ตอนที่ 452. ข้าต่างเจ้า
โจผีครองอำนาจแทนโจโฉแล้วฟังคำยุของขุนนางก่อศึกสายเลือด จนโจหิมผู้น้องผูกคอตาย โจสิดผู้น้องอีกคนหนึ่งพ้นจากความตายเพราะมารดาว่าวอนขอชีวิตไว้จึงถูกเนรเทศไปอยู่ต่างเมือง แต่นั้นมาโจผีก็กำเริบในอำนาจข่มเหงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ความทราบถึงเล่าปี่ แต่พลันที่หวนรำลึกถึงกวนอูเล่าปี่ก็ปรารภจะยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งแทนที่จะยกไปตีเมืองฮูโต๋
เลียวฮัวซึ่งเป็นคนสนิทของกวนอูมาแต่ก่อน ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้รำลึกถึงกวนอูแล้วทูลเล่าปี่ว่าซึ่งกวนอูเสียทีแก่ข้าศึกจนตัวตายนั้น เป็นเพราะเล่าฮอง เบ้งตัด ไม่ยกกองทัพจากเมืองซงหยงไปช่วย สองคนนี้มีความผิดโทษถึงตาย ชอบที่พระองค์จะได้ประหารชีวิตแก้แค้นให้กับกวนอู
เล่าปี่ได้ฟังก็เห็นชอบ แต่ขงเบ้งกลับทัดทานว่าบัดนี้การสงครามก่อเค้าทั้งจากฝ่ายเมืองกังตั๋งและจากฝ่ายเมืองฮูโต๋เป็นสามเส้าใหญ่หลวงอยู่ หากวู่วามทำการดังนั้นเกรงว่าเล่าฮองและเบ้งตัดทราบความแล้วจะแปรพักตร์ไปเข้ากับข้าศึก การข้างหน้าก็จะยิ่งยุ่งยากสืบไป ชอบที่ฮันต๋งอ๋องจะได้แยกสลายคนคู่นี้เสียก่อน แล้วค่อยทำการต่อภายหลังก็จะสำเร็จโดยง่าย
เล่าปี่ได้ยินคำทัดทานของขงเบ้งก็เห็นด้วย จึงแต่งตั้งให้เล่าฮองเป็นเจ้าเมืองบิต๊ก ให้เบ้งตัดเป็นเจ้าเมืองซงหยง แล้วให้พนักงานเชิญตราตั้งไปให้แก่สองขุนนางที่เมืองซงหยง
ฝ่ายแพเอี้ยวซึ่งเป็นสหายสนิทกับเบ้งตัดอยู่ในที่ประชุมปรึกษา ทราบความดังนั้นจึงทำเป็นหนังสือลับพรรณนาความทั้งปวง และให้คนสนิทถือไปส่งให้แก่เบ้งตัด คนสนิทรับหนังสือแล้วออกเดินทางจากประตูเมืองเสฉวนทางด้านทิศใต้จะไปเมืองซงหยง
ทางด้านม้าเฉียวซึ่งทำหน้าที่ควบคุมรักษาความปลอดภัยตามแดนนอกของเมืองเสฉวน ได้คุมทหารลาดตระเวนตรวจตราเหตุการณ์ตามปกติ เห็นคนสนิทของแพเอี้ยวเดินทางอย่างลุกลี้ลุกลนและเป็นพิรุธ จึงสั่งทหารให้คุมตัวมาสอบสวน ครั้นค้นตัวก็ได้หนังสือของแพเอี้ยว ม้าเฉียวจึงเปิดหนังสือนั้นออกอ่านดู รู้เนื้อความสิ้นแล้วก็แจ้งว่าแพเอี้ยวเป็นกบฏต่อฮันต๋งอ๋อง จึงยึดหนังสือและให้คุมคนสนิทของแพเอี้ยวไว้ แต่ทหารคนหนึ่งที่ติดตามมากับคนสนิทนั้นหนีรอดจากการจับกุมไปได้ จึงหนีไปหาเบ้งตัดที่เมืองซงหยง
ม้าเฉียวคุมทหารคนสนิทที่จับได้ พร้อมกับหนังสือลับของแพเอี้ยวกลับไปเมืองเสฉวน
ม้าเฉียวกลับเข้าถึงเมืองเสฉวนแล้วสั่งทหารให้คุมคนสนิทของแพเอี้ยวไปรออยู่ที่กองทหาร ตัวม้าเฉียวเองแสร้งแวะไปเยือนแพเอี้ยวที่เรือน เห็นแพเอี้ยวก็ตรงเข้าไปคำนับทักทายกันตามธรรมเนียม แพเอี้ยวเห็นม้าเฉียวมาเยี่ยมก็มีความยินดี เชิญม้าเฉียวเข้าไปนั่งที่ห้องรับรอง หลังจากสนทนาปราศรัยกันด้วยเรื่องทั่วไปเป็นที่ชอบอกชอบใจแล้ว แพเอี้ยวจึงเอาสุรามาเลี้ยงม้าเฉียว และนั่งสนทนากันต่อไป
ม้าเฉียวดื่มสุรากับแพเอี้ยวจนเห็นว่าแพเอี้ยวชุ่มไปด้วยสุราแล้ว จึงแสร้งกล่าวว่าตัวท่านนี้มีสติปัญญาและความชอบเป็นอันมาก แต่ก่อนมาพระเจ้าเล่าปี่ได้ทำนุบำรุงเลี้ยงดูท่านเป็นอันดี แต่ขณะนี้เห็นเหินห่างร้างราไป เป็นแต่เหตุอันใดหรือ
แพเอี้ยวร่ำสุราครึ้มใจถึงขนาด ทั้งได้สนทนากับม้าเฉียวเป็นที่ถูกอกถูกใจ พอได้ยินคำม้าเฉียวดังนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยความน้อยใจว่า “อ้ายเล่าปี่เฒ่าคนนี้มันเป็นคนกลับกลอกไม่ยั่งยืน เมื่อไรได้ทีเราจะแก้แค้นให้จงได้”
ม้าเฉียวได้ยินดังนั้นก็เห็นว่า แพเอี้ยวเอาใจออกหากเล่าปี่ สอดคล้องกับความตามหนังสือที่ค้นได้จากคนสนิท จึงแสร้งกล่าวว่าตัวข้าพเจ้าเองนับแต่มาอยู่กับเล่าปี่ก็มิได้รับการเอาใจใส่ดูแล เสมือนหนึ่งถูกหลอกลวงไว้ใช้สอย ข้าพเจ้าจึงคับแค้นใจยิ่งนัก แต่มิรู้ว่าจะทำประการใด
แพเอี้ยวจึงว่า เมื่อเราสองคนมีหัวอกอย่างเดียวกันฉะนี้ จงมาร่วมมือกันคิดอ่านทำการ ขอให้ท่านยกทหารในบังคับบัญชาไปสมทบกับทหารของเบ้งตัด แล้วยกเข้าตีเมืองเสฉวน ข้าพเจ้ากับพรรคพวกจะคิดอ่านเป็นไส้ศึกอยู่ภายในเมือง เห็นจะกำจัดเล่าปี่ได้โดยง่าย
ม้าเฉียวได้ฟังคำแพเอี้ยวดังนั้นก็ได้ความชัด ว่าบัดนี้แพเอี้ยวเป็นกบฏต่อเล่าปี่ จึงแสร้งว่าแผนการของท่านทั้งนี้ดีนัก ข้าพเจ้าจะไปเตรียมการให้พรักพร้อม แล้วจะกลับมาปรึกษากับท่านอีกครั้งหนึ่ง ครั้นได้เวลาอันสมควรม้าเฉียวจึงคำนับลาแพเอี้ยว ตรงไปที่กองทหาร คุมตัวคนสนิทของแพเอี้ยวไปที่จวนของเล่าปี่ รายงานความทั้งปวงแล้วส่งมอบหลักฐานหนังสือลับของแพเอี้ยวแก่เล่าปี่
เล่าปี่ทราบความดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารไปจับตัวแพเอี้ยวแล้วให้จำขังไว้ในคุก และเชิญขงเบ้งมาปรึกษา ปรารภความเรื่องแพเอี้ยวแล้วถามขงเบ้งว่า แพเอี้ยวมีความชอบมาแต่ก่อน แต่บัดนี้คิดขบถ จะเลี้ยงไว้ต่อไปหรือจะทำประการใดดี
ขงเบ้งจึงว่าแพเอี้ยวผู้นี้แม้มีความรู้วิชาการเป็นอันมาก แต่สติไม่สมประกอบ คล้ายกับคนบ้า ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนสิ่งใดไม่ได้ บัดนี้เมื่อเป็นกบฏแล้ว ซึ่งจะเลี้ยงไปภายหน้าเห็นจะเป็นอันตราย
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกแพเอี้ยวไว้ตลอดชีวิต
ฝ่ายทหารของแพเอี้ยวซึ่งหนีรอดการจับกุมไปได้ ครั้นถึงเมืองซงหยงแล้วจึงแจ้งความทั้งปวงให้เบ้งตัดทราบ เบ้งตัดทราบความก็ตกใจ พอดีทหารซึ่งเล่าปี่ให้ถือตราตั้งเดินทางมาถึงเมืองซงหยง มอบตราตั้งแก่เล่าฮองให้เดินทางไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองบิต๊กแล้วมาหาเบ้งตัดและมอบตราตั้งให้เป็นเจ้าเมืองซงหยง
เบ้งตัดรับตราตั้งและทราบความดังนั้น เห็นสมกับความซึ่งทหารของแพเอี้ยวรายงาน ก็รู้สึกประหวั่นเพราะเมื่อเล่าฮองไปครองเมืองบิต๊กแล้ว เบ้งตัดก็เสมือนหนึ่งขาดคู่คิด ให้รู้สึกเปล่าเปลี่ยวว้าเหว่นัก เกรงว่าจะไม่พ้นจากอาญาของเล่าปี่ จึงเรียกซินต๋ำและซินหงีสองนายทหารคนสำคัญของเมืองซงหยง ซึ่งเป็นพี่น้องกันมาปรึกษา
เบ้งตัดได้ปรารภว่าเราและหวดเจ้งได้ทำความชอบในพระเจ้าเล่าปี่เป็นอันมาก หวดเจ้งจะว่ากล่าวสิ่งใดพระเจ้าเล่าปี่ก็เกรงใจเชื่อฟัง แต่หวดเจ้งมาด่วนสิ้นบุญเสียก่อน พระเจ้าเล่าปี่จึงลืมความชอบของเราแต่หนหลัง มาครั้งนี้คิดจะทำร้ายเราอีก จะคิดอ่านแก้ไขประการใดจึงจะพ้นอันตราย
ซินต๋ำจึงว่า แม้นว่าท่านตัดใจจากเล่าปี่จริงแท้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะคิดอ่านมิให้ท่านเป็นอันตราย
เบ้งตัดได้ฟังก็เร่งถามว่าแผนการของท่านเป็นประการใด
ซินต๋ำจึงว่า ข้าพเจ้าจะแจ้งความจริงแก่ท่านว่าข้าพเจ้ากับซินหงีสองพี่น้องได้ตกลงเป็นใจเข้าด้วยโจผีแล้ว รอคอยแต่วันเวลาที่จะไปอยู่ด้วย หากท่านตัดขาดจากเล่าปี่ก็ขอให้ท่านทำหนังสือถึงเล่าปี่ ตำหนิติเตียนความผิดพลาดทั้งปวงให้ปรากฏ เพื่อให้เล่าปี่เจ็บใจ ส่วนตัวท่านให้รีบหนีไปอยู่กับโจผี ข้าพเจ้าสองคนพี่น้องจะตามไปในภายหลัง เห็นว่าพระเจ้าโจผีจะชุบเลี้ยงท่านให้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าทุกวันนี้
เบ้งตัดได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือตัดพ้อต่อว่าเล่าปี่ฉบับหนึ่งว่า เบ้งตัดเจ้าเมืองซงหยงขอคำนับมายังฮันต๋งอ๋อง ด้วยอุบายของฮันต๋งอ๋องคิดอ่านผลาญชีวิตข้าพเจ้านั้น ขุนนางของพระองค์ได้แจ้งความให้ข้าพเจ้าทราบสิ้นแล้ว อันความคิดของฮันต๋งอ๋องทั้งนี้ไม่สมควร เพราะข้าพเจ้าได้ทำความชอบไว้แก่ท่านเป็นอันมาก แต่ท่านลืมความชอบนั้นเสีย เห็นแต่พรรคพวกพี่น้องยิ่งกว่าความชอบของข้าทหาร ซึ่งข้าพเจ้าไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอูนั้นก็เพราะว่าข้าพเจ้ามีหน้าที่ต้องรักษาเมืองซงหยงประการหนึ่ง ทั้งกวนอูก็ถูกทหารเมืองกังตั๋งล้อมไว้เป็นแน่นหนา แม้จะยกไปช่วยก็ไม่สามารถเอาชนะแก่ทหารเมืองกังตั๋งได้ จึงไม่เพียงจะเสียกวนอูเท่านั้น แต่จะเสียเมืองซงหยงและไพร่พลอีกเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าการทั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้ทำความผิด แต่เมื่อฮันต๋งอ๋องไม่คิดไว้ชีวิตฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงจำต้องขอลาไปอยู่กับพระเจ้าโจผีสืบไป
ครั้นแต่งหนังสือเสร็จเบ้งตัดจึงฝากหนังสือนั้นกลับไปกับทหารที่เชิญตราตั้ง กำชับให้ส่งแก่เล่าปี่ให้จงได้ ครั้นทหารผู้เชิญตรากลับไปแล้ว เบ้งตัดจึงพาครอบครัวบุตรภรรยาหนีไปอยู่กับโจผีแต่ในเวลาวันนั้น
พระเจ้าเล่าปี่ได้ทราบความตามหนังสือเบ้งตัดก็โกรธเป็นอันมาก เพราะรู้ดีว่าความตามหนังสือของเบ้งตัดนั้นเป็นการเยาะเย้ยให้ได้ความเจ็บใจ จึงปรารภขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “อ้ายศัตรูคิดกบฏต่อกูแล้ว ให้มีหนังสือมาเย้ยกูอีกเล่า กูจะให้ยกกองทัพไปจับเอาตัวมาให้ได้”
ขงเบ้งได้ฟังจึงห้ามเล่าปี่ว่า ท่านอย่าเพ่อยกทหารไปให้ได้ความยากลำบากเลย ชอบที่จะทำให้เล่าฮองและเบ้งตัดฆ่ากันเองจึงจะควร ขอให้ท่านแต่งหนังสือไปถึงเล่าฮอง สั่งให้ยกกองทัพไปจับเบ้งตัดจะดีกว่า ถ้าเล่าฮองจับเบ้งตัดได้ก็จะนำตัวมามอบ หากแม้นจับไม่ได้เล่าฮองก็จะมาทูลรายงานให้ทราบ ถึงเวลานั้นแล้วจึงค่อยฆ่าเสียทั้งสองคน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือให้เล่าฮองทำการตามแผนการของขงเบ้งทุกประการ
ทางฝ่ายเบ้งตัดหนีออกจากเมืองซงหยงแล้วเข้าไปสวามิภักดิ์กับโจผี พระเจ้าโจผีเห็นเบ้งตัดก็ระแวงว่าเป็นอุบายของเล่าปี่ เข้าสวามิภักดิ์เพื่อคิดร้ายในภายหลัง
เบ้งตัดจึงทูลแก้ตัวว่า ข้าพเจ้ามาสวามิภักดิ์ต่อวุยอ๋องโดยสุจริต เพราะเล่าปี่เห็นว่าข้าพเจ้ามีความผิดที่ไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอู จึงคิดประหารข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าตกที่ร้อนดังนี้จึงต้องหนีมาพึ่งเย็น
โจผีได้ฟังคำแก้ตัวก็ยังไม่คลายสงสัย ในขณะนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามาทูลโจผีว่าบัดนี้เล่าปี่สั่งให้เล่าฮองยกกองทัพจากเมืองซงหยงติดตามมาจับตัวเบ้งตัด ขณะนี้กองทัพของเล่าฮองยกมาถึงเมืองยังหยงแล้ว
โจผีได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวกับเบ้งตัดว่า หากท่านเข้าสวามิภักดิ์ต่อเราโดยสุจริต ก็จงคุมทหารออกไปรบกับเล่าฮอง ตัดศีรษะเล่าฮองมามอบแก่เรา เราจึงจะเชื่อ
เบ้งตัดจึงว่า ซึ่งเล่าฮองยกมาครั้งนี้เป็นด้วยขัดคำสั่งของเล่าปี่มิได้ อันเล่าฮองกับข้าพเจ้าเป็นสหายอันสนิท ไม่จำต้องยกกองทัพไปต่อสู้กันให้ได้ยากแก่ทหาร ข้าพเจ้าจะขอเอาแต่ทหารคนสนิทสี่ห้าคนไปว่ากล่าวเล่าฮองให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อท่านให้จงได้
โจผีได้ฟังคำเบ้งตัดดังนั้นก็หายสงสัย จึงแต่งตั้งให้เบ้งตัดเป็นเจ้าเมืองซินเสีย ว่าราชการครอบคลุมไปถึงเมืองยังหยงและเมืองอ้วนเซียด้วย และสั่งให้เบ้งตัดออกไปว่ากล่าวกับเล่าฮอง
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนเก้า เบ้งตัดรับอาสาโจผีแล้วเดินทางไปที่เมืองยังหยงซึ่งขณะนั้นซิหลงและแฮเฮาเซียงได้รับคำสั่งจากโจผีให้เป็นผู้รักษาเมือง ครั้นเบ้งตัดไปถึงในเมืองก็แจ้งความซึ่งโจผีสั่งให้มาเกลี้ยกล่อมเล่าฮองให้ซิหลงและแฮเฮาเซียงฟังทุกประการ แล้วถามว่าขณะนี้กองทัพของเล่าฮองยกมาตั้งอยู่ ณ ตำบลใด
ซิหลงและแฮเฮาเซียงจึงว่า เล่าฮองยกกองทัพมาตั้งที่ปลายแดน ห่างจากตัวเมืองยังหยงห้าร้อยเส้น เบ้งตัดได้ฟังก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งแล้วให้ทหารถือไปให้แก่เล่าฮอง ชักชวนให้เล่าฮองเข้าสวามิภักดิ์กับโจผี
เล่าฮองเห็นหนังสือของเบ้งตัดก็โกรธว่าเบ้งตัดทำผิดคิดขบถต่อเล่าปี่แล้วยังมิพอ ยังมาชักชวนให้เราเป็นขบถด้วยเล่า คิดดังนั้นแล้วเล่าฮองจึงฉีกหนังสือของเบ้งตัดทิ้งเสีย และสั่งให้เอาคนถือหนังสือนั้นไปประหารชีวิต
เบ้งตัดทราบความดังนั้นจึงปรึกษากับซิหลงว่า เมื่อเล่าฮองยึดถือว่าเป็นข้าต่างเจ้า ปัดไมตรีไม่ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี ก็จำที่จะจับตัวเล่าฮองไปถวายพระเจ้าโจผีให้ได้ ระหว่างทางจากค่ายของเล่าฮองมายังเมืองยังหยงนี้ สองข้างทางเป็นที่ป่า ให้ท่านยกทหารไปซุ่มไว้ที่สองข้างทาง ข้าพเจ้าจะทำทีออกไปท้ารบกับเล่าฮอง แล้วจะถอยหนีมาทางนั้น เมื่อเล่าฮองไล่ตามข้าพเจ้ามา ขอให้ท่านทั้งสองยกทหารเข้าโจมตี เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย
ซิหลงและแฮเฮาเซียงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ ครั้นเวลาใกล้รุ่งจึงยกทหารไปที่ค่ายของเล่าฮอง ครั้นถึงแนวป่าสองข้างทาง ซิหลงและแฮเฮาเซียงก็คุมทหารแยกออกไปซุ่มไว้ในป่าสองข้างทาง ส่วนเบ้งตัดก็คุมทหารตรงไปที่หน้าค่ายของเล่าฮอง.
เลียวฮัวซึ่งเป็นคนสนิทของกวนอูมาแต่ก่อน ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้รำลึกถึงกวนอูแล้วทูลเล่าปี่ว่าซึ่งกวนอูเสียทีแก่ข้าศึกจนตัวตายนั้น เป็นเพราะเล่าฮอง เบ้งตัด ไม่ยกกองทัพจากเมืองซงหยงไปช่วย สองคนนี้มีความผิดโทษถึงตาย ชอบที่พระองค์จะได้ประหารชีวิตแก้แค้นให้กับกวนอู
เล่าปี่ได้ฟังก็เห็นชอบ แต่ขงเบ้งกลับทัดทานว่าบัดนี้การสงครามก่อเค้าทั้งจากฝ่ายเมืองกังตั๋งและจากฝ่ายเมืองฮูโต๋เป็นสามเส้าใหญ่หลวงอยู่ หากวู่วามทำการดังนั้นเกรงว่าเล่าฮองและเบ้งตัดทราบความแล้วจะแปรพักตร์ไปเข้ากับข้าศึก การข้างหน้าก็จะยิ่งยุ่งยากสืบไป ชอบที่ฮันต๋งอ๋องจะได้แยกสลายคนคู่นี้เสียก่อน แล้วค่อยทำการต่อภายหลังก็จะสำเร็จโดยง่าย
เล่าปี่ได้ยินคำทัดทานของขงเบ้งก็เห็นด้วย จึงแต่งตั้งให้เล่าฮองเป็นเจ้าเมืองบิต๊ก ให้เบ้งตัดเป็นเจ้าเมืองซงหยง แล้วให้พนักงานเชิญตราตั้งไปให้แก่สองขุนนางที่เมืองซงหยง
ฝ่ายแพเอี้ยวซึ่งเป็นสหายสนิทกับเบ้งตัดอยู่ในที่ประชุมปรึกษา ทราบความดังนั้นจึงทำเป็นหนังสือลับพรรณนาความทั้งปวง และให้คนสนิทถือไปส่งให้แก่เบ้งตัด คนสนิทรับหนังสือแล้วออกเดินทางจากประตูเมืองเสฉวนทางด้านทิศใต้จะไปเมืองซงหยง
ทางด้านม้าเฉียวซึ่งทำหน้าที่ควบคุมรักษาความปลอดภัยตามแดนนอกของเมืองเสฉวน ได้คุมทหารลาดตระเวนตรวจตราเหตุการณ์ตามปกติ เห็นคนสนิทของแพเอี้ยวเดินทางอย่างลุกลี้ลุกลนและเป็นพิรุธ จึงสั่งทหารให้คุมตัวมาสอบสวน ครั้นค้นตัวก็ได้หนังสือของแพเอี้ยว ม้าเฉียวจึงเปิดหนังสือนั้นออกอ่านดู รู้เนื้อความสิ้นแล้วก็แจ้งว่าแพเอี้ยวเป็นกบฏต่อฮันต๋งอ๋อง จึงยึดหนังสือและให้คุมคนสนิทของแพเอี้ยวไว้ แต่ทหารคนหนึ่งที่ติดตามมากับคนสนิทนั้นหนีรอดจากการจับกุมไปได้ จึงหนีไปหาเบ้งตัดที่เมืองซงหยง
ม้าเฉียวคุมทหารคนสนิทที่จับได้ พร้อมกับหนังสือลับของแพเอี้ยวกลับไปเมืองเสฉวน
ม้าเฉียวกลับเข้าถึงเมืองเสฉวนแล้วสั่งทหารให้คุมคนสนิทของแพเอี้ยวไปรออยู่ที่กองทหาร ตัวม้าเฉียวเองแสร้งแวะไปเยือนแพเอี้ยวที่เรือน เห็นแพเอี้ยวก็ตรงเข้าไปคำนับทักทายกันตามธรรมเนียม แพเอี้ยวเห็นม้าเฉียวมาเยี่ยมก็มีความยินดี เชิญม้าเฉียวเข้าไปนั่งที่ห้องรับรอง หลังจากสนทนาปราศรัยกันด้วยเรื่องทั่วไปเป็นที่ชอบอกชอบใจแล้ว แพเอี้ยวจึงเอาสุรามาเลี้ยงม้าเฉียว และนั่งสนทนากันต่อไป
ม้าเฉียวดื่มสุรากับแพเอี้ยวจนเห็นว่าแพเอี้ยวชุ่มไปด้วยสุราแล้ว จึงแสร้งกล่าวว่าตัวท่านนี้มีสติปัญญาและความชอบเป็นอันมาก แต่ก่อนมาพระเจ้าเล่าปี่ได้ทำนุบำรุงเลี้ยงดูท่านเป็นอันดี แต่ขณะนี้เห็นเหินห่างร้างราไป เป็นแต่เหตุอันใดหรือ
แพเอี้ยวร่ำสุราครึ้มใจถึงขนาด ทั้งได้สนทนากับม้าเฉียวเป็นที่ถูกอกถูกใจ พอได้ยินคำม้าเฉียวดังนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยความน้อยใจว่า “อ้ายเล่าปี่เฒ่าคนนี้มันเป็นคนกลับกลอกไม่ยั่งยืน เมื่อไรได้ทีเราจะแก้แค้นให้จงได้”
ม้าเฉียวได้ยินดังนั้นก็เห็นว่า แพเอี้ยวเอาใจออกหากเล่าปี่ สอดคล้องกับความตามหนังสือที่ค้นได้จากคนสนิท จึงแสร้งกล่าวว่าตัวข้าพเจ้าเองนับแต่มาอยู่กับเล่าปี่ก็มิได้รับการเอาใจใส่ดูแล เสมือนหนึ่งถูกหลอกลวงไว้ใช้สอย ข้าพเจ้าจึงคับแค้นใจยิ่งนัก แต่มิรู้ว่าจะทำประการใด
แพเอี้ยวจึงว่า เมื่อเราสองคนมีหัวอกอย่างเดียวกันฉะนี้ จงมาร่วมมือกันคิดอ่านทำการ ขอให้ท่านยกทหารในบังคับบัญชาไปสมทบกับทหารของเบ้งตัด แล้วยกเข้าตีเมืองเสฉวน ข้าพเจ้ากับพรรคพวกจะคิดอ่านเป็นไส้ศึกอยู่ภายในเมือง เห็นจะกำจัดเล่าปี่ได้โดยง่าย
ม้าเฉียวได้ฟังคำแพเอี้ยวดังนั้นก็ได้ความชัด ว่าบัดนี้แพเอี้ยวเป็นกบฏต่อเล่าปี่ จึงแสร้งว่าแผนการของท่านทั้งนี้ดีนัก ข้าพเจ้าจะไปเตรียมการให้พรักพร้อม แล้วจะกลับมาปรึกษากับท่านอีกครั้งหนึ่ง ครั้นได้เวลาอันสมควรม้าเฉียวจึงคำนับลาแพเอี้ยว ตรงไปที่กองทหาร คุมตัวคนสนิทของแพเอี้ยวไปที่จวนของเล่าปี่ รายงานความทั้งปวงแล้วส่งมอบหลักฐานหนังสือลับของแพเอี้ยวแก่เล่าปี่
เล่าปี่ทราบความดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารไปจับตัวแพเอี้ยวแล้วให้จำขังไว้ในคุก และเชิญขงเบ้งมาปรึกษา ปรารภความเรื่องแพเอี้ยวแล้วถามขงเบ้งว่า แพเอี้ยวมีความชอบมาแต่ก่อน แต่บัดนี้คิดขบถ จะเลี้ยงไว้ต่อไปหรือจะทำประการใดดี
ขงเบ้งจึงว่าแพเอี้ยวผู้นี้แม้มีความรู้วิชาการเป็นอันมาก แต่สติไม่สมประกอบ คล้ายกับคนบ้า ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนสิ่งใดไม่ได้ บัดนี้เมื่อเป็นกบฏแล้ว ซึ่งจะเลี้ยงไปภายหน้าเห็นจะเป็นอันตราย
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกแพเอี้ยวไว้ตลอดชีวิต
ฝ่ายทหารของแพเอี้ยวซึ่งหนีรอดการจับกุมไปได้ ครั้นถึงเมืองซงหยงแล้วจึงแจ้งความทั้งปวงให้เบ้งตัดทราบ เบ้งตัดทราบความก็ตกใจ พอดีทหารซึ่งเล่าปี่ให้ถือตราตั้งเดินทางมาถึงเมืองซงหยง มอบตราตั้งแก่เล่าฮองให้เดินทางไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองบิต๊กแล้วมาหาเบ้งตัดและมอบตราตั้งให้เป็นเจ้าเมืองซงหยง
เบ้งตัดรับตราตั้งและทราบความดังนั้น เห็นสมกับความซึ่งทหารของแพเอี้ยวรายงาน ก็รู้สึกประหวั่นเพราะเมื่อเล่าฮองไปครองเมืองบิต๊กแล้ว เบ้งตัดก็เสมือนหนึ่งขาดคู่คิด ให้รู้สึกเปล่าเปลี่ยวว้าเหว่นัก เกรงว่าจะไม่พ้นจากอาญาของเล่าปี่ จึงเรียกซินต๋ำและซินหงีสองนายทหารคนสำคัญของเมืองซงหยง ซึ่งเป็นพี่น้องกันมาปรึกษา
เบ้งตัดได้ปรารภว่าเราและหวดเจ้งได้ทำความชอบในพระเจ้าเล่าปี่เป็นอันมาก หวดเจ้งจะว่ากล่าวสิ่งใดพระเจ้าเล่าปี่ก็เกรงใจเชื่อฟัง แต่หวดเจ้งมาด่วนสิ้นบุญเสียก่อน พระเจ้าเล่าปี่จึงลืมความชอบของเราแต่หนหลัง มาครั้งนี้คิดจะทำร้ายเราอีก จะคิดอ่านแก้ไขประการใดจึงจะพ้นอันตราย
ซินต๋ำจึงว่า แม้นว่าท่านตัดใจจากเล่าปี่จริงแท้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะคิดอ่านมิให้ท่านเป็นอันตราย
เบ้งตัดได้ฟังก็เร่งถามว่าแผนการของท่านเป็นประการใด
ซินต๋ำจึงว่า ข้าพเจ้าจะแจ้งความจริงแก่ท่านว่าข้าพเจ้ากับซินหงีสองพี่น้องได้ตกลงเป็นใจเข้าด้วยโจผีแล้ว รอคอยแต่วันเวลาที่จะไปอยู่ด้วย หากท่านตัดขาดจากเล่าปี่ก็ขอให้ท่านทำหนังสือถึงเล่าปี่ ตำหนิติเตียนความผิดพลาดทั้งปวงให้ปรากฏ เพื่อให้เล่าปี่เจ็บใจ ส่วนตัวท่านให้รีบหนีไปอยู่กับโจผี ข้าพเจ้าสองคนพี่น้องจะตามไปในภายหลัง เห็นว่าพระเจ้าโจผีจะชุบเลี้ยงท่านให้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าทุกวันนี้
เบ้งตัดได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือตัดพ้อต่อว่าเล่าปี่ฉบับหนึ่งว่า เบ้งตัดเจ้าเมืองซงหยงขอคำนับมายังฮันต๋งอ๋อง ด้วยอุบายของฮันต๋งอ๋องคิดอ่านผลาญชีวิตข้าพเจ้านั้น ขุนนางของพระองค์ได้แจ้งความให้ข้าพเจ้าทราบสิ้นแล้ว อันความคิดของฮันต๋งอ๋องทั้งนี้ไม่สมควร เพราะข้าพเจ้าได้ทำความชอบไว้แก่ท่านเป็นอันมาก แต่ท่านลืมความชอบนั้นเสีย เห็นแต่พรรคพวกพี่น้องยิ่งกว่าความชอบของข้าทหาร ซึ่งข้าพเจ้าไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอูนั้นก็เพราะว่าข้าพเจ้ามีหน้าที่ต้องรักษาเมืองซงหยงประการหนึ่ง ทั้งกวนอูก็ถูกทหารเมืองกังตั๋งล้อมไว้เป็นแน่นหนา แม้จะยกไปช่วยก็ไม่สามารถเอาชนะแก่ทหารเมืองกังตั๋งได้ จึงไม่เพียงจะเสียกวนอูเท่านั้น แต่จะเสียเมืองซงหยงและไพร่พลอีกเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าการทั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้ทำความผิด แต่เมื่อฮันต๋งอ๋องไม่คิดไว้ชีวิตฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงจำต้องขอลาไปอยู่กับพระเจ้าโจผีสืบไป
ครั้นแต่งหนังสือเสร็จเบ้งตัดจึงฝากหนังสือนั้นกลับไปกับทหารที่เชิญตราตั้ง กำชับให้ส่งแก่เล่าปี่ให้จงได้ ครั้นทหารผู้เชิญตรากลับไปแล้ว เบ้งตัดจึงพาครอบครัวบุตรภรรยาหนีไปอยู่กับโจผีแต่ในเวลาวันนั้น
พระเจ้าเล่าปี่ได้ทราบความตามหนังสือเบ้งตัดก็โกรธเป็นอันมาก เพราะรู้ดีว่าความตามหนังสือของเบ้งตัดนั้นเป็นการเยาะเย้ยให้ได้ความเจ็บใจ จึงปรารภขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “อ้ายศัตรูคิดกบฏต่อกูแล้ว ให้มีหนังสือมาเย้ยกูอีกเล่า กูจะให้ยกกองทัพไปจับเอาตัวมาให้ได้”
ขงเบ้งได้ฟังจึงห้ามเล่าปี่ว่า ท่านอย่าเพ่อยกทหารไปให้ได้ความยากลำบากเลย ชอบที่จะทำให้เล่าฮองและเบ้งตัดฆ่ากันเองจึงจะควร ขอให้ท่านแต่งหนังสือไปถึงเล่าฮอง สั่งให้ยกกองทัพไปจับเบ้งตัดจะดีกว่า ถ้าเล่าฮองจับเบ้งตัดได้ก็จะนำตัวมามอบ หากแม้นจับไม่ได้เล่าฮองก็จะมาทูลรายงานให้ทราบ ถึงเวลานั้นแล้วจึงค่อยฆ่าเสียทั้งสองคน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือให้เล่าฮองทำการตามแผนการของขงเบ้งทุกประการ
ทางฝ่ายเบ้งตัดหนีออกจากเมืองซงหยงแล้วเข้าไปสวามิภักดิ์กับโจผี พระเจ้าโจผีเห็นเบ้งตัดก็ระแวงว่าเป็นอุบายของเล่าปี่ เข้าสวามิภักดิ์เพื่อคิดร้ายในภายหลัง
เบ้งตัดจึงทูลแก้ตัวว่า ข้าพเจ้ามาสวามิภักดิ์ต่อวุยอ๋องโดยสุจริต เพราะเล่าปี่เห็นว่าข้าพเจ้ามีความผิดที่ไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอู จึงคิดประหารข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าตกที่ร้อนดังนี้จึงต้องหนีมาพึ่งเย็น
โจผีได้ฟังคำแก้ตัวก็ยังไม่คลายสงสัย ในขณะนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามาทูลโจผีว่าบัดนี้เล่าปี่สั่งให้เล่าฮองยกกองทัพจากเมืองซงหยงติดตามมาจับตัวเบ้งตัด ขณะนี้กองทัพของเล่าฮองยกมาถึงเมืองยังหยงแล้ว
โจผีได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวกับเบ้งตัดว่า หากท่านเข้าสวามิภักดิ์ต่อเราโดยสุจริต ก็จงคุมทหารออกไปรบกับเล่าฮอง ตัดศีรษะเล่าฮองมามอบแก่เรา เราจึงจะเชื่อ
เบ้งตัดจึงว่า ซึ่งเล่าฮองยกมาครั้งนี้เป็นด้วยขัดคำสั่งของเล่าปี่มิได้ อันเล่าฮองกับข้าพเจ้าเป็นสหายอันสนิท ไม่จำต้องยกกองทัพไปต่อสู้กันให้ได้ยากแก่ทหาร ข้าพเจ้าจะขอเอาแต่ทหารคนสนิทสี่ห้าคนไปว่ากล่าวเล่าฮองให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อท่านให้จงได้
โจผีได้ฟังคำเบ้งตัดดังนั้นก็หายสงสัย จึงแต่งตั้งให้เบ้งตัดเป็นเจ้าเมืองซินเสีย ว่าราชการครอบคลุมไปถึงเมืองยังหยงและเมืองอ้วนเซียด้วย และสั่งให้เบ้งตัดออกไปว่ากล่าวกับเล่าฮอง
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนเก้า เบ้งตัดรับอาสาโจผีแล้วเดินทางไปที่เมืองยังหยงซึ่งขณะนั้นซิหลงและแฮเฮาเซียงได้รับคำสั่งจากโจผีให้เป็นผู้รักษาเมือง ครั้นเบ้งตัดไปถึงในเมืองก็แจ้งความซึ่งโจผีสั่งให้มาเกลี้ยกล่อมเล่าฮองให้ซิหลงและแฮเฮาเซียงฟังทุกประการ แล้วถามว่าขณะนี้กองทัพของเล่าฮองยกมาตั้งอยู่ ณ ตำบลใด
ซิหลงและแฮเฮาเซียงจึงว่า เล่าฮองยกกองทัพมาตั้งที่ปลายแดน ห่างจากตัวเมืองยังหยงห้าร้อยเส้น เบ้งตัดได้ฟังก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งแล้วให้ทหารถือไปให้แก่เล่าฮอง ชักชวนให้เล่าฮองเข้าสวามิภักดิ์กับโจผี
เล่าฮองเห็นหนังสือของเบ้งตัดก็โกรธว่าเบ้งตัดทำผิดคิดขบถต่อเล่าปี่แล้วยังมิพอ ยังมาชักชวนให้เราเป็นขบถด้วยเล่า คิดดังนั้นแล้วเล่าฮองจึงฉีกหนังสือของเบ้งตัดทิ้งเสีย และสั่งให้เอาคนถือหนังสือนั้นไปประหารชีวิต
เบ้งตัดทราบความดังนั้นจึงปรึกษากับซิหลงว่า เมื่อเล่าฮองยึดถือว่าเป็นข้าต่างเจ้า ปัดไมตรีไม่ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี ก็จำที่จะจับตัวเล่าฮองไปถวายพระเจ้าโจผีให้ได้ ระหว่างทางจากค่ายของเล่าฮองมายังเมืองยังหยงนี้ สองข้างทางเป็นที่ป่า ให้ท่านยกทหารไปซุ่มไว้ที่สองข้างทาง ข้าพเจ้าจะทำทีออกไปท้ารบกับเล่าฮอง แล้วจะถอยหนีมาทางนั้น เมื่อเล่าฮองไล่ตามข้าพเจ้ามา ขอให้ท่านทั้งสองยกทหารเข้าโจมตี เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย
ซิหลงและแฮเฮาเซียงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ ครั้นเวลาใกล้รุ่งจึงยกทหารไปที่ค่ายของเล่าฮอง ครั้นถึงแนวป่าสองข้างทาง ซิหลงและแฮเฮาเซียงก็คุมทหารแยกออกไปซุ่มไว้ในป่าสองข้างทาง ส่วนเบ้งตัดก็คุมทหารตรงไปที่หน้าค่ายของเล่าฮอง.