ตอนที่ 45. โรคแทรกในวัยเรียน
เสร็จการศพของลุงต๋อมแล้วเป็นช่วงเวลาเปิดเทอมพอดี ผมได้ตั้งใจอยู่แต่ก่อนแล้วว่าเปิดเทอมคราวนี้จะต้องมุ่งมั่นขยันพากเพียรกว่าแต่ก่อนเพราะต้องสอบชั้น มศ.3 ให้ได้ และต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทให้ได้อีกด้วย ดังนั้นทุกวันเวลาจึงอุทิศให้แก่การเรียนแต่เพียงอย่างเดียว
การเรียนกับความรักมักจะมาคู่กัน แต่ไม่ใช่เป็นความรักของผม เพราะแม้ว่าในยามเด็กซึ่งเรียนอยู่ที่บ้านนอกก็เคยมีความรู้สึกว่าเพื่อนนักเรียนหญิงช่างสวยสดงดงามและหมั่นเพียรคบหาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นความรัก หากจัดได้เพียงแค่ความถูกอกพอใจและเป็นสุขใจเมื่อได้พบเห็นเท่านั้น
ผมมีความรู้สึกพออกพอใจผู้หญิงเป็นตั้งแต่อายุราว 8-9 ขวบเท่านั้น ดังนั้นใครอย่าประมาทว่าเด็กเล็กๆ จะไม่มีความคิดเรื่องเพศเป็นอันขาด มิฉะนั้นก็อาจพลาดพลั้งและเสียใจในภายหลังได้โดยง่าย
เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสอนเป็นคาถาป้องกันความพลาดพลั้ง ความเสียใจของชาวพุทธเอาไว้ว่าเมื่อใดที่โอกาสและสถานที่อำนวยแล้วพรหมจรรย์ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ดังนั้นความสัมพันธ์ชายหญิงไม่ว่าวัยไหน ๆ หากไม่ตั้งอยู่ในความประมาทแล้วก็ต้องไม่ให้โอกาสและสถานที่อำนวยให้เป็นอันขาด มิฉะนั้นก็ย่อมพลั้งพลาดได้
เพราะเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงทรงบัญญัติพระวินัยห้ามมิให้พระภิกษุและสตรีอยู่ในที่ลับเพียงสองต่อสอง หากฝ่าฝืนก็เป็นอาบัติถึงขั้นปาจิตตี นี่ก็คือการวางบทบัญญัติเพื่อไม่ให้ชาวพุทธตั้งอยู่ในความประมาทและพลาดพลั้งไปสู่ขั้นละเมิดพรหมจรรย์ในที่สุด
แม้ผมมาเรียนในกรุงเทพฯ และสัมผัสกับความงดงามอ่อนหวานของลูกสาวชาวกรุงคือโยมทุเรียนก็ไม่ก้าวไปถึงขั้นเป็นความรัก มากที่สุดก็แค่ขั้นน่าชื่นชม ประกอบทั้งผมก็ข่มใจไม่อยากให้จิตใจวอกแวกไปในทางอื่น เพราะได้ตั้งใจอุทิศเวลาให้กับการเรียนแต่เพียงอย่างเดียว
ดังนั้นความรักในห้วงเวลาการศึกษาจึงเป็นเรื่องของเพื่อนร่วมน้ำสาบานคือมนูญผล
เพราะเหตุที่มนูญผล ศิริศักดิ์ และไสยวิชญ์ เป็นเพื่อนรักที่ใกล้ชิด ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ นานวันเข้าก็เกรงใจพ่อแม่พี่น้องของแต่ละคน ทุกคนจึงพากันมารวมตัวกันและไปมาหาสู่กันที่วัด ยามใดว่างต่างก็มาขลุกอยู่กับผมที่วัดเป็นประจำ ดังนั้นบางวันที่ผมไปเล่นหมากฮอสที่บ้านนายเณร มนูญผลก็ตามไปด้วย และได้พบกับหลานสาวของนายเณรซึ่งเป็นเด็กสาวผิวขาวหน้าตาดี และดวงตาคมวาวผิดวิสัยลูกชาวบ้านในย่านนั้น
แม้ว่าสาวเจ้าจะมีครอบครัวที่ยากจนแต่มนูญผลเพื่อนผมก็ไม่รังเกียจ หลงรักเสียจนงอมแงม เพียรมาหาผมให้ชวนไปบ้านนายเณรอยู่เสมอ ผมขัดเพื่อนไม่ได้จึงต้องพาเพื่อนไปบ้านนายเณร แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายสาวเขาไม่ค่อยสนใจ มนูญผลจะเอาใจอย่างไร จะเขียนจดหมายฝากรักประการใดเขาก็ไม่ตอบ
แต่อัชฌาสัยสาวเจ้าคนยากนี้ยังดีกว่าลูกสาวชาวผู้ดีมากมายนักเพราะพบหน้ากันคราใดก็ยังคงต้อนรับทักทายตามธรรมเนียมของเจ้าบ้าน มนูญผลกำลังถูกความรักครอบงำ จึงพาลเข้าใจผิดคิดว่าฝ่ายสาวเขามีน้ำใจยินดีด้วย ก็ยิ่งแรงกล้าด้วยความหวัง แต่ที่ไหนได้กว่าจะรู้ชัดว่าเขาไม่มีใจก็ผ่านไปจนเนิ่นนาน
มนูญผลเป็นคนจริงจังกับชีวิต พอผิดหวังก็ท้อแท้รันทด ยังท่องบทกลอนบทหนึ่งซึ่งผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ว่า
“อันเหวลึกอย่านึกว่าเหวตื้น หุบเหวลื่นอย่าคะนองไปลองผลัก
ตกเหวหินปีนป่ายไม่ง่ายนัก ตกเหวรักกระเสือกกระสนไปจนตาย”
ผมเห็นเพื่อนเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยเรื่องรักก็สงสาร จึงยกเอาบทกวีที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ท่านทรงนิพนธ์ไว้เป็นคติสอนใจให้คนที่ตกอยู่ในความหลงได้สำนึกตัวว่า
“อันความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคะใด ๆ
อันความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิว์ขังไว้
ก็โลดออกจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
ผิว์หากจะขังไว้ ก็ดั้นไปด้วยกำลัง
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ่หวนคิดถึงเจ็บกาย”
ผมได้แต่เตือนสติเพื่อนรักว่าความรักของคนรุ่นเรานี้จะถือเป็นจริงจังอะไรยังไม่ได้ เพราะต่างคนต่างอ่อนเยาว์และอ่อนแก่ความ ยังไม่รู้ประสาแก่ชีวิตที่เข้าใจว่าความรักที่รู้จักในวัยนี้นั้นที่แท้หาใช่ความรักแท้จริงไม่ หากไม่ใช่ความใคร่ก็เป็นแต่เพียงความหลงที่หลงติดยึดในความถูกใจ ความสวย ความงาม ชั่วยามชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีวันตกเหวลึกไปจนตายอะไรหรอก อีกไม่กี่วันห่างกันเข้าก็จะเลิกราลืมกันไปเอง ให้หันมาตั้งใจเรียนหนังสือกันดีกว่า
มนูญผลเคยเกรงว่าผมจะสอบสู้เขาไม่ได้ จึงเพียรหาโรงเรียนกวดวิชาให้ ด้วยน้ำใจประเสริฐคิดช่วยเพื่อน แต่มาคราวนี้เป็นทีผมต้องช่วยเพื่อนบ้างเพราะหากไม่ทุ่มตัวเตือนอย่างขันแข็งแล้ว มนูญผลเองซึ่งตั้งความหวังว่าเมื่อจบ ม.ศ.3 แล้วจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อสืบสานอุดมการณ์ของผู้เป็นบิดาก็อาจต้องพลาดหวัง
อีกประการหนึ่ง การชักชวนมนูญผลให้เว้นห่างจากความรักกลับมาเรียนหนังสือ ก็เพื่อจะได้เป็นเพื่อนเรียนหนังสือด้วยกัน มนูญผลเป็นคนรักเพื่อน ผมท้วงติงตักเตือนทัดทานหนักเข้าทุกทีก็ไม่มีหนทางเลือกอื่นจึงต้องคล้อยตามที่ผมเสนอ
พวกเราเพื่อนเกลอแต่ละคนแม้มีจิตสมัครรักคบหาเป็นสหาย แต่กับอนาคตข้างหน้ากลับเลือกหาต่างกัน มนูญผลมีพ่อเลือดทหารจึงตั้งความต้องการจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ในขณะที่ผมตั้งใจจะเรียนกฎหมาย แต่จะต้องสอบแข่งขันเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้ได้ก่อน ในขณะที่ศิริศักดิ์อยากจะเรียนเป็นช่างซ่อมเครื่องบินซึ่งไม่รู้ว่าไปติดใจอะไรมา จึงอยากเรียนวิชาซึ่งไม่มีใครรู้จัก ส่วนไสยวิชญ์นั้นอยากเรียนวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์
ดังนั้นพวกเราทั้งสี่คนที่ได้วาดหวังเลือกอนาคตของตนเองว่าใครจะเรียนทางไหนชัดเจนแล้วจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ ทุกวันเสาร์วันอาทิตย์จึงแทนที่จะไปเที่ยวเตร่แห่งหนตำบลอื่นเหมือนดังเคย ก็พากันนัดมาอ่านหนังสือที่กุฏิธรรมนิวาสวัดระฆัง
พวกเราทั้งสี่คนล้วนเป็นคนนับถือพระ ดังนั้นอัชฌาสัยจึงไปด้วยกันได้ดี พวกเรามีความเห็นตรงกันว่าในการสอบแข่งขันนั้นนอกจากพึ่งพากำลังวิชาตัวแล้วก็ควรต้องพึ่งพาบารมีเจ้าประคุณสมเด็จด้วย
ดังนั้นทุกครั้งที่มาอ่านหนังสือด้วยกัน พวกเราจึงรักที่จะพากันเข้าไปที่วิหารสมเด็จ เมื่อกราบไหว้เจ้าประคุณสมเด็จ ตั้งความปรารถนาขอบารมีเป็นที่พึ่งแล้ว ต่างคนต่างก็แยกไปนั่งอ่านหนังสือกันตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณวัด บ้างก็ที่ชายคาโบสถ์ บ้างก็ในวิหารสมเด็จ บ้างก็ในวิหาร บ้างก็ใต้ร่มไม้ใกล้กับพระปรางค์ริมแม่น้ำ โดยเป็นที่เข้าใจร่วมกันว่าใครอ่านหนังสือในวิชาใดก็จะได้ให้เจ้าประคุณสมเด็จได้รับรู้ว่ากำลังอ่านหนังสือวิชานั้น ๆ ด้วย
สหายสนิทสี่คนที่มีใจมุ่งมั่นในการเรียนต่างทุ่มเทให้กับการเรียนดังที่ตั้งใจไว้ทุกประการ ผมเองนอกจากเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้วยังเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนพิพัฒนาที่สี่แยกบ้านแขกอีก กลางคืนก็ตั้งหน้าอ่านหนังสือและกวดวิชาด้วยตนเองอย่างขะมักเขม้น และทุกวันเสาร์อาทิตย์พวกเราก็จะมาอ่านหนังสือกันในบริเวณวัดมิได้ขาด
ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับตำรับตำราและการเล่าเรียน ไม่มีการอื่นที่เข้ามาแทรกแซงหรือรบกวนจิตใจ สมกับที่ได้ตั้งใจไว้ทุกประการ
พวกเราทั้งสี่คนล้วนรู้ดีว่าการสอบไล่ชั้น ม.ศ.3 ให้ได้และการสอบแข่งขันในการเรียนขั้นต่อไปเป็นการยาก และต้องแข่งขันกับคนจำนวนมากซึ่งมีวิชาความรู้อาจจะเก่งกล้ากว่าพวกเราเป็นอันมาก แต่เมื่อตั้งความเพียรนำหน้าแล้ว พวกเราก็มีความมั่นใจว่าจะไม่ผิดหวัง
เพราะความเพียรนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความสำเร็จ จัดเป็น 1 ใน 4 ขององค์ธรรมแห่งความสำเร็จ หรือองค์แห่งอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ นั่นคือความเพียรเป็นหลักธรรมหนึ่งในอิทธิบาทสี่ ที่โบราณได้สรรเสริญคุณเป็นอันมาก ดังคำกลอนที่ว่า
“จงอดทนฝนทั่งให้เป็นเข็ม ตุ่มยังเต็มด้วยน้ำที่พร่ำหยด
ปลวกยังขนดินกองเท่าบรรพต สิ่งทั้งหมดไม่ยากถ้าหากเพียร”
ความพึงใจพอใจในการที่ทำอยู่ เมื่อประกอบด้วยความเพียร ความเอาใจใส่และความหมั่นทบทวนหาเหตุหาผลแห่งความก้าวหน้าของการนั้นแล้ว พระท่านจึงจัดว่าเป็นบาทฐานของอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ หรือเป็นบาทฐานของความสำเร็จทั้งปวงคืออิทธิบาทสี่ดังนี้
ความยากเกิดขึ้นได้ก็เพราะความไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่ไม่มีความชำนาญ แต่ถ้าเมื่อใดที่ความรู้บังเกิดขึ้น มีขึ้น บริบูรณ์แล้ว มีความชำนาญในการใช้ความรู้นั้นแล้ว เรื่องนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากเป็นเรื่องง่ายที่ง่ายถึงขนาดกล่าวได้ว่าประดุจพลิกฝ่ามือ
วันหนึ่งผมอยากจะรู้จักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพราะเคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่รู้ว่าโรงเรียนอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไร จึงอยากจะรู้จักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทให้มากขึ้น เผื่อว่าวันข้างหน้ามีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนแล้วจะได้เป็นทุนรอนแห่งความคุ้นเคย
เมื่อมีความคิดดังนั้นจึงชวนเพื่อนทั้งสี่คนให้พาไปดูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทสักหน่อยหนึ่ง เพราะในใจนั้นคิดว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงว่าเก่งกล้าทางวิชานั้นย่อมต้องมีอะไรดี ๆ เป็นแน่ หากได้รู้จักแล้วก็จะยิ่งเป็นที่ตั้งให้เกิดความศรัทธาและจะ ทำให้ความตั้งใจแกร่งกล้ามั่นคงยิ่งขึ้น เพื่อน ๆ ก็คล้อยตาม พาผมไปแถวพญาไท พอได้รู้จักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนใหญ่โตมาก ผมเห็นโรงเรียนก็พอใจ และตั้งใจมั่นคงยิ่งขึ้นว่าเราจะต้องสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ให้จงได้
มนูญผลได้ถือโอกาสเที่ยวเดียวกันนั้นไปดูโรงเรียนเตรียมทหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้สวนลุมพินี ผมเห็นโรงเรียนเตรียมทหารก็ว่าดี เพราะมีความสง่างาม ภูมิฐาน สมกับเป็นโรงเรียนของทหารโดยแท้
วันคืนผ่านไปไม่รั้งรอใคร วันสอบไล่ใหญ่ประจำปีก็มาถึง และเป็นการมาถึงในท่ามกลางความพร้อมของผมและเพื่อน ๆ ถ้าหากเป็นมวยก็อาจกล่าวได้ว่าพวกเราทั้งสี่คนเป็นมวยที่ซ้อมจัด พร้อมที่จะขึ้นเวทีอยู่ทุกวี่ทุกวันแล้ว ดังนั้นเมื่อวันสอบมาถึงพวกเราจึงไม่รู้สึกหนักใจอะไรเลย
วันสุดท้ายของการสอบ พวกเราทั้งสี่คนต่างก็มั่นใจว่าสอบได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอาศัยช่วงเวลาที่ว่างอยู่หลังการสอบไล่และรอคอยฟังผลสอบนั้นพากันไปเที่ยวตามวัดวาหลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่เด็กวัย 16 ปี แทนที่จะเที่ยวเตร่เฮฮาหรือหาความร่าเริงสนุกสนานตามสถานบันเทิง กลับชักชวนกันไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ
ผมได้ไปวัดโพธิ์เป็นครั้งแรกในชีวิต ได้เห็นถึงความงดงามอันวิจิตรของศิลปะและวัฒนธรรมไทย และความผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบจีนที่กลมกลืนเข้ากันอย่างลึกซึ้ง
ได้เห็นรูปปั้น รูปจำหลัก ภาพวาด สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการจารึกฉันทลักษณ์และความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ตามฝาผนังและเสา ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย ในความเป็นชาติไทย ที่อุดมพร้อมด้วยศิลปะวัฒนธรรม อารยธรรมของชนชาติไทยที่เห็นได้ประจักษ์ที่วัดแห่งนี้ ได้รู้ถึงความรู้ต่าง ๆ มากหลายของคนโบราณที่จารจารึกไว้ตามเสาและระเบียง ทั้งในเรื่องอักษรกลอนการ ในเรื่องโคลงกลนานาชนิด และสรรพวิชาหลากหลาย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
แม้ปิดเทอมใหญ่แล้วผมก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะต้องเตรียมการที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เนื่องจากได้ทราบแนวทางการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนกวดวิชามาก่อนแล้วว่าเขาเคยสอบกันมาอย่างไร เคยมีการออกข้อสอบอย่างไร แนวทางการตอบของข้อสอบแต่ละข้อแต่ละวิชาเป็นอย่างไร
นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้เข้าเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนพิพัฒนา เนื่องจากครูผู้สอนกวดวิชานั้นมาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบ้าง มาจากโรงเรียนเตรียมทหารบ้าง และสถาบันอื่นบ้าง จึงเป็นหนทางให้ได้รู้แนวการสอบ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คืออาจารย์ผู้สอนกวดวิชาช่างมีความสามารถในการถ่ายทอดเป็นล้นพ้น ไม่ว่าวิชาไหน ๆ ก็สามารถถ่ายทอดความเข้าใจในวิชาเหล่านั้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง
ทำให้ผมได้รู้ถึงหนทาง วิถีทาง และแบบอย่างการสอบแข่งขันของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผมคิดเอาเองว่าเมื่อได้รู้ตัวอย่างข้อสอบที่เคยสอบกันมาหลาย ๆ ปี รู้แนวคำตอบที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานแล้ว ย่อมทำให้ผมมีโอกาสที่จะสอบได้ได้มากขึ้น
เพราะถ้าหากข้อสอบที่ออกมาตรงกับข้อสอบที่เคยสอบมาก่อนแล้วย่อมเป็นที่แน่นอนว่าผมจะสามารถตอบได้เป็นอย่างดี และต้องเป็นที่แน่นอนว่าถึงจะออกข้อสอบกันอย่างไร ในที่สุดก็จะหนีไม่พ้นในเรื่องที่เคยตั้งเป็นข้อสอบกันมาก่อนแล้วบ้าง ถึงแม้จะเป็นข้อสอบใหม่ก็มีพื้นฐานที่มีชัยได้เปรียบกว่าคนอื่นเป็นทุนรอนอยู่มากมาย
ผมจึงยิ่งมีกำลังใจว่าถึงอย่างไรก็น่าจะสู้คนอื่นในการสอบแข่งขันได้ แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ทุกวันเวลาจะไม่ห่างเหินว่างเว้นจากการอ่านหนังสือและทบทวนดูว่าสรรพวิชาที่จะสอบนั้นเรื่องใดมีตัวอย่างข้อสอบแล้ว รู้แล้ว เรื่องใดที่ยังไม่เคยออกเป็นข้อสอบหรือยังไม่รู้ ผมก็ตั้งใจตั้งความสังเกตไว้เป็นพิเศษแล้วหาความรู้เพิ่มเติม จนแทบไม่เหลือความสงสัยใด ๆ ในบรรดาวิชาทั้งหลายที่จะสอบนั้นอยู่ในใจเลย
ผมทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสือไม่ย่อหย่อน แต่วันหนึ่งผมก็รู้สึกตกใจไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัว เพราะมีอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดเบ้าตา และมองเห็นอะไรข้างหน้าไกล ๆ อย่างเลือนลาง ตอนแรกผมคิดว่าเป็นการปวดศีรษะจึงไปซื้อยาแก้ปวดหัวมากินแต่ไม่หาย
วันเสาร์อาทิตย์ผมต้องนอนซมอยู่กับวัด เพื่อนฝูงมาหาก็แปลกใจว่าผมเป็นอะไรไป เพราะไม่เคยเห็นเป็นเช่นนี้มาแต่ก่อน ส่วนมนูญผลนั้นสงสัยว่าผมจะสายตาสั้นจึงก่อให้เกิดอาการเช่นนั้น จึงชวนไปหาหมอตาเพื่อวัดสายตาดู
ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อเพราะครอบครัวผมไม่มีใครสายตาสั้น ไม่มีพันธุกรรมของการสายตาสั้นเลย ก๋ง ยาย และย่าแม้ว่าอายุมากแล้วแต่สายตายังแจ่มใสกันทุกคน แล้วไฉนความสายตาสั้นจึงจะมาบังเกิดกับผมได้ จึงได้แต่หวังว่าเมื่อกินยาแก้ปวดหัวสักพักหนึ่งก็จะหายไปเอง
แต่ก็ไม่หาย ดังนั้นเมื่อมนูญผลได้ชักชวนว่าไปให้หมอตรวจเสียหน่อยหนึ่งก็เห็นว่าคงไม่เสียหายอะไร เพราะหากมัวกินยาแก้ปวดหัวไปเรื่อย ๆ หากไม่ตรงกับโรค โรคก็ไม่หาย ซ้ำร้ายอาจจะเกิดผลกระทบอย่างอื่นอีก หากเป็นเช่นนั้นก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการสอบ.
การเรียนกับความรักมักจะมาคู่กัน แต่ไม่ใช่เป็นความรักของผม เพราะแม้ว่าในยามเด็กซึ่งเรียนอยู่ที่บ้านนอกก็เคยมีความรู้สึกว่าเพื่อนนักเรียนหญิงช่างสวยสดงดงามและหมั่นเพียรคบหาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นความรัก หากจัดได้เพียงแค่ความถูกอกพอใจและเป็นสุขใจเมื่อได้พบเห็นเท่านั้น
ผมมีความรู้สึกพออกพอใจผู้หญิงเป็นตั้งแต่อายุราว 8-9 ขวบเท่านั้น ดังนั้นใครอย่าประมาทว่าเด็กเล็กๆ จะไม่มีความคิดเรื่องเพศเป็นอันขาด มิฉะนั้นก็อาจพลาดพลั้งและเสียใจในภายหลังได้โดยง่าย
เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสอนเป็นคาถาป้องกันความพลาดพลั้ง ความเสียใจของชาวพุทธเอาไว้ว่าเมื่อใดที่โอกาสและสถานที่อำนวยแล้วพรหมจรรย์ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ดังนั้นความสัมพันธ์ชายหญิงไม่ว่าวัยไหน ๆ หากไม่ตั้งอยู่ในความประมาทแล้วก็ต้องไม่ให้โอกาสและสถานที่อำนวยให้เป็นอันขาด มิฉะนั้นก็ย่อมพลั้งพลาดได้
เพราะเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงทรงบัญญัติพระวินัยห้ามมิให้พระภิกษุและสตรีอยู่ในที่ลับเพียงสองต่อสอง หากฝ่าฝืนก็เป็นอาบัติถึงขั้นปาจิตตี นี่ก็คือการวางบทบัญญัติเพื่อไม่ให้ชาวพุทธตั้งอยู่ในความประมาทและพลาดพลั้งไปสู่ขั้นละเมิดพรหมจรรย์ในที่สุด
แม้ผมมาเรียนในกรุงเทพฯ และสัมผัสกับความงดงามอ่อนหวานของลูกสาวชาวกรุงคือโยมทุเรียนก็ไม่ก้าวไปถึงขั้นเป็นความรัก มากที่สุดก็แค่ขั้นน่าชื่นชม ประกอบทั้งผมก็ข่มใจไม่อยากให้จิตใจวอกแวกไปในทางอื่น เพราะได้ตั้งใจอุทิศเวลาให้กับการเรียนแต่เพียงอย่างเดียว
ดังนั้นความรักในห้วงเวลาการศึกษาจึงเป็นเรื่องของเพื่อนร่วมน้ำสาบานคือมนูญผล
เพราะเหตุที่มนูญผล ศิริศักดิ์ และไสยวิชญ์ เป็นเพื่อนรักที่ใกล้ชิด ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ นานวันเข้าก็เกรงใจพ่อแม่พี่น้องของแต่ละคน ทุกคนจึงพากันมารวมตัวกันและไปมาหาสู่กันที่วัด ยามใดว่างต่างก็มาขลุกอยู่กับผมที่วัดเป็นประจำ ดังนั้นบางวันที่ผมไปเล่นหมากฮอสที่บ้านนายเณร มนูญผลก็ตามไปด้วย และได้พบกับหลานสาวของนายเณรซึ่งเป็นเด็กสาวผิวขาวหน้าตาดี และดวงตาคมวาวผิดวิสัยลูกชาวบ้านในย่านนั้น
แม้ว่าสาวเจ้าจะมีครอบครัวที่ยากจนแต่มนูญผลเพื่อนผมก็ไม่รังเกียจ หลงรักเสียจนงอมแงม เพียรมาหาผมให้ชวนไปบ้านนายเณรอยู่เสมอ ผมขัดเพื่อนไม่ได้จึงต้องพาเพื่อนไปบ้านนายเณร แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายสาวเขาไม่ค่อยสนใจ มนูญผลจะเอาใจอย่างไร จะเขียนจดหมายฝากรักประการใดเขาก็ไม่ตอบ
แต่อัชฌาสัยสาวเจ้าคนยากนี้ยังดีกว่าลูกสาวชาวผู้ดีมากมายนักเพราะพบหน้ากันคราใดก็ยังคงต้อนรับทักทายตามธรรมเนียมของเจ้าบ้าน มนูญผลกำลังถูกความรักครอบงำ จึงพาลเข้าใจผิดคิดว่าฝ่ายสาวเขามีน้ำใจยินดีด้วย ก็ยิ่งแรงกล้าด้วยความหวัง แต่ที่ไหนได้กว่าจะรู้ชัดว่าเขาไม่มีใจก็ผ่านไปจนเนิ่นนาน
มนูญผลเป็นคนจริงจังกับชีวิต พอผิดหวังก็ท้อแท้รันทด ยังท่องบทกลอนบทหนึ่งซึ่งผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ว่า
“อันเหวลึกอย่านึกว่าเหวตื้น หุบเหวลื่นอย่าคะนองไปลองผลัก
ตกเหวหินปีนป่ายไม่ง่ายนัก ตกเหวรักกระเสือกกระสนไปจนตาย”
ผมเห็นเพื่อนเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยเรื่องรักก็สงสาร จึงยกเอาบทกวีที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ท่านทรงนิพนธ์ไว้เป็นคติสอนใจให้คนที่ตกอยู่ในความหลงได้สำนึกตัวว่า
“อันความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคะใด ๆ
อันความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิว์ขังไว้
ก็โลดออกจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
ผิว์หากจะขังไว้ ก็ดั้นไปด้วยกำลัง
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ่หวนคิดถึงเจ็บกาย”
ผมได้แต่เตือนสติเพื่อนรักว่าความรักของคนรุ่นเรานี้จะถือเป็นจริงจังอะไรยังไม่ได้ เพราะต่างคนต่างอ่อนเยาว์และอ่อนแก่ความ ยังไม่รู้ประสาแก่ชีวิตที่เข้าใจว่าความรักที่รู้จักในวัยนี้นั้นที่แท้หาใช่ความรักแท้จริงไม่ หากไม่ใช่ความใคร่ก็เป็นแต่เพียงความหลงที่หลงติดยึดในความถูกใจ ความสวย ความงาม ชั่วยามชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีวันตกเหวลึกไปจนตายอะไรหรอก อีกไม่กี่วันห่างกันเข้าก็จะเลิกราลืมกันไปเอง ให้หันมาตั้งใจเรียนหนังสือกันดีกว่า
มนูญผลเคยเกรงว่าผมจะสอบสู้เขาไม่ได้ จึงเพียรหาโรงเรียนกวดวิชาให้ ด้วยน้ำใจประเสริฐคิดช่วยเพื่อน แต่มาคราวนี้เป็นทีผมต้องช่วยเพื่อนบ้างเพราะหากไม่ทุ่มตัวเตือนอย่างขันแข็งแล้ว มนูญผลเองซึ่งตั้งความหวังว่าเมื่อจบ ม.ศ.3 แล้วจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อสืบสานอุดมการณ์ของผู้เป็นบิดาก็อาจต้องพลาดหวัง
อีกประการหนึ่ง การชักชวนมนูญผลให้เว้นห่างจากความรักกลับมาเรียนหนังสือ ก็เพื่อจะได้เป็นเพื่อนเรียนหนังสือด้วยกัน มนูญผลเป็นคนรักเพื่อน ผมท้วงติงตักเตือนทัดทานหนักเข้าทุกทีก็ไม่มีหนทางเลือกอื่นจึงต้องคล้อยตามที่ผมเสนอ
พวกเราเพื่อนเกลอแต่ละคนแม้มีจิตสมัครรักคบหาเป็นสหาย แต่กับอนาคตข้างหน้ากลับเลือกหาต่างกัน มนูญผลมีพ่อเลือดทหารจึงตั้งความต้องการจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ในขณะที่ผมตั้งใจจะเรียนกฎหมาย แต่จะต้องสอบแข่งขันเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้ได้ก่อน ในขณะที่ศิริศักดิ์อยากจะเรียนเป็นช่างซ่อมเครื่องบินซึ่งไม่รู้ว่าไปติดใจอะไรมา จึงอยากเรียนวิชาซึ่งไม่มีใครรู้จัก ส่วนไสยวิชญ์นั้นอยากเรียนวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์
ดังนั้นพวกเราทั้งสี่คนที่ได้วาดหวังเลือกอนาคตของตนเองว่าใครจะเรียนทางไหนชัดเจนแล้วจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ ทุกวันเสาร์วันอาทิตย์จึงแทนที่จะไปเที่ยวเตร่แห่งหนตำบลอื่นเหมือนดังเคย ก็พากันนัดมาอ่านหนังสือที่กุฏิธรรมนิวาสวัดระฆัง
พวกเราทั้งสี่คนล้วนเป็นคนนับถือพระ ดังนั้นอัชฌาสัยจึงไปด้วยกันได้ดี พวกเรามีความเห็นตรงกันว่าในการสอบแข่งขันนั้นนอกจากพึ่งพากำลังวิชาตัวแล้วก็ควรต้องพึ่งพาบารมีเจ้าประคุณสมเด็จด้วย
ดังนั้นทุกครั้งที่มาอ่านหนังสือด้วยกัน พวกเราจึงรักที่จะพากันเข้าไปที่วิหารสมเด็จ เมื่อกราบไหว้เจ้าประคุณสมเด็จ ตั้งความปรารถนาขอบารมีเป็นที่พึ่งแล้ว ต่างคนต่างก็แยกไปนั่งอ่านหนังสือกันตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณวัด บ้างก็ที่ชายคาโบสถ์ บ้างก็ในวิหารสมเด็จ บ้างก็ในวิหาร บ้างก็ใต้ร่มไม้ใกล้กับพระปรางค์ริมแม่น้ำ โดยเป็นที่เข้าใจร่วมกันว่าใครอ่านหนังสือในวิชาใดก็จะได้ให้เจ้าประคุณสมเด็จได้รับรู้ว่ากำลังอ่านหนังสือวิชานั้น ๆ ด้วย
สหายสนิทสี่คนที่มีใจมุ่งมั่นในการเรียนต่างทุ่มเทให้กับการเรียนดังที่ตั้งใจไว้ทุกประการ ผมเองนอกจากเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้วยังเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนพิพัฒนาที่สี่แยกบ้านแขกอีก กลางคืนก็ตั้งหน้าอ่านหนังสือและกวดวิชาด้วยตนเองอย่างขะมักเขม้น และทุกวันเสาร์อาทิตย์พวกเราก็จะมาอ่านหนังสือกันในบริเวณวัดมิได้ขาด
ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับตำรับตำราและการเล่าเรียน ไม่มีการอื่นที่เข้ามาแทรกแซงหรือรบกวนจิตใจ สมกับที่ได้ตั้งใจไว้ทุกประการ
พวกเราทั้งสี่คนล้วนรู้ดีว่าการสอบไล่ชั้น ม.ศ.3 ให้ได้และการสอบแข่งขันในการเรียนขั้นต่อไปเป็นการยาก และต้องแข่งขันกับคนจำนวนมากซึ่งมีวิชาความรู้อาจจะเก่งกล้ากว่าพวกเราเป็นอันมาก แต่เมื่อตั้งความเพียรนำหน้าแล้ว พวกเราก็มีความมั่นใจว่าจะไม่ผิดหวัง
เพราะความเพียรนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความสำเร็จ จัดเป็น 1 ใน 4 ขององค์ธรรมแห่งความสำเร็จ หรือองค์แห่งอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ นั่นคือความเพียรเป็นหลักธรรมหนึ่งในอิทธิบาทสี่ ที่โบราณได้สรรเสริญคุณเป็นอันมาก ดังคำกลอนที่ว่า
“จงอดทนฝนทั่งให้เป็นเข็ม ตุ่มยังเต็มด้วยน้ำที่พร่ำหยด
ปลวกยังขนดินกองเท่าบรรพต สิ่งทั้งหมดไม่ยากถ้าหากเพียร”
ความพึงใจพอใจในการที่ทำอยู่ เมื่อประกอบด้วยความเพียร ความเอาใจใส่และความหมั่นทบทวนหาเหตุหาผลแห่งความก้าวหน้าของการนั้นแล้ว พระท่านจึงจัดว่าเป็นบาทฐานของอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ หรือเป็นบาทฐานของความสำเร็จทั้งปวงคืออิทธิบาทสี่ดังนี้
ความยากเกิดขึ้นได้ก็เพราะความไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่ไม่มีความชำนาญ แต่ถ้าเมื่อใดที่ความรู้บังเกิดขึ้น มีขึ้น บริบูรณ์แล้ว มีความชำนาญในการใช้ความรู้นั้นแล้ว เรื่องนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากเป็นเรื่องง่ายที่ง่ายถึงขนาดกล่าวได้ว่าประดุจพลิกฝ่ามือ
วันหนึ่งผมอยากจะรู้จักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพราะเคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่รู้ว่าโรงเรียนอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไร จึงอยากจะรู้จักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทให้มากขึ้น เผื่อว่าวันข้างหน้ามีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนแล้วจะได้เป็นทุนรอนแห่งความคุ้นเคย
เมื่อมีความคิดดังนั้นจึงชวนเพื่อนทั้งสี่คนให้พาไปดูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทสักหน่อยหนึ่ง เพราะในใจนั้นคิดว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงว่าเก่งกล้าทางวิชานั้นย่อมต้องมีอะไรดี ๆ เป็นแน่ หากได้รู้จักแล้วก็จะยิ่งเป็นที่ตั้งให้เกิดความศรัทธาและจะ ทำให้ความตั้งใจแกร่งกล้ามั่นคงยิ่งขึ้น เพื่อน ๆ ก็คล้อยตาม พาผมไปแถวพญาไท พอได้รู้จักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนใหญ่โตมาก ผมเห็นโรงเรียนก็พอใจ และตั้งใจมั่นคงยิ่งขึ้นว่าเราจะต้องสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ให้จงได้
มนูญผลได้ถือโอกาสเที่ยวเดียวกันนั้นไปดูโรงเรียนเตรียมทหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้สวนลุมพินี ผมเห็นโรงเรียนเตรียมทหารก็ว่าดี เพราะมีความสง่างาม ภูมิฐาน สมกับเป็นโรงเรียนของทหารโดยแท้
วันคืนผ่านไปไม่รั้งรอใคร วันสอบไล่ใหญ่ประจำปีก็มาถึง และเป็นการมาถึงในท่ามกลางความพร้อมของผมและเพื่อน ๆ ถ้าหากเป็นมวยก็อาจกล่าวได้ว่าพวกเราทั้งสี่คนเป็นมวยที่ซ้อมจัด พร้อมที่จะขึ้นเวทีอยู่ทุกวี่ทุกวันแล้ว ดังนั้นเมื่อวันสอบมาถึงพวกเราจึงไม่รู้สึกหนักใจอะไรเลย
วันสุดท้ายของการสอบ พวกเราทั้งสี่คนต่างก็มั่นใจว่าสอบได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอาศัยช่วงเวลาที่ว่างอยู่หลังการสอบไล่และรอคอยฟังผลสอบนั้นพากันไปเที่ยวตามวัดวาหลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่เด็กวัย 16 ปี แทนที่จะเที่ยวเตร่เฮฮาหรือหาความร่าเริงสนุกสนานตามสถานบันเทิง กลับชักชวนกันไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ
ผมได้ไปวัดโพธิ์เป็นครั้งแรกในชีวิต ได้เห็นถึงความงดงามอันวิจิตรของศิลปะและวัฒนธรรมไทย และความผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบจีนที่กลมกลืนเข้ากันอย่างลึกซึ้ง
ได้เห็นรูปปั้น รูปจำหลัก ภาพวาด สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการจารึกฉันทลักษณ์และความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ตามฝาผนังและเสา ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย ในความเป็นชาติไทย ที่อุดมพร้อมด้วยศิลปะวัฒนธรรม อารยธรรมของชนชาติไทยที่เห็นได้ประจักษ์ที่วัดแห่งนี้ ได้รู้ถึงความรู้ต่าง ๆ มากหลายของคนโบราณที่จารจารึกไว้ตามเสาและระเบียง ทั้งในเรื่องอักษรกลอนการ ในเรื่องโคลงกลนานาชนิด และสรรพวิชาหลากหลาย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
แม้ปิดเทอมใหญ่แล้วผมก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะต้องเตรียมการที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เนื่องจากได้ทราบแนวทางการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนกวดวิชามาก่อนแล้วว่าเขาเคยสอบกันมาอย่างไร เคยมีการออกข้อสอบอย่างไร แนวทางการตอบของข้อสอบแต่ละข้อแต่ละวิชาเป็นอย่างไร
นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้เข้าเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนพิพัฒนา เนื่องจากครูผู้สอนกวดวิชานั้นมาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบ้าง มาจากโรงเรียนเตรียมทหารบ้าง และสถาบันอื่นบ้าง จึงเป็นหนทางให้ได้รู้แนวการสอบ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คืออาจารย์ผู้สอนกวดวิชาช่างมีความสามารถในการถ่ายทอดเป็นล้นพ้น ไม่ว่าวิชาไหน ๆ ก็สามารถถ่ายทอดความเข้าใจในวิชาเหล่านั้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง
ทำให้ผมได้รู้ถึงหนทาง วิถีทาง และแบบอย่างการสอบแข่งขันของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผมคิดเอาเองว่าเมื่อได้รู้ตัวอย่างข้อสอบที่เคยสอบกันมาหลาย ๆ ปี รู้แนวคำตอบที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานแล้ว ย่อมทำให้ผมมีโอกาสที่จะสอบได้ได้มากขึ้น
เพราะถ้าหากข้อสอบที่ออกมาตรงกับข้อสอบที่เคยสอบมาก่อนแล้วย่อมเป็นที่แน่นอนว่าผมจะสามารถตอบได้เป็นอย่างดี และต้องเป็นที่แน่นอนว่าถึงจะออกข้อสอบกันอย่างไร ในที่สุดก็จะหนีไม่พ้นในเรื่องที่เคยตั้งเป็นข้อสอบกันมาก่อนแล้วบ้าง ถึงแม้จะเป็นข้อสอบใหม่ก็มีพื้นฐานที่มีชัยได้เปรียบกว่าคนอื่นเป็นทุนรอนอยู่มากมาย
ผมจึงยิ่งมีกำลังใจว่าถึงอย่างไรก็น่าจะสู้คนอื่นในการสอบแข่งขันได้ แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ทุกวันเวลาจะไม่ห่างเหินว่างเว้นจากการอ่านหนังสือและทบทวนดูว่าสรรพวิชาที่จะสอบนั้นเรื่องใดมีตัวอย่างข้อสอบแล้ว รู้แล้ว เรื่องใดที่ยังไม่เคยออกเป็นข้อสอบหรือยังไม่รู้ ผมก็ตั้งใจตั้งความสังเกตไว้เป็นพิเศษแล้วหาความรู้เพิ่มเติม จนแทบไม่เหลือความสงสัยใด ๆ ในบรรดาวิชาทั้งหลายที่จะสอบนั้นอยู่ในใจเลย
ผมทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสือไม่ย่อหย่อน แต่วันหนึ่งผมก็รู้สึกตกใจไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัว เพราะมีอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดเบ้าตา และมองเห็นอะไรข้างหน้าไกล ๆ อย่างเลือนลาง ตอนแรกผมคิดว่าเป็นการปวดศีรษะจึงไปซื้อยาแก้ปวดหัวมากินแต่ไม่หาย
วันเสาร์อาทิตย์ผมต้องนอนซมอยู่กับวัด เพื่อนฝูงมาหาก็แปลกใจว่าผมเป็นอะไรไป เพราะไม่เคยเห็นเป็นเช่นนี้มาแต่ก่อน ส่วนมนูญผลนั้นสงสัยว่าผมจะสายตาสั้นจึงก่อให้เกิดอาการเช่นนั้น จึงชวนไปหาหมอตาเพื่อวัดสายตาดู
ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อเพราะครอบครัวผมไม่มีใครสายตาสั้น ไม่มีพันธุกรรมของการสายตาสั้นเลย ก๋ง ยาย และย่าแม้ว่าอายุมากแล้วแต่สายตายังแจ่มใสกันทุกคน แล้วไฉนความสายตาสั้นจึงจะมาบังเกิดกับผมได้ จึงได้แต่หวังว่าเมื่อกินยาแก้ปวดหัวสักพักหนึ่งก็จะหายไปเอง
แต่ก็ไม่หาย ดังนั้นเมื่อมนูญผลได้ชักชวนว่าไปให้หมอตรวจเสียหน่อยหนึ่งก็เห็นว่าคงไม่เสียหายอะไร เพราะหากมัวกินยาแก้ปวดหัวไปเรื่อย ๆ หากไม่ตรงกับโรค โรคก็ไม่หาย ซ้ำร้ายอาจจะเกิดผลกระทบอย่างอื่นอีก หากเป็นเช่นนั้นก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการสอบ.