ตอนที่ 450. ศึกสายเลือด

โจโฉป่วยหนักมีอาการกำเริบกล้าจนหมดสติลง ครั้นแสงเทียนแห่งชีวิตวูบสุดท้ายวูบขึ้นก่อนจะดับ โจโฉรู้สึกตัวว่าใกล้จะถึงแก่ความตายจึงสั่งเสียการข้างครอบครัวบุตรภรรยาและการศพแก่ขุนนางที่วางใจ และถึงแก่อนิจกรรมในขณะที่อายุได้หกสิบหกปี ขุนนางทั้งปวงจึงสั่งให้ทหารทั้งปวงเตรียมพร้อมเพื่อคุมสถานการณ์ตามธรรมเนียม

            สี่ขุนนางที่ได้รับมอบหมายจากโจโฉจึงให้ทหารแจ้งความให้บุตรทั้งสี่ซึ่งแยกย้ายกันไปครองหัวเมืองต่าง ๆ ทราบ โดยเชิญโจผีจากเมืองเงียบกุ๋น โจเจียงจากเมืองเตียงอัน โจสิดจากเมืองลิมฉี และโจหิมจากเมืองเซียวหวย ให้เข้ามาทำการศพของโจโฉตามประเพณี พร้อมทั้งเคลื่อนศพออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปยังเมืองเงียบกุ๋นตามคำสั่งเสียของ โจโฉ และให้เคลื่อนขบวนศพอย่างเร่งรีบทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อป้องกันเหตุร้ายและความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

            ฝ่ายโจผีอยู่ที่เมืองเงียบกุ๋น ได้ติดตามข่าวคราวการป่วยของโจโฉอย่างใกล้ชิด ล่าสุดทราบว่าโจโฉป่วยหนักก็สงสารผู้บิดา ร้องไห้คิดถึงโจโฉ แล้วพาทหารออกจากเมืองเงียบกุ๋นจะมาเยี่ยมโจโฉ

            โจผียกทหารออกจากเมืองได้ร้อยเส้นเศษก็สวนทางกับขบวนศพ จึงตรงเข้าไปคำนับที่โลงศพแล้วร้องไห้ จากนั้นจึงนำขบวนศพของโจโฉเข้าไปยังเมืองเงียบกุ๋น แล้วสั่งให้ตั้งการพิธีศพของโจโฉไว้ที่ปราสาทนกยูงทองแดง ให้ราษฎรทั้งปวงนุ่งขาวห่มขาวโพกผ้าขาวไว้ทุกข์ตามประเพณี

            โจผีได้มาคุกเข่าเฝ้าหน้าศพของโจโฉ ร้องไห้รำลึกถึงบิดาเป็นอันมาก บรรดาขุนนางทั้งปวงเห็นโจผีเศร้าโศกดังนั้นก็พากันร้องไห้ตาม ในทันใดนั้นก็มีเสียงคนร้องห้ามว่าโจผีท่านจะต้องงดความโศกเศร้าเอาไว้ก่อน การใหญ่ข้างหน้ายังคอยท่าอยู่ มิฉะนั้นก็จะเสียความตั้งใจของวุยอ๋อง

            โจผีและขุนนางทั้งปวงได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมกัน เห็นเป็นสุมาหูขุนนางหนุ่มก็แปลกใจ จึงถามว่าประเพณีการศพย่อมมีความเศร้าโศกอันเกิดแต่ความพลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก ไฉนท่านจึงมาห้ามปรามดังนี้

            สุมาหูจึงว่า วุยอ๋องเพิ่งสิ้นบุญ แผ่นดินจะสับสนวุ่นวาย จะมามัวโศกเศร้าอยู่ฉะนี้ไม่ควร ชอบที่จะยกย่องตั้งแต่งโจผีบุตรผู้ใหญ่ขึ้นเป็นเจ้าแทนวุยอ๋องจึงจะชอบ อริราชศัตรูทั้งปวงเมื่อทราบว่าเราจัดแจงแผ่นดินอยู่ในความสงบเรียบร้อยก็จะไม่หาญกล้ากำเริบสืบไป

            ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านกล่าวมานั้นก็ชอบอยู่ แต่ว่าการแต่งตั้งโจผีขึ้นเป็นเจ้านั้นเป็นพระราชของพระเจ้าเหี้ยนเต้ จะตั้งแต่งกันเองนั้นไม่สมควร

            ตันเกียวซึ่งเป็นขุนนางได้ฟังดังนั้นก็ท้วงว่า “ธรรมเนียมเจ้าดับสูญแล้ว ลูกผู้ใหญ่ก็ว่าราชการแทน”

            ว่าแล้วก็เอาดาบตัดชายเสื้อออกมาหน่อยหนึ่ง โยนลงกับพื้นแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าเห็นสมควรยกย่องตั้งแต่งโจผีสืบแทนที่วุยอ๋องในวันนี้ หากแม้นผู้ใดขัดขวางข้าพเจ้าก็จะตัดศีรษะผู้นั้นเสียเหมือนกับชายเสื้อผืนนี้

            ขุนนางทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็พากันนิ่ง ในทันใดนั้นทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานโจผีว่า ฮัวหิมข้าราชบริพารในสำนักราชเลขาธิการกำลังอัญเชิญพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้จากเมืองหลวงมามอบแก่โจผี

            โจผีและขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เพราะรู้ว่าฮัวหิมนี้แม้จะเป็นข้าราชสำนักแต่ก็มีใจฝักใฝ่เป็นพวกของโจโฉ คอยนำความข้างในราชสำนักออกมารายงานให้โจโฉทราบอยู่เสมอ ๆ ดังนั้นโจผีจึงสั่งให้แต่งการพิธีรับพระบรมราชโองการ ณ ห้องโถงหน้าของปราสาทนกยูงทองแดง และออกไปต้อนรับฮัวหิมเข้ามาข้างใน

            ฮัวหิมเห็นโจผีนำขุนนางออกมาต้อนรับก็มีความยินดี คำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วจึงว่า วุยอ๋องได้สั่งการข้าพเจ้าไว้ว่าถ้าหาบุญไม่แล้ว ให้รีบนำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งโจผีขึ้นแทนที่ ข้าพเจ้าได้ทราบว่าวุยอ๋องสิ้นบุญจึงได้ทำการตามคำสั่ง และบัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้โจผีแทนที่วุยอ๋องแล้ว

            ว่าแล้วฮัวหิมก็เดินนำหน้าโจผีและขุนนางทั้งปวงไปที่ตั้งการพิธี แล้วอ่านประกาศพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ และมอบตราตั้งให้แก่โจผีตามประเพณี

            โจผีและบรรดาขุนนางทั้งปวงสดัปพระบรมราชโองการแล้ว ถวายบังคมพร้อมกัน โจผีรับเอาตราตั้งจากมือของฮัวหิมและให้ทหารคนสนิทเชิญเข้าไปเก็บในที่อันสมควร แล้วสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงฮัวหิมและบรรดาขุนนางทั้งปวงที่สนามหน้าปราสาทนกยูงทองแดงนั้น

            ในขณะที่กำลังกินโต๊ะทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานว่า บัดนี้โจเจียงซึ่งเป็นน้องของโจผีได้ยกกองทัพใหญ่สิบหมื่นจากเมืองเตียงอันตรงมาที่เมืองเงียบกุ๋น โจผีได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าโจเจียงน้องของข้าพเจ้าคนนี้เป็นคนวู่วาม ดุดันโมโหร้าย ซึ่งยกกองทัพสิบหมื่นมาดังนี้เห็นทีจะแย่งชิงเอาตำแหน่งและสมบัติของเรา ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด

            บรรดาขุนนางทั้งปวงได้ฟังคำปรึกษาครั้งแรกของโจผีดังนั้นก็ปรึกษากันว่าสมควรแต่งคนซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของบรรดาผู้บุตรของโจโฉทั้งสี่คนออกไปเจรจาว่ากล่าวให้สงบศึก เกียกุยซึ่งเป็นที่ปรึกษาหน้าใหม่แต่มีความคุ้นเคยกับโจเจียง ได้ยินความดังนั้นก็ขันอาสา

            ขุนนางทั้งปวงเห็นว่าเกียกุยแม้เป็นขุนนางหน้าใหม่แต่เป็นคนช่างเจรจา และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับโจเจียงมาแต่ก่อน จึงสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงกัน โจผีเห็นดังนั้นจึงเห็นชอบให้เกียกุยเป็นทูตออกไปเจรจาความ

            เกียกุยคำนับลาโจผีและขุนนางทั้งปวงแล้วพาพรรคพวกสามสี่คนออกจากเมืองเงียบกุ๋นตรงไปที่กองทัพของโจเจียง

            โจเจียงทราบว่าเกียกุยออกมาหาก็มีความยินดี คำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว โจเจียงจึงถามว่าบิดาเราสิ้นบุญแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ใดให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทนแล้วหรือไม่

            เกียกุยไม่ตอบคำถามโดยตรง กลับยกธรรมเนียมประเพณีการสืบทอดตำแหน่งขึ้นแสดงว่า “ประเพณีโบราณถ้าเป็นพลเรือน บิดาหาไม่แล้ว ลูกชายผู้ใหญ่อยู่ในเรือนนั้นได้ว่ากล่าวแทนบิดา ถ้าเป็นการแผ่นดินเล่า ลูกชายผู้ใหญ่ก็ได้เป็นเจ้าแทนบิดาว่าราชการสืบไป ตัวท่านนี้หาเป็นลูกชายผู้ใหญ่ไม่ จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็หาไม่ มาถามถึงความนี้ด้วยเหตุอันใด”

            โจเจียงได้ฟังคำเกียกุยต้องด้วยขนบธรรมเนียมก็จำนนต่อถ้อยคำ เกียกุยจึงกล่าวสืบไปว่าบัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้โปรดให้ฮัวหิมอัญเชิญพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้โจผีสืบตำแหน่งในราชการแทนวุยอ๋องแล้ว ชอบที่ท่านจะเข้าไปคำนับตามธรรมเนียม

            โจเจียงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้ปลงทัพไว้ที่นอกเมือง แล้วพากันเข้าไปในเมืองเงียบกุ๋น ในระหว่างทางเกียกุยได้ถามความในใจของโจเจียงอีกว่า ใจจริงแท้ของท่านยกมาครั้งนี้จะมาคำนับศพบิดาหรือว่าจะมาชิงเอาสมบัติ

            โจเจียงจึงว่า ข้าพเจ้ายกมาทั้งนี้จะคิดแย่งชิงเอาสมบัติของพี่น้องนั้นหามิได้ ตั้งใจมาก็แต่จะเคารพศพของบิดาตามประเพณี

            เกียกุยจึงซักไซร้ต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วไฉนท่านจึงยกกองทัพไพร่พลมากมายก่ายกองถึงปานนี้ โจเจียงได้ฟังดังนั้นก็ได้คิด จึงสั่งทหารให้ถ่ายทอดคำสั่งไปยังกองทัพให้เลิกทัพกลับไปเมืองเตียงอัน เกียกุยเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้ทหารรีบขี่ม้าล่วงหน้าเข้าไปรายงานความให้โจผีทราบ

            โจผีทราบความแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก รีบพาขุนนางออกมาคอยต้อนรับ โจเจียงอยู่นอกประตูปราสาท พอโจเจียงมาถึงสองพี่น้องต่างตรงเข้ากอดกันด้วยความรักใคร่ แล้วร้องไห้รำลึกถึงบิดา

            โจเจียงคลายมือออกจากตัวโจผีแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ายกทหารมามากเป็นความผิดนัก ด้วยเกรงว่าพี่จะแคลงใจจึงขอประกาศ ณ ที่นี้ว่าบรรดาทหารทั้งปวงของข้าพเจ้าขอมอบให้ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของท่านพี่ทั้งสิ้น

            โจผีได้ยินก็มีความยินดี จูงมือโจเจียงเข้าไปเซ่นไหว้เคารพศพโจโฉ เสร็จการแล้วจึงว่าสถานการณ์บัดนี้อยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ พี่จะขอให้น้องกลับไปรักษาเมืองเอียงเหลงดูแลสถานการณ์อย่าให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นเป็นอันขาด

            โจเจียงรับคำโจผีแล้วจึงเข้าไปคำนับลาศพของโจโฉอีกครั้งหนึ่ง และออกมาคำนับลาโจผี แล้วเดินทางไปเมืองเอียงเหลงตามที่โจผีมอบหมาย

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า ในขณะที่โจผีได้สืบทอดตำแหน่งวุยอ๋องแทนโจโฉนั้น เป็นเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบหก ตรงกับปีพุทธศักราชเจ็ดร้อยหกสิบสี่ ซึ่งขัดแย้งกับฉบับภาษาจีน และฉบับสมบูรณ์ ตลอดจนฉบับอื่นๆ ซึ่งยืนยันตรงกันว่ายังคงเป็นเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนสาม โดยฉบับสมบูรณ์ระบุความตรงกับภาษาจีนว่าเมื่อโจผีขึ้นเป็นเจ้าแทนโจโฉแล้วได้สั่งให้ตั้งศักราชใหม่ เรียกว่าศักราชเอี้ยงคังหรือศักราชแห่งความรุ่งเรืองไพบูลย์

            การตั้งศักราชใหม่ของโจผีดังกล่าวจึงเป็นการเริ่มต้นของการล้มล้างราชบัลลังก์และปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ เพราะการตั้งศักราชใหม่นั้นเป็นการตั้งต้นนับระยะเวลาของแต่ละรัชกาล และเนื่องจากโจผีมิได้มีเชื้อสายแห่งพระราชวงศ์ฮั่น ดังนั้นการตั้งศักราชใหม่ในครั้งนี้จึงถือเป็นการเริ่มต้นตั้งราชวงศ์ใหม่ ในขณะที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ยังคงเสวยราชย์อยู่

            ครั้นสั่งตั้งศักราชใหม่แล้วโจผีจึง “ตั้งให้ฮัวหิมเป็นเสนาบดีฝ่ายขวา ตั้งให้กาเซี่ยงเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย อองลองเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ บรรดาขุนนางทั้งปวงนั้นให้เลื่อนที่ตามสมควร”

            สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า โจผีได้แต่งตั้งให้ฮัวหิมดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการปฏิบัติการในการปราบดาภิเษกที่ชัดเจนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะการตั้งอัครมหาเสนาบดีนั้นเป็นพระราชอำนาจของฮ่องเต้

            หลังจากนั้นโจผีได้สั่งให้ทำพิธีประกาศเลื่อนอิสริยยศของโจโฉเป็นที่บู๊อ๋อง เป็นทำนองเลียนแบบพระเจ้าจิวบู๊อ๋องตามเจตจำนงของโจโฉ แล้วทำพิธีเคลื่อนศพโจโฉไปบรรจุไว้ในสุสานที่เนินสูงในเทือกเขานอกเมืองเงียบกุ๋น ซึ่งเป็นสุสานหนึ่งในเจ็ดสิบสองสุสานที่โจโฉได้สั่งให้ก่อสร้างไว้ ครั้นฝังศพแล้วโจผีได้สั่งประหารบรรดาผู้คนที่เอาศพโจโฉไปฝังเสียทั้งหมด เพื่อมิให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าฝังศพโจโฉไว้ที่สุสานใด

            โจผีเห็นว่าอิกิ๋มซึ่งซุนกวนส่งตัวมาจากเมืองเกงจิ๋วเป็นขุนนางเก่า แต่ขาดความจงรักภักดีที่มั่นคง ยอมจำนนแก่ข้าศึก ไม่ยอมตายเหมือนกับบังเต๊ก จึงสั่งให้อิกิ๋มไปเฝ้าสุสานทั้งเจ็ดสิบสองแห่งนั้น

            เมื่ออิกิ๋มไปรับตำแหน่งก็พบว่าที่สุสานหน้าสุดได้เขียนภาพเมื่อครั้งที่กวนอูรบกับอิกิ๋มและบังเต๊กที่ทุ่งจันเค้าไว้ตามผนังต่างๆ มีภาพบังเต๊กถูกกวนอูจับได้แล้วไม่ยอมจำนนจนถูกกวนอูประหารชีวิต และมีภาพที่อิกิ๋มยอมคุกเข่าคำนับต่อกวนอูด้วยความนอบน้อมและร้องขอให้กวนอูไว้ชีวิต วาดอยู่ที่ผนังตรงกันข้ามกับภาพของบังเต๊ก

            อิกิ๋มเห็นดังนั้นก็รู้สึกอัปยศอดสูใจยิ่งนัก คิดว่าโจผีทำการทั้งนี้เพื่อประจานตัวเองมิให้ทหารทั้งปวงเอาเยี่ยงอย่าง และยังถูกลดชั้นตำแหน่งจากขุนนางมาเป็นคนเฝ้าสุสาน ตั้งแต่วันนั้นอิกิ๋มก็ป่วยเป็นไข้ใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ในที่สุดก็ตรอมใจตาย

            หลังจากฝังศพของโจโฉตามประเพณีแล้ว ฮัวหิมจึงทูลโจผีว่าท่านมีน้องสามคน โจเจียงได้ยอมสวามิภักดิ์และรับบัญชาท่านแต่โดยดี ยังเหลือแต่โจหิมอยู่เมืองเซียวหวยและโจสิดอยู่เมืองลิมฉี ไม่ยอมมาร่วมพิธีศพของบิดา จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะยอมสวามิภักดิ์ต่อท่าน มีลักษณะแข็งเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจเป็นมั่นคง ฉะนั้นจึงชอบที่ท่านจะจับตัวโจหิมและโจสิดมาประหารชีวิตเสียเพื่อมิให้เป็นขวากหนามสืบไป

            ศึกสายเลือดที่ทำลายล้างกันระหว่างหมู่พี่น้องเพราะข้องเกี่ยวกับอำนาจจึงเกิดขึ้นเพราะคำคนดังนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓