ตอนที่ 445. กลศึกสามเส้า

ซุนกวนได้ฟังคำติงของเตียวเจียวว่าการประหารชีวิตกวนอู กวนเป๋ง สองพ่อลูกจะชักพาศึกใหญ่จากแคว้นเสฉวนมาสู่เมืองกังตั๋งก็ตกใจ จึงทำตามอุบายของเตียวเจียวให้ต่อหีบไม้หอมใส่ศีรษะกวนอูส่งไปให้โจโฉ เพื่อให้เล่าปี่โกรธและยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋แทน โจโฉไม่ทันคิด พอทราบข่าวก็ดีใจ

            สุมาอี้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ และมีบทบาทรุ่งโรจน์มากกว่าแต่ก่อน ได้ฟังคำโจโฉที่พออกพอใจกับการที่ซุนกวนส่งศีรษะกวนอูมาถวายก็ท้วงว่า “ซุนกวนทำครั้งนี้ประสงค์จะเอาความร้ายมาป้ายให้เรา”

            โจโฉได้ฟังก็ชะงัก มีสีหน้าครุ่นคิดสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามสุมาอี้ว่าท่านเห็นความนัยประการใดจึงกล่าวความดังนี้เล่า

            สุมาอี้จึงว่า เมื่อสามสิบปีก่อนเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ได้กระทำสัตย์สาบานกันในสวนท้อเป็นพี่น้องกัน สุขก็สุขด้วยกัน ตายก็จะตายด้วยกัน มาครั้งนี้ซุนกวนฆ่ากวนอูแล้วกลับกลัวว่าเล่าปี่จะยกกองทัพไปแก้แค้น จึงแต่งอุบายเพื่อให้เล่าปี่สำคัญว่าที่ซุนกวนฆ่ากวนอูเสียนั้นเป็นเพราะวุยอ๋องเป็นตัวการ สั่งการให้ซุนกวนทำการ ครั้นสังหารกวนอูแล้วจึงส่งศีรษะกวนอูมาถวาย เล่าปี่สำคัญดังนี้ก็จะไม่ยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง กลับจะยกกองทัพมาตีเมืองฮูโต๋เป็นมั่นคง เมื่อเกิดศึกระหว่างเมืองเสฉวนกับเมืองฮูโต๋แล้ว ซุนกวนก็จะเป็นคนกลางคอยซ้ำเติมต่อภายหลัง

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วกล่าวว่าไอ้เด็กน้อยซุนกวนบังอาจทำกลป้ายร้ายให้แก่เราฉะนี้ ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะแก้กลของซุนกวน

            สุมาอี้จึงทูลว่า การซึ่งจะแก้กลของซุนกวนนั้นไม่ยากไม่ลำบากประการใด ขอให้ท่านกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สถาปนาอิสริยยศของกวนอูขึ้นเป็นก๋งหรือสมเด็จเจ้าพระยา ให้เอาไม้หอมมาต่อเป็นโลงศพใส่ศีรษะของกวนอู แต่งการพิธีศพให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ แล้วเชิญศพกวนอูไปฝังไว้ตามตำแหน่งของขุนนางชั้นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ เล่าปี่รู้ความก็จะปรึกษาขงเบ้ง เห็นจะแจ้งในกลของซุนกวน เล่าปี่ก็จะโกรธซุนกวนแล้วยกกองทัพไปตีซุนกวนเป็นแน่แท้ “เราจะคอยดูเล่น เมื่อเล่าปี่กับซุนกวนรบพุ่งกันยับเยินไปแล้ว เราจะทำภายหลังเห็นจะได้โดยสะดวก”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยกับอุบายของสุมาอี้ จึงสั่งให้ทหารออกไปเชิญทหารของซุนกวนเข้ามาหา ทหารเมืองกังตั๋งคำนับโจโฉตามธรรมเนียมแล้ว จึงเอาหีบศีรษะกวนอูถวายให้แก่โจโฉ

            โจโฉยังคงติดตาตรึงใจภาพลักษณ์อันองอาจสง่างามของกวนอูอยู่ไม่รู้คลาย แม้ตายแล้วเหลือแต่ศีรษะก็ใคร่จะได้เห็นหน้ากวนอูอีกสักครั้งหนึ่ง จึงให้ทหารเปิดหีบศีรษะของกวนอูแล้วชะโงกหน้าก้มลงมอง

            โจโฉเห็นใบหน้ากวนอูยังคงสดเป็นปกติราวกับใบหน้าคนนอนหลับ ก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะเยาะเย้ยว่า “กวนอูยังเป็นอยู่ไม่มาหาเรา บัดนี้ยังแต่ศีรษะเปล่าอุตส่าห์มาหาเรา”

            โจโฉกล่าวแล้วก็ก้มลงมองศีรษะกวนอูอีกครั้งหนึ่ง ในพลันนั้นโจโฉก็ตกตะลึงอึ้งอยู่กับที่ เพราะศีรษะกวนอูที่เห็นอยู่นั้นได้อ้าปากลืมตากลอกลูกตาไปมา โจโฉตกใจ สิ้นสติสมประดี พลัดตกลงจากเก้าอี้

            บรรดาทหารและขุนนางในที่นั้นต่างพากันตกใจ ไม่รู้ว่ามีเรื่องราวใดเกิดขึ้น จึงเข้ามาพยุงโจโฉไปนั่งที่เก้าอี้ ช่วยกันคลึงช่วยกันเฟ้นจนโจโฉค่อยได้สติฟื้นคืนมา

            พอโจโฉลืมตาขึ้นก็กล่าวว่า “กวนอูคนนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก เหมือนหนึ่งเทพยดาลงมาจากชั้นฟ้า”

            ทหารเมืองกังตั๋งซึ่งนำศีรษะกวนอูมาถวายเห็นดังนั้นก็รู้ว่าวิญญาณของกวนอูได้หลอกหลอนโจโฉประการใดประการหนึ่ง จึงทำให้โจโฉตกใจจนสิ้นสติ จึงทูลเล่าความที่วิญญาณกวนอูเข้าสิงลิบองแล้วหักคอลิบองถึงแก่ความตายให้โจโฉฟังทุกประการ

            โจโฉเกรงกลัวกวนอูในยามเป็นเป็นอันมาก ครั้นเห็นภาพกวนอูหลอกหลอนในยามตายก็ยิ่งเกรงกลัวกวนอูมากขึ้นกว่าแต่ก่อน พอได้สติก็สั่งให้จัดแจงขอรับพระราชทานอิสริยยศให้กวนอูเป็นก๋ง ให้แต่งการศพของกวนอูตามบรรดาศักดิ์ของขุนนางชั้นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ทุกประการ และให้ฝังศีรษะกวนอูไว้ที่ข้างประตูเมืองลกเอี๋ยงด้านทิศใต้

            ในวันฝังศีรษะกวนอู โจโฉให้แต่งขบวนเกียรติยศแล้วตามไปส่งศพทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ตามธรรมเนียม และให้เขียนป้ายหน้าสุสานของกวนอูว่าที่ฝังศพกวนกงเจ้าเมืองเกงจิ๋ว และให้แต่งขุนนางเฝ้าสุสานตามอย่างธรรมเนียมสุสานเจ้าทุกประการ

สุสานที่ฝังศีรษะกวนอู ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองจิวโจว มณฑลหูเป่ย

            เมื่อฝังศีรษะของกวนอูแล้ว โจโฉจึงสั่งให้ทหารเมืองกังตั๋งเดินทางกลับไปเมืองโดยมิได้ให้บำเหน็จหรือตอบความใด ๆ แก่ซุนกวน

            ทางฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ เมื่อปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นกับเมืองฮันต๋งสงบราบคาบแล้ว จึงยกกองทัพกลับไปเมืองเสฉวน และให้ซ่องสุมผู้คนแลเสบียงอาหารไว้เป็นอันมากเพื่อเตรียมการก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สาม คือคอยสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยแล้วจะได้ยกกองทัพใหญ่เข้าตีเมืองหลวง จากนั้นจึงค่อยยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งรวบรวมแผ่นดินให้เป็นเอกภาพ

            วันหนึ่งหอมเจ้งซึ่งเป็นขุนนางได้ทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า นางบิฮูหยินซึ่งเป็นภรรยาท่านก็หาไม่แล้ว นางซุนฮูหยินก็หนีกลับไปอยู่เมืองกังตั๋ง เห็นว่าจะไม่กลับคืนมาสู่ท่านอีก ซึ่งท่านจะครองตัวเป็นโสดอยู่ฉะนี้ไม่ชอบ เพราะการข้างในไร้ผู้คนเอาใจใส่ดูแล

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังก็เห็นด้วย จึงถามว่าแล้วท่านจะให้เราทำการประการใด หอมเจ้งจึงว่าข้าพเจ้าเห็นสตรีนางหนึ่งมีรูปงามนามเพราะ ทั้งสติปัญญาก็ฉลาดกว่าคนทั้งปวง มีความวิริยะอุตสาหะในการงานบ้านทุกสิ่งสรร นางน้อยนี้ชื่องอชี เป็นน้องสาวของงออี้ บุคลิกลักษณะกอปรด้วยรูปสมบัติอันประเสริฐ เห็นจะเป็นผู้มีบุญไปภายหน้า ขอให้ท่านรับน้องสาวของงออี้นี้ไว้เป็นภรรยาเถิด

            เล่าปี่จึงว่าตัวเราเคยได้ยินกิตติศัพท์น้องสาวของงออี้ผู้นี้ว่างออี้คิดอ่านจะยกให้เป็นภรรยาของเล่ามอ แต่เล่ามอตายเสียก่อน เล่ามอก็แซ่เดียวกับเรา ซึ่งจะเอาน้องสาวงออี้นี้มาเป็นภรรยาจะควรหรือ
หอมเจ้งจึงทูลว่า “ในอย่างธรรมเนียมนั้นก็ระวังแต่พี่น้องที่สนิท นี่ข้าพเจ้าเห็นไกลกันนัก ถ้าจะเอามาเป็นเมียก็ควรอยู่”

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงให้แต่งนางงอชีขึ้นเป็นหม่อมในฮันต๋งอ๋อง ต่อมานางงอชีได้ให้กำเนิดบุตรสองคน คนแรกชื่อเล่าเอ๋ง คนที่สองชื่อเล่าลี

            อยู่มาวันหนึ่งหน่วยสอดแนมของขงเบ้งได้เข้ามารายงานแก่ขงเบ้งว่า บัดนี้ซุนกวนได้แต่งเถ้าแก่มาสู่ขอบุตรสาวของกวนอูไปเป็นลูกสะใภ้ แต่กวนอูไม่ยอมยกให้ อ้างว่าบุตรซุนกวนเป็นลูกสุนัข บุตรีของกวนอูเป็นบุตรเสือ ไม่ชอบที่จะให้ครองคู่กัน

            ขงเบ้งได้ฟังรายงานดังนั้นจึงปรึกษากับเล่าปี่ว่าการครั้งนี้เห็นทีอันตรายจะบังเกิดแก่เมืองเกงจิ๋ว ชอบที่จะให้หากวนอูมาอยู่ที่เมืองเสฉวน แล้วแต่งขุนนางที่ปรีชาสามารถไปเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วแทน แต่เล่าปี่ไม่เห็นด้วย อ้างว่ากวนอูเป็นน้องร่วมสาบาน มีฝีมือลือชาปรากฏ เห็นจะรักษาเมืองเกงจิ๋วเอาไว้ไม่ให้เป็นอันตรายได้ 

            ขงเบ้งได้ฟังคำเล่าปี่แล้วก็เกรงใจ ทั้งเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเล่าปี่ ไม่อาจยืนกรานความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ จึงคำนับลาเล่าปี่กลับไปที่อยู่ หลังจากนั้นไม่นานกวนหินลูกชายของกวนอูถือหนังสือมาแต่กวนอู รายงานความว่าโจโฉให้อิกิ๋มและบังเต๊กคุมกองทัพยกมาช่วยเมืองอ้วนเซีย กวนอูทำการศึกมีชัยชนะเป็นหลายครั้ง

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็เป็นทุกข์ใจ เห็นถึงภัยจากศึกกระหนาบทั้งจากเมืองกังตั๋งและจากกองทัพของโจโฉ จึงเข้าไปทูลพระเจ้าเล่าปี่ให้ทราบ พระเจ้าเล่าปี่ทราบความแล้วมิได้ตรัสประการใด ขงเบ้งเห็นท่าทีของพระเจ้าเล่าปี่ก็เกรงใจ มิได้ทูลเสนอให้เรียกหากวนอูกลับตามที่เคยเสนอไว้เดิม

            ในระยะเดียวกันนั้นหน่วยสอดแนมได้รายงานความแก่ขงเบ้งอีกว่า กวนอูสั่งให้สร้างป้อมไฟสัญญาณจากเมืองเกงจิ๋วมาถึงเมืองอ้วนเซีย ขงเบ้งก็นำความไปทูลพระเจ้าเล่าปี่ พระเจ้าเล่าปี่ทราบความแล้วก็กล่าวว่า ซึ่งกวนอูทำการดังนี้เห็นเมืองเกงจิ๋วจะไม่เป็นอันตราย

            อยู่มาวันหนึ่งซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กวนอูถูกประหารชีวิต พระเจ้าเล่าปี่ให้รู้สึกรุ่มร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัว จะนั่งจะนอนไม่เป็นสุข พอค่ำก็วุ่นวายใจนอนไม่หลับ จนกระทั่งเข้าสู่ต้นยามสอง เล่าปี่จึงลุกออกมานั่งที่เก้าอี้แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพื่อให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอน

            เล่าปี่อ่านหนังสือครู่หนึ่งก็เคลิ้มไป ในภวังค์นั้นรู้สึกว่ามีสายลมเย็นหวิวสายหนึ่งพัดมาต้องกาย และผ่านไปกระทบแสงตะเกียงจนริบหรี่เกือบจะดับแล้วกลับติดเป็นปกติ เล่าปี่เงยหน้าขึ้นเห็นเงาชายผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าที่อ่านหนังสือ เห็นไม่ถนัดว่าเป็นผู้ใด จึงร้องถามว่าท่านเป็นใคร จึงบังอาจบุกรุกเข้ามาถึงที่นี่

            ชายนั้นไม่ตอบคำ เล่าปี่ก็สงสัย จึงลุกขึ้นยืนแล้วจ้องเขม็งตาดู เห็นเป็นกวนอูเดินเข้ามาใกล้ เล่าปี่ก็ทักว่ากวนอูน้องเรา เจ้าเป็นอยู่สบายดีหรือ มาหาพี่ในเวลาดึกฉะนี้ด้วยธุระสิ่งใด แล้วไฉนเล่าจึงไม่ตอบถ้อยคำเรา หรือว่าจะขึ้งโกรธน้อยใจเราด้วยสิ่งใด

            กวนอูไม่ตอบคำ เล่าปี่จึงกล่าวย้ำสืบไปว่า “เราทั้งสองรักกันเหมือนพี่น้องร่วมสายสะดือเดียวกัน เจ้าโกรธพี่ว่าไรจึงไม่เจรจา”

            ในภวังค์นั้นเล่าปี่เห็นกวนอูร้องไห้แล้วกล่าวว่า “ขอให้พี่ท่านยกกองทัพไปแก้แค้นแทนข้าพเจ้า”

            เล่าปี่ตกตะลึงแต่ไม่ทันที่จะกล่าวความสืบไป ลมหนาวพัดมาถูกตัวเล่าปี่ซึ่งเคลิ้มอยู่ที่โต๊ะหนังสือ เล่าปี่ก็ตื่นขึ้น แลไปรอบข้างไม่เห็นกวนอูก็ตกใจ ระลึกได้ว่าที่เห็นและได้ยินนั้นเป็นเพียงความฝัน

            เล่าปี่เห็นเป็นความฝันประหลาด จึงถามทหารซึ่งรักษาการณ์ว่าขณะนี้เป็นเวลากี่โมงยาม ทหารนั้นรายงานว่าบัดนี้เวลาล่วงเที่ยงคืนแล้ว เล่าปี่นิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่งให้รู้สึกประหวั่นใจว่าเหตุร้ายจะเกิดกับกวนอู จึงให้ทหารรีบไปหาขงเบ้งเชิญมาพบแต่ยามดึก

            ครั้นขงเบ้งเข้ามาหา เล่าปี่จึงเล่าความฝันอันประหลาดนั้นให้ฟัง ขงเบ้งฟังความตลอดแล้วรีบยกมือขึ้นจับยามตามตำรา ก็แจ้งว่าการร้ายเกิดขึ้นกับกวนอูเป็นแน่แล้ว แต่เห็นเป็นเวลาดึกจึงแสร้งทูลบ่ายเบี่ยงเอาใจเล่าปี่ว่า ซึ่งพระองค์ฝันดังนี้เป็นเหตุแต่จิตนิวรณ์ผูกพันรำลึกถึงกวนอู ขออย่าได้วิตกเลย

            เล่าปี่ได้ฟังความขงเบ้งไม่เห็นเป็นทางร้าย แต่สังเกตดูสีหน้าของขงเบ้งเห็นมิได้เป็นอันปกติผิดจากแต่ก่อนก็ประหวั่นใจ จึงถามย้ำขงเบ้งอีกสองสามครั้ง ขงเบ้งก็ทูลบ่ายเบี่ยงและกล่าวสรรเสริญกวนอูว่าเป็นผู้มีความดีความงาม จึงอยู่ในความทรงจำรำลึกของพระองค์ เป็นเหตุให้นิวรณ์หา อย่าได้กังวลเลย

            เล่าปี่ยังไม่วางใจ สั่งทหารให้ยกน้ำชามารินให้ขงเบ้ง แล้วชวนขงเบ้งสนทนาจนกระทั่งฟ้าสว่าง ขงเบ้งจึงคำนับลาเล่าปี่จะกลับไปที่พัก แต่พอขงเบ้งออกไปถึงประตูพบกับเคาเจ้งเดินลุกลี้ลุกลนสวนทางมา ขงเบ้งเห็นอาการประหลาดจึงหยุดถามความกับเคาเจ้ง

            เคาเจ้งคำนับขงเบ้งแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าได้ข่าวว่าซุนกวนให้ลิบองยกกองทัพมาตีเมืองเกงจิ๋ว บัดนี้กวนอูเสียทีแก่ชาวเมืองกังตั๋งแล้ว จะจริงหรือเท็จประการใด

            ขงเบ้งจึงว่า ชั่วระยะเดือนเศษมานี้ “ข้าพเจ้าดูดาวประจำเมืองเกงจิ๋ว เห็นเศร้าหมองวิปริตนัก เมื่อค่ำคืนวันนี้ก็เห็นดาวประจำเมืองซึ่งเศร้าหมองนั้นมีสีแดงดั่งสีเลือด เห็นว่ากวนอูจะถึงแก่ความตายแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่กล้าทูลพระเจ้าเล่าปี่ เกรงว่าจะเป็นทุกข์พระทัย”

            ในขณะนั้นพระเจ้าเล่าปี่เดินตามขงเบ้งมาทางด้านหลัง ได้ฟังความซึ่งขงเบ้งและ เคาเจ้งสนทนากันโดยตลอด จึงเร่งเท้ามาถึงขงเบ้ง ยุดเอาชายแขนเสื้อขงเบ้งไว้ พลางกล่าวว่าท่านเห็นเป็นเรื่องร้ายฉะนี้ ไฉนเล่าจึงไม่แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบ

            ขงเบ้งเห็นพระเจ้าเล่าปี่ก็ตกใจ รีบทูลว่าการในอากาศเป็นแต่เพียงการคาดคะเน ยังไม่แน่ว่าจะเป็นความจริงเท็จประการใด ข้าพเจ้าจึงยังไม่กล้าทูล ขอพระองค์อย่าได้ทรงวิตกไปเลย

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นก็มั่นใจว่าชะรอยสิ่งที่ฝันกับการบนอากาศที่ขงเบ้งเห็นดาวประจำเมืองเกงจิ๋ววิปริตนั้นช่างสอดคล้องกัน เห็นเรื่องร้ายจะบังเกิดแก่กวนอู จึงว่า “กวนอูกับเราได้สัญญาไว้ว่าจะเป็นด้วยกัน จะตายด้วยกัน ถ้ากวนอูตายเสียจริงข้าพเจ้าจะอยู่ไปไย”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓