ตอนที่ 453. ปรากฏการณ์แห่งสวรรค์?

เบ้งตัดคิดขบถต่อเล่าปี่แล้วเข้าสวามิภักดิ์เป็นข้าของโจผี และอาสาโจผีออกไปเกลี้ยกล่อมเล่าฮองซึ่งรับคำสั่งเล่าปี่ให้ยกกองทัพมาจับตัวเบ้งตัด เล่าฮองไม่ยอมเข้าด้วย เบ้งตัดจึงวางแผนซุ่มทหารไว้สองข้างทางแล้วยกออกไปท้ารบกับเล่าฮอง

            เล่าฮองทราบว่าเบ้งตัดยกทหารมาจึงพาทหารออกไปเผชิญหน้ากับเบ้งตัด แล้วชี้หน้าด่าเบ้งตัดว่าไอ้ขี้ข้าขายเจ้า ไอ้บ่าวขายนาย ทรยศต่อข้าวแดงแกงร้อนของพระเจ้าเล่าปี่ แล้วมิหนำยังซ้ำมาชวนให้เราเป็นกบฏด้วยเล่า

            เบ้งตัดจึงว่า ตัวมึงถึงที่ตายแล้ว กูยังเห็นแก่ไมตรี คิดหาทางให้พ้นจากอันตรายก็หามีความสำนึกไม่ ยังจะมีหน้ามาด่าว่ากูอีก

            เล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขี่ม้าเข้ารบกับเบ้งตัด ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้เพียงสามเพลง เบ้งตัดทำทีเป็นสู้ไม่ได้ ชักม้าผละหนีพาทหารกลับไปตามเส้นทางเดิม เล่าฮองไม่รู้กลก็ขี่ม้าพาทหารไล่ตามตีเบ้งตัด

            พอเล่าฮองไล่ตามมาได้สองร้อยเส้นถึงจุดซุ่มก็ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังสนั่นก้องราวป่า ซิหลงและแฮเฮาเซียงได้ยกทหารซึ่งซุ่มรอทีอยู่เข้าจู่โจมกองทหารของเล่าฮองโดยไม่ทันได้รู้สึกตัว เบ้งตัดได้ยินเสียงประทัดก็สั่งทหารกลับเข้ารบ ทหารทั้งสามกองของโจผีล้อมกระหนาบกองทหารของเล่าฮอง แต่เล่าฮองก็ต่อสู้ป้องกันเป็นสามารถ

            เล่าฮองคุมทหารต่อสู้อยู่ท่ามกลางวงกระหนาบพักหนึ่งเห็นเหลือกำลังนัก จึงพาทหารซึ่งสนิทตีฝ่าออกจากที่ล้อมถอยกลับไปทางเมืองซงหยง ทหารของโจผีทั้งสามกองได้ทีก็ไล่ตามตีกองทหารของเล่าฮองไป

            ในขณะที่กำลังไล่ตามตีนั้นซิหลงเฉลียวใจว่าเล่าฮองอาจถอยกลับไปเมืองเสฉวน จึงกล่าวกับเบ้งตัดและแฮเฮาเซียงว่าขณะนี้ได้ทีอยู่แล้ว เห็นว่าเล่าฮองจะหนีกลับไปเมืองซงหยง และถ้ารักษาเมืองซงหยงไม่ได้ เล่าฮองก็จะพาทหารถอยไปทางเมืองห้องเหลง เพื่อกลับไปเมืองเสฉวน แลเมืองห้องเหลงนี้มีทหารอยู่แต่เบาบาง ข้าพเจ้าจะยกทหารไปยึดเอาเมืองห้องเหลงไว้เสียก่อน หากเล่าฮองแตกถอยจากเมืองซงหยงแล้วจะได้สกัดจับตัวได้โดยง่าย

            เมื่อปรึกษาเห็นพ้องกันแล้ว ซิหลงจึงคุมทหารแยกไปเมืองห้องเหลง ส่วนเบ้งตัดและแฮเฮาเซียงได้ยกทหารไล่ตามเล่าฮองไป

            ซิหลงยกทหารแยกไปถึงเมืองห้องเหลง ทหารซึ่งรักษาเมืองมีไม่กี่คน เห็นกองทหารของโจผียกมาดังนั้นก็ไม่คิดต่อสู้ ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี ซิหลงจึงเข้ายึดเมืองห้องเหลงได้โดยสะดวก

            ทางฝ่ายซินต๋ำและซินหงีสองนายทหารเมืองซงหยง ซึ่งได้คบคิดให้เบ้งตัดไปเข้าสวามิภักดิ์กับโจผี ตั้งตาคอยทีที่จะทำการเอาความชอบ ครั้นทราบว่าเล่าฮองรับคำสั่งจากเล่าปี่ยกกองทัพไปตามจับเบ้งตัด เห็นเป็นโอกาสจึงคุมสมัครพรรคพวกเข้ายึดอำนาจปกครองเมืองซงหยงไว้ได้โดยสะดวก และให้ทหารขึ้นรักษาเชิงเทินค่ายคูประตูหอรบไว้

            พอหน่วยสอดแนมเข้ามารายงานว่า บัดนี้เล่าฮองเสียทีแก่ข้าศึก กำลังยกทหารถอยกลับมาทางเมืองซงหยง ซินต๋ำและซินหงีจึงขึ้นไปบัญชาการอยู่บนหอรบเมืองซงหยงคอยทีเล่าฮอง ครั้นเห็นเล่าฮองพาทหารมาถึงประตูเมือง ร้องเรียกให้ทหารเปิดประตูเมืองรับ ซินต๋ำจึงสั่งทหารให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ลงไปเป็นห่าฝน

            ทหารของเล่าฮองไม่ทันรู้ตัวว่าซินต๋ำและซินหงีแปรพักตร์ยึดเมืองซงหยงไว้แล้ว จึงถูกเกาทัณฑ์ล้มตายลงเป็นอันมาก เล่าฮองเห็นดังนั้นก็ตกใจ ชักม้าพาทหารออกไปนอกรัศมีเกาทัณฑ์ ซินต๋ำเห็นดังนั้นก็ร้องบอกแก่เล่าฮองว่า อย่าได้ตกใจเลย เราทั้งสองยึดเมืองซงหยงไว้ในอำนาจและเข้าอ่อนน้อมกับโจผีแล้ว

            เล่าฮองได้ยินดังนั้นก็โกรธ คิดจะยกทหารหักเข้าตีเมืองซงหยง ทันใดนั้นได้ยินเสียงทหารโห่ร้องไล่ตามมา เหลียวกลับไปดูเห็นเป็นกองทหารของเบ้งตัดและแฮเฮาเซียงไล่ตามใกล้เข้ามา เห็นว่าจะเข้าตีเอาเมืองไม่ได้ ครั้นจะหันกลับไปต่อสู้เล่า ก็เกรงทหารในเมืองซงหยงจะยกออกตีกระหนาบ เล่าฮองคิดดังนั้นแล้วจึงพาทหารหนีไปทางเมืองห้องเหลง

            เล่าฮองพาทหารไปถึงคูเมืองห้องเหลงก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่เห็นธงประจำกองทัพของเล่าปี่ปักอยู่เหมือนอย่างเคย เห็นแต่ธงผืนหนึ่งสีขาว จารึกว่าเมืองนี้เป็นข้าของพระเจ้าโจผี

            ในขณะนั้นซิหลงได้ยกทหารออกจากเมืองเข้าโจมตีกองทหารของเล่าฮองอย่างรวดเร็ว เล่าฮองไม่ทันตั้งตัวทหารก็แตกตื่น จึงขับม้าหนีไปทางเมืองเสฉวน ซิหลงเห็นได้ทีก็ไล่ตามตี ฆ่าฟันทหารของเล่าฮองบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

            เล่าฮองพาทหารที่รอดตายหนีกลับไปถึงเมืองเสฉวน จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ ร้องไห้แล้วกราบทูลรายงานความให้ทราบทุกประการ พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังความแล้วก็โกรธเล่าฮอง ด่าเล่าฮองผู้เป็นบุตรบุญธรรมด้วยเสียงอันดังว่า “อ้ายลูกถ่อย เกิดมาให้เสียชาติ ยังมีหน้ามาหากูเล่า”

            เล่าฮองได้ฟังก็ทูลรายงานต่อไปว่า ซึ่งกวนอูขอให้ยกกองทัพไปช่วยนั้นข้าพเจ้าได้จัดแจงกองทัพจะยกไปช่วยตามที่ท่านอากวนอูบอกมาแล้ว แต่เบ้งตัดได้ห้ามปรามไม่ให้ยกกองทัพไป อ้างว่าถ้ายกไปช่วยแล้วทหารในเมืองซงหยงก็จะเหลืออยู่แต่น้อย จะเสียทีแก่ข้าศึกโดยง่าย

            เล่าปี่ได้ฟังคำแก้ตัวแล้วยังไม่คลายแค้น กล่าวสืบไปว่า “มึงเป็นก้อนดินต้นไม้หรือ จึงหารู้จักผิดแลชอบไม่ ควรหรือฟังคำอ้ายกบฏศัตรู ไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอูให้เสียการทั้งนี้”

            เล่าปี่ยิ่งกล่าวก็ยิ่งโกรธ ใจก็ประหวัดถึงกวนอู แรงแค้นประดังแน่นในอก จ้องมองเล่าฮองด้วยนัยน์ตาสีแดงดังสีเลือด แล้วออกคำสั่งให้ทหารจับตัวเล่าฮองไปประหารชีวิต

            พอทหารประหารชีวิตเล่าฮองผู้บุตรบุญธรรมแล้ว เล่าปี่ก็ระลึกได้ว่าหน่วยสอดแนมเคยมารายงานไว้ว่า เบ้งตัดเคยมีหนังสือมาเกลี้ยกล่อมเล่าฮองให้เข้าสวามิภักดิ์ด้วยโจผี แต่เล่าฮองฉีกหนังสือของเบ้งตัดทิ้งเสีย และสั่งตัดศีรษะทหารผู้ถือหนังสือนั้น รำลึกได้ดังนั้นแล้วก็ตระหนักว่าเล่าฮองยังคงซื่อสัตย์ภักดี แต่ที่ไม่ยกไปช่วยกวนอูคงเป็นเพราะขัดคำเบ้งตัดไม่ได้ เล่าปี่คิดดังนั้นแล้วก็เสียดายเล่าฮองยิ่งนัก รำลึกถึงความหลังแต่ครั้งรับเล่า ฮองเป็นบุตรบุญธรรม น้ำตาเล่าปี่ก็หลั่งรินลงอีกครั้งหนึ่ง

            แต่น้ำใจหนึ่งเล่าปี่ก็หวนรำลึกถึงกวนอู เกิดความรักอาลัยเป็นล้นพ้นจนเกิดอาการวิงเวียนศีรษะแล้วล้มลง หลังจากนั้นเล่าปี่ก็ป่วย ไม่เป็นอันที่จะคิดอ่านทำการสงครามสืบไป

            ทางฝ่ายโจผีครั้นจัดการปกครองบ้านเมือง สืบทอดอำนาจของโจโฉเป็นปกติแล้ว หวังจะแสดงอำนาจอิสริยยศให้ปรากฏในแผ่นดิน จึงยกทหารสามสิบหมื่นเป็นขบวนพยุหะยาตราทางสถลมารคไปเที่ยวเมืองไพก๊ก ซึ่งเคยอยู่มาแต่ก่อน

            บรรดาชาวเมืองเห็นขบวนแห่แหนของโจผีประหนึ่งขบวนแห่แหนของฮ่องเต้ก็มีความยินดี ชื่นชมโสมนัสในบารมีเป็นอันมาก ด้วยมีความรู้สึกผูกพันว่าโจผีนั้นเป็นคนเมืองไพก๊ก จึงแต่งของบรรณาการและเครื่องบูชาตลอดสองข้างทาง

            ในระหว่างที่โจผีกำลังเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองไพก๊กนั้น ม้าเร็วได้เข้ามารายงานว่า แฮหัวตุ้นซึ่งป่วยอยู่ที่เมืองเงียบกุ๋นนั้นบัดนี้อาการกล้า เห็นจะมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก โจผีได้ทราบรายงานดังนั้นก็ตกใจ รีบยกทหารไปที่เมืองเงียบกุ๋น หวังจะเยี่ยมอาการไข้ของแฮหัวตุ้นผู้เป็นขุนพลเก่าของบิดา

            พอโจผีไปถึงบ้านของแฮหัวตุ้น แฮหัวตุ้นก็สิ้นใจตาย พระเจ้าโจผีจึงสั่งให้แต่งการศพของแฮหัวตุ้นตามประเพณีขุนนางผู้ใหญ่ แล้วให้เชิญศพไปฝังไว้ที่สุสานหลวง

            เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนสิบเอ็ด เป็นเทศกาลฤดูหนาว เจ้าเมืองเซงเช็กได้ส่งใบบอกเข้ามาทูลโจผีว่า มีหงส์บินร่อนเข้ามาในเมือง ร้องเสียงดังกังวานเสนาะโสตเป็นที่แปลกประหลาดนัก ในขณะเดียวกันนั้นก็มีใบบอกเข้ามาแต่เมืองลิมโฉว่า มีราชสีห์เข้ามาท่องเที่ยวในเขตแดนเมืองเป็นที่อัศจรรย์

            โจผีทราบความตามใบบอกแล้ว รู้ว่าเป็นนิมิตหมายมงคล ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางข้าราชการทั้งปวงที่ปราสาทนกยูงทองแดง ในขณะที่กำลังแต่งโต๊ะเลี้ยงสุราอยู่นั้น ฟ้าคำรนดังกึกก้องราวกับฝนห่าใหญ่ใกล้จะตก ท้องฟ้าที่มัวด้วยเทศกาลฤดูหนาวกลับกลายสว่างไสว เมฆบนอากาศแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เคลื่อนไหวระยับเป็นรูปพญามังกรท่องอยู่บนคลื่นเมฆ

            ขุนนางผู้หนึ่งเห็นปรากฏการณ์ดังนั้นจึงชี้ให้เพื่อนขุนนางดูแล้วบอกต่อ ๆ กัน ต่างคนต่างลุกขึ้นดู โจผีมองไปบนอากาศก็เห็นเป็นรูปมังกรสีเหลืองคะนองเดชท่องอยู่ในหมู่เมฆ เห็นเป็นนิมิตมงคลอัศจรรย์ยิ่งนัก

            โจผีเห็นปรากฏการณ์มังกรท่องนภาดังนั้นแล้ว คำนึงประกอบเข้ากับใบบอกเรื่องหงส์บินเข้ามาในเมืองเซงเช็ก และราชสีห์เข้ามาเที่ยวในเมืองลิมโฉ เห็นเป็นนิมิตมงคลใหญ่สามประการ จึงเรียกลิต๊ก เคาจี ซึ่งเป็นขุนนางกรมโหรเข้ามาถามต่อหน้าขุนนางทั้งปวงว่า นิมิตหมายสามประการทั้งนี้มีความหมายประการใด

            ลิต๊กและเคาจีซึ่งเห็นปรากฏการณ์มังกรเหลืองท่องนภาและทราบความเรื่องใบบอกจากโจผีแล้ว ปรึกษาความกันตามตำราพยากรณ์ เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นการมงคลใหญ่ จึงทูลโจผีว่า “เกิดอัศจรรย์ปรากฏในเมืองเราดังนี้เป็นมงคลอันใหญ่ จะให้จำเริญศรีสวัสดิ์แก่ท่าน บุญนำมาเกิดที่วุยอ๋องในชาตินั้นใหญ่หลวงนัก ควรจะได้ราชสมบัติเป็นเจ้าแผ่นดิน”

            สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า ปรากฏการณ์มหัศจรรย์สามประการคือ มีหงส์และกิเลนปรากฏขึ้นที่เมืองเซงเช็กและเมืองลิมโฉ และมีมังกรเหลืองปรากฏขึ้นเหนือน่านฟ้าเมืองเงียบกุ๋น แลมังกรเหลืองนั้นเป็นสีของธาตุประจำตำแหน่งของวุยอ๋อง และสอดคล้องเป็นสีเดียวกันกับสีของธาตุประจำเมืองฮูโต๋แห่งแคว้นวุย ถือเป็นปรากฏการณ์มงคลอันแสดงว่าโจผีมีบุญญาธิการจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

            บรรดาขุนนางทั้งปวงในที่นั้นได้ยินคำพยากรณ์ของสองขุนนางผู้เฒ่าจึงกล่าวพร้อมกันว่า สวรรค์ได้ให้สัญญาณเป็นปรากฏการณ์แจ้งชัดว่าบัดนี้ราชวงศ์ฮั่นถึงกาลดับสูญแล้ว วุยอ๋องจะได้ครองตำแหน่งฮ่องเต้ สถาปนาพระราชวงศ์ใหม่แทนราชวงศ์ฮั่น ฉะนั้นจึงสมควรจัดการพิธีเวนคืนราชสมบัติจากพระเจ้าเหี้ยนเต้แก่วุยอ๋อง และสถาปนาวุยอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้สืบต่อไป

            โจผีและบรรดาขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันดังนั้นแล้ว จึงพากันกลับไปเมืองฮูโต๋ บรรดาขุนนางทั้งปวงได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ โดยฮัวหิมเป็นหัวหน้า กราบบังคมทูลต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า “โจผีเป็นวุยอ๋องแทนโจโฉบิดานั้นมีบุญมาก แล้วก็มีสติปัญญารู้รอบคอบ โอบอ้อมไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุข ข้าพเจ้าขุนนางทั้งปวง แลทหารผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ปรึกษาพร้อมกันเห็นสมควรแล้วที่จะปกป้องรักษาแผ่นดินสืบไปได้ ขอให้พระองค์มอบราชสมบัติแก่โจผีเถิด พระองค์ก็จะได้เป็นสุข หาความทุกข์ธุระไม่”

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งแต่แรกที่ทอดพระเนตรเห็นบรรดาขุนนางทั้งปวงขอเข้าเฝ้าด้วยอาการอันประหลาดกว่าแต่ก่อนก็หลากพระทัย ครั้นได้ฟังคำกราบบังคมทูลดังนั้นจึงทรงนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ทอดพระเนตรดูหน้าขุนนางทั้งปวง บรรดาขุนนางเหล่านั้นแม้ฝักใฝ่ด้วยโจผีแล้ว แต่ยังคงมีความละอายแก่ใจ มิได้มีผู้ใดกล้าสบพระเนตร ทุกคนได้แต่ก้มหน้ามองดูพื้น

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงกันแสง แล้วมีกระแสพระราชดำรัสด้วยความสลดพระทัยว่า “เราคิดถึงพระเจ้าฮั่นโกโจซึ่งเป็นต้นเชื้อพระวงศ์ของเรา แลพระญาติพระวงศ์ได้ราชสมบัติสืบ ๆ กันมาช้านานประมาณสี่ห้าร้อยปี แล้วจึงถึงเรา เรานี้เป็นเด็กอ่อนศักดิ์ก็จริง แต่ว่าได้รักษาสมบัติของท่านแต่ก่อนไว้โดยสัตย์โดยธรรม ยังหามีความผิดไม่เลย ซึ่งเราจะยกราชสมบัติให้แก่ผู้อื่นนั้นเห็นไม่บังควร ขอให้ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันปรึกษาอีกครั้งหนึ่งก่อน”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘