ตอนที่ 455. สิ้นศักราชเจี้ยนอัน

 พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วเจ็ดร้อยสี่สิบสามพรรษา ตรงกับปีคริสต์ศักราชสองร้อยยี่สิบ เดือนสิบเอ็ด โจผีคิดอ่านชิงราชสมบัติ ล้มล้างราชบัลลังก์ ให้ขุนนางและเหล่าทหารบังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สละราชสมบัติ

            กาเซี่ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาของวุยอ๋องได้ยินคำตรัสของพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่าทรงยินยอมตามคำบังคับที่จะสละราชสมบัติแล้ว จึงกราบทูลว่าเมื่อพระองค์ทรงยินยอมตามคำปรึกษาของขุนนางทั้งปวง เห็นจะไม่เป็นอันตรายต่อพระองค์ อย่าทรงพระวิตกไปเลย และเมื่อพระองค์ปลงพระทัยแล้ว ก็ขอได้โปรดจัดทำพระบรมราชโองการมอบราชสมบัติให้แก่วุยอ๋องเถิด

            พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงมีดำรัสสั่งให้ตันกุ๋ยและเหล่าขุนนางทำพระบรมราชโองการตามความต้องการของโจผี มีเนื้อความว่า “เราได้เสวยราชสมบัติปกป้องราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านานถึงสามสิบสองปีแล้ว บัดนี้ดาวประจำตัวเศร้าหมอง น้ำใจขุนนางแลราษฎรทั้งปวงก็เห็นว่าเราไม่ควรแก่ราชสมบัติแล้ว ฝ่ายดาวประจำตัวโจผีก็รุ่งเรืองสว่าง บุญนั้นก็ควรแก่ราชสมบัติแล้ว ขุนนางทั้งปวงและราษฎรทั้งปวงก็มีความยินดีจะให้ราชสมบัติแก่โจผี บัดนี้เราจึงมอบราชสมบัติให้แก่โจผีตามความปรารถนาของคนทั้งปวง”

            สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาความพระบรมราชโองการสละราชสมบัติ มีความว่า “ข้าครองราชย์มาสามสิบสองปี แผ่นดินต้องประสบเภทภัยปราชัยต่อโจร โชคดีที่ยังได้อาศัยวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนแก้ไขสถานการณ์คับขันล่อแล่ แล้วกลับเหลือฟื้นคืนมา แต่ทว่าบัดนี้แหงนมองดูสภาวการณ์บนท้องฟ้า ก้มศีรษะพิจารณาจิตใจประชาชน ในเมื่อชะตาธาตุพระอัคคีอันบริสุทธิ์ได้สิ้นสุดลง โชคชะตาอันรุ่งเรืองโคจรอยู่ที่ตระกูลโจ เรื่องโดยบูรพฮ่องเต้ได้ทรงสร้างวีรกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เป็นอัศจรรย์ บัดนี้ท่านอ๋องได้เปล่งรัศมีคุณธรรมอันเจิดจ้า เพื่อสนองต้องกาลเวลา ชะตาที่ผ่านมาได้แจ่มแจ้ง ได้รู้ทราบกันดีอยู่แล้ว อันมรรคาที่ยิ่งใหญ่ โลกเป็นของส่วนรวม พระเจ้า   ถังเงี้ยวมิเห็นแก่ตัวเพื่อบุตรของพระองค์ และพระเกียรตินามได้แพร่กระจายชั่วนิรันดร ข้าลอบบูชาเลื่อมใสมิเสื่อมคลาย บัดนี้ต่อไปจะได้เจริญรอยตามพระราชพิธีของพระเจ้าเงี้ยวเต้ ข้าจะสละราชสมบัติ ราชบัลลังก์มอบให้ท่านสมุหนายกงุ่ยอ๋อง  (โจผี) และท่านอ๋องคงไม่ปฏิเสธ”

            ครั้นทรงลงพระปรมาภิไธยและประทับตราพระราชลัญจกรแล้ว ฮัวหิมและบรรดาขุนนางทั้งปวงจึงเชิญพระบรมราชโองการนั้น พร้อมกับตราพระราชลัญจกรสำหรับพระมหากษัตริย์ไปมอบแก่วุยอ๋องที่วัง

            โจผีรับพระบรมราชโองการแล้วมีความยินดียิ่งนัก ให้อ่านประกาศพระราชโองการท่ามกลางขุนนางทั้งปวง

            ครั้นอ่านพระบรมราชโองการเสร็จแล้ว สุมาอี้ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ขุนนางที่โจโฉสั่งเสียให้ทำนุบำรุงโจผี ได้เข้ามาทูลโจผีว่าพระองค์อย่าเพิ่งรับราชสมบัติและตราพระราชลัญจกร จงยับยั้งปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อป้องกันมิให้เป็นที่ครหานินทาแก่คนทั้งปวงว่ามักได้ใคร่ชิงเอาราชสมบัติ เมื่อครั้งพระเจ้าเหี้ยนเต้พระราชทานตำแหน่งวุยอ๋องแก่วุยอ๋ององค์ก่อนนั้น ก็ทรงปฏิเสธถึงสามครั้งสามคราเพื่อให้เห็นว่ามิได้มักใหญ่ใฝ่สูง มิได้ปรารถนาในอำนาจวาสนา คนทั้งปวงก็สรรเสริญ ขอพระองค์ทรงดำเนินรอยตามพระบิดานั้นเถิด

            โจผีได้ฟังคำท้วงดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งฎีกากราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่าซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณแก่อาณาประชาราษฎร สละราชสมบัติเวนคืนแก่ข้าพระพุทธเจ้านั้น ข้าพระพุทธเจ้าอ่อนด้อยด้วยสติปัญญาความสามารถ ไม่อาจรับพระราชธุระอันหนักหน่วงได้ ขอได้โปรดมีพระบรมราชวินิจฉัยมอบราชสมบัติให้แก่ปราชญ์เมธาผู้ปรีชาสามารถเถิด แผ่นดินจะได้เป็นสุขสืบไป

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ทอดพระเนตรเห็นฎีกาของโจผีดังนั้น ก็ทรงประหลาดพระทัยว่ามีเล่ห์กลอุบายประการใด จึงรับสั่งถามฮัวหิมอัครมหาเสนาบดีพรรคพวกของโจผีที่นำฎีกาและตราพระราชลัญจกรคืนมาทูลเกล้าว่า วุยอ๋องถ่อมตัวดังนี้มีประสงค์สิ่งใด

            ฮัวหิมได้ทีจึงกราบทูลว่า เมื่อครั้งที่พระองค์พระราชทานอิสริยยศวุยอ๋องแก่โจโฉนั้น วุยอ๋องโจโฉก็ได้ปฏิเสธสามครั้งสามคราจึงยอมรับ วุยอ๋องโจผีจึงดำเนินรอยตาม ขอพระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการสละราชสมบัติอีกครั้งหนึ่งจึงจะควรด้วยธรรมเนียม

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ยินดังนั้นก็ทรงรู้ความอันเป็นกลนัยและธรรมเนียมโจร จึงจำต้องทำตามความเห็นของฮัวหิม มีพระบรมราชโองการสละราชสมบัติมอบแก่วุยอ๋องโจผีอีกครั้งหนึ่งและให้ขุนนางเชิญพระบรมราชโองการพร้อมกับตราพระราชลัญจกรไปพระราชทานแก่โจผีที่วัง

            โจผีรับพระบรมราชโองการและตราพระราชลัญจกรแล้ว จึงให้อ่านประกาศพระบรมราชโองการในท่ามกลางขุนนางอีกครั้งหนึ่ง มีเนื้อความว่า “โจผีนี้สมควรอยู่แล้วที่จะรับราชสมบัติแทนเรา ด้วยเราคิดถึงโจโฉนัก แต่ก่อนบ้านเมืองเกิดศึก ราษฎรก็ยับเยินไป อาศัยอยู่ป่าดงมาก เพราะโจโฉปราบปรามข้าศึก บ้านเมืองก็ราบคาบ ราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุข บัดนี้โจโฉหาบุญไม่แล้ว โจผีได้แทนบิดา เห็นมีบุญมากกว่าบิดาอีก ราษฎรทั้งปวงก็นิยมยินดีรักใคร่นัก ขอให้ท่านเสวยราชสมบัติแทนเราเถิด”

            พออ่านพระบรมราชโองการจบ โจผีจึงกล่าวแก่ขุนนางทั้งปวงว่า แม้พระเจ้าเหี้ยนเต้จะมีพระบรมราชโองการเวนคืนราชสมบัติแก่เราสองครั้งแล้ว แต่ถ้าหากรับไว้ก็อาจไม่พ้นคำคนครหานินทา แล้วถามกาเซี่ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาว่าท่านจะมีความเห็นประการใด

            กาเซี่ยงจึงทูลว่า เมื่อพระองค์ทรงวิตกฉะนี้ ก็ชอบที่จะกราบบังคมทูลปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง ตามแบบอย่างของวุยอ๋องโจโฉนั้น กาเซี่ยงกล่าวแล้วก็หันหน้ามาทางเตียวอิ๋มขุนนางประจำราชสำนักฝ่ายการพระราชพิธี ซึ่งร่วมเชิญพระบรมราชโองการมามอบแก่โจผีว่า เมื่อท่านกลับเข้าไปที่ข้างใน กราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ถึงความที่วุยอ๋องไม่ยอมรับราชสมบัตินั้น เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้จะมอบราชสมบัติในครั้งที่สาม จงกราบบังคมทูลเสนอว่า “จงปลูกโรงอภิเษกให้สูงมีพื้นสามชั้น ให้ประดับประดาตามอย่างธรรมเนียม ครั้นฤกษ์ดีแล้วให้ประชุมขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยให้พร้อมกันในโรงนั้น ให้ท่านนั่งบนที่สูง ให้ขุนนางทั้งปวงนั่งที่ต่ำถวายบังคม ให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ถือพระแสงกระบี่ แลตราหยกสำหรับกษัตริย์ขึ้นไปมอบให้แก่ท่าน ถ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทำตามดังนี้แล้วท่านก็จะพ้นนินทา”

            โจผีได้ยินคำกาเซี่ยงกำหนดแผนการมอบราชสมบัติเป็นการใหญ่เปิดเผยเอิกเกริก คล้ายกับเป็นธรรมเนียมแต่โบราณ ก็เห็นว่าจะสามารถทำให้อาณาประชาราษฎรปลงใจเชื่อโดยสนิทใจว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้สละราชสมบัติโดยมิได้ถูกบังคับ และเป็นการเวนคืนราชสมบัติโดยสมัครใจเองก็มีความยินดี จึงทำฎีกาไม่ยอมรับราชสมบัติ แล้วสั่งให้เตียวอิ๋มเอาตราพระราชลัญจกรและฎีกานั้นเข้าไปทูลเกล้าถวายอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ฮัวหิมและคณะนายทหารกำกับเตียวอิ๋มไปด้วย

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ทอดพระเนตรเห็นฎีกาของโจผีที่ปฏิเสธไม่รับราชสมบัติเป็นครั้งที่สอง จึงรับสั่งถามเตียวอิ๋มว่าเรามอบราชสมบัติถึงสองครั้งแล้ว โจผียังปฏิเสธอีกเล่า จะทำประการใด

            ฮัวหิมซึ่งกำกับเตียวอิ๋มมาด้วยนั้น ชิงกราบทูลแทนเตียวอิ๋มว่า ซึ่งพระองค์พระราชทานราชสมบัติทั้งสองครั้งนั้นไม่ชอบด้วยขนบธรรมเนียม แล้วทำทีถามเตียวอิ๋มว่าขนบธรรมเนียมเป็นประการใด ท่านจงกราบบังคมทูลให้แจ้งเถิด

            เตียวอิ๋มแม้มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ก็เห็นสถานการณ์ชัดเจนแล้วว่า โจผีจะได้ครองราชสมบัติเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ จึงคล้อยตามคติที่ว่าเป็นนกต้องเลือกกิ่งเกาะ ดังนั้นจึงกราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ตามคำของกาเซี่ยงทุกประการ และกราบทูลต่อไปว่าเมื่อพระองค์ทรงกระทำพิธีเวนคืนราชสมบัติดังนี้แล้ว เห็นว่าวุยอ๋องโจผีจะน้อมใจรับสนองพระราชประสงค์เป็นมั่นคง

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังคำเตียวอิ๋มดังนั้น ก็รู้ว่าเตียวอิ๋มแปรพักตร์เป็นข้าขายเจ้าไปอีกคนหนึ่งแล้ว ทั้งทรงรู้สึกรำคาญพระทัยพวกปล้นชิงราชสมบัติแล้ว ยังเสกสรรปั้นแต่งพิธีการฟอกตัวให้อาณาประชาราษฎรหลงเชื่อ ว่าได้ราชสมบัติมาด้วยความบริสุทธิ์ จึงทรงส่ายพระเศียร พลางทอดถอนพระทัยใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ทรงรับสั่งให้ฝ่ายการพระราชพิธีแต่งการพระราชพิธีมอบราชสมบัติแก่โจผี

            เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนสิบสอง ขึ้นห้าค่ำ เพลาใกล้รุ่งเป็นวันเวลาฤกษ์ดี การพระราชพิธีมอบราชสมบัติแก่โจผีได้จัดขึ้นที่โรงปะรำพิธีด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง โจผีนั่งบนแท่นพิธีซึ่งตั้งอยู่กลางโรงพิธีชั้นสาม บรรดาที่ปรึกษาขุนนางชั้นผู้ใหญ่กว่าสี่ร้อยคนนั่งเรียงรายเต็มโรงปะรำพิธีทั้งสามชั้น ที่พื้นล่างมีทหารสี่สิบหมื่นล้อมรอบตามตำแหน่ง

            พอถึงเวลาฤกษ์ “พระเจ้าเหี้ยนเต้แข็งพระทัยถือพระแสงกระบี่แลตราหยกสำหรับกษัตริย์ กับหนังสือมอบราชสมบัติใบหนึ่ง” เสด็จขึ้นไปมอบแก่โจผีบนโรงพิธีชั้นที่สาม โจผีรับพระบรมราชโองการเวนคืนราชสมบัติและตราพระราชลัญจกรจากพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว วางตราพระราชลัญจกรลงบนแท่นตราหน้าที่นั่ง และให้เจ้าพนักงานอ่านประกาศพระบรมราชโองการ

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มิได้ระบุเนื้อความประกาศพระบรมราชโองการครั้งนี้ แต่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุความและถอดความตรงกับฉบับภาษาจีนว่า ประกาศพระบรมราชโองการสละราชสมบัติและมอบราชสมบัติแก่โจผีมีความว่า

            “ข้าได้ขอความเห็นจากงุ่ยอ๋อง ในยุคโบราณกาลก่อน พระเจ้าถังเงี้ยวทรงสละพระราชสมบัติให้พระเจ้าง้อสุ่ง ง้อสุ่งก็ทรงพระบัญชามอบให้พระเจ้าอู้เต้ ชะตาของสวรรค์ย่อมคืนสู่ผู้มีคุณธรรม มรรคาแห่งฮั่นถูกลงโทษอย่างทารุณ แผ่นดินสูญเสียระเบียบแบบแผนทรุดต่ำมาถึงวรกายข้า ยิ่งมืดมัวเกิดจลาจลวุ่นวาย พวกเหล่าร้ายยิ่งตามอย่างกำเริบเสิบสาน จะล้มล้างคว่ำจักรวาล ด้วยอาศัยการรบดุจเทพยดาของบู๊อ๋องโจโฉ ช่วยปลดเปลื้องภัยทั้งสี่ทิศ คือได้กระทำให้แคว้นฮัวเห่ (ชื่อประเทศจีนยุคโบราณ) ได้เงียบสงบ เพื่อป้องกันคุ้มครองศาลบูชาบูรพกษัตริย์ได้สุขสวัสดี ไฉนจะเป็นเพียงข้าผู้เดียวที่ได้อยู่เย็นเป็นสุข ทำให้ข้าได้ทรงฉลองมังกรซึ่งแท้จริงได้รับการประทานมา บัดนี้อ๋อง (สมเด็จโจผี) ได้เคารพบูชาสืบต่อจากเค้าเดิม แสงอันชัชวาลย์ได้เกิดจากคุณธรรมกลับฟื้นกิจกรรมใหญ่ทั้งบุ๋นบู๊คืนมา ได้ประจักษ์แจ้งว่าท่านมีความแข็งแกร่งชอบธรรมอย่างมหาศาล พระผู้เป็นเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ได้ทรงประทานให้เป็นมิ่งขวัญ ทั้งมนุษย์เทพยดาประกาศชัดแจ้งเป็นหลักฐาน เกิดแสงสว่างสีสวยงามเป็นสำคัญ และเป็นแบบแผนประทานชีวิตข้า ทุกคนกล่าวว่าท่านได้ผ่านข้ามการมีชัยประดุจพระเจ้าง่อสุ่ง ใช้หลักยึดถือระเบียบแบบแผนแห่งยุคถังโบราณ ขอเคารพนบนอบทรงสละราชสมบัติให้ท่านขึ้นครอง โอ้อนิจจาชะตาสวรรค์ที่ผ่านไปจะอยู่กับกายท่าน ท่านจงได้เคารพคล้อยตามปกครองประเทศอันยิ่งใหญ่มหาศาล ได้เสวยความสุข นานาประเทศเคารพปฏิบัติสืบต่อจากชะตาสวรรค์เทอญ”

            ประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้ ได้นำมาแสดงไว้เพื่อให้เห็นถึงความเหลวไหลเลอะเทอะ และเหตุผลแบบโจรานุโจร ที่ฟอกสีดำให้กลายเป็นสีขาว ฟอกการปล้นชิงราชสมบัติให้กลายเป็นการได้ราชสมบัติโดยบริสุทธิ์ และเป็นประจักษ์พยานว่าอันการปล้นชิงสมบัติท่านนั้น แม้จะใช้ลีลาร้อยเรียงอักษรสารให้ไพเราะงดงามลุ่มลึกประการใด แม้จะอิงอ้างเทพยดาฟ้าดินและอาณาประชาราษฎรสักกี่ครั้งกี่คำก็ตามที ย่อมไม่อาจปกปิดความจริงซึ่งเป็นการปล้นชิงราชสมบัติของท่านได้ อุปมาดั่งเครื่องหอมอันวิเศษที่โรยโดยรอบศพ ก็ไม่อาจกลบความเน่าเหม็นให้เป็นความสดหอมไปได้ อุปมาฉันใดก็อุปไมยฉันนั้น การปล้นชิงสมบัติครั้งนี้แม้ผ่านกาลเวลาร่วมสองพันปี แต่ความเน่าเหม็นและร่องรอยของการปล้นชิงที่อยู่ภายใต้เนื้อความแห่งพระบรมราชโองการอันสละสลวยด้วยเหตุผลครอบคลุมฟ้าดินก็ยังคงต้องถูกเปิดเผยออกมาจนได้ แต่ก็น่าเห็นใจเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่ไม่อาจแปลความในพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ดังกล่าวได้ ซึ่งอาจเกี่ยวด้วยกระแสและความขัดแย้งทางการเมืองอันต่อเนื่องมาจากการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในเวลานั้น

            ศักราชเจี้ยนอัน อันเป็นศักราชประจำพระองค์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงสิ้นสุดลง ณ บัดนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘