ตอนที่ 457. ฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊ก
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบสี่พรรษา เดือนสี่ ขงเบ้งและบรรดาขุนนางเมืองเสฉวนได้ปรึกษาพร้อมกับจะยกเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้สืบทอดพระบรมราชวงศ์ฮั่น เพื่อมิให้ดับสูญตามพระเจ้าเหี้ยนเต้ และเพื่อให้เล่าปี่มีฐานะเสมอกับโจผี แต่เล่าปี่ปฏิเสธ ขงเบ้งจึงต้องวางอุบายเพื่อให้เล่าปี่จำต้องยอมรับ
เล่าปี่สังเกตเห็นว่าแม้น้ำเสียงขงเบ้งจะอ่อนล้าอิดโรยคล้ายคนป่วย แต่ใบหน้ายังคงผ่องใส ไม่เหมือนกับคนเป็นไข้โดยทั่วไปก็สงสัย จึงถามขงเบ้งว่าอาจารย์ทุกข์ร้อนในใจอย่างไร ไฉนจึงไม่บอกให้ข้าพเจ้าทราบเล่า
ขงเบ้งทำทีถอนใจใหญ่ แล้วว่า “แต่ก่อนข้าพเจ้าออกจากบ้านมาทำราชการอยู่ด้วยท่านจนได้เมืองเสฉวน ข้าพเจ้าก็ขอบคุณท่าน ด้วยจะว่าประการใดท่านก็ทำตามทุกสิ่งทุกประการ บัดนี้อ้ายโจผีคิดกบฏต่อแผ่นดิน ฆ่าพระเจ้าเหี้ยนเต้แลขุนนางเสีย ชิงเอาราชสมบัติ ขุนนางทั้งปวงที่เป็นพรรคพวกมันก็ยกโจผีให้เป็นเจ้าแผ่นดิน บัดนี้ขุนนางทั้งปวงฝ่ายเราพร้อมกันจะยกท่านให้เป็นเจ้าแผ่นดิน จะได้ยกทัพไปกำจัดโจผีศัตรูแผ่นดินเสีย ท่านไม่ยอม ข้าพเจ้าเห็นว่าขุนนางจะเสียน้ำใจ นานไปจะเอาใจออกหากท่าน ถ้าขุนนางเอาใจออกหากแล้ว ซุนกวน โจผี ข้าศึกสองฝ่ายนี้จะมาทำอันตรายท่าน เห็นเมืองเสฉวนจะขัดสนเสียมั่นคง เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงเป็นทุกข์หนัก”
เล่าปี่จึงว่า ใช่ว่าข้าพเจ้าจะไม่คล้อยตามที่กุนซือและขุนนางปรึกษากัน แต่เกรงว่าราษฎรทั้งปวงยังไม่พร้อมใจแล้วจะเกิดข้อครหานินทาขึ้น
ขงเบ้งจึงท้วงว่า “ถ้าคนหาสติปัญญาไม่ มิได้เป็นที่พึ่งราษฎรเลย ราษฎรก็ไม่รักใคร่ แลยกตัวเองให้เป็นใหญ่ คนทั้งปวงจะนินทา นี่ท่านเป็นชาติเชื้อกษัตริย์สืบมา ประกอบด้วยสติปัญญาได้เป็นที่พึ่งแก่ราษฎร ควรแล้วที่ท่านจะยกตัวขึ้นเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นว่าหามีผู้ติเตียนนินทาไม่ เห็นว่าจะเป็นที่ชอบใจไพร่ฟ้าเทพยดาทั้งปวง”
เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งโดยกว้างโดยลึกดังนั้นแล้วก็จำนน จึงว่าเมื่อกุนซือมีความเห็นเช่นนี้ข้าพเจ้าก็จะยอมตาม แต่การนี้อย่าเพิ่งเร่งร้อน รอให้กุนซือสร่างป่วยไข้ก่อนแล้วค่อยปรึกษาทำการ
ขงเบ้งได้ยินคำเล่าปี่ดังนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วว่า นี่แล้วคือทิพยโอสถ ข้าพเจ้าได้เสพแล้วโรคก็หายในบัดดล ว่าแล้วขงเบ้งจึงเดินไปที่ข้างฝา เคาะสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้ง บรรดาขุนนางทั้งปวงที่ซ่อนอยู่อีกห้องหนึ่งได้ยินเสียงสัญญาณก็พากันเดินออกมาเฝ้าเล่าปี่
เล่าปี่เห็นเคาเจ้ง บิต๊ก เซียงกี เล่าเป๋า เตียเจ้ โจเตา เขงเตียวซ้อง เลียวต๋ง ห้องกวน โหเจ้ง อินเบก อินซุน เจาจิ๋ว เตียวอี้ อองเมา อีเจี้ย จิมปัก พากันเดินออกมา ก็รู้ว่าซึ่งขงเบ้งแสร้งทำเป็นป่วยนั้นเป็นอุบายที่ซักซ้อมไว้กับบรรดาขุนนางผู้ใหญ่เหล่านั้นแล้ว และเห็นว่าห้องนอนของขงเบ้งแออัดคับแคบ เล่าปี่จึงเดินนำขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงออกไปที่ห้องโถงรับรอง
พอเล่าปี่นั่งที่เก้าอี้แล้ว ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงได้คุกเข่าลงคำนับพร้อมกัน แล้วทูลว่าเมื่อฮันต๋งอ๋องเห็นพ้องกับคำปรึกษาของพวกข้าพเจ้าแล้ว ขอให้หาวันฤกษ์ดีปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นฮ่องเต้เถิด เล่าปี่ตอบด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่าจำทำตามคำพวกท่านแล้ว
ขงเบ้งได้กล่าวเสริมขึ้นว่า ความเห็นของขุนนางและอาณาประชาราษฎร์คือบัญชาแห่งสวรรค์ เมื่อฮันต๋งอ๋องเห็นชอบแล้ว ข้าพเจ้าก็จะหาวันฤกษ์ดีทำพระราชพิธีปราบดาภิเษกฮันต๋งอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามประเพณี
เล่าปี่ไม่ทันที่จะตอบคำประการใด ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งนั้นก็กล่าวพร้อมกันว่า ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี เสียงคำว่า “บ้วนส่วย” ดังก้องกระหึ่มไปทั้งห้องโถง
ครั้นได้เวลาเล่าปี่ก็ลาขงเบ้งและขุนนางกลับไปวัง ขงเบ้งจึงเรียกเคาจู และเบงกอง เจ้าพนักงานกองพระราชพิธีตั้งให้เป็นผู้อำนวยการตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกฮันต๋งอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ โดยให้ไปปลูกโรงปะรำพิธีสูงสามชั้นทางทิศใต้ของเมืองเสฉวน ซึ่งเป็นภูมิทำเลมงคล ให้สร้างรถพระที่นั่ง ตลอดจนเครื่องราชูปโภคทั้งปวงสำหรับพระมหากษัตริย์ กำหนดเอาวันขึ้นสิบสองค่ำ เดือนหก เป็นวันประกอบราชพิธี และให้สร้างศาลพระเทพบิดรประจำราชวงศ์ฮั่นขึ้นใหม่ในแคว้นเสฉวน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงพระราชวงศ์สืบไป
ครั้นถึงวันมหาราชาฤกษ์ ขงเบ้งได้เชิญให้เล่าปี่ขึ้นนั่งบนแท่นพิธีสูงบนปะรำพิธีชั้นสาม ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนกว่าห้าร้อยคนนั่งเรียงรายเต็มปะรำทั้งสามชั้น ที่แผ่นดินเบื้องล่างเรียงรายล้อมรอบด้วยบรรดานายทหารและพลทหารกว่าสี่สิบหมื่นคน ประดับธงทิวประจำทิศด้วยสีมงคลประจำแต่ละทิศ
ครั้นเล่าปี่ขึ้นนั่งบนแท่นพิธีแล้ว ขงเบ้งจึงให้เล่าปี่จุดธูปเทียนรินสุราน้ำชาบวงสรวงเซ่นไหว้เทพยดา เทพารักษ์ พระหลักเมือง และอดีตบูรพกษัตริย์ ตลอดจนพระบรมราชวงศ์ที่ล่วงลับตามประเพณี
พอเล่าปี่ราดสุราบวงสรวงลงกับพื้นเสร็จแล้ว ขงเบ้งและขุนนางผู้ใหญ่ได้เชิญพระแสงกระบี่อาญาสิทธิ์ เครื่องราชูปโภค และตราพระราชลัญจกรสำหรับพระมหากษัตริย์ เข้าไปทูลเกล้าถวาย บรรดาคนทั้งปวงในการพิธีนั้นถวายบังคมแล้วเปล่งเสียงถวายพระพรพร้อมกันว่า ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี
พอสิ้นเสียง ขงเบ้งก็ให้เจียงจิวพนักงานฝ่ายอาลักษณ์อ่านประกาศโองการสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ซึ่งสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มิได้ระบุความในโองการดังกล่าว แต่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้ระบุความในโองการนี้ว่า
“ในเกี้ยงอังศกปีที่ยี่สิบหก เดือนสี่ วันม้าไฟ ขึ้นหนึ่งค่ำ ผ่านไปสิบสองวัน เป็นวันธาตุงูไฟ ฮ่องเต้เล่าปี่ขอประกาศอย่างแจ่มแจ้งต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งเบื้องบนสวรรค์ เจ้าธรณีอันศักดิ์สิทธิ์ ราชวงศ์ฮั่นได้มีแผ่นดินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาโดยไร้ขอบเขต ในอดีตอองมังช่วงชิงขโมยราชบัลลังก์ พระเจ้ากวงบู๊ฮ่องเต้ทรงพิโรธจัดการสังหาร บ้านเมืองจึงคงเหลือไว้ บัดนี้โจโฉขัดขวาง ใช้กองทัพขย้ำทำร้ายประหารฮองเฮาพระแม่เจ้า บาปกรรมเทียมฟ้า โจผีบุตรโจโฉกระทำตามอำเภอใจ เหี้ยมโหดทรยศเป็นกบฏ ลักลอบยึดครองรัศมีเทพเจ้า พวกนายพลนักรบผู้ใต้บังคับบัญชาต่างเห็นว่าศาลบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าได้ถล่มล่มสลาย ข้าเล่าปี่เห็นควรขยายยืดสืบสันตติวงศ์จากพระเจ้ากวงบู๊ทวิบุรพฮ่องเต้นอบน้อมดำเนินการดั่งสวรรค์ลงโทษ ข้าเล่าปี่เกรงกลัวจะด้อยในคุณธรรม ควรจะสถาปนาดำรงตำแหน่งฮ่องเต้ ได้ทำการสอบถามบรรดาไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ทั้งประมุขหัวหน้าที่อยู่ตามป่าแดนไกล ขอกล่าวโดยรวมกัน ชะตาสวรรค์มิอาจตอบแทน กิจของบรรพชนมิอาจที่จะเสื่อมเสียอยู่นาน ทั่วสี่ทิศทะเลมิอาจไม่มีพระราชา ข้าเล่าปี่เกรงกลัวต่อสวรรค์ที่ประทานให้ประจักษ์แจ้งแห่งชะตาชีวิต อีกทั้งหวาดกลัวกิจการรากฐานของเกาโจ๊วปฐมฮ่องเต้และกวงบู๊ฮ่องเต้จวนพังทลาย ณ พื้นธรณี ขอเคารพนบนอบเลือกวันอันเป็นศุภมงคลนี้ขึ้นบวงสรวงบูชา ประกาศบนพระแท่นราชพิธี สถาปนาเป็นฮ่องเต้พร้อมด้วยสายสะพายประดับเกียรติและตราพระราชลัญจกร จะทะนุถนอมตลอดทั่วสี่ทิศ เฉพาะขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้คุ้มครองศาลบรรพชนราชวงศ์ฮั่น ได้รับการคารวะเซ่นไหว้ปฏิบัติ แจ่มชัดสวัสดีอยู่ตลอดกาลเทอญ”
เมื่อได้ประกาศโองการสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว เจียงจิวได้อ่านประกาศพระบรมราชโองการของเล่าปี่ เฉลิมพระนามาภิไธยว่าพระเจ้าเจี๋ยงบู๊ฮ่องเต้ และสถาปนานางงอชีขึ้นเป็นพระอัครมเหสี สถาปนาเล่าเสี้ยนบุตรผู้ใหญ่ที่เกิดแต่ภริยาเก่าขึ้นเป็นที่รัชทายาท สถาปนาให้เล่าก๋งป๊า เล่าเอ๋งและเล่าลี พระโอรสเกิดแต่พระอัครมเหสีเป็นอ๋องระดับสมเด็จเจ้าฟ้า
จากนั้นจึงมีพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่ง แต่งตั้งให้ขงเบ้งเป็นมหาอุปราชและอัครมหาเสนาบดี ให้เคาเจ้งเป็นรองอัครมหาเสนาบดี ให้เลื่อนตำแหน่งขุนนางทั้งปวงขึ้นครองตำแหน่งตามทำเนียบตำแหน่งข้าราชสำนักในพระมหากษัตริย์ตามประเพณีทุกประการ ให้อภัยโทษคนคุกทั้งแผ่นดิน และให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีส่วยสาอากรเป็นเวลาสามปี
เมื่อแต่งตั้งขุนนางทั้งปวงเสร็จแล้ว ขงเบ้งจึงประกาศให้ทั่วทั้งแคว้นจ๊กอันประกอบด้วยแคว้นเสฉวน แคว้นตังฉวน ซึ่งเป็นดินแดนในภาคตะวันตกทั้งหมดเป็นขอบขัณฑสีมาเดียวกัน ภายใต้ราชอาณาจักรของเล่าปี่
ขุนนางทั้งปวงและราษฎรทั่วทั้งแคว้นจ๊กได้เฉลิมฉลองการสถาปนาประเทศและการเฉลิมพระนามาภิไธยของเล่าปี่ด้วยความยินดีปรีดาทั่วทั้งแผ่นดิน
มีผู้ติติงว่า อันแคว้นเสฉวนนั้นตั้งอยู่ในภูมิธาตุทอง การที่ขงเบ้งกำหนดวันฤกษ์ดีตรงกับฤกษ์เดือนม้าไฟ และฤกษ์วันงูไฟ ซึ่งไม่ต้องโฉลกกัน เพราะเป็นวิสัยธรรมดาธาตุไฟย่อมข่มธาตุทอง จะเป็นผลให้ราชวงศ์ของเล่าปี่ไม่ยั่งยืนสถาพรเท่าใดนัก เพราะธาตุทองย่อมถูกทำลายและสลายไปด้วยธาตุไฟ ไฉนขงเบ้งจึงคิดอ่านทำการฉะนี้ ประการนี้มีคำไขว่า ปูมทำเลเมืองเสฉวนเป็นปูมธาตุทองนั้นจริงแล้ว เป็นธาตุอันประเสริฐ แต่ก็ถูกปองร้ายทำลายได้โดยง่าย การกำหนดฤกษ์เดือนฤกษ์วันอันเป็นภูมิธาตุไฟ ทำให้ธาตุทองสุกใสสว่างเรืองโรจน์ ดุจดั่งครั้งของพระเจ้าฮั่นโกโจที่ทรงตั้งหลักปักฐานในแคว้นเสฉวนแล้วเข้ายึดครองแคว้นตงง้วนในภายหลัง สถาปนาสืบสานราชวงศ์ฮั่นอย่างมั่นคงยาวนานเกือบห้าร้อยปี ขงเบ้งทำการทั้งนี้ด้วยหวังจุดประกายความเรืองโรจน์แห่งบารมีของเล่าปี่ให้ปรากฏทั่วแผ่นดินในเวลาอันรวดเร็ว มีหรือที่ขงเบ้งจะไม่รู้ว่าไม่อาจตั้งหลักปักฐานเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในแผ่นดินอยู่ที่แคว้นเสฉวนอย่างถาวร ขงเบ้งย่อมรู้ดีและได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามมาตั้งแต่ต้น การตั้งหลักปักฐานในแคว้นเสฉวนเป็นเรื่องชั่วคราว และในกาลอันชั่วคราวนั้นก็ต้องสร้างความครึกโครมกฤษดาอภินิหารให้บังเกิดอย่างรวดเร็ว จึงกำหนดฤกษ์เดือนฤกษ์วันอันเป็นธาตุไฟ ซึ่งด้านหนึ่งทำลายธาตุทอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เสริมให้ธาตุทองสุกใส ใช้อาณาประโยชน์ได้ดังปรารถนา เมื่อเล่าปี่รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งแล้ว ค่อยแก้ไขพิษธาตุไฟโดยจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ในปูมมงคลตามแบบอย่างของพระเจ้าฮั่นโกโจสืบไป แต่ความคิดคนไหนเลยจะล่วงพ้นลิขิตฟ้า ซึ่งจะปรากฏผลในภายหน้าได้ ประการนี้จึงตำหนิติเตียนขงเบ้งไม่ได้
ในค่ำคืนวันนั้นเล่าปี่ให้หวนรำลึกถึงกวนอู เตียวหุย สองน้องร่วมสาบานเป็นอันมาก คำสาบานแห่งสวนท้อได้ปรากฏขึ้นในห้วงมโนภาพแห่งเล่าปี่อย่างแจ่มแจ้งอีกครั้งหนึ่ง แล้วรำลึกว่าเราได้ครองตำแหน่งเป็นฮ่องเต้ แต่กวนอูและเตียวหุยน้องทั้งสองยังไม่ได้ครองลาภยศในการครั้งนี้เลย กวนอูนั้นบุญน้อยตายเสียก่อน เราจะครองศักดิ์และความสุขสืบไปเพื่อสิ่งใด เล่าปี่คำนึงดังนั้นแล้วก็โกรธแค้นซุนกวน จนเวลาสองยามจึงค่อยม่อยหลับไป
พอวันรุ่งขึ้นเล่าปี่ออกว่าราชการ จึงปรารภขึ้นในท่ามกลางมหาสมาคมว่า “กวนอู เตียวหุย กับเราได้ให้ความสัตย์กันไว้ ซุนกวนทำอันตรายแก่น้องเรา ถ้าเรามิได้แก้แค้นก็จะเสียความสัตย์ไป เราคิดว่าจะยกทัพหลวงไปตีเมืองกังตั๋ง จับซุนกวนฆ่าเสีย ขุนนางทั้งปวงจะเห็นเป็นประการใด”
เล่าปี่สืบสานอายุราชวงศ์ฮั่นเป็นเจี๋ยงบู๊ฮ่องเต้ อิ่มด้วยยศศักดิ์อัครฐาน ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินเสมอเหมือนกระนี้แล้ว ยังคงยึดมั่นอยู่ในคำสัตย์สาบานแห่งสวนท้อ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการทำลายล้างยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามที่ได้ตกลงไวักับขงเบ้ง ณ เขาโงลังกั๋ง และจะมีผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อความสำเร็จในการรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นเอกภาพ จึงตั้งความประสงค์ที่จะตีเมืองกังตั๋งสังหารซุนกวนเพื่อแก้แค้นให้กับกวนอู ประจักษ์ชัดว่าระหว่างยศศักดิ์อัครฐานและราชบัลลังก์ บวกเข้ากับความสำเร็จในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นเอกภาพข้างหนึ่ง กับความยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณของคำสาบานแห่งสวนท้ออีกข้างหนึ่งนั้น เล่าปี่ได้เลือกข้างคุณธรรมน้ำมิตร ธำรงคำสัตย์แห่งสวนท้อไว้โดยมิได้ลังเลแม้แต่น้อย และนี่คือลิขิตสวรรค์ดังที่สุมาเต๊กโชได้พยากรณ์ไว้ตั้งแต่ต้นว่าขงเบ้งจะต้องรากเลือด.
เล่าปี่สังเกตเห็นว่าแม้น้ำเสียงขงเบ้งจะอ่อนล้าอิดโรยคล้ายคนป่วย แต่ใบหน้ายังคงผ่องใส ไม่เหมือนกับคนเป็นไข้โดยทั่วไปก็สงสัย จึงถามขงเบ้งว่าอาจารย์ทุกข์ร้อนในใจอย่างไร ไฉนจึงไม่บอกให้ข้าพเจ้าทราบเล่า
ขงเบ้งทำทีถอนใจใหญ่ แล้วว่า “แต่ก่อนข้าพเจ้าออกจากบ้านมาทำราชการอยู่ด้วยท่านจนได้เมืองเสฉวน ข้าพเจ้าก็ขอบคุณท่าน ด้วยจะว่าประการใดท่านก็ทำตามทุกสิ่งทุกประการ บัดนี้อ้ายโจผีคิดกบฏต่อแผ่นดิน ฆ่าพระเจ้าเหี้ยนเต้แลขุนนางเสีย ชิงเอาราชสมบัติ ขุนนางทั้งปวงที่เป็นพรรคพวกมันก็ยกโจผีให้เป็นเจ้าแผ่นดิน บัดนี้ขุนนางทั้งปวงฝ่ายเราพร้อมกันจะยกท่านให้เป็นเจ้าแผ่นดิน จะได้ยกทัพไปกำจัดโจผีศัตรูแผ่นดินเสีย ท่านไม่ยอม ข้าพเจ้าเห็นว่าขุนนางจะเสียน้ำใจ นานไปจะเอาใจออกหากท่าน ถ้าขุนนางเอาใจออกหากแล้ว ซุนกวน โจผี ข้าศึกสองฝ่ายนี้จะมาทำอันตรายท่าน เห็นเมืองเสฉวนจะขัดสนเสียมั่นคง เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงเป็นทุกข์หนัก”
เล่าปี่จึงว่า ใช่ว่าข้าพเจ้าจะไม่คล้อยตามที่กุนซือและขุนนางปรึกษากัน แต่เกรงว่าราษฎรทั้งปวงยังไม่พร้อมใจแล้วจะเกิดข้อครหานินทาขึ้น
ขงเบ้งจึงท้วงว่า “ถ้าคนหาสติปัญญาไม่ มิได้เป็นที่พึ่งราษฎรเลย ราษฎรก็ไม่รักใคร่ แลยกตัวเองให้เป็นใหญ่ คนทั้งปวงจะนินทา นี่ท่านเป็นชาติเชื้อกษัตริย์สืบมา ประกอบด้วยสติปัญญาได้เป็นที่พึ่งแก่ราษฎร ควรแล้วที่ท่านจะยกตัวขึ้นเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นว่าหามีผู้ติเตียนนินทาไม่ เห็นว่าจะเป็นที่ชอบใจไพร่ฟ้าเทพยดาทั้งปวง”
เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งโดยกว้างโดยลึกดังนั้นแล้วก็จำนน จึงว่าเมื่อกุนซือมีความเห็นเช่นนี้ข้าพเจ้าก็จะยอมตาม แต่การนี้อย่าเพิ่งเร่งร้อน รอให้กุนซือสร่างป่วยไข้ก่อนแล้วค่อยปรึกษาทำการ
ขงเบ้งได้ยินคำเล่าปี่ดังนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วว่า นี่แล้วคือทิพยโอสถ ข้าพเจ้าได้เสพแล้วโรคก็หายในบัดดล ว่าแล้วขงเบ้งจึงเดินไปที่ข้างฝา เคาะสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้ง บรรดาขุนนางทั้งปวงที่ซ่อนอยู่อีกห้องหนึ่งได้ยินเสียงสัญญาณก็พากันเดินออกมาเฝ้าเล่าปี่
เล่าปี่เห็นเคาเจ้ง บิต๊ก เซียงกี เล่าเป๋า เตียเจ้ โจเตา เขงเตียวซ้อง เลียวต๋ง ห้องกวน โหเจ้ง อินเบก อินซุน เจาจิ๋ว เตียวอี้ อองเมา อีเจี้ย จิมปัก พากันเดินออกมา ก็รู้ว่าซึ่งขงเบ้งแสร้งทำเป็นป่วยนั้นเป็นอุบายที่ซักซ้อมไว้กับบรรดาขุนนางผู้ใหญ่เหล่านั้นแล้ว และเห็นว่าห้องนอนของขงเบ้งแออัดคับแคบ เล่าปี่จึงเดินนำขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงออกไปที่ห้องโถงรับรอง
พอเล่าปี่นั่งที่เก้าอี้แล้ว ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงได้คุกเข่าลงคำนับพร้อมกัน แล้วทูลว่าเมื่อฮันต๋งอ๋องเห็นพ้องกับคำปรึกษาของพวกข้าพเจ้าแล้ว ขอให้หาวันฤกษ์ดีปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นฮ่องเต้เถิด เล่าปี่ตอบด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่าจำทำตามคำพวกท่านแล้ว
ขงเบ้งได้กล่าวเสริมขึ้นว่า ความเห็นของขุนนางและอาณาประชาราษฎร์คือบัญชาแห่งสวรรค์ เมื่อฮันต๋งอ๋องเห็นชอบแล้ว ข้าพเจ้าก็จะหาวันฤกษ์ดีทำพระราชพิธีปราบดาภิเษกฮันต๋งอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามประเพณี
เล่าปี่ไม่ทันที่จะตอบคำประการใด ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งนั้นก็กล่าวพร้อมกันว่า ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี เสียงคำว่า “บ้วนส่วย” ดังก้องกระหึ่มไปทั้งห้องโถง
ครั้นได้เวลาเล่าปี่ก็ลาขงเบ้งและขุนนางกลับไปวัง ขงเบ้งจึงเรียกเคาจู และเบงกอง เจ้าพนักงานกองพระราชพิธีตั้งให้เป็นผู้อำนวยการตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกฮันต๋งอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ โดยให้ไปปลูกโรงปะรำพิธีสูงสามชั้นทางทิศใต้ของเมืองเสฉวน ซึ่งเป็นภูมิทำเลมงคล ให้สร้างรถพระที่นั่ง ตลอดจนเครื่องราชูปโภคทั้งปวงสำหรับพระมหากษัตริย์ กำหนดเอาวันขึ้นสิบสองค่ำ เดือนหก เป็นวันประกอบราชพิธี และให้สร้างศาลพระเทพบิดรประจำราชวงศ์ฮั่นขึ้นใหม่ในแคว้นเสฉวน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงพระราชวงศ์สืบไป
ครั้นถึงวันมหาราชาฤกษ์ ขงเบ้งได้เชิญให้เล่าปี่ขึ้นนั่งบนแท่นพิธีสูงบนปะรำพิธีชั้นสาม ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนกว่าห้าร้อยคนนั่งเรียงรายเต็มปะรำทั้งสามชั้น ที่แผ่นดินเบื้องล่างเรียงรายล้อมรอบด้วยบรรดานายทหารและพลทหารกว่าสี่สิบหมื่นคน ประดับธงทิวประจำทิศด้วยสีมงคลประจำแต่ละทิศ
ครั้นเล่าปี่ขึ้นนั่งบนแท่นพิธีแล้ว ขงเบ้งจึงให้เล่าปี่จุดธูปเทียนรินสุราน้ำชาบวงสรวงเซ่นไหว้เทพยดา เทพารักษ์ พระหลักเมือง และอดีตบูรพกษัตริย์ ตลอดจนพระบรมราชวงศ์ที่ล่วงลับตามประเพณี
พอเล่าปี่ราดสุราบวงสรวงลงกับพื้นเสร็จแล้ว ขงเบ้งและขุนนางผู้ใหญ่ได้เชิญพระแสงกระบี่อาญาสิทธิ์ เครื่องราชูปโภค และตราพระราชลัญจกรสำหรับพระมหากษัตริย์ เข้าไปทูลเกล้าถวาย บรรดาคนทั้งปวงในการพิธีนั้นถวายบังคมแล้วเปล่งเสียงถวายพระพรพร้อมกันว่า ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่น ๆ ปี
พอสิ้นเสียง ขงเบ้งก็ให้เจียงจิวพนักงานฝ่ายอาลักษณ์อ่านประกาศโองการสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ซึ่งสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มิได้ระบุความในโองการดังกล่าว แต่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้ระบุความในโองการนี้ว่า
“ในเกี้ยงอังศกปีที่ยี่สิบหก เดือนสี่ วันม้าไฟ ขึ้นหนึ่งค่ำ ผ่านไปสิบสองวัน เป็นวันธาตุงูไฟ ฮ่องเต้เล่าปี่ขอประกาศอย่างแจ่มแจ้งต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งเบื้องบนสวรรค์ เจ้าธรณีอันศักดิ์สิทธิ์ ราชวงศ์ฮั่นได้มีแผ่นดินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาโดยไร้ขอบเขต ในอดีตอองมังช่วงชิงขโมยราชบัลลังก์ พระเจ้ากวงบู๊ฮ่องเต้ทรงพิโรธจัดการสังหาร บ้านเมืองจึงคงเหลือไว้ บัดนี้โจโฉขัดขวาง ใช้กองทัพขย้ำทำร้ายประหารฮองเฮาพระแม่เจ้า บาปกรรมเทียมฟ้า โจผีบุตรโจโฉกระทำตามอำเภอใจ เหี้ยมโหดทรยศเป็นกบฏ ลักลอบยึดครองรัศมีเทพเจ้า พวกนายพลนักรบผู้ใต้บังคับบัญชาต่างเห็นว่าศาลบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าได้ถล่มล่มสลาย ข้าเล่าปี่เห็นควรขยายยืดสืบสันตติวงศ์จากพระเจ้ากวงบู๊ทวิบุรพฮ่องเต้นอบน้อมดำเนินการดั่งสวรรค์ลงโทษ ข้าเล่าปี่เกรงกลัวจะด้อยในคุณธรรม ควรจะสถาปนาดำรงตำแหน่งฮ่องเต้ ได้ทำการสอบถามบรรดาไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ทั้งประมุขหัวหน้าที่อยู่ตามป่าแดนไกล ขอกล่าวโดยรวมกัน ชะตาสวรรค์มิอาจตอบแทน กิจของบรรพชนมิอาจที่จะเสื่อมเสียอยู่นาน ทั่วสี่ทิศทะเลมิอาจไม่มีพระราชา ข้าเล่าปี่เกรงกลัวต่อสวรรค์ที่ประทานให้ประจักษ์แจ้งแห่งชะตาชีวิต อีกทั้งหวาดกลัวกิจการรากฐานของเกาโจ๊วปฐมฮ่องเต้และกวงบู๊ฮ่องเต้จวนพังทลาย ณ พื้นธรณี ขอเคารพนบนอบเลือกวันอันเป็นศุภมงคลนี้ขึ้นบวงสรวงบูชา ประกาศบนพระแท่นราชพิธี สถาปนาเป็นฮ่องเต้พร้อมด้วยสายสะพายประดับเกียรติและตราพระราชลัญจกร จะทะนุถนอมตลอดทั่วสี่ทิศ เฉพาะขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้คุ้มครองศาลบรรพชนราชวงศ์ฮั่น ได้รับการคารวะเซ่นไหว้ปฏิบัติ แจ่มชัดสวัสดีอยู่ตลอดกาลเทอญ”
เมื่อได้ประกาศโองการสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว เจียงจิวได้อ่านประกาศพระบรมราชโองการของเล่าปี่ เฉลิมพระนามาภิไธยว่าพระเจ้าเจี๋ยงบู๊ฮ่องเต้ และสถาปนานางงอชีขึ้นเป็นพระอัครมเหสี สถาปนาเล่าเสี้ยนบุตรผู้ใหญ่ที่เกิดแต่ภริยาเก่าขึ้นเป็นที่รัชทายาท สถาปนาให้เล่าก๋งป๊า เล่าเอ๋งและเล่าลี พระโอรสเกิดแต่พระอัครมเหสีเป็นอ๋องระดับสมเด็จเจ้าฟ้า
จากนั้นจึงมีพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่ง แต่งตั้งให้ขงเบ้งเป็นมหาอุปราชและอัครมหาเสนาบดี ให้เคาเจ้งเป็นรองอัครมหาเสนาบดี ให้เลื่อนตำแหน่งขุนนางทั้งปวงขึ้นครองตำแหน่งตามทำเนียบตำแหน่งข้าราชสำนักในพระมหากษัตริย์ตามประเพณีทุกประการ ให้อภัยโทษคนคุกทั้งแผ่นดิน และให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีส่วยสาอากรเป็นเวลาสามปี
เมื่อแต่งตั้งขุนนางทั้งปวงเสร็จแล้ว ขงเบ้งจึงประกาศให้ทั่วทั้งแคว้นจ๊กอันประกอบด้วยแคว้นเสฉวน แคว้นตังฉวน ซึ่งเป็นดินแดนในภาคตะวันตกทั้งหมดเป็นขอบขัณฑสีมาเดียวกัน ภายใต้ราชอาณาจักรของเล่าปี่
ขุนนางทั้งปวงและราษฎรทั่วทั้งแคว้นจ๊กได้เฉลิมฉลองการสถาปนาประเทศและการเฉลิมพระนามาภิไธยของเล่าปี่ด้วยความยินดีปรีดาทั่วทั้งแผ่นดิน
มีผู้ติติงว่า อันแคว้นเสฉวนนั้นตั้งอยู่ในภูมิธาตุทอง การที่ขงเบ้งกำหนดวันฤกษ์ดีตรงกับฤกษ์เดือนม้าไฟ และฤกษ์วันงูไฟ ซึ่งไม่ต้องโฉลกกัน เพราะเป็นวิสัยธรรมดาธาตุไฟย่อมข่มธาตุทอง จะเป็นผลให้ราชวงศ์ของเล่าปี่ไม่ยั่งยืนสถาพรเท่าใดนัก เพราะธาตุทองย่อมถูกทำลายและสลายไปด้วยธาตุไฟ ไฉนขงเบ้งจึงคิดอ่านทำการฉะนี้ ประการนี้มีคำไขว่า ปูมทำเลเมืองเสฉวนเป็นปูมธาตุทองนั้นจริงแล้ว เป็นธาตุอันประเสริฐ แต่ก็ถูกปองร้ายทำลายได้โดยง่าย การกำหนดฤกษ์เดือนฤกษ์วันอันเป็นภูมิธาตุไฟ ทำให้ธาตุทองสุกใสสว่างเรืองโรจน์ ดุจดั่งครั้งของพระเจ้าฮั่นโกโจที่ทรงตั้งหลักปักฐานในแคว้นเสฉวนแล้วเข้ายึดครองแคว้นตงง้วนในภายหลัง สถาปนาสืบสานราชวงศ์ฮั่นอย่างมั่นคงยาวนานเกือบห้าร้อยปี ขงเบ้งทำการทั้งนี้ด้วยหวังจุดประกายความเรืองโรจน์แห่งบารมีของเล่าปี่ให้ปรากฏทั่วแผ่นดินในเวลาอันรวดเร็ว มีหรือที่ขงเบ้งจะไม่รู้ว่าไม่อาจตั้งหลักปักฐานเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในแผ่นดินอยู่ที่แคว้นเสฉวนอย่างถาวร ขงเบ้งย่อมรู้ดีและได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามมาตั้งแต่ต้น การตั้งหลักปักฐานในแคว้นเสฉวนเป็นเรื่องชั่วคราว และในกาลอันชั่วคราวนั้นก็ต้องสร้างความครึกโครมกฤษดาอภินิหารให้บังเกิดอย่างรวดเร็ว จึงกำหนดฤกษ์เดือนฤกษ์วันอันเป็นธาตุไฟ ซึ่งด้านหนึ่งทำลายธาตุทอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เสริมให้ธาตุทองสุกใส ใช้อาณาประโยชน์ได้ดังปรารถนา เมื่อเล่าปี่รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งแล้ว ค่อยแก้ไขพิษธาตุไฟโดยจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ในปูมมงคลตามแบบอย่างของพระเจ้าฮั่นโกโจสืบไป แต่ความคิดคนไหนเลยจะล่วงพ้นลิขิตฟ้า ซึ่งจะปรากฏผลในภายหน้าได้ ประการนี้จึงตำหนิติเตียนขงเบ้งไม่ได้
ในค่ำคืนวันนั้นเล่าปี่ให้หวนรำลึกถึงกวนอู เตียวหุย สองน้องร่วมสาบานเป็นอันมาก คำสาบานแห่งสวนท้อได้ปรากฏขึ้นในห้วงมโนภาพแห่งเล่าปี่อย่างแจ่มแจ้งอีกครั้งหนึ่ง แล้วรำลึกว่าเราได้ครองตำแหน่งเป็นฮ่องเต้ แต่กวนอูและเตียวหุยน้องทั้งสองยังไม่ได้ครองลาภยศในการครั้งนี้เลย กวนอูนั้นบุญน้อยตายเสียก่อน เราจะครองศักดิ์และความสุขสืบไปเพื่อสิ่งใด เล่าปี่คำนึงดังนั้นแล้วก็โกรธแค้นซุนกวน จนเวลาสองยามจึงค่อยม่อยหลับไป
พอวันรุ่งขึ้นเล่าปี่ออกว่าราชการ จึงปรารภขึ้นในท่ามกลางมหาสมาคมว่า “กวนอู เตียวหุย กับเราได้ให้ความสัตย์กันไว้ ซุนกวนทำอันตรายแก่น้องเรา ถ้าเรามิได้แก้แค้นก็จะเสียความสัตย์ไป เราคิดว่าจะยกทัพหลวงไปตีเมืองกังตั๋ง จับซุนกวนฆ่าเสีย ขุนนางทั้งปวงจะเห็นเป็นประการใด”
เล่าปี่สืบสานอายุราชวงศ์ฮั่นเป็นเจี๋ยงบู๊ฮ่องเต้ อิ่มด้วยยศศักดิ์อัครฐาน ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินเสมอเหมือนกระนี้แล้ว ยังคงยึดมั่นอยู่ในคำสัตย์สาบานแห่งสวนท้อ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการทำลายล้างยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามที่ได้ตกลงไวักับขงเบ้ง ณ เขาโงลังกั๋ง และจะมีผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อความสำเร็จในการรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นเอกภาพ จึงตั้งความประสงค์ที่จะตีเมืองกังตั๋งสังหารซุนกวนเพื่อแก้แค้นให้กับกวนอู ประจักษ์ชัดว่าระหว่างยศศักดิ์อัครฐานและราชบัลลังก์ บวกเข้ากับความสำเร็จในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นเอกภาพข้างหนึ่ง กับความยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณของคำสาบานแห่งสวนท้ออีกข้างหนึ่งนั้น เล่าปี่ได้เลือกข้างคุณธรรมน้ำมิตร ธำรงคำสัตย์แห่งสวนท้อไว้โดยมิได้ลังเลแม้แต่น้อย และนี่คือลิขิตสวรรค์ดังที่สุมาเต๊กโชได้พยากรณ์ไว้ตั้งแต่ต้นว่าขงเบ้งจะต้องรากเลือด.