ตอนที่ 448. ตำนานตำราตอนเป็ด ตอนไก่

โจโฉถึงคราวชะตาตก ถูกวิญญาณของกวนอูและผู้ซึ่งถูกโจโฉสั่งประหารชีวิตจำนวนมากหลอกหลอนจนอาการปวดศีรษะกำเริบขึ้น จึงคิดอ่านสร้างวังใหม่และถืออำนาจที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินท้าทายต่ออำนาจของเทพยดาอารักษ์ เพื่อจะตัดเอาต้นไม้ไปสร้างวังใหม่ จึงถูกเทพยดาอารักษ์พยาบาทจะเอาชีวิต จนโจโฉต้องป่วยหนัก

            ฮัวหิมซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้แนะนำพรรณนาสรรพคุณของหมอฮัวโต๋อย่างยืดยาวแล้ว จึงเสนอแก่โจโฉว่าบัดนี้หมอฮัวโต๋ได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่ตำบลกิมเสียไม่ไกลจากเมืองลกเอี๋ยงเท่าใดนัก ชอบที่วุยอ๋องจะได้เชิญหมอฮัวโต๋มารักษา เห็นว่าโรคของวุยอ๋องจะหายในเร็ววัน

            โจโฉได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้ทหารรีบเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อเชิญหมอฮัวโต๋มาเมืองลกเอี๋ยง หมอฮัวโต๋นั้นสมกับที่เป็นแพทย์ผู้เปี่ยมด้วยจรรยาบรรณ ทราบความแล้วก็ยินดีรับรักษา เพราะแม้จะรู้แก่ใจดีว่าโจโฉนั้นเป็นทรราช ประพฤติตนเสมอด้วยพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่เมื่อเป็นคนป่วยคนไข้แล้วก็มิได้รังเกียจ ถือคติว่าไม่ว่าพระหรือโจร ไม่ว่าคนยากดีมีจนหรือเป็นมหาเศรษฐี หากเป็นผู้ป่วยก็ย่อมมีฐานะเป็นคนไข้ เป็นหน้าที่ของแพทย์ต้องให้การรักษาพยาบาลโดยเสมอกัน ไม่จำแนกแยกชั้นวรรณะเพศวัยเหมือนกับแพทย์พาณิชย์ในชั้นหลังที่ตั้งใจใฝ่รักษาแต่คนมียศศักดิ์อัครฐาน ด้วยหวังอามิสยิ่งกว่าสำนึกในจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติโดยถ้วนหน้ากัน

            หมอฮัวโต๋เดินทางมาถึงเมืองลกเอี๋ยงแล้วถูกพาเข้าไปหาโจโฉในทันที หลังจากคำนับโจโฉตามธรรมเนียมแล้ว ก็ขอตรวจอาการของโจโฉ

            หมอฮัวโต๋ถลกแขนเสื้อของโจโฉขึ้น จับเส้นชีพจรดูวิถีโคจรของเลือดลมในกายของโจโฉแล้วจึงว่า “โรคท่านอันนี้เพื่อลมเสียดแทงในศีรษะ ท่านกินยามาหนักหนาหาชอบโรคไม่ จะรักษาโรคอันนี้ด้วยยากินแลยาทาหาหายไม่ โรคอันนี้ชอบให้ผ่าจึงจะหาย”

            โจโฉได้ยินคำว่าการรักษาโรคจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดก็ยกศีรษะขึ้นจากเตียง มีสีหน้าสงสัยแล้วไต่ถามว่า ตัวเราปวดที่ศีรษะ ท่านจะผ่าตัดอย่างไร กล่าวแล้วก็จ้องดูตาของหมอฮัวโต๋ตามวิสัยของคนขี้ระแวง เพราะแผลเป็นในใจที่แพทย์ผู้ร่วมขบวนการกับตังสินคิดอ่านสังหารในครั้งนั้นยังไม่เคยลบเลือนไปจากใจ

            หมอฮัวโต๋ไม่ทราบความนัยแต่หนหลัง ได้ฟังก็ตอบคำถามไปโดยซื่อว่า “ข้าพเจ้าจะให้ท่านกินยาให้มึนเมาไปไม่รู้สึกตัว จึงจะผ่าศีรษะด้วยขวานอันคม แล้วจึงจะชำระโรคในศีรษะให้หมด แล้วจึงจะปะกับให้เหมือนเก่า ก็จะทายาให้หาย แผลโรคท่านจึงจะหายขาด”

            โจโฉฟังความสิ้นคำก็คิดว่าหมอฮัวโต๋แสร้งทำอุบายมาทำลายชีวิตตัวเหมือนกับเมื่อครั้งตังสินก็โกรธเป็นอันมาก ถามขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “เอ็งจะแกล้งฆ่าเราหรือ จึงว่ากล่าวทั้งนี้”

            หมอฮัวโต๋ได้ยินคำของโจโฉก็สำคัญว่าโจโฉเกรงกลัวต่อความเจ็บในการผ่าตัด หรือเกรงกลัวว่ากินยาสลบแล้วจะไม่ฟื้น จึงตอบความในทำนองกระตุ้นให้โจโฉองอาจกล้าหาญเพื่อจะได้ยอมรับการผ่าตัดว่า “เมื่อครั้งกวนอูถูกเกาทัณฑ์ที่แขนนั้น ข้าพเจ้าไปรักษา กวนอูนั่งนิ่งให้ข้าพเจ้าผ่าเอาลูกเกาทัณฑ์ออกเสีย แล้วก็ขูดยาพิษซึ่งติดกระดูกนั้นออกเสีย กวนอูก็หากลัวไม่ โรคของท่านหน่อยหนึ่งเท่านี้จะกลัวอันใด ข้าพเจ้าผ่าแล้วก็จะหาย ท่านอย่าได้กลัวเลย”

            โจโฉได้ยินชื่อกวนอูก็สำคัญว่าซึ่งแคลงใจว่าหมอฮัวโต๋คิดอ่านอุบายมาฆ่าตัวนั้นเป็นความจริง ความคิดจึงเลยเถิดไปถึงขนาดคิดว่าหมอฮัวโต๋เป็นสายลับของเล่าปี่ แปลกปลอมเข้ามาทำทีเป็นรักษาโรคแล้วหาโอกาสสังหารชีวิตตน จึงว่าอันกวนอูบาดเจ็บที่แขน หากจะผ่าก็สมควรแก่อาการของโรค แต่นี่เราปวดที่ศีรษะ เจ้าจะมาผ่าศีรษะเราด้วยขวาน นี่มิใช่เป็นอุบายคบคิดกับเล่าปี่มาแสร้งฆ่าเราให้ตายกระนั้นหรือ

            โจโฉกล่าวดังนั้นแล้วก็สั่งทหารให้จับหมอฮัวโต๋ไปขังคุก และสั่งผู้คุมให้ลงทัณฑ์ทรมานหมอฮัวโต๋เพื่อให้รับสารภาพบอกความแผนการร้ายว่าเป็นประการใด

            กาเซี่ยงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบทูลโจโฉว่าวุยอ๋องอย่าเพิ่งวู่วาม ด้วยหมอฮัวโต๋นี้เป็นแพทย์ผู้มีจรรยาบรรณ มีเกียรติคุณปรากฏทั้งแผ่นดินว่าเรืองวิชา หาผู้เสมอเหมือนมิได้

            โจโฉได้ยินคำกาเซี่ยงก็ตวาดใส่แล้วว่า อ้ายหมอคนนี้คิดอ่านมาสังหารเรา เหมือนกับเมื่อครั้งที่เกียดเป๋งพรรคพวกของตังสินคิดอ่านทำร้ายเราในครั้งก่อน อย่าได้มาท้วงอีกเลย

            ว่าแล้วโจโฉก็โบกมือเร่งให้ทหารรีบคุมหมอฮัวโต๋ไปไต่สวนตามคำสั่ง ทหารนั้นก็คุมเอาฮัวโต๋ไปขังไว้ในคุกหลวง รอกรมเมืองมาไต่สวนตามทางราชการต่อไป

            ฝ่ายหงออายซึ่งเป็นหัวหน้าพัศดีคุกหลวงแห่งเมืองลกเอี๋ยง เคยได้ยินกิตติศัพท์ของหมอฮัวโต๋ว่าเป็นแพทย์ผู้เปี่ยมด้วยจรรยาบรรณและมีเมตตาธรรมต่อคนไข้ทั้งปวง ทั้งวิชาการแพทย์ก็ล้ำเลิศยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน ครั้นได้รับตัวฮัวโต๋ไว้ในคุกหลวงแล้ว ก็ตั้งหน้าปรนนิบัติรับใช้ให้ข้าวน้ำแก่ฮัวโต๋ทุกวัน ประหนึ่งศิษย์ปรนนิบัติอาจารย์

            หมอฮัวโต๋แม้ตกเป็นคนโทษ แต่ก็มีน้ำใจเมตตาแก่ผู้คุม เกรงว่าการที่ผู้คุมมาปรนนิบัติเอาใจนั้น ภัยอันตรายจะตกแก่ผู้คุมในภายหน้า จึงว่า “ข้าพเจ้านี้เห็นจะตายเป็นแท้แล้ว ไม่มีสิ่งใดจะแทนคุณท่าน วิชาการฝ่ายหมอของข้าพเจ้าดีนัก ยังหาได้บอกกล่าวลูกศิษย์ผู้ใดไม่ ท่านเอาหนังสือของข้าพเจ้านี้ไปให้ภรรยาเอาตำราที่เรียนมา ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้จงสิ้น”

            ผู้คุมได้ยินว่าฮัวโต๋จะรับตนเป็นศิษย์ถ่ายทอดวิชาการแพทย์อันลือชื่อทั้งแผ่นดิน ก็มีความยินดี เอาเครื่องเขียนให้หมอฮัวโต๋เขียนหนังสือถึงภรรยา แล้วรับเอาหนังสือนั้นจากฮัวโต๋มา พลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้วิชาการหมอของท่านแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทำการเป็นผู้คุมสืบไปเลย จะทำการฝ่ายแพทย์รักษาโรคให้เลื่องลือสืบไป ก็จะได้ขวัญข้าวค่ายาเลี้ยงชีวิตดีกว่า”

            ผู้คุมรับหนังสือของหมอฮัวโต๋แล้ว จึงรีบไปหาภรรยาของหมอฮัวโต๋ ส่งหนังสือให้ผู้เมียได้ทราบความ ภรรยาหมอฮัวโต๋ทราบความแล้วก็มอบตำราวิชาการแพทย์ทั้งปวงให้แก่ผู้คุมนำกลับไปที่คุกหลวง

            หมอฮัวโต๋ได้แนะนำสรรพวิชาทางการแพทย์ ทั้งรายการของโรค สมมติฐานของโรค วิธีการตรวจรักษา การปรุงยาทา ยากิน ตลอดจนวิชาการผ่าตัดทั้งปวงจนครบกระบวน แล้วมอบตำรานั้นให้แก่หัวหน้าพัศดี และสั่งว่าอันวิชาการแพทย์นั้นเป็นขุมทรัพย์เกิดแต่ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษแต่บรรพกาล สืบสานต่อกันมาไม่ขาดสาย จึงเป็นวิทยาการเพื่อประโยชน์ เพื่อการปลดเปลื้องทุกข์ อันเกิดแต่โรคของมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดชนชั้นวรรณะหรือฐานะยศศักดิ์ประการใด สืบไปเมื่อหน้าท่านได้ร่ำเรียนจนชำนาญแล้ว จงใช้วิทยาการนี้โดยสุจริต อย่าได้เห็นแก่อามิสสิ่งสินยศศักดิ์ ให้คำนึงแต่ความสิ้นโรค ความสิ้นเจ็บ ความสิ้นป่วยของคนผู้ไข้นั้นเถิด ความเจริญสวัสดีย่อมบังเกิดมีแก่ท่านหาที่สุดมิได้

            หัวหน้าพัศดีรับตำราและโอวาทจากหมอฮัวโต๋แล้วคำนับฝากตัวเป็นศิษย์และ รีบนำตำรากลับไปเก็บไว้ที่บ้าน ต่อมาอีกไม่กี่วันกรมเมืองก็มาไต่สวนหมอฮัวโต๋ แต่มิได้ความว่าเป็นแผนอุบายประการใด จึงลงทัณฑ์ทรมานเพื่อจะให้หมอฮัวโต๋รับสารภาพ และกลายเป็นวิชาสอบสวนต้นแบบให้แก่นักสอบสวนในชั้นหลังได้นำไปใช้ในการก่อกรรมทำเข็ญ รีดเค้นผู้ต้องหาให้จำรับสารภาพ ไม่ว่าจะได้กระทำความผิดหรือไม่ หมอฮัวโต๋ทนต่อทัณฑ์ทรมานไม่ได้ก็ถึงแก่ความตายในคุกหลวงนั้น

            หัวหน้าพัศดีทราบว่าหมอฮัวโต๋ตายแล้วจึงนำความทูลให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความแล้วก็ว่าสมน้ำหน้า คิดหรือว่าอุบายเพียงเท่านี้จะหลอกเราได้

            ผู้คุมรายงานความแล้วก็กลับมาที่คุกหลวง จัดแจงรับศพของหมอฮัวโต๋ไปทำพิธีเซ่นไหว้ตามธรรมเนียมที่ศิษย์พึงแต่งการศพของผู้เป็นอาจารย์ ครั้นเซ่นไหว้เสร็จแล้วจึงนำศพของหมอฮัวโต๋ไปฝังไว้ตามประเพณี

            ฝ่ายผู้เป็นภรรยาของหัวหน้าพัศดี เมื่อเห็นคนผู้ผัวเอาศพของคนโทษมาทำพิธีเซ่นไหว้และฝังราวกับเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ก็สงสัย จึงไต่ถามผู้เป็นสามีจนทราบความ แล้วคิดว่าหมอฮัวโต๋ซึ่งว่ามีวิชาดีแต่กลับมีชะตากรรมตกตายในคุกหลวง วิชาชนิดนี้ผู้เป็นสามีรับไว้ อันตรายจะบังเกิดในภายหลัง

            นางคิดดังนั้นแล้วจึงเอาตำราการแพทย์ของหมอฮัวโต๋ที่ได้มอบให้ไว้แก่ผู้เป็นสามีทั้งหมดไปเผาไฟ ขณะที่กำลังเผาตำราใกล้จะหมด หัวหน้าพัศดีผู้ผัวกลับมาถึงเรือน เห็นภรรยาเผาตำราทางการแพทย์ก็ตกใจ รีบวิ่งไปที่กองไฟ ดึงตำราที่ยังไม่ไหม้ออกจากกองไฟ ได้ตำรามาแต่เพียงเล็กน้อย นอกแต่นั้นถูกไฟเผาไหม้จนหมดสิ้น

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าตำราทางการแพทย์ของหมอฮัวโต๋ที่หัวหน้าพัศดีเหลือได้ไว้นั้น “เป็นแต่ตำราตอนหมู ตอนเป็ด ตอนไก่”

            หัวหน้าพัศดีโกรธผู้เป็นภรรยาเป็นอันมาก ตัดพ้อต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้านานาประการ แต่นางผู้เป็นเมียก็เกี่ยงว่าตำรานี้จะดีได้ไฉน ก็ในเมื่อเจ้าของตำราที่ว่าดีนั้นก็ยังเอาตัวเองไม่รอด จนต้องตกตายในคุกหลวงดังนี้

            หัวหน้าพัศดีมิรู้ที่จะทำประการใดเพราะตำราก็ถูกไฟไหม้ไปแล้ว ได้แต่ถอนใจรำพึงรำพันว่าวิชาการแพทย์อันล้ำเลิศในแผ่นดิน สูญสิ้นไม่มีเหลือในครั้งนี้แล้ว รำพึงแล้วก็หยิบขวดสุราออกไปที่หน้าบ้าน คำนับขอขมาลาโทษผู้เป็นอาจารย์แล้วเทสุราลงกับพื้นบวงสรวงให้แก่ดวงวิญญาณของหมอฮัวโต๋

            ทางฝ่ายโจโฉ หลังจากดีอกดีใจว่าสามารถกำจัดคนที่คิดอ่านมาสังหารตัวได้แล้ว ไม่ทันนานอาการปวดศีรษะก็กำเริบแรงกล้าขึ้น กินไม่ได้นอนไม่หลับ มาคำนึงถึงความบ้านเมืองก็ยิ่งทุกข์ร้อน ด้วยเกรงว่ากองทัพเมืองกังตั๋งหรือกองทัพเมืองเสฉวนจะยกมาทำร้าย โจโฉคิดวิตกทุกข์ร้อนอยู่ดังนี้ อาการป่วยนั้นก็ยิ่งกำเริบกล้าขึ้นอีก

            วันหนึ่งทหารรักษาการณ์ได้นำหนังสือของซุนกวนเข้ามาถวาย โจโฉเปิดออกอ่านดูเป็นความว่า “ข้าพเจ้าซุนกวนสามิภักดิ์มาพึ่งบุญท่าน อนึ่งบรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็ขึ้นแก่ท่านสิ้นแล้ว ยังแต่เมืองเสฉวน เมืองตังฉวน ขอให้ท่านยกกองทัพไปตีเล่าปี่เถิด เห็นจะได้โดยสะดวก”

            โจโฉอ่านหนังสือจบก็โยนหนังสือนั้นลงกับพื้น แค่นหัวเราะแล้วกล่าวว่า ซุนกวนไอ้เด็กน้อย คิดหรือว่าอุบายเพียงเท่านี้จะหลอกเราได้

            บรรดาที่ปรึกษาได้ฟังดังนั้นก็สงสัย ทูลถามโจโฉว่าเนื้อความเป็นประการใด โจโฉจึงปรารภความตามหนังสือของซุนกวนแล้วว่า ซุนกวนยุเราให้ยกกองทัพไปรบกับเล่าปี่ “จะลวงให้เราเหยียบกองไฟ แล้วจะคอยซ้ำเติมเอาในภายหลัง”

            โจโฉแม้ยามป่วยหนัก แต่สติปัญญาความสามารถในกลอุบายการสงครามนั้นยังไม่ได้ลดด้อยถอยลง อ่านความตามหนังสือของซุนกวนแล้วก็แจ้งความคิดของซุนกวน ว่าบัดนี้แผ่นดินเป็นสามก๊ก หากก๊กใดก๊กหนึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกับอีกก๊กหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ เพราะก๊กที่โดดเดี่ยวจะเป็นอันตราย แต่แม้จะเหลือเพียงสองก๊กแล้ว ใช่ว่าแผ่นดินจะสงบสุข เพราะก๊กที่อยู่หน้าศึกเข้าสู่สงครามย่อมอ่อนเปลี้ยเพลียลง ก๊กอันเป็นพันธมิตรจอมปลอมก็จะซ้ำเติมเอาในภายหลัง แสนยานุภาพของกองทัพเล่าปี่ในวันนี้มิใช่แสนยานุภาพที่เคยเผชิญเมื่อสิบกว่าปีก่อน หากพรั่งพร้อมด้วยยอดทหารเสือ ทหารเสือ ทหารเอก ทหารรอง และไพร่พลกว่าร้อยหมื่น หากขืนยกไปรบกับเล่าปี่ก็มีแต่จะย่อยยับลงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ซุนกวนก็จะฉวยเอาโอกาสนั้นกระหน่ำซ้ำเติมทำลายล้างในภายหลัง แล้วตั้งตนเป็นใหญ่ในแผ่นดินเพียงผู้เดียว โจโฉจึงปฏิเสธและไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของซุนกวน

            ฝ่ายตันกุ๋ยซึ่งเป็นที่ปรึกษาแห่งชมรมนักเชลีย เห็นเป็นโอกาสที่จะแสวงหาความชอบ จึงใช้สุดยอดวิชาขันทีทูลโจโฉว่า “แผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ร่วงโรยมาช้านานแล้ว ครั้งนี้อาศัยบุญท่านก็บริบูรณ์มั่งคั่ง ราษฎรทั้งปวงได้พึ่งโพธิสมภารอยู่เย็นเป็นสุข แล้วมีความรักใคร่ยินดีต่อท่านนัก ซุนกวนนี้ก็ถ่อมตัวมาเป็นข้าท่าน สมควรแล้วที่จะเป็นเจ้าแผ่นดิน”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓