ตอนที่ 443. สิ้นบุญกวนอู

สถานการณ์ของกวนอูอยู่ในท่ามกลางวิกฤตและคับขัน ไม่สามารถตั้งรับอยู่ในเมืองเป๊กเต้ได้อีกต่อไป จึงจำต้องหาหนทางตีฝ่าออกจากเมืองเพื่อไปยังเมืองเสฉวน แต่เดชะกรรมของกวนอูเป็นที่สุดแล้ว ลิบองจึงคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความคิดดังกล่าวได้โดยถูกต้อง และวางอุบายเพื่อจับกวนอูอย่างแยบยล

            กวนอูหนีพ้นจากวงล้อมแล้วจึงพาทหารไปตามทางลัด หวังจะไปให้ถึงเมืองเสฉวนโดยเร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่ฮองฮูได้ทัดทานอย่างหนักแน่นไว้ก่อนแล้วว่า ทางลัดนี้จะมีอันตราย ชอบที่กวนอูจะไปตามเส้นทางใหญ่ แต่กวนอูก็ไม่เชื่อฟัง

            กวนอูพาทหารเข้าทางลัดได้สองร้อยเส้นเป็นเวลายามหนึ่ง เห็นจูเหียนนายทหารเมืองกังตั๋งขี่ม้าถือทวนคุมทหารจำนวนมากสกัดขวางทางไว้ แล้วร้องบอกกวนอูว่าท่านต้องกลอุบายของลิบองแล้ว อย่าคิดหนีสืบไปเลย จงยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์แต่โดยดีก็จะไม่มีอันตราย

            กวนอูได้ยินดังนั้นก็โกรธ ชูง้าวขึ้นและกระตุ้นม้าบุกเข้าไปหาจูเหียนอย่างกล้าหาญ จูเหียนต่อสู้กับกวนอูได้สองสามเพลง ก็ทำทีเป็นสู้กวนอูไม่ได้ ชักม้าหลบออกข้างทาง  กวนอูเห็นดังนั้นจึงรีบขี่ม้าพาทหารตีฝ่าทหารเมืองกังตั๋งซึ่งสกัดไว้นั้นออกไปได้

            พอกวนอูพาทหารพ้นออกจากแนวสกัด ทหารเมืองกังตั๋งก็กลับหลังไล่ตามตี โห่ร้องกึกก้องดังสนั่นทั้งแนวป่า กวนอูและทหารจำต้องขับม้าหนีเพื่อให้พ้นจากการตามตี ทั้งกวนอูและทหาร ตลอดจนม้าซึ่งขี่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวและสะดุดก้อนหินตลอดทางจึงยิ่งบอบช้ำอิดโรย ทหารของจูเหียนมีจำนวนมากไล่ตามทหารของกวนอูทันจึงฆ่าฟันทหารของกวนอูบาดเจ็บล้มตายลงเกือบสิ้น

            ตัวกวนอูต่อสู้เอาตัวรอดแทบจะสิ้นกำลังในท่ามกลางวงล้อมของทหารของจูเหียน แต่ในที่สุดด้วยกำลังฝีมือของกวนอูก็สามารถตีฝ่าหักวงล้อมออกไปได้อีก ใกล้เวลาสองยามจึงขับม้าหนีไปถึงปลายทางของเขาเจาสัน

            กวนอูเห็นปลายทางข้างหน้ามีกองไฟจุดอยู่ที่กลางทางก็หลากใจ แต่ไม่มีหนทางเลือกจึงขี่ม้าตรงเข้าไป เห็นพัวเจี้ยงขี่ม้าถือง้าวคุมทหารออกมาขวางทางไว้

            กวนอูยามเข้าตาจนยิ่งมุมานะ ชักม้าเข้ารบกับพัวเจี้ยงโดยหาได้ทันคิดไม่ว่าซึ่งพัวเจี้ยงยกทหารมาตั้งสกัดอยู่ดังนี้ย่อมมีแผนการที่สอดคล้องรองรับกับการสกัดของจูเหียนในยามแรกของราตรี

            กวนอูต่อสู้กับพัวเจี้ยงได้สามเพลง พัวเจี้ยงทำทีเป็นสู้ไม่ได้แล้วพาทหารล่าถอยไปข้างทางด้านข้างของกองไฟ กวนอูจะขี่ม้าฝ่ากองไฟไปเบื้องหน้ากวนเป๋งก็เข้ามารายงานว่า ในขณะที่กำลังรบพุ่งกันอยู่นั้น เตียวลุยได้ถูกทหารข้าศึกฆ่าตายแล้ว กวนอูได้ฟังรายงานก็เสียใจ อาลัยรักเตียวลุย แต่สู้กลั้นน้ำตาไว้มิให้ทหารทั้งปวงเสียขวัญและกำลังใจ

            กวนอูขี่ม้าตรงไปข้างหน้า ให้กวนเป๋งพร้อมกับทหารที่เหลือตายประมาณสิบห้าคนรีบขี่ม้าตามไป พอกวนอูขี่ม้าผ่านกองไฟเส้นทางก็ยิ่งแคบ ในทันใดนั้นพัวเจี้ยงก็คุมทหารออกมาจากข้างทาง ทำทีโห่ร้องไล่ตามตีอีกครั้งหนึ่ง

            กวนอูจึงเร่งฝีเท้าม้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ถึงจุดซุ่มที่พัวเจี้ยงขึงเชือกดักเท้าม้าไว้ ม้ากวนอูสะดุดเชือกทรุดถลำไปข้างหน้า กวนอูกระเด็นไปข้างหน้าตกลงในหลุมซึ่งพัวเจี้ยงขุดไว้ “สีข้างกวนอูก็กระทบกับก้อนศิลา” ในทันใดนั้นม้าซึ่งเสียหลักก็ถลำตกลงมาในหลุมทับกวนอูซึ่งบาดเจ็บอยู่แล้วจนลุกไม่ได้

            ทหารเมืองกังตั๋งซึ่งซุ่มคอยทีอยู่ที่ปากหลุมได้เอาก้อนหินทุ่มใส่ลงไปในหลุมทับกวนอูจนสิ้นกำลังและกระดิกตัวไม่ได้ จึงเข้าไปจับกวนอูเอาเชือกมัดไพล่หลังไว้

            กวนเป๋งและทหารสิบห้าคนขี่ม้าไล่ตามมา เห็นกวนอูถูกจับมัดดังนั้นจึงขี่ม้าตรงเข้าไปช่วย พอดีพัวเจี้ยงและจูเหียนยกทหารตามมาทันก็เข้าล้อมจับกวนเป๋งได้ มัดไว้แล้วพากวนอูและกวนเป๋งกลับไปหาซุนกวน

            ซุนกวนเห็นทหารมัดกวนอู กวนเป๋ง มายืนอยู่ข้างหน้า ก็ทักกวนอูตามธรรมเนียมว่าท่านสบายดีหรือ กวนอูไม่ตอบคำและเบือนหน้าไปทางด้านข้าง ซุนกวนจึงกล่าวสืบไปว่า “แต่ก่อนเราได้ยินข่าวว่าท่านเป็นคนกล้าหาญ เข้มแข็ง น้ำใจสัตย์ซื่อนัก เราก็มีใจรักจะใคร่ได้ท่านมาไว้เป็นเพื่อนตัว ท่านทำราชการอยู่กันกับนายท่าน เราก็หาได้ท่านไม่ บัดนี้ท่านแพ้แก่เรา ทหารเราจับได้ท่านจงอยู่กับเราเถิด เราจะไว้ชีวิต จะเลี้ยงท่านให้ถึงขนาด”

            ด้วยอานุภาพแห่งความสัตย์ซื่อและฝีมือที่กล้าแข็ง กวนอูแม้ยามอับจนตกเป็นเชลยในเงื้อมมือข้าศึกฉะนี้แล้ว ก็ยังเป็นที่หมายปองปรารถนาของซุนกวน จึงได้ยื่นข้อเสนอชนิดที่ปุถุชนเกือบทุกรูปทุกนามที่ตกอยู่ในยามยากเช่นนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่กวนอูผู้เป็นยอดขุนพลที่มีความสัตย์ซื่อประจำใจ ก็หาได้หวั่นไหวต่อข้อเสนอเชิญชวนนั้นไม่

            ในขณะที่ซุนกวนจ้องหน้ากวนอูคอยฟังคำตอบนั้น กวนอูได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแข็งกร้าวว่า “อ้ายเด็กน้อย ตัวกูหายอมเป็นบ่าวมึงไม่ อนึ่งก็ได้ถือน้ำพิพัฒน์สัจจาไว้ต่อเล่าปี่ จะช่วยเอาราชสมบัติให้เล่าปี่อันเป็นเชื้อพระวงศ์ ซึ่งกูจะอยู่ด้วยมึงอันเป็นศัตรูราชสมบัตินั้นไม่อยู่แล้ว ครั้งนี้กูแพ้ความคิดมึง มึงจับตัวกูได้ อย่าพักพูดเกลี้ยกล่อมเลยให้ป่วยการปาก กูเป็นชาติทหารจะกินข้าวแดงเป็นสองเจ้านั้นหามิได้ จะสู้ตาย”

            ซุนกวนได้ฟังกวนอูกล่าวถ้อยคำอันแข็งกร้าวไร้ไมตรีเพียงนั้นแล้วก็ยังไม่ละความพยายาม จึงสอบถามบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงว่า “อันกวนอูเป็นคนสัตย์ซื่อน้ำใจเดียว เราคิดจะใคร่เลี้ยงไว้ ทหารทั้งปวงจะเห็นประการใด”

            โจหอมและบรรดาที่ปรึกษาได้ฟังคำซุนกวนดังนั้นจึงกล่าวว่า ซึ่งท่านจะเลี้ยงกวนอูไว้ทำราชการนั้นเห็นจะไม่สำเร็จ เมื่อครั้งที่โจโฉจับกวนอูได้ก็เคยตั้งให้เป็นถึงขุนนางผู้ใหญ่ เลี้ยงดูบำรุงเป็นเอนกอนันต์ “สามวันเลี้ยงโต๊ะทีหนึ่ง ห้าวันเลี้ยงโต๊ะทีหนึ่ง” ถึงเพียงนั้นแล้วก็ไม่อาจครองใจกวนอูเอาไว้ได้ กวนอูยังสู้หนีตามไปหาเล่าปี่ผู้เป็นพี่ ได้ฆ่านายด่านและนายทหารโจโฉเสียเป็นอันมาก ถึงแม้หากท่านจะรับเลี้ยงกวนอูไว้ นานไปกวนอูก็จะหนีไปอยู่กับเล่าปี่ แล้วทำอันตรายแก่ท่านเป็นมั่นคง

            ซุนกวนได้ฟังคำโจหอมและบรรดาที่ปรึกษาดังนั้นก็นั่งอึ้งอยู่บนที่ว่าราชการ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงว่า เราได้ตรองตามความเห็นท่านทั้งปวงเห็นว่าชอบแล้ว ว่าแล้วซุนกวนจึงสั่งทหารให้คุมตัวกวนอูและกวนเป๋งสองพ่อลูกเอาไปประหารชีวิต

            กวนอูถูกคุมตัวออกไปจากที่ว่าราชการก็มิได้ระย่อท้อถอย ทั้งที่ป่วยเจ็บเป็นสาหัสก็อุตส่าห์ฝืนใจเดินอย่างทระนงด้วยความคับแค้นพยาบาทอย่างหนักหน่วงอยู่ในใจ ขบฟันกรอด ๆ ตลอดทาง ในใจตั้งความพยาบาทว่าแม้นชีวาวายตายเป็นผี ก็จะกลับมาแก้แค้นเอาชีวิตศัตรูผู้ล่อหลอกให้จงได้

            ครั้นถึงลานประหารกวนอูก็ตั้งใจรำลึกถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีที่มีมาตลอดชีวิต คิดถึงคุณของเล่าปี่พี่ร่วมสาบานแห่งสวนท้อที่ได้ทำนุบำรุงอุ้มชูยิ่งกว่าพี่น้องร่วมอุทร พลันที่ดาบเพชฌฆาตผ่านลำคอกวนอู ศีรษะกวนอูตกกระเด็นลงกับพื้น ในขณะที่ดวงตายังคงลืมตาอยู่ โลหิตพุ่งสาดขึ้นบนฟ้า มีควันสีขาวกลุ่มหนึ่งบางเบาลอยสู่เบื้องบนเป็นที่อัศจรรย์

            ในขณะที่กวนอูถึงแก่ความตายนั้นเป็นเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ ปลายเดือนยี่ สิริรวมอายุได้ห้าสิบแปดปี ตรงกับปีพุทธศักราชเจ็ดร้อยหกสิบสอง

            ในขณะที่เพชฌฆาตกำลังจะลงดาบฆ่าสองพ่อลูกนั้น กวนอูได้ร้องเรียกกวนเป๋งให้ยื่นมือมา แล้วกวนอูจึงเอื้อมมือไปจับมือกวนเป๋งไว้ พอศีรษะสองพ่อลูกหลุดจากบ่า ศีรษะกวนเป๋งจึงกระเด็นไปตกอยู่ข้างศีรษะของกวนอู

            ทหารเมืองกังตั๋งเห็นม้าเซ็กเธาว์ของกวนอูงดงามประหลาดนัก จึงพาเอาม้านั้นไปมอบแก่ซุนกวน ซุนกวนเห็นลักษณะม้าก็ต้องใจ จึงมอบหมายให้ม้าต๋งเป็นผู้ดูแลม้าเซ็กเธาว์เป็นม้าประจำตัวของซุนกวนอีกตัวหนึ่ง แต่ม้าเซ็กเธาว์กลับไม่กินหญ้ากินน้ำ หลังจากนั้นไม่กี่วันม้าเซ็กเธาว์ก็ตายตามกวนอูไป

            ในวันที่กวนอูถูกประหารนั้นฮองฮูอยู่รั้งเมืองเป๊กเต้ เวลาตกกลางคืนให้รุ่มร้อนอยู่ในใจ นั่งไม่ได้นอนไม่หลับ มีความวิตกกังวลโดยไร้สาเหตุ แต่ในใจนั้นคิดถึงกวนอูเป็นอันมาก จนเวลาล่วงดึกจึงเคลิ้มหลับไป

            ในภวังค์นั้นเอง ฮองฮูเห็นกวนอูยืนอยู่ตรงหน้า มีโลหิตไหลท่วมทั้งตัว ฮองฮูตกใจตื่น เห็นเป็นความฝันอันประหลาดกว่าที่เคยเป็นมา จึงเรียกจิวฉองนายทหารประจำตัวกวนอูเข้ามาหาแล้วเล่าความฝันนั้นให้ฟัง และปรารภว่าความฝันดังนี้มิรู้ว่ากวนอูจะประสบเหตุเภทภัยประการใด

            สองนายทหารพูดกันยังไม่ทันขาดคำ ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งมารายงานว่าขณะนี้ทหารเมืองกังตั๋งได้เอาศีรษะกวนอูและกวนเป๋งมาตระเวนรอบกำแพงเมือง ร้องเกลี้ยกล่อมให้ทหารและชาวเมืองยอมสวามิภักดิ์

            ฮองฮูและจิวฉองได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พากันขึ้นไปดูบนเชิงเทิน เห็นศีรษะกวนอูและกวนเป๋งดังนั้นก็เสียน้ำใจยิ่งนัก ฮองฮูจึงว่าเมื่อสิ้นบุญกวนอูผู้เป็นนายแล้ว เราจะมีชีวิตดูหน้าผู้อื่นให้ได้รับความอัปยศไปไย ว่าแล้วก็กระโดดพุ่งตัวลงไปจากเชิงเทินถึงแก่ความตาย จิวฉองก็เอาดาบเชือดคอตัวเองตายบนเชิงเทินนั้น

            ทหารเมืองกังตั๋งเห็นสองนายทหารผู้รักษาเมืองตายแล้วก็หักเข้าตีเมืองและยึดเมืองเป๊กเต้ได้แต่วันนั้น

            ม่านควันสีขาวอันบางเบาได้นำเอาวิญญาณของกวนอูยอดขุนพลผู้ซื่อสัตย์สุจริตดำรงคงมั่นในคุณธรรมน้ำมิตรอย่างแจ่มแจ้งมาตลอดชีวิตออกจากร่างโดยไม่มีวันกลับ ทิ้งให้ผู้พี่ใหญ่แห่งคำสาบานสวนท้อ-เล่าปี่ และน้องเล็ก-เตียวหุย อยู่ข้างหลัง แต่ด้วยอำนาจแห่งอธิจิตที่เพ่งเพียรมายาวนาน บวกกับความอาฆาตแค้นแน่นหนักที่พกติดตามวิญญาณไปด้วย จึงทำให้วิญญาณของกวนอูกลายเป็นอสูรกาย ล่องลอยไปสถิตอยู่ที่ภูเขาจวนหยกสันในแดนเมืองตองเอี๋ยง

            บนยอดเขาจวนหยกสันนั้นมีหลวงจีนองค์หนึ่งชื่อเภาเจ๋ง อดีตเจ้าอาวาสวัดตีนก๊กซือแห่งเมืองกีชุนในแดนเมืองหลวง ได้มาปฏิบัติธรรมตั้งแต่ครั้งหนีราชภัยเพราะให้ความช่วยเหลือกวนอูหนีโจโฉไปหาเล่าปี่จนกระทั่งบัดนี้ เมื่อหลวงจีนเภาเจ๋งมาถึงเขาจวนหยกสัน เห็นภูมิทำเลสงบร่มเย็นเป็นที่วิเวก มีน้ำท่าอาหารบริบูรณ์เป็นที่สบาย จึงปลูกสำนักเล็ก ๆ ขึ้นบนเนินเขา ปฏิบัติธรรมสันโดษจนก้าวถึงภูมิธรรมที่ก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก และได้รับเณรน้อยรูปหนึ่งไว้เป็นศิษย์คอยปรนนิบัติ

            หลังจากกวนอูถูกประหารชีวิตแล้วเกือบครึ่งเดือน หลวงจีนเภาเจ๋งนั่งสมาธิจนถึงเวลาเที่ยงคืนจึงลุกออกมาเดินจงกรมในท่ามกลางแสงเดือนหงาย พลันได้ยินเสียงด้วยทิพย์โสตเป็นเสียงอันยะเยือกเย็นลอยมาตามสายลมว่า “เอาศีรษะมาคืนให้เรา”

            หลวงจีนเภาเจ๋งได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงเพ่งจักษุภายในไปที่ต้นเสียง เห็นคนใบหน้าแดงขี่ม้าถือง้าว ลอยมาจากอากาศ มีทหารเคียงข้างม้าอยู่สองนาย คนหนึ่งเป็นกวนเป๋ง อีกคนหนึ่งเป็นจิวฉอง ครั้นม้านั้นลงมาถึงพื้นดิน กวนอูก็ลงจากหลังม้า หลวงจีนเภาเจ๋งเห็นกวนอูก็จำได้ จึงกวักมือเรียกให้กวนอูเข้ามาหา กวนอู กวนเป๋ง และจิวฉอง ตรงเข้าไปคำนับหลวงจีนเภาเจ๋ง แล้วถามว่าหลวงจีนเฒ่ามีชื่อแซ่ใด ไฉนจึงเรียกหาข้าพเจ้า

            หลวงจีนเภาเจ๋งจึงตอบว่า ท่านจำเราไม่ได้แล้วหรือ อาตมาคือหลวงจีนเภาเจ๋งเป็นชาวบ้านไก่เหลียงบ้านเดียวกับท่าน เดิมปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดตีนก๊กซือ ได้พบกับท่านเมื่อครั้งที่ท่านหนีโจโฉกลับไปหาเล่าปี่ ไม่ได้พบหน้ากันหลายปีท่านจึงจำอาตมาไม่ได้

             วิญญาณของกวนอูได้ฟังคำของหลวงจีนก็รำลึกได้ จึงคำนับหลวงจีนแล้วว่า ข้าพเจ้าเสียทีถูกเขาฆ่าถึงแก่ความตายแล้ว ขอท่านผู้เป็นเนื้อนาบุญได้โปรดแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

            หลวงจีนเภาเจ๋งได้ฟังก็เอ็นดู จึงสวดมนต์เพ่งพลังแห่งเมตตาอุทิศส่วนกุศลในการปฏิบัติธรรมให้แก่กวนอู กวนเป๋ง และจิวฉอง จากนั้นจึงกล่าวว่าสัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมย่อมทำหน้าที่อันเที่ยงแท้ไม่แปรผัน สรรพสิ่งมีความเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่และดับไป ทำกรรมอันใดไว้ย่อมต้องได้รับวิบากแห่งกรรมนั้นเหมือนรอยเกวียนย่อมทับรอยเท้าโคฉะนั้น

            หลวงจีนเภาเจ๋งกล่าวสืบไปว่า ชีวิตท่านได้สังหารผลาญชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก มีใครมาทวงศีรษะเอาจากท่านบ้างเล่า ไฉนถึงคราท่านต้องรับชะตากรรมบ้าง จึงต้องทวงเอาศีรษะจากผู้อื่น จงระงับเวรด้วยการไม่จองเวรนั้นเถิด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘