ตอนที่ 44. การแสดงธรรมของคนตาย
ผมกะว่าจะไม่พูดอะไรรบกวนลุงต๋อมอีกเพื่อให้ลุงต๋อมได้พักผ่อน แต่พอจะตัดใจร่ำลาเข้าจริงก็รู้สึกสงสารและยังอยากให้ลุงต๋อมหายป่วยอยู่นั่นเอง ผมเอามือกุมมือลุงต๋อมเป็นเชิงให้กำลังใจ โดยไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจรังงอนใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ในห้องของลุงต๋อมนั้นเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นปัสสาวะ
ผมนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ในมหาปรินิพพานสูตร จึงกล่าวกับลุงต๋อมว่าเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงประชวรมีพระอาการมาก ทรงโปรดให้พระสาวกสวดโพชฌงค์ถวาย ครั้นได้สดับโพชฌงค์แล้วพระอาการประชวรก็หายไป แม้ภายหลังพระสาวกบางองค์ไข้หนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เคยสวดโพชฌงค์ให้พระสาวกฟัง และพระสาวกด้วยกันเองก็เคยสวดโพชฌงค์รักษาไข้ให้แก่พระสาวกด้วยกันก็หายจากป่วยไข้ ลุงต๋อมป่วยดังนี้ผมจะนิมนต์พระมหาทรงธรรม์มาสวดโพชฌงค์รักษาไข้ลุงต๋อมจะดีไหม
อันโพชฌงค์นั้นเป็นธรรมโอสถขนานวิเศษในพระพุทธศาสนาที่มีมาในพระสูตรอย่างชัดเจนและในกรณีมากหลาย ทั้งที่เกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเองและที่เกิดแก่พระสาวก ครั้นได้สดับโพชฌงค์แล้วอาการไข้หนักก็หาย จึงเป็นแบบอย่างให้มีการสวดโพชฌงค์รักษาไข้มาตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน
แต่สวดไปสวดมาก็กลายเป็นประเพณีขึ้นมาใหม่ ที่เรียกว่าธรรมเนียมสวดจำเริญอายุให้แก่ผู้ป่วยหนัก ซึ่งตามบ้านผมนั้นถ้าพระมาสวดโพชฌงค์จำเริญอายุให้กับคนป่วยรายใด ก็ย่อมรู้ได้ว่าบ้านนั้นมีคนป่วยหนักและใกล้จะตายแล้ว เพราะเมื่อนานวันเข้าความเชื่อของผู้คนที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาก็ผันแปรไปเป็นว่าการสวดโพชฌงค์นั้นคือการสวดต่ออายุหรือถ้าต่ออายุไม่ได้ก็ถือเสียว่าคนไข้ได้ฟังคำสอนจากพระก่อนจะละจากโลกไป
พวกขี้เมาบางคนที่ไม่กลัวบาปจึงล้อเลียนพระเวลาพระไปสวดโพชฌงค์ให้แก่คนไข้รายใดว่ารายนั้นต้องตายแน่เพราะแร้งลงเหลืองไปหมดแล้ว
ความจริงโพชฌงค์เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ซึ่งถือเป็นพระธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่นำไปสู่การบรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้โดยตรง ถ้าจะว่าในทางปฏิบัติก็เป็นขั้นตอนการปฏิบัติช่วงกลางต่อช่วงปลาย เพื่อถึงซึ่งความหลุดพ้นหรือความดับทุกข์สิ้นเชิง
ในขั้นต้นนั้นเป็นขั้นที่ต้องฝึกฝนอบรมจิตให้ประกอบพร้อมด้วยองค์สาม คือ ให้มีจิตที่ตั้งมั่นหรือที่เรียกว่าสมาหิโต ให้มีจิตที่บริสุทธิ์หรือที่เรียกว่าปาริสุทโธ และให้มีจิตอ่อนอันควรแก่การทำงานตามหน้าที่ของจิตหรือที่เรียกว่ากัมมนิโย การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เพื่อให้ถึงซึ่งอาการพร้อมของจิตทั้งสามประการนี้ทั้งสิ้น
เมื่อจิตมีอาการพร้อมทั้งสามประการนั้นแล้ว จิตนั้นก็ย่อมถึงซึ่งโพชฌงค์ คือสติสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์แรก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า สมัยใดภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียรรู้สึกตัวมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ สมัยนั้นสติย่อมเป็นอันเธอผู้เข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผลอเรอ สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันปรารภแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ ภิกษุผู้มีสติอย่างนั้นอยู่ย่อมค้นคว้าไตร่ตรองพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ภิกษุนั้นย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ปิติปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปิติสัมโพชฌงค์ ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได้ สมัยนั้นได้ชื่อว่าย่อมเจริญปัส สัทธิสัมโพชฌงค์ ภิกษุผู้มีกายระงับแล้วมีความสุขย่อมมีจิตตั้งมั่น สมัยนั้นสมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญ และความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้เป็นอย่างดี
สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ภิกษุย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์
ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์เจ็ด ทำให้มากแล้ว ย่อมอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธอันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย อย่างนี้แลชื่อว่าบำเพ็ญวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์ได้
ผู้มีภูมิธรรมที่สามารถอยู่ในวิหารธรรมขั้นสูง เมื่อได้ฟังโพชฌงค์แล้วย่อมเกิดปิติในระดับที่สูงสุด เพราะเป็นปิติสัมโพชฌงค์ที่เป็นองค์น้อมนำไปสู่ความตรัสรู้และเป็นอาหารอันวิเศษยิ่งของจิต เมื่อบังเกิดแล้วย่อมมีอานุภาพกำจัดโรคร้ายให้หายไปได้ ดังนั้นโพชฌงค์จึงได้ชื่อว่าเป็นธรรมโอสถด้วยประการฉะนี้
ลุงต๋อมได้ยินผมพูดว่าจะนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์ก็มีประกายตาแวววาวเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และดูเหมือนว่ากำลังวังชาจะฟื้นคืนมาไม่น้อย เพราะลุงต๋อมรู้เรื่องของโพชฌงค์เหมือนกันว่าเป็นโอสถวิเศษในพระพุทธศาสนา สามารถรักษาโรคาพยาธิได้ด้วยอำนาจแห่งพระธรรม ดังที่มีปรากฏมาในพระสูตรนั่นแล้ว
แต่แทนที่ลุงต๋อมจะยอมรับข้อเสนอของผม กลับโบกมือปฏิเสธแล้วกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่าอย่าไปรบกวนพระท่านเลย ลุงรู้ดีว่าเวลาของลุงหมดแล้ว ทุกวันนี้ลุงพยายามไม่กินอาหาร ไม่กินน้ำ ก็เพราะได้กำหนดรู้ชัดเจนแล้วว่าถึงอย่างไรป่วยครั้งนี้ก็ไม่หาย จะต้องตายอย่างแน่นอน จึงเตรียมตัวตายไม่ให้ทรมานและไม่รบกวนใครให้เป็นที่เดือดร้อนอีก
ลุงต๋อมกล่าวอย่างอ่อนเรี่ยวแรงต่อไปว่า คนเราเมื่อป่วยบางโรคถึงรักษาหรือไม่รักษาก็หาย บางโรครักษาหายไม่รักษาก็ตาย แต่บางโรครักษาก็ตายไม่รักษาก็ตาย เมื่อลุงรู้ว่าลุงป่วยคราวนี้รักษาไม่หายแน่จะต้องตายแน่แล้วก็จะขอตายอย่างสบาย จะไม่ยอมทุรนทุรายหรือหลงเลือนเหมือนกับคนอื่นที่รักตัวกลัวตายไม่ยอมรับความตาย จึงทำให้มีความวุ่นวายในการตาย
ผมได้ยินลุงต๋อมกล่าวความถึงการเตรียมตัวตายอย่างไม่กลัวตาย แม้รู้สึกใจหายแต่ก็เห็นความนั้นช่างน่าสนใจ น่าศึกษาเรียนรู้ จึงตั้งใจฟังโดยสงบ
ลุงต๋อมกล่าวต่อไปว่าการกินยา กินข้าว กินน้ำ ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ร่างกายในการย่อย ในการขับถ่าย และไม่มีความสงบ เพราะถึงกินยา กินข้าว กินน้ำก็ต้องตาย ไม่กินก็ต้องตาย การกินทำให้เกิดความยุ่งยาก แต่การไม่กินนั้นแม้ว่าจะมีความรู้สึกหิวบ้างในตอนแรก ๆ แต่เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็จะมีความสงบไม่วุ่นวาย และทำให้จิตใจมั่นคง
ผมจึงเข้าใจได้ว่าลุงต๋อมตัดสินใจว่าจะตายแน่นอนแล้ว และจะตายด้วยความมีสติ ทั้งจะอาศัยวิธีที่ทำให้ร่างกายค่อย ๆ หมดเรี่ยวแรงและตายไปเองในที่สุด ซึ่งก็ดีไปอย่างหนึ่ง เพราะไหน ๆ จะต้องตายแน่นอนแล้วจะทำให้เดือดร้อนวุ่นวายแก่ตัวเองหรือผู้อื่นไปทำไม ภารกิจที่หลงเหลืออยู่คงมีประการเดียวเท่านั้นคือช่วงชิงโอกาสศึกษาเรื่องความตาย ทำจิตใจให้สงบ ฝึกจิตใจให้มั่นคง ศึกษาอาการของจิตในขณะที่ค่อย ๆ อ่อนแรง อ่อนกำลังลงไปจนกว่าจะดับสิ้นไปในที่สุด
หวนนึกถึงมหาปรินิพพานสูตรเมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จไปยังเมืองกุสินาราหลังจากฉันสูกรมัทวะแล้วก็ไม่ปรากฏว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ฉันภัตตาหารอะไรอีก ทรงเสด็จตรงรี่ไปยังเมืองกุสินาราและเข้าพระที่เพื่อเตรียมการปรินิพพาน ณ เมืองนั้น
เมื่อทรงเสด็จไสยาสน์และโปรดพระสาวกใหม่ ตลอดจนประทานปัจฉิมโอวาทและประกาศให้พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์หลังจากทรงล่วงลับแล้ว ก็ทรงตั้งพระสติมั่นเข้าสู่ปฐมฌานไปจนถึงจตุตถฌานและถอยกลับไปกลับมาจนเสด็จดับขันธปรินิพพานในที่สุด ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีความยุ่งยากลำบาก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความพร้อม ด้วยความตั้งใจ ด้วยความสงบ และด้วยธรรม
นับเป็นแบบอย่างของการเตรียมการตายที่ชาวพุทธทั้งหลายควรจะได้ศึกษาน้อมนำมาปฏิบัติ ซึ่งย่อมดีกว่าการดิ้นรนเดือดร้อนกระเสือกกระสนจนวุ่นวายไปหมดทั้งตัวเอง ลูกหลาน และครอบครัว
นึกขึ้นมาแล้วก็สรรเสริญจิตใจของลุงต๋อมว่าไม่เสียแรงที่มาอาศัยวัดอยู่ช้านาน ยามเข้าตาใกล้จะตายก็ได้อาศัยพระธรรมในพระพุทธศาสนามาเป็นเพื่อนตายและไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับใคร และทำให้ได้เห็นความจริงอย่างหนึ่งว่าคนเรานั้นต่อให้มีอำนาจวาสนา มีทรัพย์สินบริวารมากมายก่ายกองสักเพียงไหน มีคนรัก คนรู้ใจภักดีสักเท่าใด หรือแม้คนยากไร้ที่มีแม้แต่ตัวคนเดียว เวลาจะตายขึ้นมาก็ต้องตายแต่คนเดียว ต้องเดินทางไกลที่ไม่รู้ที่หมายปลายทางข้างหน้าแต่ผู้เดียว โดยที่ไม่มีใครยอมตายด้วยและโดยที่ไม่มีใครยอมร่วมเดินทางไปยมโลกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่รักชอบพอจนสุดสวาทขาดใจสักเพียงไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วก็ต้องเดินทางไปแต่คนเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายนัก
ดังนั้นจึงเหลือแต่พระธรรมคำสอนและผลพวงจากการฝึกฝนอบรมจิตใจตามพระธรรมคำสอนเท่านั้นที่จะเป็นเพื่อนแท้เป็นเพื่อนคู่กายคู่ตัวที่สามารถเป็นขวัญและกำลังใจยามใกล้จะตายและอาจเป็นแสงสว่างทางจิตใจที่ติดตัวยามตายได้ด้วย ไม่ว่าจะไปสู่ยมโลกหรือเทวโลกหรือโลกไหน ๆ ก็ตามที มนุษย์เรานี้จึงควรที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนแล้วน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องมือหรือยานวิเศษในการเดินทางครั้งสำคัญในวันตาย
ผมออกจากห้องลุงต๋อมกลับกุฏิแล้วรีบไปต้มข้าวเอาแต่น้ำข้าวแล้วนำไปให้ลุงต๋อม และบอกว่าอย่าถือว่าเป็นการกินอาหารที่รบกวนร่างกายของลุงเลย น้ำข้าวนี้ถือว่าเป็นน้ำแก้กระหายจะได้ไม่ทรมานร่างกายจนเกินสมควร พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทรงสรรเสริญทั้งทางตึงหรือทางหย่อน ทรงสอนให้เดินทางสายกลาง ขอให้ลุงต๋อมดื่มน้ำข้าวพอบรรเทาความกระหายนั้นเถิด
ลุงต๋อมรับชามน้ำข้าวไปดื่มโดยดี แต่ดื่มได้ 2-3 อึกก็วางชามน้ำข้าวลง ผมถือโอกาสช่วงนั้นทำความสะอาดห้องนอนและเก็บข้าวของในห้องลุงต๋อมให้เรียบร้อย และเอาผ้ามาเช็ดถูที่นอนและพื้นจนสะอาด เพราะคะเนการว่าขนาดอาการของลุงต๋อมนี้น่าจะอยู่ไปได้อีกไม่นาน อยากจะให้ลุงต๋อมเห็นความเป็นระเบียบ ความสะอาดเรียบร้อยในห้องนอนและมีความรู้สึกที่สบายขึ้น
ผมพูดกับลุงต๋อมทำนองล้อเล่นว่าคนเราถ้าจะตายก็ขอให้ตายด้วยเนื้อตัวที่สะอาดเถิด หากเกิดชาติหน้ามีจริงก็จะได้มีเนื้อตัวที่สะอาด ไม่มีกลิ่นปัสสาวะติดตัวไปถึงชาติหน้า ลุงต๋อมได้ฟังก็รู้นัยจึงพยักหน้า ผมจึงไปเอาอ่างใส่น้ำผสมน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ลุงต๋อมจนทั่วตัว สังเกตเห็นลุงต๋อมมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นและมีท่าทียินดีแล้วกล่าวขอบคุณที่ผมไม่นึกรังเกียจและยังเอาใจใส่ปรนนิบัติราวกับว่าเป็นลูกหลาน ผมก็นึกเสียว่าเป็นการทำบุญกับคนใกล้ตายที่ได้คบหากันมาตามสมควรแล้ว เห็นจะเป็นบุญมากแก่ตนเป็นแน่แท้
วันรุ่งขึ้นผมมาดูลุงต๋อมอีก แต่ปรากฏว่าลุงต๋อมสิ้นใจไปนานแล้ว เข้าใจว่าคงจะตายตั้งแต่ตอนกลางคืน เป็นการตายด้วยความเตรียมพร้อม ด้วยความสงบอย่างยิ่ง จึงเชื่อได้ว่าลุงต๋อมน่าจะไปสุขคติอย่างแน่นอน
ทางคณะหนึ่งได้นำศพลุงต๋อมไปตั้งศพตามประเพณี วันรุ่งขึ้นก็เผาโดยไม่มีญาติไม่มีมิตรจากบ้านเดิมรับรู้เลยแม้แต่สักคนเดียว คงมีแต่พระและเด็กวัดเท่านั้นที่ไปร่วมงานศพของลุงต๋อม
ความจริงงานศพนั้นคนจะมากหรือน้อย จะยิ่งใหญ่หรือกระจอกงอกง่อยเพียงไหนก็ไม่มีความสำคัญอะไร เพราะคนตายไม่รับรู้อะไรด้วย เป็นเรื่องของคนเป็นโดยแท้ ความตายของบางคนทำให้คนข้างหลังเดือดร้อน บ้างถึงขนาดเกือบหมดเนื้อหมดตัว บ้างก็นำมาซึ่งความถูกตำหนิติเตียนในประการต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายอะไรสักนิดเดียว ดูไปแล้วงานศพของลุงต๋อมน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการทำศพคือไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวาย ไม่เสียหายเดือดร้อนรำคาญแก่ใคร
แต่จะทำอย่างไรได้ สังคมของเราเป็นสังคมฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในเกียรติยศ แต่ไม่ใช่เพื่อคนตายหรอก มันเป็นไปเพื่อความอยากของคนเป็นที่อยู่ข้างหลังทั้งสิ้น และเป็นความอยากที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องได้รับความยุ่งยากเดือดร้อน เมื่อไรหนอคตินิยมของสังคมจะยอมรับความเป็นจริง ยอมรับความไม่มีอะไรของความตายและให้การได้เป็นไปด้วยความสงบ ความเรียบร้อย และความไม่ยุ่งยาก ไม่ทำลายทำร้ายคนอยู่ข้างหลังเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ผมทำใจเรื่องการตายของลุงต๋อมมาก่อนแล้วจึงรู้สึกเฉย ๆ แต่บางครั้งก็ยังนึกถึงอาลัย เพราะชีวิตผมได้รับหลายสิ่งหลายอย่างทั้งที่แง่คิดคติเตือนใจจากลุงต๋อม แม้ถึงวันนี้ข้อคิดคติเตือนใจเหล่านั้นก็ยังคงเป็นประโยชน์แก่ตัวอยู่เป็นอันมาก
พระท่านเผาศพลุงต๋อมแล้วไม่ได้ทำพิธีเก็บกระดูกหรืออังคารอะไรทั้งสิ้น คงให้แต่สัปเหร่อไปกวาดเอาเถ้ากระดูกและอังคารจากเตาเผาไปทิ้งตามธรรมดาเท่านั้น ซึ่งความจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น ไม่ควรมีพิธีรีตองอะไรต่อไปอีก แต่สังคมเราทุกวันนี้ก็มาตั้งการพิธีเกี่ยวกับการเก็บกระดูก เก็บอังคาร หนักเข้าก็ไปนำเอาลัทธิปฏิบัติของศาสนาอื่นเข้ามาแฝงฝังเบียดบังการในพระพุทธศาสนา จนถึงขนาดมีพิธีลอยอังคารเหมือนกับชาวฮินดูเอาศพหรืออังคารไปลอยในแม่น้ำคงคากันแล้ว
หนักเข้าก็แข่งขันกันด้วยขบวนเรือที่ทำพิธีนำเอาอังคารไปลอยในมหาสมุทรว่าเรือของใครใหญ่กว่ากัน หรูหรากว่ากัน ถ้าถึงขั้นเอาเรือเดินสมุทรไปทำพิธีลอยอังคารแล้วก็ดูจะเป็นเรื่องโก้หรู ซึ่งเป็นเรื่องน่าอนาถที่หลงใหลโง่เขลาเบาปัญญา ทำตัวเป็นคนไกลออกไปจากพระศาสนาได้มากมายก่ายกองถึงเพียงนี้.
ผมนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ในมหาปรินิพพานสูตร จึงกล่าวกับลุงต๋อมว่าเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงประชวรมีพระอาการมาก ทรงโปรดให้พระสาวกสวดโพชฌงค์ถวาย ครั้นได้สดับโพชฌงค์แล้วพระอาการประชวรก็หายไป แม้ภายหลังพระสาวกบางองค์ไข้หนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เคยสวดโพชฌงค์ให้พระสาวกฟัง และพระสาวกด้วยกันเองก็เคยสวดโพชฌงค์รักษาไข้ให้แก่พระสาวกด้วยกันก็หายจากป่วยไข้ ลุงต๋อมป่วยดังนี้ผมจะนิมนต์พระมหาทรงธรรม์มาสวดโพชฌงค์รักษาไข้ลุงต๋อมจะดีไหม
อันโพชฌงค์นั้นเป็นธรรมโอสถขนานวิเศษในพระพุทธศาสนาที่มีมาในพระสูตรอย่างชัดเจนและในกรณีมากหลาย ทั้งที่เกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเองและที่เกิดแก่พระสาวก ครั้นได้สดับโพชฌงค์แล้วอาการไข้หนักก็หาย จึงเป็นแบบอย่างให้มีการสวดโพชฌงค์รักษาไข้มาตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน
แต่สวดไปสวดมาก็กลายเป็นประเพณีขึ้นมาใหม่ ที่เรียกว่าธรรมเนียมสวดจำเริญอายุให้แก่ผู้ป่วยหนัก ซึ่งตามบ้านผมนั้นถ้าพระมาสวดโพชฌงค์จำเริญอายุให้กับคนป่วยรายใด ก็ย่อมรู้ได้ว่าบ้านนั้นมีคนป่วยหนักและใกล้จะตายแล้ว เพราะเมื่อนานวันเข้าความเชื่อของผู้คนที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาก็ผันแปรไปเป็นว่าการสวดโพชฌงค์นั้นคือการสวดต่ออายุหรือถ้าต่ออายุไม่ได้ก็ถือเสียว่าคนไข้ได้ฟังคำสอนจากพระก่อนจะละจากโลกไป
พวกขี้เมาบางคนที่ไม่กลัวบาปจึงล้อเลียนพระเวลาพระไปสวดโพชฌงค์ให้แก่คนไข้รายใดว่ารายนั้นต้องตายแน่เพราะแร้งลงเหลืองไปหมดแล้ว
ความจริงโพชฌงค์เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ซึ่งถือเป็นพระธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่นำไปสู่การบรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้โดยตรง ถ้าจะว่าในทางปฏิบัติก็เป็นขั้นตอนการปฏิบัติช่วงกลางต่อช่วงปลาย เพื่อถึงซึ่งความหลุดพ้นหรือความดับทุกข์สิ้นเชิง
ในขั้นต้นนั้นเป็นขั้นที่ต้องฝึกฝนอบรมจิตให้ประกอบพร้อมด้วยองค์สาม คือ ให้มีจิตที่ตั้งมั่นหรือที่เรียกว่าสมาหิโต ให้มีจิตที่บริสุทธิ์หรือที่เรียกว่าปาริสุทโธ และให้มีจิตอ่อนอันควรแก่การทำงานตามหน้าที่ของจิตหรือที่เรียกว่ากัมมนิโย การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เพื่อให้ถึงซึ่งอาการพร้อมของจิตทั้งสามประการนี้ทั้งสิ้น
เมื่อจิตมีอาการพร้อมทั้งสามประการนั้นแล้ว จิตนั้นก็ย่อมถึงซึ่งโพชฌงค์ คือสติสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์แรก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า สมัยใดภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียรรู้สึกตัวมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ สมัยนั้นสติย่อมเป็นอันเธอผู้เข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผลอเรอ สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันปรารภแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ ภิกษุผู้มีสติอย่างนั้นอยู่ย่อมค้นคว้าไตร่ตรองพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ภิกษุนั้นย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ปิติปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปิติสัมโพชฌงค์ ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได้ สมัยนั้นได้ชื่อว่าย่อมเจริญปัส สัทธิสัมโพชฌงค์ ภิกษุผู้มีกายระงับแล้วมีความสุขย่อมมีจิตตั้งมั่น สมัยนั้นสมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญ และความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้เป็นอย่างดี
สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ภิกษุย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์
ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์เจ็ด ทำให้มากแล้ว ย่อมอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธอันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย อย่างนี้แลชื่อว่าบำเพ็ญวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์ได้
ผู้มีภูมิธรรมที่สามารถอยู่ในวิหารธรรมขั้นสูง เมื่อได้ฟังโพชฌงค์แล้วย่อมเกิดปิติในระดับที่สูงสุด เพราะเป็นปิติสัมโพชฌงค์ที่เป็นองค์น้อมนำไปสู่ความตรัสรู้และเป็นอาหารอันวิเศษยิ่งของจิต เมื่อบังเกิดแล้วย่อมมีอานุภาพกำจัดโรคร้ายให้หายไปได้ ดังนั้นโพชฌงค์จึงได้ชื่อว่าเป็นธรรมโอสถด้วยประการฉะนี้
ลุงต๋อมได้ยินผมพูดว่าจะนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์ก็มีประกายตาแวววาวเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และดูเหมือนว่ากำลังวังชาจะฟื้นคืนมาไม่น้อย เพราะลุงต๋อมรู้เรื่องของโพชฌงค์เหมือนกันว่าเป็นโอสถวิเศษในพระพุทธศาสนา สามารถรักษาโรคาพยาธิได้ด้วยอำนาจแห่งพระธรรม ดังที่มีปรากฏมาในพระสูตรนั่นแล้ว
แต่แทนที่ลุงต๋อมจะยอมรับข้อเสนอของผม กลับโบกมือปฏิเสธแล้วกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่าอย่าไปรบกวนพระท่านเลย ลุงรู้ดีว่าเวลาของลุงหมดแล้ว ทุกวันนี้ลุงพยายามไม่กินอาหาร ไม่กินน้ำ ก็เพราะได้กำหนดรู้ชัดเจนแล้วว่าถึงอย่างไรป่วยครั้งนี้ก็ไม่หาย จะต้องตายอย่างแน่นอน จึงเตรียมตัวตายไม่ให้ทรมานและไม่รบกวนใครให้เป็นที่เดือดร้อนอีก
ลุงต๋อมกล่าวอย่างอ่อนเรี่ยวแรงต่อไปว่า คนเราเมื่อป่วยบางโรคถึงรักษาหรือไม่รักษาก็หาย บางโรครักษาหายไม่รักษาก็ตาย แต่บางโรครักษาก็ตายไม่รักษาก็ตาย เมื่อลุงรู้ว่าลุงป่วยคราวนี้รักษาไม่หายแน่จะต้องตายแน่แล้วก็จะขอตายอย่างสบาย จะไม่ยอมทุรนทุรายหรือหลงเลือนเหมือนกับคนอื่นที่รักตัวกลัวตายไม่ยอมรับความตาย จึงทำให้มีความวุ่นวายในการตาย
ผมได้ยินลุงต๋อมกล่าวความถึงการเตรียมตัวตายอย่างไม่กลัวตาย แม้รู้สึกใจหายแต่ก็เห็นความนั้นช่างน่าสนใจ น่าศึกษาเรียนรู้ จึงตั้งใจฟังโดยสงบ
ลุงต๋อมกล่าวต่อไปว่าการกินยา กินข้าว กินน้ำ ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ร่างกายในการย่อย ในการขับถ่าย และไม่มีความสงบ เพราะถึงกินยา กินข้าว กินน้ำก็ต้องตาย ไม่กินก็ต้องตาย การกินทำให้เกิดความยุ่งยาก แต่การไม่กินนั้นแม้ว่าจะมีความรู้สึกหิวบ้างในตอนแรก ๆ แต่เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็จะมีความสงบไม่วุ่นวาย และทำให้จิตใจมั่นคง
ผมจึงเข้าใจได้ว่าลุงต๋อมตัดสินใจว่าจะตายแน่นอนแล้ว และจะตายด้วยความมีสติ ทั้งจะอาศัยวิธีที่ทำให้ร่างกายค่อย ๆ หมดเรี่ยวแรงและตายไปเองในที่สุด ซึ่งก็ดีไปอย่างหนึ่ง เพราะไหน ๆ จะต้องตายแน่นอนแล้วจะทำให้เดือดร้อนวุ่นวายแก่ตัวเองหรือผู้อื่นไปทำไม ภารกิจที่หลงเหลืออยู่คงมีประการเดียวเท่านั้นคือช่วงชิงโอกาสศึกษาเรื่องความตาย ทำจิตใจให้สงบ ฝึกจิตใจให้มั่นคง ศึกษาอาการของจิตในขณะที่ค่อย ๆ อ่อนแรง อ่อนกำลังลงไปจนกว่าจะดับสิ้นไปในที่สุด
หวนนึกถึงมหาปรินิพพานสูตรเมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จไปยังเมืองกุสินาราหลังจากฉันสูกรมัทวะแล้วก็ไม่ปรากฏว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ฉันภัตตาหารอะไรอีก ทรงเสด็จตรงรี่ไปยังเมืองกุสินาราและเข้าพระที่เพื่อเตรียมการปรินิพพาน ณ เมืองนั้น
เมื่อทรงเสด็จไสยาสน์และโปรดพระสาวกใหม่ ตลอดจนประทานปัจฉิมโอวาทและประกาศให้พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์หลังจากทรงล่วงลับแล้ว ก็ทรงตั้งพระสติมั่นเข้าสู่ปฐมฌานไปจนถึงจตุตถฌานและถอยกลับไปกลับมาจนเสด็จดับขันธปรินิพพานในที่สุด ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีความยุ่งยากลำบาก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความพร้อม ด้วยความตั้งใจ ด้วยความสงบ และด้วยธรรม
นับเป็นแบบอย่างของการเตรียมการตายที่ชาวพุทธทั้งหลายควรจะได้ศึกษาน้อมนำมาปฏิบัติ ซึ่งย่อมดีกว่าการดิ้นรนเดือดร้อนกระเสือกกระสนจนวุ่นวายไปหมดทั้งตัวเอง ลูกหลาน และครอบครัว
นึกขึ้นมาแล้วก็สรรเสริญจิตใจของลุงต๋อมว่าไม่เสียแรงที่มาอาศัยวัดอยู่ช้านาน ยามเข้าตาใกล้จะตายก็ได้อาศัยพระธรรมในพระพุทธศาสนามาเป็นเพื่อนตายและไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับใคร และทำให้ได้เห็นความจริงอย่างหนึ่งว่าคนเรานั้นต่อให้มีอำนาจวาสนา มีทรัพย์สินบริวารมากมายก่ายกองสักเพียงไหน มีคนรัก คนรู้ใจภักดีสักเท่าใด หรือแม้คนยากไร้ที่มีแม้แต่ตัวคนเดียว เวลาจะตายขึ้นมาก็ต้องตายแต่คนเดียว ต้องเดินทางไกลที่ไม่รู้ที่หมายปลายทางข้างหน้าแต่ผู้เดียว โดยที่ไม่มีใครยอมตายด้วยและโดยที่ไม่มีใครยอมร่วมเดินทางไปยมโลกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่รักชอบพอจนสุดสวาทขาดใจสักเพียงไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วก็ต้องเดินทางไปแต่คนเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายนัก
ดังนั้นจึงเหลือแต่พระธรรมคำสอนและผลพวงจากการฝึกฝนอบรมจิตใจตามพระธรรมคำสอนเท่านั้นที่จะเป็นเพื่อนแท้เป็นเพื่อนคู่กายคู่ตัวที่สามารถเป็นขวัญและกำลังใจยามใกล้จะตายและอาจเป็นแสงสว่างทางจิตใจที่ติดตัวยามตายได้ด้วย ไม่ว่าจะไปสู่ยมโลกหรือเทวโลกหรือโลกไหน ๆ ก็ตามที มนุษย์เรานี้จึงควรที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนแล้วน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องมือหรือยานวิเศษในการเดินทางครั้งสำคัญในวันตาย
ผมออกจากห้องลุงต๋อมกลับกุฏิแล้วรีบไปต้มข้าวเอาแต่น้ำข้าวแล้วนำไปให้ลุงต๋อม และบอกว่าอย่าถือว่าเป็นการกินอาหารที่รบกวนร่างกายของลุงเลย น้ำข้าวนี้ถือว่าเป็นน้ำแก้กระหายจะได้ไม่ทรมานร่างกายจนเกินสมควร พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทรงสรรเสริญทั้งทางตึงหรือทางหย่อน ทรงสอนให้เดินทางสายกลาง ขอให้ลุงต๋อมดื่มน้ำข้าวพอบรรเทาความกระหายนั้นเถิด
ลุงต๋อมรับชามน้ำข้าวไปดื่มโดยดี แต่ดื่มได้ 2-3 อึกก็วางชามน้ำข้าวลง ผมถือโอกาสช่วงนั้นทำความสะอาดห้องนอนและเก็บข้าวของในห้องลุงต๋อมให้เรียบร้อย และเอาผ้ามาเช็ดถูที่นอนและพื้นจนสะอาด เพราะคะเนการว่าขนาดอาการของลุงต๋อมนี้น่าจะอยู่ไปได้อีกไม่นาน อยากจะให้ลุงต๋อมเห็นความเป็นระเบียบ ความสะอาดเรียบร้อยในห้องนอนและมีความรู้สึกที่สบายขึ้น
ผมพูดกับลุงต๋อมทำนองล้อเล่นว่าคนเราถ้าจะตายก็ขอให้ตายด้วยเนื้อตัวที่สะอาดเถิด หากเกิดชาติหน้ามีจริงก็จะได้มีเนื้อตัวที่สะอาด ไม่มีกลิ่นปัสสาวะติดตัวไปถึงชาติหน้า ลุงต๋อมได้ฟังก็รู้นัยจึงพยักหน้า ผมจึงไปเอาอ่างใส่น้ำผสมน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ลุงต๋อมจนทั่วตัว สังเกตเห็นลุงต๋อมมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นและมีท่าทียินดีแล้วกล่าวขอบคุณที่ผมไม่นึกรังเกียจและยังเอาใจใส่ปรนนิบัติราวกับว่าเป็นลูกหลาน ผมก็นึกเสียว่าเป็นการทำบุญกับคนใกล้ตายที่ได้คบหากันมาตามสมควรแล้ว เห็นจะเป็นบุญมากแก่ตนเป็นแน่แท้
วันรุ่งขึ้นผมมาดูลุงต๋อมอีก แต่ปรากฏว่าลุงต๋อมสิ้นใจไปนานแล้ว เข้าใจว่าคงจะตายตั้งแต่ตอนกลางคืน เป็นการตายด้วยความเตรียมพร้อม ด้วยความสงบอย่างยิ่ง จึงเชื่อได้ว่าลุงต๋อมน่าจะไปสุขคติอย่างแน่นอน
ทางคณะหนึ่งได้นำศพลุงต๋อมไปตั้งศพตามประเพณี วันรุ่งขึ้นก็เผาโดยไม่มีญาติไม่มีมิตรจากบ้านเดิมรับรู้เลยแม้แต่สักคนเดียว คงมีแต่พระและเด็กวัดเท่านั้นที่ไปร่วมงานศพของลุงต๋อม
ความจริงงานศพนั้นคนจะมากหรือน้อย จะยิ่งใหญ่หรือกระจอกงอกง่อยเพียงไหนก็ไม่มีความสำคัญอะไร เพราะคนตายไม่รับรู้อะไรด้วย เป็นเรื่องของคนเป็นโดยแท้ ความตายของบางคนทำให้คนข้างหลังเดือดร้อน บ้างถึงขนาดเกือบหมดเนื้อหมดตัว บ้างก็นำมาซึ่งความถูกตำหนิติเตียนในประการต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายอะไรสักนิดเดียว ดูไปแล้วงานศพของลุงต๋อมน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการทำศพคือไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวาย ไม่เสียหายเดือดร้อนรำคาญแก่ใคร
แต่จะทำอย่างไรได้ สังคมของเราเป็นสังคมฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในเกียรติยศ แต่ไม่ใช่เพื่อคนตายหรอก มันเป็นไปเพื่อความอยากของคนเป็นที่อยู่ข้างหลังทั้งสิ้น และเป็นความอยากที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องได้รับความยุ่งยากเดือดร้อน เมื่อไรหนอคตินิยมของสังคมจะยอมรับความเป็นจริง ยอมรับความไม่มีอะไรของความตายและให้การได้เป็นไปด้วยความสงบ ความเรียบร้อย และความไม่ยุ่งยาก ไม่ทำลายทำร้ายคนอยู่ข้างหลังเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ผมทำใจเรื่องการตายของลุงต๋อมมาก่อนแล้วจึงรู้สึกเฉย ๆ แต่บางครั้งก็ยังนึกถึงอาลัย เพราะชีวิตผมได้รับหลายสิ่งหลายอย่างทั้งที่แง่คิดคติเตือนใจจากลุงต๋อม แม้ถึงวันนี้ข้อคิดคติเตือนใจเหล่านั้นก็ยังคงเป็นประโยชน์แก่ตัวอยู่เป็นอันมาก
พระท่านเผาศพลุงต๋อมแล้วไม่ได้ทำพิธีเก็บกระดูกหรืออังคารอะไรทั้งสิ้น คงให้แต่สัปเหร่อไปกวาดเอาเถ้ากระดูกและอังคารจากเตาเผาไปทิ้งตามธรรมดาเท่านั้น ซึ่งความจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น ไม่ควรมีพิธีรีตองอะไรต่อไปอีก แต่สังคมเราทุกวันนี้ก็มาตั้งการพิธีเกี่ยวกับการเก็บกระดูก เก็บอังคาร หนักเข้าก็ไปนำเอาลัทธิปฏิบัติของศาสนาอื่นเข้ามาแฝงฝังเบียดบังการในพระพุทธศาสนา จนถึงขนาดมีพิธีลอยอังคารเหมือนกับชาวฮินดูเอาศพหรืออังคารไปลอยในแม่น้ำคงคากันแล้ว
หนักเข้าก็แข่งขันกันด้วยขบวนเรือที่ทำพิธีนำเอาอังคารไปลอยในมหาสมุทรว่าเรือของใครใหญ่กว่ากัน หรูหรากว่ากัน ถ้าถึงขั้นเอาเรือเดินสมุทรไปทำพิธีลอยอังคารแล้วก็ดูจะเป็นเรื่องโก้หรู ซึ่งเป็นเรื่องน่าอนาถที่หลงใหลโง่เขลาเบาปัญญา ทำตัวเป็นคนไกลออกไปจากพระศาสนาได้มากมายก่ายกองถึงเพียงนี้.