ตอนที่ 458. น้ำหนักแห่งน้ำมิตรกับแผ่นดิน
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบสี่พรรษา เดือนแปด พระเจ้าเล่าปี่ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ สร้างศาลพระเทพบิดรสำหรับบวงสรวงบูชาบุรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น สถาปนารัชทายาท และแต่งตั้งขุนนางตามทำเนียบและธรรมเนียมแต่โบราณแล้ว ปรารภความจะยกไปตีเมืองกังตั๋งเพื่อแก้แค้นแทนกวนอู
จูล่งได้ฟังปรารภของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว กราบบังคมทูลว่า “ซึ่งโจผีขบถนั้นเป็นข้อใหญ่ มิใช่แต่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะเจ็บแค้น ถึงเทพยดาก็มีความแค้น ขอพระองค์ยกทัพหลวงไปตั้งอยู่ ณ ด่านตงก๋วน เป็นต้นน้ำ ฝ่ายทหารที่มีฝีมือซึ่งอยู่ ณ ด่านตงก๋วนก็จะเอาม้าแลเสบียงมาถวายแก่พระองค์ ตัวก็จะช่วยทำการศึก ได้ทหารชาวด่านเข้าด้วยเป็นกำลังแล้ว เห็นจะทำการศึกสะดวก ถ้ามิกำจัดโจผีเสียก่อนแล้ว จะยกไปตี ซุนกวนทีเดียว เห็นว่าโจผีจะยกไปช่วยซุนกวน เห็นการเราจะทำไปนั้นจะขัดสน การทั้งนี้เป็นการใหญ่ ขอให้พระองค์ตรึกตรองพิเคราะห์จงละเอียด”
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตรัสว่า “อ้ายซุนกวนกับเปาสูหยิน บิฮอง พัวเจี้ยง ม้าต๋ง มันทำร้ายน้องเรา เรารำลึกถึงขึ้นมาแล้วให้ขบฟัน จะใคร่กินเนื้อให้ได้ จะฆ่าอ้ายเหล่านี้เสียทั้งโคตรแล้วจึงจะหายแค้น”
จูล่งฟังพระดำรัสของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว เห็นว่าแรงด้วยความพยาบาทนัก แต่ก็สู้ฝืนใจด้วยเห็นแก่การใหญ่ของแผ่นดิน กราบบังคมทูลต่อไปว่า ความแค้นทั้งสองข้างหนักเบาต่างกันมากนัก ความแค้นข้างโจผีเป็นความแค้นของอาณาประชาราษฎร์ และเทพยดาฟ้าดินทั้งปวง แม้ดวงพระวิญญาณของบุรพกษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์ฮั่นก็ไม่อาจสุขสงบได้อีกต่อไป เป็นความแค้นใหญ่หลวงนัก ส่วนความแค้นข้างซุนกวนนั้นเป็นความแค้นพยาบาทเจ็บใจในหมู่พี่น้องแลพระองค์ ชั่งน้ำหนักความแค้นสองสถานแล้ว ขอพระองค์ทรงยกกองทัพไปกำจัดโจผีเสียก่อนจึงจะต้องด้วยความเห็นของคนทั้งปวง
เล่าปี่ยังคงยืนยันต่อไปว่า หากแม้นไม่แก้แค้นให้กับกวนอู เราก็จะได้ชื่อว่าละคำสัตย์สาบาน นับเป็นการเสียธรรม แลเมื่อยกกองทัพไปแก้แค้นให้แก่กวนอู งดการข้างโจผีไว้ก่อน อย่างมากก็เสียคนไม่นับถึงเสียธรรม เราเลือกเอาข้างที่จะเสียคนมากกว่าข้างที่จะเสียธรรม จูล่งท่านอย่าได้กล่าวคำสืบไปเลย
ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งปวงแม้เห็นว่าเหตุผลของจูล่งที่กราบบังคมทูลนั้นเปี่ยมด้วยเหตุและผล แต่เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ไม่ฟังคำกระนั้นแล้ว ถึงจะกราบบังคมทูลทัดทานอีกต่อไปก็ไม่บังเกิดผล ดังนั้นจึงต่างคนต่างพากันนิ่ง
พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นจึงสั่งให้เกณฑ์ทัพจากเมืองเสฉวน เมืองฮันต๋ง และบรรดาหัวเมืองทั้งปวงเป็นจำนวนพลแปดสิบหมื่น ในจำนวนนี้ให้เกณฑ์พลจากพวกฮวนทางภาคใต้ของเมืองเสฉวนจำนวนห้าหมื่น และให้จัดเตรียมกองทัพให้พร้อม รอวันฤกษ์ดีแล้วจะยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง
พระเจ้าเล่าปี่รำลึกถึงเตียวหุย จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เตียวหุยเป็นจอมพล ครองตำแหน่งเจ้าเมืองลองจิ๋ว และให้รักษาเมืองลองจิ๋วไว้มิให้เป็นอันตราย
ครั้นออกจากที่ว่าราชการแล้ว ขงเบ้งได้กลับไปที่จวน ให้วิตกทุกข์ร้อนใจเป็นอันมาก รำพึงในใจว่ายุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามจะพังทลายก็คราวนี้แล้ว หากพระเจ้าเล่าปี่มีชัยชนะในการสงคราม ก็ต้องใช้วันเวลาอีกนานกว่าจะสร้างสมกำลังยกไปปราบปรามโจผีได้สำเร็จ แต่หากพระเจ้าเล่าปี่ปราชัยในการสงครามนี้ ก็ยากที่จะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นเอกภาพได้อีกต่อไป จ๊กก๊กเราจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์รับไปอีกนานเท่านาน อนึ่งเล่าการศึกครั้งนี้เท่ากับตกลงไปในกลอุบายของโจผี เพราะเมื่อพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพไปทำศึกกับแคว้นกังตั๋งแล้ว แคว้นวุ่ยก็จะชอบใจ นั่งเล่นดูเป็นที่สบายอารมณ์ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายวายวอดลงแล้ว ก็จะยกซ้ำเติมเอาในภายหลัง ขงเบ้งประมาณการทุกทางแล้ว เห็นแต่ปัญหาอุปสรรคหนักหน่วงอยู่ทุกด้าน ขงเบ้งสำนึกว่าตัวเราเป็นเพียงที่ปรึกษา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านจะแนะนำบอกกล่าวสิ่งใด พระเจ้าเล่าปี่ก็เชื่อฟังทำตามสิ้นทุกสิ่ง มาครั้งนี้น้ำหนักเหตุผลของจูล่งหนาแน่นดังแผ่นดิน แต่พระเจ้าเล่าปี่มิได้รับฟัง คงเลือกข้างการสัมพันธ์ส่วนพระองค์ หรือว่าชะตาฟ้ากำหนดให้เป็นดังนี้ ขงเบ้งระลึกดังนั้นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจใหญ่ ตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ จึงออกไปเดินด้านนอก แหงนหน้ามองท้องฟ้า แต่ดาวทั้งหลายไร้ประกายแสง ด้วยเมฆฝนปกคลุมทั่วทั้งนภากาศ
ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเดินกลับเข้ามาในจวน รำพึงว่าการทั้งปวงย่อมเป็นไปตามลิขิตสวรรค์ จะทุกข์ใจไปก็หาเกิดประโยชน์ไม่ ชอบที่จะคอยคิดอ่านแก้ไขไปตามสถานการณ์จึงจะชอบ หลังจากวันนั้นขงเบ้งก็ตั้งอยู่ในอุเบกขาธรรม มิได้หวั่นไหวขัดใจไปกับการตัดสินใจของเล่าปี่
ฝ่ายเตียวหุยคุมทหารรักษาเมืองลองจิ๋วมาแต่เดิม ครั้นได้ทราบข่าวว่าซุนกวนประหารชีวิตกวนอูก็ตกใจ ร้องไห้อาลัยรักกวนอูทั้งวันทั้งคืน จนน้ำตาหลั่งไหลกลายเป็นสายเลือด บรรดาขุนนางเมืองลองจิ๋วเห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันเข้ามาปลอบประโลมใจให้เตียวหุยค่อยคลายโศก บางคนเห็นว่าวิธีคลายโศกของคนแบบเตียวหุยไม่มีวิธีอื่นใดเสมอด้วยการดื่มสุรา จึงเอาสุรามาชวนให้เตียวหุยดื่ม และชวนสนทนาจนเตียวหุยเมามาย
เตียวหุยเมาแล้วยังคงรำลึกถึงกวนอู ความโกรธแค้นแต่เดิมสมทบเข้ากับแรงไฟโทสะจากสุรา จึงทวีความร้อนเร่ายิ่งนัก สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความโกรธของเตียวหุยว่า “ก็มีความโกรธเป็นกำลังนัก จะใคร่แก้แค้นซุนกวน ก็โกรธโลดเต้นไปมาด้วยกำลังเมา ถูกทหารศีรษะแตกก็มี ลางคนแขนหัก ขาหัก ลางคนก็ตาย เตียวหุยบ่ายหน้าเขม้นไปทางทิศเมืองกังตั๋ง ตั้งท่าจะทิ่มแทงแล้วก็ขบฟัน คิดมาถึงพี่ชายก็ร้องไห้”
ในขณะที่เตียวหุยกำลังเมามายนั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่า มีข้าหลวงมาแต่เมืองเสฉวน เตียวหุยจึงสั่งให้รีบเชิญข้าหลวงเข้ามาพบ เมื่อได้คำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว ข้าหลวงของเล่าปี่จึงเล่าความข้างเมืองเสฉวนให้เตียวหุยฟังทุกประการ และมอบตราตั้งเตียวหุยเป็นเจ้าเมืองลองจิ๋ว
เตียวหุยคุกเข่าถวายบังคมแล้ว รับตรามาจากมือของข้าหลวง แต่ครั้นได้ทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้เตียวหุยอยู่รักษาเมือง ก็ให้ขุ่นเคืองใจ แล้วกล่าวว่าตัวเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกวนอู การแก้แค้นแทนกวนอูเป็นหน้าที่ของพี่น้อง ซึ่งจะให้รักษาเมืองลองจิ๋วนั้นก็เหมือนหนึ่งให้เราละความสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้กับกวนอู เราจะขอเป็นทัพหน้ายกไปรบเมืองกังตั๋งเอง
ข้าหลวงได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวด้วยการสงคราม ซึ่งจะตั้งผู้ใดเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า เป็นพระราชอำนาจของพระเจ้าเล่าปี่ หากท่านประสงค์จะเป็นแม่ทัพหน้าก็จงไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่เองเถิด
เตียวหุยได้ฟังดังนั้นจึงว่าเราจะเดินทางไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วขออาสาเป็นกองทัพหน้ายกไปตีเมืองกังตั๋ง ล้างแค้นให้กับกวนอู ว่าแล้วก็สั่งให้จัดแจงม้าและสัมภาระแล้วนำคนสนิทร้อยกว่าคนเดินทางไปเมืองเสฉวน
หลังจากเล่าปี่ตัดสินใจยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งแล้ว บรรดาขุนนางทั้งปวงให้รู้สึกไม่สบายใจ พากันไปหาขงเบ้งที่จวน แล้วปรึกษาว่าพระเจ้าเล่าปี่เพิ่งเสวยราชย์ใหม่ ๆ จะยกกองทัพไปทำศึกให้ได้ยากแก่พระวรกายนั้นไม่สมควร ทั้งพระสุขภาพพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรุดโทรมลงกว่าแต่ก่อน ไฉนมหาอุปราชจึงไม่กราบบังคมทูลทัดทานเล่า
ขงเบ้งจึงว่า ตัวเราได้กราบบังคมทูลทัดทานเป็นหลายหน แต่ทรงมั่นอยู่ในคำปฏิญาณแห่งสวนท้อไม่แปรผันแม้แต่น้อยหนึ่ง ขุนนางทั้งนั้นยังคงกังวลใจ จึงชวน ขงเบ้งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง กราบบังคมทูลทัดทานมิให้ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง แต่เสนอให้ยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋ก่อน กำจัดโจผีแล้วค่อยยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง
เล่าปี่ฟังคำกราบบังคมทูลของขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงแล้ว ยังคงยืนกรานตัดสินพระทัยตามเดิม ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงจึงต่อรองว่าแลเมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยจะยกไปตีเมืองกังตั๋งมั่นคงแล้ว ก็หาจำเป็นต้องยกทัพหลวงไปด้วยพระองค์เองไม่ ชอบที่จะตั้งนายทหารผู้ใหญ่คุมกองทัพไปก็จะได้การ
ในขณะนั้นทหารรักษาพระองค์ได้เข้ามากราบบังคมทูลว่า เตียวหุยมาแต่เมืองลองจิ๋ว จะขอเข้าเฝ้า พระเจ้าเล่าปี่ซึ่งกำลังอึ้งอยู่กับคำขงเบ้งและขุนนาง จึงมีรับสั่งโปรดให้เบิกเตียวหุยเข้าเฝ้า
เตียวหุยเข้ามาถึงท้องพระโรงแล้ว อ้อมไปข้างพระราชบัลลังก์ คุกเข่าลงกราบแทบเท้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วสวมกอดข้อพระบาททั้งสองไว้ ร่ำไห้เสียงดังลั่นท้องพระโรงเป็นที่น่าเวทนานัก
เตียวหุยทูลประการใดไม่ออก ได้แต่ซบหน้าอยู่กับพระบาท พระเจ้าเล่าปี่ก็อั้นพระทัย ตรัสประการใดไม่ออกเช่นเดียวกัน ลุกขึ้นจากพระราชบัลลังก์ ก้มลงประคองเตียวหุยให้ลุกขึ้น ในขณะที่น้ำพระเนตรไหลนองเต็มพระพักตร์
บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบงันไปในบัดดล ครู่หนึ่งเตียวหุยจึงกล่าวว่า ซึ่งพระองค์จะยกกองทัพไปล้างแค้นให้กับกวนอูนั้น แลเห็นอยู่ว่าทรงมั่นอยู่ในคำปฏิญาณของเราสามพี่น้อง แต่ซึ่งไม่ให้ข้าพเจ้าไปร่วมล้างแค้นให้แก่กวนอูนั้นไม่สมควร เหมือนหนึ่งให้ข้าพเจ้าละความสัตย์ที่ให้ไว้กับกวนอูนั้นเสีย ข้าพเจ้าจะขออาสาเป็นกองทัพหน้า ยกไปแก้แค้นให้กับกวนอูให้จงได้ ขอทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตด้วยเถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ถ้าเช่นนั้นก็จงยกกองทัพไปด้วยกัน เจ้าจงกลับไปเมืองลองจิ๋ว เกณฑ์ทหารเตรียมการไว้ให้พร้อม เมื่อเรายกกองทัพไปก็ให้ยกกองทัพไปบรรจบพร้อมกันที่เมืองเกงจิ๋ว
พระเจ้าเล่าปี่สังเกตอากัปกิริยาของเตียวหุยก็รู้ว่าหลายวันมานี้เตียวหุยเสพสุราหนักหนานัก จึงตรัสเตือนว่า “ท่านเมาสุราแล้วมีโมโหดุดันนัก วัดแวงโลดเต้นถูกคนป่วยเจ็บตายก็มี ทำดังนี้อันตรายจะเกิดมีแก่ท่าน แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าจะทำการสิ่งใดให้พิเคราะห์ดูผิดแลชอบ โอบอ้อมเอาใจทหารจึงจะควร อย่าทำหยาบเหมือนแต่หลัง”
เตียวหุยได้ฟังก็คำนับรับคำพระเจ้าเล่าปี่ แล้วถวายบังคมลากลับไปเมืองลองจิ๋ว
จินปิดซึ่งเป็นเจ้ากรมการศึกษา และเชี่ยวชาญวิชาพยากรณ์ ได้มาคุกเข่าเฝ้าระหว่างทางเสด็จ และกราบบังคมทูลว่า ซึ่งจะกำจัดซุนกวนเพียงเท่านี้ไม่ควรที่พระองค์จะเสด็จไปด้วยพระองค์เอง ชอบแต่จะให้นายทหารผู้ใหญ่ยกไปก็จะได้การ
พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสว่า เรา กวนอู และเตียวหุยสามคนเป็นพี่น้อง เหมือนหนึ่งเป็นคนๆ เดียวกัน ซุนกวนทำความแค้นแก่ใจเราใหญ่หลวงยิ่งฟ้าพระมหาสมุทร จะให้เรานิ่งอยู่แล้วให้นายทหารผู้อื่นไปทำการแทนจะควรหรือ
จินปิดจึงกราบบังคมทูลสืบไปว่า ซึ่งพระองค์จะคุมกองทัพหลวงยกไปเองในครั้งนี้ เห็นว่าจะปราชัยแก่ข้าศึก
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตรัสว่าเรากำลังจะนำทัพไปทำการสงครามใหญ่หลวงนัก ท่านมาว่ากล่าวดังนี้ให้เสียฤกษ์ ผิดพระอัยการศึกอย่างร้ายแรง ตรัสดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารให้คุมตัวจินปิดเอาไปประหารชีวิต
จินปิดถูกทหารควบคุมตัวแล้ว ยังคงกราบบังคมทูลว่า ซึ่งข้าพระองค์กราบบังคมทูลครั้งนี้ด้วยถือเอาความจงรักภักดีมิให้พระองค์ได้รับอันตรายเป็นที่ตั้ง ตัวข้าพเจ้าแม้นจะตายก็ไม่ได้เสียดายแก่ชีวิต เสียดายแต่ราชบัลลังก์ของพระองค์นั่นแล้วจะเป็นอันตราย
บรรดาขุนนางซึ่งตามเสด็จเห็นดังนั้นก็ซาบซึ้งใจในความภักดีของจินปิด จึงพากันกราบบังคมทูลขอให้พระราชทานอภัยโทษ พระเจ้าเล่าปี่เองก็ทรงเห็นว่าจินปิดกราบบังคมทูลโดยสุจริต ไม่ได้เห็นแก่ชีวิตเพื่อประโยชน์ของพระองค์ก็ทรงเอ็นดู จึงสั่งให้ยกโทษประหาร แต่ให้จำขังจินปิดไว้ เสร็จการสงครามแล้วจะได้พิจารณาโทษจินปิดใหม่
ในขณะนั้นขงเบ้งตามมาส่งเสด็จ ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด ให้รู้สึกสะเทือนใจเป็นอันมาก จึงเดินไปข้างหน้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วคุกเข่าลงถวายบังคม พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นก็หยุดพระราชดำเนิน ประคองให้ขงเบ้งลุกขึ้น.
จูล่งได้ฟังปรารภของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว กราบบังคมทูลว่า “ซึ่งโจผีขบถนั้นเป็นข้อใหญ่ มิใช่แต่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะเจ็บแค้น ถึงเทพยดาก็มีความแค้น ขอพระองค์ยกทัพหลวงไปตั้งอยู่ ณ ด่านตงก๋วน เป็นต้นน้ำ ฝ่ายทหารที่มีฝีมือซึ่งอยู่ ณ ด่านตงก๋วนก็จะเอาม้าแลเสบียงมาถวายแก่พระองค์ ตัวก็จะช่วยทำการศึก ได้ทหารชาวด่านเข้าด้วยเป็นกำลังแล้ว เห็นจะทำการศึกสะดวก ถ้ามิกำจัดโจผีเสียก่อนแล้ว จะยกไปตี ซุนกวนทีเดียว เห็นว่าโจผีจะยกไปช่วยซุนกวน เห็นการเราจะทำไปนั้นจะขัดสน การทั้งนี้เป็นการใหญ่ ขอให้พระองค์ตรึกตรองพิเคราะห์จงละเอียด”
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตรัสว่า “อ้ายซุนกวนกับเปาสูหยิน บิฮอง พัวเจี้ยง ม้าต๋ง มันทำร้ายน้องเรา เรารำลึกถึงขึ้นมาแล้วให้ขบฟัน จะใคร่กินเนื้อให้ได้ จะฆ่าอ้ายเหล่านี้เสียทั้งโคตรแล้วจึงจะหายแค้น”
จูล่งฟังพระดำรัสของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว เห็นว่าแรงด้วยความพยาบาทนัก แต่ก็สู้ฝืนใจด้วยเห็นแก่การใหญ่ของแผ่นดิน กราบบังคมทูลต่อไปว่า ความแค้นทั้งสองข้างหนักเบาต่างกันมากนัก ความแค้นข้างโจผีเป็นความแค้นของอาณาประชาราษฎร์ และเทพยดาฟ้าดินทั้งปวง แม้ดวงพระวิญญาณของบุรพกษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์ฮั่นก็ไม่อาจสุขสงบได้อีกต่อไป เป็นความแค้นใหญ่หลวงนัก ส่วนความแค้นข้างซุนกวนนั้นเป็นความแค้นพยาบาทเจ็บใจในหมู่พี่น้องแลพระองค์ ชั่งน้ำหนักความแค้นสองสถานแล้ว ขอพระองค์ทรงยกกองทัพไปกำจัดโจผีเสียก่อนจึงจะต้องด้วยความเห็นของคนทั้งปวง
เล่าปี่ยังคงยืนยันต่อไปว่า หากแม้นไม่แก้แค้นให้กับกวนอู เราก็จะได้ชื่อว่าละคำสัตย์สาบาน นับเป็นการเสียธรรม แลเมื่อยกกองทัพไปแก้แค้นให้แก่กวนอู งดการข้างโจผีไว้ก่อน อย่างมากก็เสียคนไม่นับถึงเสียธรรม เราเลือกเอาข้างที่จะเสียคนมากกว่าข้างที่จะเสียธรรม จูล่งท่านอย่าได้กล่าวคำสืบไปเลย
ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งปวงแม้เห็นว่าเหตุผลของจูล่งที่กราบบังคมทูลนั้นเปี่ยมด้วยเหตุและผล แต่เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ไม่ฟังคำกระนั้นแล้ว ถึงจะกราบบังคมทูลทัดทานอีกต่อไปก็ไม่บังเกิดผล ดังนั้นจึงต่างคนต่างพากันนิ่ง
พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นจึงสั่งให้เกณฑ์ทัพจากเมืองเสฉวน เมืองฮันต๋ง และบรรดาหัวเมืองทั้งปวงเป็นจำนวนพลแปดสิบหมื่น ในจำนวนนี้ให้เกณฑ์พลจากพวกฮวนทางภาคใต้ของเมืองเสฉวนจำนวนห้าหมื่น และให้จัดเตรียมกองทัพให้พร้อม รอวันฤกษ์ดีแล้วจะยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง
พระเจ้าเล่าปี่รำลึกถึงเตียวหุย จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เตียวหุยเป็นจอมพล ครองตำแหน่งเจ้าเมืองลองจิ๋ว และให้รักษาเมืองลองจิ๋วไว้มิให้เป็นอันตราย
ครั้นออกจากที่ว่าราชการแล้ว ขงเบ้งได้กลับไปที่จวน ให้วิตกทุกข์ร้อนใจเป็นอันมาก รำพึงในใจว่ายุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามจะพังทลายก็คราวนี้แล้ว หากพระเจ้าเล่าปี่มีชัยชนะในการสงคราม ก็ต้องใช้วันเวลาอีกนานกว่าจะสร้างสมกำลังยกไปปราบปรามโจผีได้สำเร็จ แต่หากพระเจ้าเล่าปี่ปราชัยในการสงครามนี้ ก็ยากที่จะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นเอกภาพได้อีกต่อไป จ๊กก๊กเราจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์รับไปอีกนานเท่านาน อนึ่งเล่าการศึกครั้งนี้เท่ากับตกลงไปในกลอุบายของโจผี เพราะเมื่อพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพไปทำศึกกับแคว้นกังตั๋งแล้ว แคว้นวุ่ยก็จะชอบใจ นั่งเล่นดูเป็นที่สบายอารมณ์ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายวายวอดลงแล้ว ก็จะยกซ้ำเติมเอาในภายหลัง ขงเบ้งประมาณการทุกทางแล้ว เห็นแต่ปัญหาอุปสรรคหนักหน่วงอยู่ทุกด้าน ขงเบ้งสำนึกว่าตัวเราเป็นเพียงที่ปรึกษา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านจะแนะนำบอกกล่าวสิ่งใด พระเจ้าเล่าปี่ก็เชื่อฟังทำตามสิ้นทุกสิ่ง มาครั้งนี้น้ำหนักเหตุผลของจูล่งหนาแน่นดังแผ่นดิน แต่พระเจ้าเล่าปี่มิได้รับฟัง คงเลือกข้างการสัมพันธ์ส่วนพระองค์ หรือว่าชะตาฟ้ากำหนดให้เป็นดังนี้ ขงเบ้งระลึกดังนั้นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจใหญ่ ตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ จึงออกไปเดินด้านนอก แหงนหน้ามองท้องฟ้า แต่ดาวทั้งหลายไร้ประกายแสง ด้วยเมฆฝนปกคลุมทั่วทั้งนภากาศ
ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเดินกลับเข้ามาในจวน รำพึงว่าการทั้งปวงย่อมเป็นไปตามลิขิตสวรรค์ จะทุกข์ใจไปก็หาเกิดประโยชน์ไม่ ชอบที่จะคอยคิดอ่านแก้ไขไปตามสถานการณ์จึงจะชอบ หลังจากวันนั้นขงเบ้งก็ตั้งอยู่ในอุเบกขาธรรม มิได้หวั่นไหวขัดใจไปกับการตัดสินใจของเล่าปี่
ฝ่ายเตียวหุยคุมทหารรักษาเมืองลองจิ๋วมาแต่เดิม ครั้นได้ทราบข่าวว่าซุนกวนประหารชีวิตกวนอูก็ตกใจ ร้องไห้อาลัยรักกวนอูทั้งวันทั้งคืน จนน้ำตาหลั่งไหลกลายเป็นสายเลือด บรรดาขุนนางเมืองลองจิ๋วเห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันเข้ามาปลอบประโลมใจให้เตียวหุยค่อยคลายโศก บางคนเห็นว่าวิธีคลายโศกของคนแบบเตียวหุยไม่มีวิธีอื่นใดเสมอด้วยการดื่มสุรา จึงเอาสุรามาชวนให้เตียวหุยดื่ม และชวนสนทนาจนเตียวหุยเมามาย
เตียวหุยเมาแล้วยังคงรำลึกถึงกวนอู ความโกรธแค้นแต่เดิมสมทบเข้ากับแรงไฟโทสะจากสุรา จึงทวีความร้อนเร่ายิ่งนัก สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความโกรธของเตียวหุยว่า “ก็มีความโกรธเป็นกำลังนัก จะใคร่แก้แค้นซุนกวน ก็โกรธโลดเต้นไปมาด้วยกำลังเมา ถูกทหารศีรษะแตกก็มี ลางคนแขนหัก ขาหัก ลางคนก็ตาย เตียวหุยบ่ายหน้าเขม้นไปทางทิศเมืองกังตั๋ง ตั้งท่าจะทิ่มแทงแล้วก็ขบฟัน คิดมาถึงพี่ชายก็ร้องไห้”
ในขณะที่เตียวหุยกำลังเมามายนั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่า มีข้าหลวงมาแต่เมืองเสฉวน เตียวหุยจึงสั่งให้รีบเชิญข้าหลวงเข้ามาพบ เมื่อได้คำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว ข้าหลวงของเล่าปี่จึงเล่าความข้างเมืองเสฉวนให้เตียวหุยฟังทุกประการ และมอบตราตั้งเตียวหุยเป็นเจ้าเมืองลองจิ๋ว
เตียวหุยคุกเข่าถวายบังคมแล้ว รับตรามาจากมือของข้าหลวง แต่ครั้นได้ทราบว่าพระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้เตียวหุยอยู่รักษาเมือง ก็ให้ขุ่นเคืองใจ แล้วกล่าวว่าตัวเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกวนอู การแก้แค้นแทนกวนอูเป็นหน้าที่ของพี่น้อง ซึ่งจะให้รักษาเมืองลองจิ๋วนั้นก็เหมือนหนึ่งให้เราละความสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้กับกวนอู เราจะขอเป็นทัพหน้ายกไปรบเมืองกังตั๋งเอง
ข้าหลวงได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวด้วยการสงคราม ซึ่งจะตั้งผู้ใดเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า เป็นพระราชอำนาจของพระเจ้าเล่าปี่ หากท่านประสงค์จะเป็นแม่ทัพหน้าก็จงไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่เองเถิด
เตียวหุยได้ฟังดังนั้นจึงว่าเราจะเดินทางไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วขออาสาเป็นกองทัพหน้ายกไปตีเมืองกังตั๋ง ล้างแค้นให้กับกวนอู ว่าแล้วก็สั่งให้จัดแจงม้าและสัมภาระแล้วนำคนสนิทร้อยกว่าคนเดินทางไปเมืองเสฉวน
หลังจากเล่าปี่ตัดสินใจยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งแล้ว บรรดาขุนนางทั้งปวงให้รู้สึกไม่สบายใจ พากันไปหาขงเบ้งที่จวน แล้วปรึกษาว่าพระเจ้าเล่าปี่เพิ่งเสวยราชย์ใหม่ ๆ จะยกกองทัพไปทำศึกให้ได้ยากแก่พระวรกายนั้นไม่สมควร ทั้งพระสุขภาพพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรุดโทรมลงกว่าแต่ก่อน ไฉนมหาอุปราชจึงไม่กราบบังคมทูลทัดทานเล่า
ขงเบ้งจึงว่า ตัวเราได้กราบบังคมทูลทัดทานเป็นหลายหน แต่ทรงมั่นอยู่ในคำปฏิญาณแห่งสวนท้อไม่แปรผันแม้แต่น้อยหนึ่ง ขุนนางทั้งนั้นยังคงกังวลใจ จึงชวน ขงเบ้งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง กราบบังคมทูลทัดทานมิให้ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง แต่เสนอให้ยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋ก่อน กำจัดโจผีแล้วค่อยยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง
เล่าปี่ฟังคำกราบบังคมทูลของขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงแล้ว ยังคงยืนกรานตัดสินพระทัยตามเดิม ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงจึงต่อรองว่าแลเมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยจะยกไปตีเมืองกังตั๋งมั่นคงแล้ว ก็หาจำเป็นต้องยกทัพหลวงไปด้วยพระองค์เองไม่ ชอบที่จะตั้งนายทหารผู้ใหญ่คุมกองทัพไปก็จะได้การ
ในขณะนั้นทหารรักษาพระองค์ได้เข้ามากราบบังคมทูลว่า เตียวหุยมาแต่เมืองลองจิ๋ว จะขอเข้าเฝ้า พระเจ้าเล่าปี่ซึ่งกำลังอึ้งอยู่กับคำขงเบ้งและขุนนาง จึงมีรับสั่งโปรดให้เบิกเตียวหุยเข้าเฝ้า
เตียวหุยเข้ามาถึงท้องพระโรงแล้ว อ้อมไปข้างพระราชบัลลังก์ คุกเข่าลงกราบแทบเท้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วสวมกอดข้อพระบาททั้งสองไว้ ร่ำไห้เสียงดังลั่นท้องพระโรงเป็นที่น่าเวทนานัก
เตียวหุยทูลประการใดไม่ออก ได้แต่ซบหน้าอยู่กับพระบาท พระเจ้าเล่าปี่ก็อั้นพระทัย ตรัสประการใดไม่ออกเช่นเดียวกัน ลุกขึ้นจากพระราชบัลลังก์ ก้มลงประคองเตียวหุยให้ลุกขึ้น ในขณะที่น้ำพระเนตรไหลนองเต็มพระพักตร์
บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบงันไปในบัดดล ครู่หนึ่งเตียวหุยจึงกล่าวว่า ซึ่งพระองค์จะยกกองทัพไปล้างแค้นให้กับกวนอูนั้น แลเห็นอยู่ว่าทรงมั่นอยู่ในคำปฏิญาณของเราสามพี่น้อง แต่ซึ่งไม่ให้ข้าพเจ้าไปร่วมล้างแค้นให้แก่กวนอูนั้นไม่สมควร เหมือนหนึ่งให้ข้าพเจ้าละความสัตย์ที่ให้ไว้กับกวนอูนั้นเสีย ข้าพเจ้าจะขออาสาเป็นกองทัพหน้า ยกไปแก้แค้นให้กับกวนอูให้จงได้ ขอทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตด้วยเถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ถ้าเช่นนั้นก็จงยกกองทัพไปด้วยกัน เจ้าจงกลับไปเมืองลองจิ๋ว เกณฑ์ทหารเตรียมการไว้ให้พร้อม เมื่อเรายกกองทัพไปก็ให้ยกกองทัพไปบรรจบพร้อมกันที่เมืองเกงจิ๋ว
พระเจ้าเล่าปี่สังเกตอากัปกิริยาของเตียวหุยก็รู้ว่าหลายวันมานี้เตียวหุยเสพสุราหนักหนานัก จึงตรัสเตือนว่า “ท่านเมาสุราแล้วมีโมโหดุดันนัก วัดแวงโลดเต้นถูกคนป่วยเจ็บตายก็มี ทำดังนี้อันตรายจะเกิดมีแก่ท่าน แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าจะทำการสิ่งใดให้พิเคราะห์ดูผิดแลชอบ โอบอ้อมเอาใจทหารจึงจะควร อย่าทำหยาบเหมือนแต่หลัง”
เตียวหุยได้ฟังก็คำนับรับคำพระเจ้าเล่าปี่ แล้วถวายบังคมลากลับไปเมืองลองจิ๋ว
จินปิดซึ่งเป็นเจ้ากรมการศึกษา และเชี่ยวชาญวิชาพยากรณ์ ได้มาคุกเข่าเฝ้าระหว่างทางเสด็จ และกราบบังคมทูลว่า ซึ่งจะกำจัดซุนกวนเพียงเท่านี้ไม่ควรที่พระองค์จะเสด็จไปด้วยพระองค์เอง ชอบแต่จะให้นายทหารผู้ใหญ่ยกไปก็จะได้การ
พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสว่า เรา กวนอู และเตียวหุยสามคนเป็นพี่น้อง เหมือนหนึ่งเป็นคนๆ เดียวกัน ซุนกวนทำความแค้นแก่ใจเราใหญ่หลวงยิ่งฟ้าพระมหาสมุทร จะให้เรานิ่งอยู่แล้วให้นายทหารผู้อื่นไปทำการแทนจะควรหรือ
จินปิดจึงกราบบังคมทูลสืบไปว่า ซึ่งพระองค์จะคุมกองทัพหลวงยกไปเองในครั้งนี้ เห็นว่าจะปราชัยแก่ข้าศึก
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตรัสว่าเรากำลังจะนำทัพไปทำการสงครามใหญ่หลวงนัก ท่านมาว่ากล่าวดังนี้ให้เสียฤกษ์ ผิดพระอัยการศึกอย่างร้ายแรง ตรัสดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารให้คุมตัวจินปิดเอาไปประหารชีวิต
จินปิดถูกทหารควบคุมตัวแล้ว ยังคงกราบบังคมทูลว่า ซึ่งข้าพระองค์กราบบังคมทูลครั้งนี้ด้วยถือเอาความจงรักภักดีมิให้พระองค์ได้รับอันตรายเป็นที่ตั้ง ตัวข้าพเจ้าแม้นจะตายก็ไม่ได้เสียดายแก่ชีวิต เสียดายแต่ราชบัลลังก์ของพระองค์นั่นแล้วจะเป็นอันตราย
บรรดาขุนนางซึ่งตามเสด็จเห็นดังนั้นก็ซาบซึ้งใจในความภักดีของจินปิด จึงพากันกราบบังคมทูลขอให้พระราชทานอภัยโทษ พระเจ้าเล่าปี่เองก็ทรงเห็นว่าจินปิดกราบบังคมทูลโดยสุจริต ไม่ได้เห็นแก่ชีวิตเพื่อประโยชน์ของพระองค์ก็ทรงเอ็นดู จึงสั่งให้ยกโทษประหาร แต่ให้จำขังจินปิดไว้ เสร็จการสงครามแล้วจะได้พิจารณาโทษจินปิดใหม่
ในขณะนั้นขงเบ้งตามมาส่งเสด็จ ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด ให้รู้สึกสะเทือนใจเป็นอันมาก จึงเดินไปข้างหน้าพระเจ้าเล่าปี่ แล้วคุกเข่าลงถวายบังคม พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นก็หยุดพระราชดำเนิน ประคองให้ขงเบ้งลุกขึ้น.