ตอนที่ 456. บิดาที่ประเสริฐ?
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบสามพรรษา เดือนสิบสอง ขึ้นห้าค่ำ โจผีล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ เฉลิมพระนามาภิไธยว่าพระเจ้าอ้วยโซ่ และสถาปนาประเทศ มีขอบเขตขัณฑสีมาตลอดทั้งแคว้นเว่ย ตั้งชื่อว่าประเทศต้าวุ่ย
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า เมื่อโจผีปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว “ก็ตั้งเมืองฮูโต๋นั้นให้ชื่อเมืองไตวุยก๊ก แล้วสั่งให้เลิกส่วยสาอากรขนอนตลาด มิให้เรียกเอาแก่ราษฎรสามปี จึงให้ปล่อยนักโทษในคุกแล้วให้จารึกอักษรที่กุฏิฝังศพบิดานั้นใหม่ ให้ชื่อพระเจ้าไทล่อฮูฮ่องเต้”
สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุความตรงกับฉบับภาษาจีนว่า เมื่อโจผีได้ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้แล้ว ก็ได้เปลี่ยนศักราชจากที่ตั้งไว้เมื่อครั้งได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็นที่วุยอ๋อง คือจากเอี้ยงคังศก เป็นอึ้งชอศก ซึ่งหมายความว่าเป็นศักราชแห่งความมั่งคั่ง
โจผีใช้ระยะเวลาเพียงเก้าเดือนหลังจากโจโฉสิ้นบุญในเดือนสามและปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ในเดือนสิบสอง ในครั้งแรกที่ได้สืบทอดตำแหน่งวุยอ๋องจากโจโฉก็ได้ตั้งศักราชใหม่ เสมือนหนึ่งตั้งตนเป็นฮ่องเต้และสถาปนาพระราชวงศ์ใหม่ ต่อจากนั้นก็ทดสอบกำลังทางการเมือง เห็นมั่นคงแน่นหนาแล้วจึงให้ขุนนางบังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สละราชสมบัติ ถึงแม้ว่าจะเสกสร้างพิธีกรรมให้เห็นว่าได้ราชสมบัติโดยบริสุทธิ์ โดยความเต็มใจเวนคืนจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ความจริงก็คือการปล้นเอาสมบัติท่านนั่นเอง การใหญ่ถึงเพียงนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นภายในระยะเวลาเก้าเดือน ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางรากฐานการล้มราชบัลลังก์ที่ลึกซึ้งแน่นหนามาแต่ครั้งของโจโฉ กล่าวถึงที่สุดแล้วโจโฉก็คือผู้รับผิดชอบในการวางแผนการและดำเนินแผนการชิงสมบัติท่าน แต่โจโฉไม่กระทำด้วยตนเอง เพราะเกรงคำคนครหานินทา มิหนำซ้ำยังอวดอ้างแม้กระทั่งถึงยามใกล้จะสิ้นใจว่าชั่วชีวิตได้ทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทำให้แผ่นดินราบคาบเป็นสุข โจโฉเกรงคำครหาสำหรับตัว จึงผลักภาระรับคำครหาว่าปล้นสมบัติท่านให้แก่โจผีผู้บุตร โดยนัยยะดังนี้โจโฉไม่เพียงแต่จะถูกเรียกว่าเป็นทรราช เป็นศัตรูแผ่นดิน คิดคดกบฏต่อพระมหากษัตริย์เท่านั้น ย่อมเรียกได้ด้วยว่าไม่ใช่บิดาที่ประเสริฐ เพราะผลักความชั่วไปให้ลูก แทนที่จะรับภาระผิดชอบชั่วดีไว้แก่ตนเพื่อให้ความบริสุทธิ์และความประเสริฐบังเกิดแก่บุตรโดยสมบูรณ์
สามก๊กบางฉบับระบุว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้สละราชสมบัติแล้วเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น แต่บางฉบับก็ว่าราชวงศ์ฮั่นยังไม่สิ้นสุดเพราะยังคงเหลือพระเจ้าเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าฮั่นเกงเต้ สายเลือดของพระเจ้าเล่าปังปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งได้ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ในเวลาต่อมา แต่ถึงกระนั้นเจี้ยนอันศักราชย่อมเป็นอันสิ้นสุดตามการสิ้นสุดแห่งรัชกาล การอ้างอิงเวลาแต่นี้ไปจึงจำต้องอาศัยการนับศักราชใหม่ โดยจะเกาะยึดกับพระพุทธศักราช เพื่อให้เรื่องราวที่ดำเนินไปเกาะกุมอยู่กับเวลาอันเป็นที่หมายได้ชัดเจน
โจโฉสิ้นบุญไปก่อนแล้วในขณะที่มีฐานันดรเป็นวุยอ๋อง แต่โจผีก็ได้สืบประเพณีแต่ก่อนมา สถาปนายกย่องให้โจโฉเป็นฮ่องเต้ ซึ่งประเพณีที่ว่านี้ก็ยังคงตกทอดสืบมาในชั้นหลัง ๆ แม้กระทั่งในทุกวันนี้ที่ยังคงมีประเพณีในการสถาปนาฐานันดรและอิสริยยศให้แก่เชื้อพระวงศ์องค์สำคัญที่ได้ล่วงลับไปก่อนแล้ว
เมื่อโจผีปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้แล้ว ฮัวหิมจึงทูลว่า “ประเพณีแต่ก่อนหามีเจ้าถึงสองไม่ พระองค์จะให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ไปอยู่แห่งใด ตำบลใด หรือจะทำเป็นประการใดแล้วแต่จะโปรด”
ในขณะที่ฮัวหิมกราบทูลนั้นก็ได้ตวาดให้พระเจ้าเหี้ยนเต้หมอบกราบถวายบังคมพระเจ้าโจผี ซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็จำต้องปฏิบัติตามแต่โดยดี
พระเจ้าโจผีฟังคำของฮัวหิมแล้ว จึงแต่งตั้งให้พระเจ้าเหี้ยนเต้มีตำแหน่งเป็นขุนนางมีอิสริยยศเป็นก๋งหรือสมเด็จเจ้าพระยามีชื่อว่าซันเอียงก๋ง และให้ไปอยู่ที่เมืองซันเอี๋ยง “ไม่มีตำแหน่งเฝ้า ไม่มีเบี้ยหวัดผ้าปี”
สิ้นเสียงรับสั่งของพระเจ้าโจผี ฮัวหิมก็ตวาดซันเอียงก๋งแล้วว่าประเพณีการปราบดาภิเษกแต่ก่อนมาย่อมต้องประหารเจ้าองค์ก่อน แต่พระเจ้าโจผีมีน้ำพระทัยกรุณาไม่ประหารชีวิตท่าน ควรถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันไม่อาจลืมเลือนได้ตลอดชีวิต แต่นี้ต่อไปหากไม่มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ห้ามย่ำกรายเข้ามาในแดนเมืองหลวงเป็นอันขาด กล่าวแล้วก็ชี้มือไล่ซันเอียงก๋งให้ออกไปจากท้องพระโรง
พระเจ้าเหี้ยนเต้น้ำตาไหลพราก แต่มิรู้ที่จะกล่าวประการใด ทั้งไม่อาจขัดขืนใด ๆ ได้ จึงกล่าวลาขุนนางทั้งปวงว่า เราขอลาท่านทั้งหลายไปก่อน จากนั้นจึงถวายบังคมพระเจ้าโจผี แล้วออกไปจัดแจงข้าวของส่วนตัว พาครอบครัวไปอยู่ที่เมืองซันเอี๋ยง
ราษฎรเมืองซันเอี๋ยงทราบความว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกถอดออกจากตำแหน่งฮ่องเต้และถูกเนรเทศมาอยู่ที่เมืองซันเอี๋ยงได้รับความลำบากก็สงสาร พากันไปเยี่ยมเยียนไต่ถามสารทุกข์สุขดิบเป็นเนืองนิจ
เมื่อเนรเทศพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว พระเจ้าโจผีจึงปรึกษาบรรดาขุนนางทั้งปวงว่า ซึ่งเราทำการทั้งนี้ชอบด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณแล้วหรือหาไม่ ขุนนางทั้งปวงจึงกราบบังคมทูลพร้อมกันว่า การทั้งปวงนั้นชอบด้วยแบบแผนแต่โบราณ และเมื่อเริ่มต้นเสวยราชย์แล้ว ชอบที่จะแต่งการพระราชพิธีบวงสรวงสังเวยเทพารักษ์หลักเมือง ตลอดจนบุพการีและผู้มีพระคุณทั้งปวงเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่รัชกาล
พระเจ้าโจผีได้ฟังคำทูลก็ทรงเห็นชอบ จึงให้แต่งการพิธีขึ้นที่นอกพระตำหนักใหญ่ในเมืองฮูโต๋ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “เมื่อพระเจ้าโจผีออกมาเซ่นเทพยดาแลเจ้านั้น บังเกิดพายุใหญ่พัดหนัก ธูปเทียนดับไปสิ้น ทรายก็ปลิวขึ้นไปในอากาศ ก้อนศิลาก็กลิ้งไป ให้บังเกิดมืดมน คนนั่งอยู่ใกล้ก็ไม่เห็นตัวกัน”
บรรยากาศที่มืดมิดและแรงด้วยลมพายุทำให้โจผีและบรรดาขุนนางทั้งปวงตื่นตระหนกอกสั่นขวัญหาย พระเจ้าโจผีนั้นตกพระทัยจนสิ้นสติสมประดี พลัดตกลงจากพระที่นั่ง ขันทีซึ่งอยู่ใกล้ได้เข้าไปประคองพระองค์และเรียกหมอหลวงมาแก้ไขพระอาการจนฟื้นคืนเป็นปกติ แล้วอัญเชิญเสด็จเข้าไปในพระตำหนัก หลังจากวันนั้นแล้วพระเจ้าโจผีก็ทรงพระประชวร มิได้เสด็จออกท้องพระโรงเป็นเวลาหลายวัน
ครั้นอาการพระประชวรค่อยทุเลาแล้ว ได้เสด็จออกขุนนาง โปรดเกล้าให้แต่งตั้งและเลื่อนขั้นขุนนางตามตำแหน่งและธรรมเนียมแต่โบราณทุกประการ หลังจากเสด็จออกขุนนางแล้ว อาการพระประชวรก็กำเริบอีก
โจผีรำลึกถึงเหตุการณ์ปีศาจหลอกหลอนวุยอ๋องโจโฉ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแล้ว ทรงมีพระราชดำริว่าในพระบรมมหาราชวังนี้มีปีศาจสิงสถิตเป็นจำนวนมาก จึงเบียดเบียนให้เป็นไข้ไม่รู้สร่างหาย หากประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังนี้สืบไปก็จะไม่มีความสุข จึงมีรับสั่งให้สร้างพระบรมมหาราชวังใหม่ที่เมืองลกเอี๋ยง ตามแบบแปลนแผนผังที่ยอดสถาปนิกเชาอวดได้จัดทำถวายวุยอ๋องโจโฉทุกประการ ครั้นสร้างพระบรมมหาราชวังใหม่เสร็จแล้ว พระเจ้าโจผีจึงเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับอยู่ที่เมืองลกเอี๋ยงแต่นั้นมา
ทางฝ่ายเล่าปี่ครั้นได้ทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า โจผีได้ชิงราชสมบัติ ล้มราชวงศ์ฮั่น ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ เถลิงศักราชใหม่และต่อมาก็ได้ทราบข่าวเล่าลืออีกว่า โจผีได้สั่งให้ลอบสังหารพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียแล้ว ก็ร้องไห้อาลัยรักพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นอันมาก สั่งให้บรรดาขุนนางและราษฎรทั่วทั้งเมืองเสฉวนนุ่งขาวห่มขาวไว้ทุกข์ให้แก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ตามประเพณี และสั่งให้ทำสุสานจำลองที่เมืองเสฉวน จารึกพระนามไว้ในกระดานไม้หอมหน้าสุสานว่า “พระเจ้าเฮามินฮ่องเต้” และให้แต่งการพิธีบวงสรวงสังเวยดวงพระวิญญาณตามประเพณีทุกประการ
ความโศกเศร้าอาดูรในใจของพระเจ้าเล่าปี่แต่การเสียกวนอูยังไม่เสื่อมคลาย เมื่อประสบกับความร้ายจากข่าวลือเรื่องพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกลอบปลงพระชนม์แล้ว สุขภาพของพระเจ้าเล่าปี่ก็อ่อนแอลง และประชวรติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ไม่สามารถออกว่าราชการได้ตามปกติ แต่เพื่อมิให้งานราชการต้องเนิ่นช้า เล่าปี่จึงมอบหมายให้ขงเบ้งเป็นผู้สำเร็จราชการตลอดเวลาที่ป่วยไข้นั้น
ขงเบ้งเห็นเล่าปี่ป่วยไข้ไม่เป็นอันออกว่าราชการก็วิตกเป็นอันมาก แต่ยังคงกังวลด้วยความบ้านเมือง จึงเรียกเคาเจ้ง เจาจิ๋ว และขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า เมื่อโจผีชิงเอาราชบัลลังก์ ตั้งตนเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว หากเชื้อสายของพระเจ้าฮั่นโกโจมิได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ก็จะทำให้ราชวงศ์ฮั่นสิ้นสุดลง จึงสมควรปราบดาภิเษกพระเจ้าเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เพื่อสืบสายราชวงศ์ฮั่นให้จำเริญสถาพรสืบไป
เจาจิ๋วซึ่งเป็นโหรประจำเมืองได้ฟังคำปรึกษาดังนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าดูขอบขัณฑสีมาเมืองเสฉวน เห็นอัศจรรย์ประหลาดหลายประการ อนึ่งดวงดาวประจำตัวเล่าปี่ก็มีรัศมีสว่างดังพระจันทร์ ซึ่งจะยกเล่าปี่ให้เป็นเจ้าสืบพระวงศ์นั้นควรแล้ว”
ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย ขงเบ้งจึงแต่งหนังสือทูลพระเจ้าเล่าปี่ตามที่ได้ปรึกษากับบรรดาขุนนาง พอเล่าปี่เห็นหนังสือดังนั้นก็ตกใจ กล่าวขึ้นในทันใดนั้นว่า “ขุนนางทั้งปวงทำดังนี้จะไม่ให้เราตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม”
ขงเบ้งจึงทูลว่า หากแม้นพระองค์ไม่ทรงรับก็เท่ากับยินยอมให้ราชวงศ์ฮั่นดับสูญไปพร้อมกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระองค์จะตรากหน้าไปหาพระเจ้าเล่าปังในสัมปรายภพได้อย่างไร
พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า “ถ้าเรายอมเป็นเจ้าแผ่นดินดังนั้น ถึงเราไม่ได้ชิงราชสมบัติก็เห็นเป็นชิงราชสมบัติเหมือนอ้ายศัตรูนั้น” ว่าแล้วเล่าปี่ก็ลุกหนีกลับเข้าไปที่ข้างใน ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งปวงจึงจำเป็นต้องแยกย้ายกันกลับไปเรือน
เพราะความอันได้ทูลเสนอนั้นเป็นความจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ เมื่อเล่าปี่ไม่ยอมรับขงเบ้งจึงเรียกบรรดาขุนนางทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง แล้วยืนยันว่าความซึ่งปรึกษากันนี้สอดคล้องกับความเห็นของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ซึ่งปรารถนาจะให้พระองค์สืบทอดพระราชวงศ์ฮั่นให้จีรังยั่งยืนสืบไป หากไม่ทรงรับคนทั้งปวงก็จะเสียน้ำใจ
เล่าปี่จึงว่า “ข้าพเจ้าเป็นหลานพระเจ้าเกงเต้ก็จริง แต่ทว่าบุญน้อย ไม่ควรที่จะเป็นเจ้าแผ่นดินปกป้องราษฎร ถ้าเราฟังคำท่านยกตัวขึ้นเป็นเจ้า ก็เห็นว่าเราไม่ค่อยตรงต่อแผ่นดิน”
ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงได้ทูลยืนยันถึงเหตุผลและความจำเป็นอีกสองสามครั้ง แต่เล่าปี่ก็ไม่ฟัง ขงเบ้งจึงจำคำนับลาแล้วพาขุนนางทั้งปวงออกมาที่ชานด้านหน้าตำหนักของเล่าปี่
ขุนนางทั้งปวงได้รุมล้อมขงเบ้งแล้วปรารภความว่า เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ไม่ยอมรับตามคำปรึกษา กุนซือจะคิดอ่านประการใด
ขงเบ้งจึงว่า ธรรมดาที่ปรึกษาจะคิดอ่านอุบายกระทำต่อผู้เป็นนายนั้นไม่สมควร แต่ครั้งนี้เป็นการสำคัญของแผ่นดิน เพื่อสืบสายราชวงศ์ฮั่นให้จำเริญสืบไป จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ว่าแล้วขงเบ้งจึงกระซิบความแก่บรรดาขุนนางเหล่านั้น คนทั้งนั้นทราบความก็มีน้ำใจยินดี กล่าวพร้อมกันว่าตกลงทำตามความเห็นของกุนซือก็แล้วกัน
หลังจากวันนั้นแล้ว เหล่าขุนนางก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่าขงเบ้งป่วย มีอาการกล้า ไม่ได้ออกว่าราชการ หะแรกเล่าปี่คิดว่าอาการเป็นแต่น้อย ก็ผลัดวันจะไปเยี่ยม ครั้นผ่านมาสองสามวันข่าวคราวอาการป่วยของขงเบ้งก็หนาหูว่าอยู่ในอาการสาหัส เล่าปี่จึงออกจากวังไปเยี่ยมขงเบ้งถึงบ้าน
เล่าปี่เข้าไปหาขงเบ้งถึงเตียงนอน เห็นขงเบ้งนอนซมอยู่ในผ้าห่มผืนหนา ผินหน้าเข้าหาผนัง ก็ทักว่า “ท่านอาจารย์ป่วยเป็นประการใด”
ขงเบ้งได้ยินเสียงเล่าปี่ก็พลิกตัวกลับมา ยกมือขึ้นคำนับเล่าปี่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนอิดโรยว่า “ในอกข้าพเจ้าให้ร้อนดังไฟเผา ซึ่งจะจำเริญสืบไปเห็นหาไม่แล้ว”
เล่าปี่จึงถามว่ากุนซือกังวลด้วยสิ่งอันใด จึงเป็นทุกข์หนักฉะนี้เล่า ขงเบ้งได้ยินคำเล่าปี่แล้วหลับตาไม่ตอบคำ เล่าปี่คะยั้นคะยอถามความอีกสองสามครั้ง ขงเบ้งจึงลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นไข้ครั้งนี้หนักนัก ตาทั้งสองให้มืด พูดมิใคร่จะออก”.
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า เมื่อโจผีปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว “ก็ตั้งเมืองฮูโต๋นั้นให้ชื่อเมืองไตวุยก๊ก แล้วสั่งให้เลิกส่วยสาอากรขนอนตลาด มิให้เรียกเอาแก่ราษฎรสามปี จึงให้ปล่อยนักโทษในคุกแล้วให้จารึกอักษรที่กุฏิฝังศพบิดานั้นใหม่ ให้ชื่อพระเจ้าไทล่อฮูฮ่องเต้”
สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุความตรงกับฉบับภาษาจีนว่า เมื่อโจผีได้ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้แล้ว ก็ได้เปลี่ยนศักราชจากที่ตั้งไว้เมื่อครั้งได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็นที่วุยอ๋อง คือจากเอี้ยงคังศก เป็นอึ้งชอศก ซึ่งหมายความว่าเป็นศักราชแห่งความมั่งคั่ง
โจผีใช้ระยะเวลาเพียงเก้าเดือนหลังจากโจโฉสิ้นบุญในเดือนสามและปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ในเดือนสิบสอง ในครั้งแรกที่ได้สืบทอดตำแหน่งวุยอ๋องจากโจโฉก็ได้ตั้งศักราชใหม่ เสมือนหนึ่งตั้งตนเป็นฮ่องเต้และสถาปนาพระราชวงศ์ใหม่ ต่อจากนั้นก็ทดสอบกำลังทางการเมือง เห็นมั่นคงแน่นหนาแล้วจึงให้ขุนนางบังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สละราชสมบัติ ถึงแม้ว่าจะเสกสร้างพิธีกรรมให้เห็นว่าได้ราชสมบัติโดยบริสุทธิ์ โดยความเต็มใจเวนคืนจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ความจริงก็คือการปล้นเอาสมบัติท่านนั่นเอง การใหญ่ถึงเพียงนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นภายในระยะเวลาเก้าเดือน ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางรากฐานการล้มราชบัลลังก์ที่ลึกซึ้งแน่นหนามาแต่ครั้งของโจโฉ กล่าวถึงที่สุดแล้วโจโฉก็คือผู้รับผิดชอบในการวางแผนการและดำเนินแผนการชิงสมบัติท่าน แต่โจโฉไม่กระทำด้วยตนเอง เพราะเกรงคำคนครหานินทา มิหนำซ้ำยังอวดอ้างแม้กระทั่งถึงยามใกล้จะสิ้นใจว่าชั่วชีวิตได้ทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทำให้แผ่นดินราบคาบเป็นสุข โจโฉเกรงคำครหาสำหรับตัว จึงผลักภาระรับคำครหาว่าปล้นสมบัติท่านให้แก่โจผีผู้บุตร โดยนัยยะดังนี้โจโฉไม่เพียงแต่จะถูกเรียกว่าเป็นทรราช เป็นศัตรูแผ่นดิน คิดคดกบฏต่อพระมหากษัตริย์เท่านั้น ย่อมเรียกได้ด้วยว่าไม่ใช่บิดาที่ประเสริฐ เพราะผลักความชั่วไปให้ลูก แทนที่จะรับภาระผิดชอบชั่วดีไว้แก่ตนเพื่อให้ความบริสุทธิ์และความประเสริฐบังเกิดแก่บุตรโดยสมบูรณ์
สามก๊กบางฉบับระบุว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้สละราชสมบัติแล้วเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น แต่บางฉบับก็ว่าราชวงศ์ฮั่นยังไม่สิ้นสุดเพราะยังคงเหลือพระเจ้าเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าฮั่นเกงเต้ สายเลือดของพระเจ้าเล่าปังปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งได้ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ในเวลาต่อมา แต่ถึงกระนั้นเจี้ยนอันศักราชย่อมเป็นอันสิ้นสุดตามการสิ้นสุดแห่งรัชกาล การอ้างอิงเวลาแต่นี้ไปจึงจำต้องอาศัยการนับศักราชใหม่ โดยจะเกาะยึดกับพระพุทธศักราช เพื่อให้เรื่องราวที่ดำเนินไปเกาะกุมอยู่กับเวลาอันเป็นที่หมายได้ชัดเจน
โจโฉสิ้นบุญไปก่อนแล้วในขณะที่มีฐานันดรเป็นวุยอ๋อง แต่โจผีก็ได้สืบประเพณีแต่ก่อนมา สถาปนายกย่องให้โจโฉเป็นฮ่องเต้ ซึ่งประเพณีที่ว่านี้ก็ยังคงตกทอดสืบมาในชั้นหลัง ๆ แม้กระทั่งในทุกวันนี้ที่ยังคงมีประเพณีในการสถาปนาฐานันดรและอิสริยยศให้แก่เชื้อพระวงศ์องค์สำคัญที่ได้ล่วงลับไปก่อนแล้ว
เมื่อโจผีปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้แล้ว ฮัวหิมจึงทูลว่า “ประเพณีแต่ก่อนหามีเจ้าถึงสองไม่ พระองค์จะให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ไปอยู่แห่งใด ตำบลใด หรือจะทำเป็นประการใดแล้วแต่จะโปรด”
ในขณะที่ฮัวหิมกราบทูลนั้นก็ได้ตวาดให้พระเจ้าเหี้ยนเต้หมอบกราบถวายบังคมพระเจ้าโจผี ซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็จำต้องปฏิบัติตามแต่โดยดี
พระเจ้าโจผีฟังคำของฮัวหิมแล้ว จึงแต่งตั้งให้พระเจ้าเหี้ยนเต้มีตำแหน่งเป็นขุนนางมีอิสริยยศเป็นก๋งหรือสมเด็จเจ้าพระยามีชื่อว่าซันเอียงก๋ง และให้ไปอยู่ที่เมืองซันเอี๋ยง “ไม่มีตำแหน่งเฝ้า ไม่มีเบี้ยหวัดผ้าปี”
สิ้นเสียงรับสั่งของพระเจ้าโจผี ฮัวหิมก็ตวาดซันเอียงก๋งแล้วว่าประเพณีการปราบดาภิเษกแต่ก่อนมาย่อมต้องประหารเจ้าองค์ก่อน แต่พระเจ้าโจผีมีน้ำพระทัยกรุณาไม่ประหารชีวิตท่าน ควรถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันไม่อาจลืมเลือนได้ตลอดชีวิต แต่นี้ต่อไปหากไม่มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ห้ามย่ำกรายเข้ามาในแดนเมืองหลวงเป็นอันขาด กล่าวแล้วก็ชี้มือไล่ซันเอียงก๋งให้ออกไปจากท้องพระโรง
พระเจ้าเหี้ยนเต้น้ำตาไหลพราก แต่มิรู้ที่จะกล่าวประการใด ทั้งไม่อาจขัดขืนใด ๆ ได้ จึงกล่าวลาขุนนางทั้งปวงว่า เราขอลาท่านทั้งหลายไปก่อน จากนั้นจึงถวายบังคมพระเจ้าโจผี แล้วออกไปจัดแจงข้าวของส่วนตัว พาครอบครัวไปอยู่ที่เมืองซันเอี๋ยง
ราษฎรเมืองซันเอี๋ยงทราบความว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกถอดออกจากตำแหน่งฮ่องเต้และถูกเนรเทศมาอยู่ที่เมืองซันเอี๋ยงได้รับความลำบากก็สงสาร พากันไปเยี่ยมเยียนไต่ถามสารทุกข์สุขดิบเป็นเนืองนิจ
เมื่อเนรเทศพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว พระเจ้าโจผีจึงปรึกษาบรรดาขุนนางทั้งปวงว่า ซึ่งเราทำการทั้งนี้ชอบด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณแล้วหรือหาไม่ ขุนนางทั้งปวงจึงกราบบังคมทูลพร้อมกันว่า การทั้งปวงนั้นชอบด้วยแบบแผนแต่โบราณ และเมื่อเริ่มต้นเสวยราชย์แล้ว ชอบที่จะแต่งการพระราชพิธีบวงสรวงสังเวยเทพารักษ์หลักเมือง ตลอดจนบุพการีและผู้มีพระคุณทั้งปวงเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่รัชกาล
พระเจ้าโจผีได้ฟังคำทูลก็ทรงเห็นชอบ จึงให้แต่งการพิธีขึ้นที่นอกพระตำหนักใหญ่ในเมืองฮูโต๋ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “เมื่อพระเจ้าโจผีออกมาเซ่นเทพยดาแลเจ้านั้น บังเกิดพายุใหญ่พัดหนัก ธูปเทียนดับไปสิ้น ทรายก็ปลิวขึ้นไปในอากาศ ก้อนศิลาก็กลิ้งไป ให้บังเกิดมืดมน คนนั่งอยู่ใกล้ก็ไม่เห็นตัวกัน”
บรรยากาศที่มืดมิดและแรงด้วยลมพายุทำให้โจผีและบรรดาขุนนางทั้งปวงตื่นตระหนกอกสั่นขวัญหาย พระเจ้าโจผีนั้นตกพระทัยจนสิ้นสติสมประดี พลัดตกลงจากพระที่นั่ง ขันทีซึ่งอยู่ใกล้ได้เข้าไปประคองพระองค์และเรียกหมอหลวงมาแก้ไขพระอาการจนฟื้นคืนเป็นปกติ แล้วอัญเชิญเสด็จเข้าไปในพระตำหนัก หลังจากวันนั้นแล้วพระเจ้าโจผีก็ทรงพระประชวร มิได้เสด็จออกท้องพระโรงเป็นเวลาหลายวัน
ครั้นอาการพระประชวรค่อยทุเลาแล้ว ได้เสด็จออกขุนนาง โปรดเกล้าให้แต่งตั้งและเลื่อนขั้นขุนนางตามตำแหน่งและธรรมเนียมแต่โบราณทุกประการ หลังจากเสด็จออกขุนนางแล้ว อาการพระประชวรก็กำเริบอีก
โจผีรำลึกถึงเหตุการณ์ปีศาจหลอกหลอนวุยอ๋องโจโฉ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแล้ว ทรงมีพระราชดำริว่าในพระบรมมหาราชวังนี้มีปีศาจสิงสถิตเป็นจำนวนมาก จึงเบียดเบียนให้เป็นไข้ไม่รู้สร่างหาย หากประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังนี้สืบไปก็จะไม่มีความสุข จึงมีรับสั่งให้สร้างพระบรมมหาราชวังใหม่ที่เมืองลกเอี๋ยง ตามแบบแปลนแผนผังที่ยอดสถาปนิกเชาอวดได้จัดทำถวายวุยอ๋องโจโฉทุกประการ ครั้นสร้างพระบรมมหาราชวังใหม่เสร็จแล้ว พระเจ้าโจผีจึงเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับอยู่ที่เมืองลกเอี๋ยงแต่นั้นมา
ทางฝ่ายเล่าปี่ครั้นได้ทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า โจผีได้ชิงราชสมบัติ ล้มราชวงศ์ฮั่น ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ เถลิงศักราชใหม่และต่อมาก็ได้ทราบข่าวเล่าลืออีกว่า โจผีได้สั่งให้ลอบสังหารพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียแล้ว ก็ร้องไห้อาลัยรักพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นอันมาก สั่งให้บรรดาขุนนางและราษฎรทั่วทั้งเมืองเสฉวนนุ่งขาวห่มขาวไว้ทุกข์ให้แก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ตามประเพณี และสั่งให้ทำสุสานจำลองที่เมืองเสฉวน จารึกพระนามไว้ในกระดานไม้หอมหน้าสุสานว่า “พระเจ้าเฮามินฮ่องเต้” และให้แต่งการพิธีบวงสรวงสังเวยดวงพระวิญญาณตามประเพณีทุกประการ
ความโศกเศร้าอาดูรในใจของพระเจ้าเล่าปี่แต่การเสียกวนอูยังไม่เสื่อมคลาย เมื่อประสบกับความร้ายจากข่าวลือเรื่องพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกลอบปลงพระชนม์แล้ว สุขภาพของพระเจ้าเล่าปี่ก็อ่อนแอลง และประชวรติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ไม่สามารถออกว่าราชการได้ตามปกติ แต่เพื่อมิให้งานราชการต้องเนิ่นช้า เล่าปี่จึงมอบหมายให้ขงเบ้งเป็นผู้สำเร็จราชการตลอดเวลาที่ป่วยไข้นั้น
ขงเบ้งเห็นเล่าปี่ป่วยไข้ไม่เป็นอันออกว่าราชการก็วิตกเป็นอันมาก แต่ยังคงกังวลด้วยความบ้านเมือง จึงเรียกเคาเจ้ง เจาจิ๋ว และขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า เมื่อโจผีชิงเอาราชบัลลังก์ ตั้งตนเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว หากเชื้อสายของพระเจ้าฮั่นโกโจมิได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ก็จะทำให้ราชวงศ์ฮั่นสิ้นสุดลง จึงสมควรปราบดาภิเษกพระเจ้าเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เพื่อสืบสายราชวงศ์ฮั่นให้จำเริญสถาพรสืบไป
เจาจิ๋วซึ่งเป็นโหรประจำเมืองได้ฟังคำปรึกษาดังนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าดูขอบขัณฑสีมาเมืองเสฉวน เห็นอัศจรรย์ประหลาดหลายประการ อนึ่งดวงดาวประจำตัวเล่าปี่ก็มีรัศมีสว่างดังพระจันทร์ ซึ่งจะยกเล่าปี่ให้เป็นเจ้าสืบพระวงศ์นั้นควรแล้ว”
ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย ขงเบ้งจึงแต่งหนังสือทูลพระเจ้าเล่าปี่ตามที่ได้ปรึกษากับบรรดาขุนนาง พอเล่าปี่เห็นหนังสือดังนั้นก็ตกใจ กล่าวขึ้นในทันใดนั้นว่า “ขุนนางทั้งปวงทำดังนี้จะไม่ให้เราตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม”
ขงเบ้งจึงทูลว่า หากแม้นพระองค์ไม่ทรงรับก็เท่ากับยินยอมให้ราชวงศ์ฮั่นดับสูญไปพร้อมกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระองค์จะตรากหน้าไปหาพระเจ้าเล่าปังในสัมปรายภพได้อย่างไร
พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า “ถ้าเรายอมเป็นเจ้าแผ่นดินดังนั้น ถึงเราไม่ได้ชิงราชสมบัติก็เห็นเป็นชิงราชสมบัติเหมือนอ้ายศัตรูนั้น” ว่าแล้วเล่าปี่ก็ลุกหนีกลับเข้าไปที่ข้างใน ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งปวงจึงจำเป็นต้องแยกย้ายกันกลับไปเรือน
เพราะความอันได้ทูลเสนอนั้นเป็นความจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ เมื่อเล่าปี่ไม่ยอมรับขงเบ้งจึงเรียกบรรดาขุนนางทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง แล้วยืนยันว่าความซึ่งปรึกษากันนี้สอดคล้องกับความเห็นของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ซึ่งปรารถนาจะให้พระองค์สืบทอดพระราชวงศ์ฮั่นให้จีรังยั่งยืนสืบไป หากไม่ทรงรับคนทั้งปวงก็จะเสียน้ำใจ
เล่าปี่จึงว่า “ข้าพเจ้าเป็นหลานพระเจ้าเกงเต้ก็จริง แต่ทว่าบุญน้อย ไม่ควรที่จะเป็นเจ้าแผ่นดินปกป้องราษฎร ถ้าเราฟังคำท่านยกตัวขึ้นเป็นเจ้า ก็เห็นว่าเราไม่ค่อยตรงต่อแผ่นดิน”
ขงเบ้งและขุนนางทั้งปวงได้ทูลยืนยันถึงเหตุผลและความจำเป็นอีกสองสามครั้ง แต่เล่าปี่ก็ไม่ฟัง ขงเบ้งจึงจำคำนับลาแล้วพาขุนนางทั้งปวงออกมาที่ชานด้านหน้าตำหนักของเล่าปี่
ขุนนางทั้งปวงได้รุมล้อมขงเบ้งแล้วปรารภความว่า เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ไม่ยอมรับตามคำปรึกษา กุนซือจะคิดอ่านประการใด
ขงเบ้งจึงว่า ธรรมดาที่ปรึกษาจะคิดอ่านอุบายกระทำต่อผู้เป็นนายนั้นไม่สมควร แต่ครั้งนี้เป็นการสำคัญของแผ่นดิน เพื่อสืบสายราชวงศ์ฮั่นให้จำเริญสืบไป จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ว่าแล้วขงเบ้งจึงกระซิบความแก่บรรดาขุนนางเหล่านั้น คนทั้งนั้นทราบความก็มีน้ำใจยินดี กล่าวพร้อมกันว่าตกลงทำตามความเห็นของกุนซือก็แล้วกัน
หลังจากวันนั้นแล้ว เหล่าขุนนางก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่าขงเบ้งป่วย มีอาการกล้า ไม่ได้ออกว่าราชการ หะแรกเล่าปี่คิดว่าอาการเป็นแต่น้อย ก็ผลัดวันจะไปเยี่ยม ครั้นผ่านมาสองสามวันข่าวคราวอาการป่วยของขงเบ้งก็หนาหูว่าอยู่ในอาการสาหัส เล่าปี่จึงออกจากวังไปเยี่ยมขงเบ้งถึงบ้าน
เล่าปี่เข้าไปหาขงเบ้งถึงเตียงนอน เห็นขงเบ้งนอนซมอยู่ในผ้าห่มผืนหนา ผินหน้าเข้าหาผนัง ก็ทักว่า “ท่านอาจารย์ป่วยเป็นประการใด”
ขงเบ้งได้ยินเสียงเล่าปี่ก็พลิกตัวกลับมา ยกมือขึ้นคำนับเล่าปี่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนอิดโรยว่า “ในอกข้าพเจ้าให้ร้อนดังไฟเผา ซึ่งจะจำเริญสืบไปเห็นหาไม่แล้ว”
เล่าปี่จึงถามว่ากุนซือกังวลด้วยสิ่งอันใด จึงเป็นทุกข์หนักฉะนี้เล่า ขงเบ้งได้ยินคำเล่าปี่แล้วหลับตาไม่ตอบคำ เล่าปี่คะยั้นคะยอถามความอีกสองสามครั้ง ขงเบ้งจึงลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นไข้ครั้งนี้หนักนัก ตาทั้งสองให้มืด พูดมิใคร่จะออก”.