ทั้งกองทัพของเล่าปี่ยกมาครั้งนี้ก็ใหญ่หลวง จูกัดกิ๋นจึงคิดอ่านเอาตัวรอด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓