ตอนที่ 442. เส้นทางสายนรก
กวนอูในยามเข้าตาอับคับขันอยู่ในเมืองเป๊กเต้ จะต่อสู้ก็มิได้ จะล่าหนีก็ถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา หนทางข้างหน้ามีแต่ความมืดมนอนธการดังหนทางไปนรก แต่กลับได้รับข้อเสนอของซุนกวนที่ให้ยอมสวามิภักดิ์แล้วจะได้ครองอำนาจวาสนาและยศศักดิ์อัครฐานดังเดิม ประดุจดังหนทางสวรรค์ สองหนทางเลือกดังนี้ปุถุชนเราจะตัดสินใจเลือกเดินหนทางอันไหนเล่า
สำหรับกวนอูผู้เป็นชายชาติทหารเสือ ยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณแห่งคำสาบานสวนท้อที่ให้ไว้กับเล่าปี่และเตียวหุย ตระหนักดีว่าหนทางสวรรค์แม้จะเปี่ยมด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อันเป็นสุดยอดปรารถนาของปวงชน แต่หนทางนั้นจะต้องฝ่าข้ามทำลายคุณธรรมน้ำมิตรซึ่งครองใจมาตลอดชั่วอายุขัยของตน หากเดินหนทางสายสวรรค์นี้แล้ว เบื้องนอกกายแม้จะสุขสบาย แต่ภายในจิตใจเล่าจะมีแต่ทุกข์เศร้าหม่นหมองไปตลอดทั้งชาติ ส่วนหนทางสายนรกนั้น แม้จะมีความโศกเศร้าอาดูรอยู่เบื้องหน้า เพราะผลแต่ความพลัดพรากจากผู้คนและสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นที่รังเกียจของทุกชีวิต แต่สามารถดำรงคงมั่นไว้ซึ่งคุณธรรมน้ำมิตรให้ประจักษ์ไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกัลปาวสาน กวนอูยังตระหนักด้วยว่าชีวิตทั้งปวงเกิดมาแล้วย่อมมีความตายเป็นเบื้องปลายทั้งสิ้น ไม่มีชีวิตใดจะข้ามพ้นความตายไปได้ ปัญหาคงเหลือแต่ว่าความตายนั้นจะมีคุณค่าที่หนักหน่วงยิ่งใหญ่ประดุจดั่งขุนเขา หรือว่าจะไร้คุณค่าเบาหวิวดุจดั่งขนนก
กวนอูตระหนักดังนี้แล้วจึงตัดสินใจเลือกเดินถนนสายนรก ปฏิเสธถนนสายสวรรค์ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งแบบอย่างแห่งคุณธรรมน้ำมิตร ให้ลือชาปรากฏไว้ในพงศาวดารสืบไปในเบื้องหน้า ไม่ว่าการข้างหน้าจะเป็นไปประการใดก็ตาม
ครั้นตัดสินใจแล้วกวนอูจึงกล่าวกับจูกัดกิ๋นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า “เราเป็นชายชาติทหารชาวเมืองไก่เหลียง อันพระเจ้าเล่าปี่ก็ได้ให้ความสัตย์ปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน จะสู้เสียชีวิตด้วยกัน อันเราจะกลับไปเข้าด้วยศัตรูนั้นหามิได้ ถึงเราจะแพ้ก็จะขอตายด้วยความสัตย์ ขึ้นชื่อว่าชาติแก้วแล้ว ถึงจะแตกจะทำลายก็ไม่หายชื่อ อนึ่งชาติไม้ก็คงเป็นไม้หากลายเป็นอื่นไม่ ถึงตัวเราจะตายก็ให้ปรากฏชื่อไปภายหน้า ท่านอย่าพักว่าไปเลย จงกลับไปบอกซุนกวนเถิดเราจะขอทำสงครามด้วยท่านกว่าจะสิ้นชีวิต”
กวนอูกล่าวคำแล้วก็เบือนหน้าไปจากจูกัดกิ๋น แต่จูกัดกิ๋นยังคงไม่ละความพยายาม กล่าวสืบไปว่า “อันน้ำใจของซุนกวนคิดจะใคร่ได้เป็นไมตรีกับท่านโดยสุจริต จะได้ช่วยป้องกันทำการกำจัดโจโฉ เป็นไรท่านจึงมาถือสัตย์อยู่ฉะนี้”
กวนเป๋งผู้เป็นบุตรบุญธรรมของกวนอูยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินจูกัดกิ๋นกล่าวดังนั้นจึงชำเลืองมองหน้ากวนอู เห็นใบหน้ายิ่งแดงกล่ำด้วยความโกรธ กวนเป๋งรู้น้ำใจผู้เป็นบิดาว่ารังเกียจคำซึ่งชักชวนให้ตระบัดสัตย์ทรยศต่อพระเจ้าเล่าปี่ผู้เป็นพี่ใหญ่แห่งคำสาบานสวนท้อยิ่งกว่าสิ่งใด จึงชักกระบี่จะฆ่าจูกัดกิ๋นเสีย
กวนอูเห็นอาการของกวนเป๋งดังนั้นจึงยุดกระบี่ของกวนเป๋งไว้แล้วห้ามว่า “ซึ่งจะฆ่า จูกัดกิ๋นเสียนี้มิได้ ด้วยขงเบ้งผู้น้องชายทำราชการอยู่ในพระเจ้าเล่าปี่ ถ้ารู้ไปเขาจะขัดใจผูกพยาบาทว่าเราฆ่าพี่เขาเสีย”
ความอันน้อยนิดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงเบื้องน้ำใจลึกของกวนอูว่ายังผูกความแหนงแคลงใจลึก ๆ อยู่กับขงเบ้ง แต่กระนั้นก็ยังเคารพและเกรงใจขงเบ้งเป็นอันมาก ครั้นได้ห้ามกวนเป๋งมิให้ทำอันตรายจูกัดกิ๋นแล้ว กวนอูจึงสั่งให้ทหารคุมตัวจูกัดกิ๋นออกไปส่งที่นอกประตูเมือง
จูกัดกิ๋นทำการไม่สำเร็จดังที่อาสามาแต่ซุนกวน แล้วมิหนำยังถูกกวนอูขับไล่ไสส่ง เป็นที่อัปยศอดสูนัก ถึงกระนั้นน้ำใจจูกัดกิ๋นก็สรรเสริญกวนอูว่ามีความหนักแน่นยึดมั่นกตัญญูอยู่ในความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเล่าปี่ ครั้นกลับไปถึงค่ายก็เข้าไปรายงานความแก่ ซุนกวนทุกประการ
ในขณะนั้นลิห้อมซึ่งเป็นขุนนางอาวุโสแห่งเมืองกังตั๋ง เป็นที่ปรึกษาที่ชำนาญในการโหรา ได้ยินคำรายงานของจูกัดกิ๋นจึงจับยามตามเวลาที่ได้ฟังคำรายงานนั้น พลางกล่าวกับซุนกวนว่า ณ เวลาอันจูกัดกิ๋นนำความเรื่องกวนอูมารายงานท่านครั้งนี้เป็นปูมที่สำคัญ ข้าพเจ้าจะจับยามตามตำราก็จะรู้ว่าการสงครามครั้งนี้จะแพ้แลชนะประการใด จะได้ตัวกวนอูไว้หรือว่ากวนอูจะหนีรอดไปได้
ว่าแล้วลิห้อมจึงยกมือขวาขึ้น ใช้หัวแม่มือนับไปตามข้อแรกของนิ้วนาง วนขวาไปตามข้อแรกของนิ้วชี้ ไล่ลงมาถึงข้อล่าง วนไปตามข้อล่างของนิ้วกลางและนิ้วนาง ขึ้นไปถึงข้อแรกของนิ้วนางอีกครั้งหนึ่ง ปากก็พร่ำถึงตำแหน่งปูมอันจำลองแต่จักรวาลไว้ในนิ้วนาง นิ้วกลาง และนิ้วชี้ทั้งเก้าข้อ จากนั้นจึงตั้งต้นตามปูมวัน ไล่ตามเวลาไปจนถึงปูมเวลา ตกภูมิที่หมายแล้วลิห้อมก็ผงกศีรษะเป็นทีครุ่นคิดทบทวนความจำอยู่สองสามครั้ง
ซุนกวนมองมาที่ลิห้อมด้วยความสนใจว่าผลคำพยากรณ์จะเป็นประการใด ครู่หนึ่งลิห้อมจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวกับซุนกวนว่า ศึกครั้งนี้จะไม่มีการสู้รบแตกหัก กวนอูจะหนีไปหนทางไกลเป็นมั่นคง
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็นั่งเอนหลังมาชิดกับพนักเก้าอี้ด้วยความโล่งอก แล้วกล่าวว่าเมื่อกวนอูคิดจะหนีไปหนทางไกลฉะนี้ จะคิดอ่านประการใดจึงจะจับตัวกวนอูได้
ลิบองได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ถ้ามาตรแม้นกวนอูหนีออกจากเมืองสมดังคำทำนายแล้ว ข้าพเจ้าก็จะคิดอุบายจับกวนอูให้จงได้ “อันกวนอูอุปมาเหมือนดังนกขังอยู่ในกรง ซึ่งจะพ้นมือไปหามิได้ ทั้งทหารก็น้อยแล้วอิดโรยอยู่ อันจะหนีไปทางใหญ่เห็นจะไม่ไป ฝ่ายทิศอุดรเมืองเป๊กเต้มีหนทางน้อยแห่งหนึ่งเป็นทางลัด แต่ก่อนกันดารด้วยมีซอกห้วยเหวเขามาก เป็นทางเดินยากก็จริงแต่ข้าพเจ้าเห็นว่ากวนอูจะไปทางนั้น ขอท่านให้ จูเหียนคุมทหารห้าพันไปอยู่ทางนั้น ถ้ากวนอูหนีออกไปอย่าให้สกัดไว้ ด้วยกวนอูมีกำลังมากอยู่ ถ้ากวนอูล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วจึงให้ทหารโห่ร้องไล่ฆ่าฟันติดตามไป อนึ่งให้ พัวเจี้ยงคุมทหารห้าร้อย ให้คอยอยู่เชิงเขาเจาสันอันเป็นปลายทางนั้น ให้คิดอ่านหาอุบายที่จะจับกวนอูให้จงได้ เห็นว่ากวนอูจะอ่อนกำลังลงแล้ว ในเวลาค่ำวันนี้ท่านจงเร่งทหารให้เข้าหักทำลายประตูเมืองเป็นสามารถ เห็นว่ากวนอูแลทหารทั้งปวงจะหนีไปมั่นคง”
ซุนกวนได้ฟังแผนการอันแยบยลของลิบองตั้งแต่การเสกสร้างสถานการณ์ให้สอดคล้องกับคำพยากรณ์ของลิห้อมที่ว่ากวนอูจะหนีไปทางไกล การหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้าแล้วใช้ปฏิบัติการจิตวิทยาให้กวนอูอ่อนล้าอ่อนกำลังลง ไปจนถึงการกำหนดแผนอุบายดักจับที่ปลายทางในขณะสิ้นกำลังแล้ว ก็เห็นว่าเป็นแผนการที่สอดคล้องต้องกันทั้งภาคภูมิดลและภาคนพดล กลมกลืนด้วยพิชัยสงครามอันล้ำลึก จึงมีความยินดียิ่งนัก
ซุนกวนหันมาทางลิห้อมแล้วบอกลิห้อมว่า ท่านจงจับยามดูต่อไปเถิดว่าซึ่งกวนอูจะหนีออกจากเมืองนั้นจะไปทางทิศอุดรหรือไม่ และจะจับตัวกวนอูได้ตามแผนการของลิบองหรือไม่
ลิห้อมรับคำซุนกวนแล้วจับยามตามตำรา พิจารณาบทพยากรณ์เสร็จสรรพแล้วจึงกล่าวกับซุนกวนว่า “เวลาวันนี้ศัตรูจะหนีออกจากเมืองไปโดยทิศอุดร เวลากลางคืนวันนี้จะจับได้เป็นมั่นคง”
ซุนกวนได้ฟังคำพยากรณ์ก็ยิ่งมีความยินดี สั่งให้จูเหียนและพัวเจี้ยงคุมทหารไปทำการตามแผนการของลิบองทุกประการ สองนายทหารรับคำสั่งแล้วจึงคุมทหารยกไปซุ่มในภูมิประเทศตามแผนการที่ลิบองกำหนด
พัวเจี้ยงคุมทหารห้าร้อยยกไปถึงปลายช่องแคบของเขาเจาสัน เห็นสองข้างทางเป็นป่ารกชัฏจึงให้ทหารขุดหลุมใหญ่ไว้ในเส้นทาง แล้วเอาไม้ปิดปากหลุม ใช้ดินกลบมิให้เป็นที่สังเกต จากนั้นจึงให้ทหารขึงเชือกกั้นเท้าม้าไว้ด้านหน้าของหลุม เสร็จการแล้วจึงให้ทหารซุ่มคอยทีที่กวนอูจะหนีมา
พอค่ำลงซุนกวนจึงจัดแจงทหารโหมจู่โจมเข้าตีเมืองเป๊กเต้ทั้งสี่ด้าน และให้ทหารเมืองเกงจิ๋วซึ่งได้เข้าสวามิภักดิ์ร้องเรียกเพื่อนทหารซึ่งอยู่กับกวนอูในเมืองเป๊กเต้ว่าให้รีบหนีออกจากเมือง จะได้ไปอยู่กับครอบครัว
ทหารในเมืองเป๊กเต้ได้ต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ แต่พอได้ยินเสียงเพื่อนร้องชักชวนก็รำลึกถึงบุตรภรรยาและครอบครัว ดังนั้นพอสบโอกาสต่างคนจึงต่างหนีออกจากเมืองเข้าสวามิภักดิ์กับซุนกวน ทำให้ทหารในเมืองเป๊กเต้เหลือน้อยกว่าน้อยนัก
กวนอูเห็นทหารเหลืออยู่ในเมืองเพียงสามร้อยคนเศษก็เสียน้ำใจ กล่าวกับฮองฮูว่า “เรารำลึกถึงคำท่านว่าแก่เราแต่ก่อน เรามิได้ฟังถ้อยคำ บัดนี้เสียทีแก่ข้าศึกแล้ว เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะมีชัยแก่ข้าศึก”
ฮองฮูได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าศึกมีกำลังแน่นหนาล้อมเมืองไว้ทุกด้าน เกินกำลังจะรับมือได้ ต่อให้ยอดขุนพลในพระเจ้าเล่าปังอย่างฮั่นสิน หรือเตียวเหลียงมาบัญชาการศึก ก็เห็นจะไม่ได้ชัยชนะ
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เปรียบเทียบสถานการณ์ว่า “ข้าศึกมีกำลังหนักถึงเพียงนี้แล้ว การทุกวันนี้ถึงมาตรว่าเลือเสียงซึ่งเป็นคนดีมีสติปัญญา ชำนาญในการสงครามนั้น ยังมีชีวิตอยู่ก็ดี อันจะแก้ไขให้มีชัยแก่ข้าศึกกู้เอาเมืองไว้ก็เห็นไม่ได้”
ฮองฮูกล่าวแล้วก็ก้มหน้าด้วยท่าทีที่สิ้นหวัง
เตียวลุยได้ฟังคำฮองฮูจึงว่า ซึ่งจะท้อแท้สิ้นหวังแล้วรอความตายอยู่ในเมือง เป๊กเต้นี้ไม่สมควร อันการสงครามย่อมมีแพ้แลชนะ ชนะก็เพราะมีกำลังเข้มแข็งและมากกว่าข้าศึก แพ้ก็เพราะไม่อาจต้านทานข้าศึกได้ แต่แพ้แลชนะนั้นหาได้ชี้ขาดสงครามไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะรักษาตัวแล้วฟื้นฟูกำลังจนสามารถกลับมาทำการได้ใหม่หรือไม่ ให้ดูตัวอย่างพระเจ้าเล่าปังนั้นเถิด ทำสงครามแพ้แล้วแพ้เล่า แต่เมื่อรักษาตนเองและกำลังเอาไว้ได้ ก็สามารถยกกลับมาทำการเอาชนะในภายหลัง การครั้งนี้จึงชอบที่จะตีฝ่าออกจากเมืองเป๊กเต้ไปหาพระเจ้าเล่าปี่ที่เมืองเสฉวนก่อน แล้วค่อยยกกองทัพจากเมืองเสฉวนมาชิงเอาเมืองเกงจิ๋วคืนก็จะได้
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงชวนฮองฮูและเตียวลุยขึ้นไปบนเชิงเทิน ทอดสายตาตรวจตราข้าศึกที่เข้าตีเมืองพร้อมกันทุกด้าน เห็นว่าทหารเมืองกังตั๋งซึ่งล้อมเมืองด้านทิศเหนือนั้นเบาบางกว่าด้านอื่น ๆ แล้วจึงลงมาจากเชิงเทิน กวนอูได้ถามทหารซึ่งชำนาญภูมิประเทศว่าทางด้านเหนือของเมืองเป๊กเต้นี้มีเส้นทางที่จะไปยังเมืองเสฉวนหรือหาไม่
ทหารนั้นได้รายงานว่า ทางทิศอุดรของเมืองเป๊กเต้นี้มีเส้นทางที่จะไปยังเมืองเสฉวนอยู่สองสาย สายหนึ่งเป็นทางเส้นใหญ่ใช้ในการสัญจรไปมาตามปกติแต่เป็นทางอ้อม อีกสายหนึ่งเป็นทางลัดแต่ทุรกันดาร เป็นทางซึ่งชาวบ้านป่าใช้สัญจร แต่สามารถไปถึงเมืองเสฉวนได้ภายในสามสิบวัน
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ชอบที่เราจะหนีไปตามเส้นทางลัด เพื่อไปให้ถึงเมืองเสฉวนโดยเร็ว ฮองฮูได้ฟังก็ท้วงว่าซึ่งท่านจะไปตามทางลัดนี้เห็นจะเป็นอันตราย เพราะวิสัยข้าศึกนั้นย่อมคาดคิดได้ดุจกันว่าหากท่านจะหนีออกจากเมืองก็จะต้องหนีไปตามเส้นทางลัด มาตรแม้นว่าข้าศึกซุ่มกำลังไว้โจมตีก็จะเสียทีแก่ข้าศึกโดยง่าย ขอให้ท่านไปตามเส้นทางใหญ่ แม้จะไกลกว่าก็เห็นว่าจะปลอดภัย
กวนอูไม่ฟังคำฮองฮู กล่าวแก้ว่าเราจะเกรงกลัวอันใดว่าข้าศึกจะยกทหารมาซุ่มตามข้างทาง ถึงแม้ว่าข้าศึกจะซุ่มกำลังอยู่ข้างทางจริงแล้ว เราก็มีกำลังวังชาที่จะตีฝ่าฆ่าฟันหักออกไปได้ ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย
ฮองฮูเห็นกวนอูไม่ฟังคำก็ร้องไห้ จึงว่าเมื่อท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้า จะไปตามเส้นทางน้อยก็ขอให้ระมัดระวังตัวให้จงดี หากบุญวาสนายังไม่สิ้นคงจะได้พบกันใหม่ ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารที่เหลืออยู่ร้อยกว่าคนต่อสู้รักษาเมืองไว้ ถ้าหากซุนกวนหักเข้าตีเมืองได้ ข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมตกเป็นข้า จะหลบหนีออกไปคอยท่ากองทัพของท่านซึ่งจะยกมาแต่เมืองเสฉวน ทำการแก้แค้นชิงเอาเมืองเกงจิ๋วกลับคืนให้จงได้
กวนอูได้ฟังคำฮองฮูก็ซาบซึ้งในความภักดี น้ำตาของชายชาติทหารก็หลั่งรินโดยไม่รู้สึกตัว แล้วว่าท่านจงรักษาเมืองแล้วทำตามคำที่กล่าวนั้นเถิด วันหน้าเราค่อยพบกันใหม่ ว่าแล้วกวนอูจึงพากวนเป๋งและเตียวลุยพร้อมทหารอีกสองร้อยคนเศษไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ
กวนอูสั่งทหารให้เปิดประตูเมืองแล้วตีฝ่าทหารเมืองกังตั๋งออกไปอย่างรวดเร็ว ทหารเมืองกังตั๋งเคยได้ยินกิตติศัพท์กวนอูเป็นอย่างดี เห็นกวนอูขี่ม้าถือง้าวนำหน้าทหารตีฝ่าออกมา ต่างคนต่างก็หลีกทางหนีเอาตัวรอด จนกวนอูตีฝ่าพ้นจากวงล้อมแล้วขี่ม้านำหน้าทหารไปที่ปากทางลัดซึ่งจะไปยังเมืองเสฉวน.
สำหรับกวนอูผู้เป็นชายชาติทหารเสือ ยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณแห่งคำสาบานสวนท้อที่ให้ไว้กับเล่าปี่และเตียวหุย ตระหนักดีว่าหนทางสวรรค์แม้จะเปี่ยมด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อันเป็นสุดยอดปรารถนาของปวงชน แต่หนทางนั้นจะต้องฝ่าข้ามทำลายคุณธรรมน้ำมิตรซึ่งครองใจมาตลอดชั่วอายุขัยของตน หากเดินหนทางสายสวรรค์นี้แล้ว เบื้องนอกกายแม้จะสุขสบาย แต่ภายในจิตใจเล่าจะมีแต่ทุกข์เศร้าหม่นหมองไปตลอดทั้งชาติ ส่วนหนทางสายนรกนั้น แม้จะมีความโศกเศร้าอาดูรอยู่เบื้องหน้า เพราะผลแต่ความพลัดพรากจากผู้คนและสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นที่รังเกียจของทุกชีวิต แต่สามารถดำรงคงมั่นไว้ซึ่งคุณธรรมน้ำมิตรให้ประจักษ์ไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกัลปาวสาน กวนอูยังตระหนักด้วยว่าชีวิตทั้งปวงเกิดมาแล้วย่อมมีความตายเป็นเบื้องปลายทั้งสิ้น ไม่มีชีวิตใดจะข้ามพ้นความตายไปได้ ปัญหาคงเหลือแต่ว่าความตายนั้นจะมีคุณค่าที่หนักหน่วงยิ่งใหญ่ประดุจดั่งขุนเขา หรือว่าจะไร้คุณค่าเบาหวิวดุจดั่งขนนก
กวนอูตระหนักดังนี้แล้วจึงตัดสินใจเลือกเดินถนนสายนรก ปฏิเสธถนนสายสวรรค์ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งแบบอย่างแห่งคุณธรรมน้ำมิตร ให้ลือชาปรากฏไว้ในพงศาวดารสืบไปในเบื้องหน้า ไม่ว่าการข้างหน้าจะเป็นไปประการใดก็ตาม
ครั้นตัดสินใจแล้วกวนอูจึงกล่าวกับจูกัดกิ๋นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า “เราเป็นชายชาติทหารชาวเมืองไก่เหลียง อันพระเจ้าเล่าปี่ก็ได้ให้ความสัตย์ปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน จะสู้เสียชีวิตด้วยกัน อันเราจะกลับไปเข้าด้วยศัตรูนั้นหามิได้ ถึงเราจะแพ้ก็จะขอตายด้วยความสัตย์ ขึ้นชื่อว่าชาติแก้วแล้ว ถึงจะแตกจะทำลายก็ไม่หายชื่อ อนึ่งชาติไม้ก็คงเป็นไม้หากลายเป็นอื่นไม่ ถึงตัวเราจะตายก็ให้ปรากฏชื่อไปภายหน้า ท่านอย่าพักว่าไปเลย จงกลับไปบอกซุนกวนเถิดเราจะขอทำสงครามด้วยท่านกว่าจะสิ้นชีวิต”
กวนอูกล่าวคำแล้วก็เบือนหน้าไปจากจูกัดกิ๋น แต่จูกัดกิ๋นยังคงไม่ละความพยายาม กล่าวสืบไปว่า “อันน้ำใจของซุนกวนคิดจะใคร่ได้เป็นไมตรีกับท่านโดยสุจริต จะได้ช่วยป้องกันทำการกำจัดโจโฉ เป็นไรท่านจึงมาถือสัตย์อยู่ฉะนี้”
กวนเป๋งผู้เป็นบุตรบุญธรรมของกวนอูยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินจูกัดกิ๋นกล่าวดังนั้นจึงชำเลืองมองหน้ากวนอู เห็นใบหน้ายิ่งแดงกล่ำด้วยความโกรธ กวนเป๋งรู้น้ำใจผู้เป็นบิดาว่ารังเกียจคำซึ่งชักชวนให้ตระบัดสัตย์ทรยศต่อพระเจ้าเล่าปี่ผู้เป็นพี่ใหญ่แห่งคำสาบานสวนท้อยิ่งกว่าสิ่งใด จึงชักกระบี่จะฆ่าจูกัดกิ๋นเสีย
กวนอูเห็นอาการของกวนเป๋งดังนั้นจึงยุดกระบี่ของกวนเป๋งไว้แล้วห้ามว่า “ซึ่งจะฆ่า จูกัดกิ๋นเสียนี้มิได้ ด้วยขงเบ้งผู้น้องชายทำราชการอยู่ในพระเจ้าเล่าปี่ ถ้ารู้ไปเขาจะขัดใจผูกพยาบาทว่าเราฆ่าพี่เขาเสีย”
ความอันน้อยนิดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงเบื้องน้ำใจลึกของกวนอูว่ายังผูกความแหนงแคลงใจลึก ๆ อยู่กับขงเบ้ง แต่กระนั้นก็ยังเคารพและเกรงใจขงเบ้งเป็นอันมาก ครั้นได้ห้ามกวนเป๋งมิให้ทำอันตรายจูกัดกิ๋นแล้ว กวนอูจึงสั่งให้ทหารคุมตัวจูกัดกิ๋นออกไปส่งที่นอกประตูเมือง
จูกัดกิ๋นทำการไม่สำเร็จดังที่อาสามาแต่ซุนกวน แล้วมิหนำยังถูกกวนอูขับไล่ไสส่ง เป็นที่อัปยศอดสูนัก ถึงกระนั้นน้ำใจจูกัดกิ๋นก็สรรเสริญกวนอูว่ามีความหนักแน่นยึดมั่นกตัญญูอยู่ในความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเล่าปี่ ครั้นกลับไปถึงค่ายก็เข้าไปรายงานความแก่ ซุนกวนทุกประการ
ในขณะนั้นลิห้อมซึ่งเป็นขุนนางอาวุโสแห่งเมืองกังตั๋ง เป็นที่ปรึกษาที่ชำนาญในการโหรา ได้ยินคำรายงานของจูกัดกิ๋นจึงจับยามตามเวลาที่ได้ฟังคำรายงานนั้น พลางกล่าวกับซุนกวนว่า ณ เวลาอันจูกัดกิ๋นนำความเรื่องกวนอูมารายงานท่านครั้งนี้เป็นปูมที่สำคัญ ข้าพเจ้าจะจับยามตามตำราก็จะรู้ว่าการสงครามครั้งนี้จะแพ้แลชนะประการใด จะได้ตัวกวนอูไว้หรือว่ากวนอูจะหนีรอดไปได้
ว่าแล้วลิห้อมจึงยกมือขวาขึ้น ใช้หัวแม่มือนับไปตามข้อแรกของนิ้วนาง วนขวาไปตามข้อแรกของนิ้วชี้ ไล่ลงมาถึงข้อล่าง วนไปตามข้อล่างของนิ้วกลางและนิ้วนาง ขึ้นไปถึงข้อแรกของนิ้วนางอีกครั้งหนึ่ง ปากก็พร่ำถึงตำแหน่งปูมอันจำลองแต่จักรวาลไว้ในนิ้วนาง นิ้วกลาง และนิ้วชี้ทั้งเก้าข้อ จากนั้นจึงตั้งต้นตามปูมวัน ไล่ตามเวลาไปจนถึงปูมเวลา ตกภูมิที่หมายแล้วลิห้อมก็ผงกศีรษะเป็นทีครุ่นคิดทบทวนความจำอยู่สองสามครั้ง
ซุนกวนมองมาที่ลิห้อมด้วยความสนใจว่าผลคำพยากรณ์จะเป็นประการใด ครู่หนึ่งลิห้อมจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวกับซุนกวนว่า ศึกครั้งนี้จะไม่มีการสู้รบแตกหัก กวนอูจะหนีไปหนทางไกลเป็นมั่นคง
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็นั่งเอนหลังมาชิดกับพนักเก้าอี้ด้วยความโล่งอก แล้วกล่าวว่าเมื่อกวนอูคิดจะหนีไปหนทางไกลฉะนี้ จะคิดอ่านประการใดจึงจะจับตัวกวนอูได้
ลิบองได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ถ้ามาตรแม้นกวนอูหนีออกจากเมืองสมดังคำทำนายแล้ว ข้าพเจ้าก็จะคิดอุบายจับกวนอูให้จงได้ “อันกวนอูอุปมาเหมือนดังนกขังอยู่ในกรง ซึ่งจะพ้นมือไปหามิได้ ทั้งทหารก็น้อยแล้วอิดโรยอยู่ อันจะหนีไปทางใหญ่เห็นจะไม่ไป ฝ่ายทิศอุดรเมืองเป๊กเต้มีหนทางน้อยแห่งหนึ่งเป็นทางลัด แต่ก่อนกันดารด้วยมีซอกห้วยเหวเขามาก เป็นทางเดินยากก็จริงแต่ข้าพเจ้าเห็นว่ากวนอูจะไปทางนั้น ขอท่านให้ จูเหียนคุมทหารห้าพันไปอยู่ทางนั้น ถ้ากวนอูหนีออกไปอย่าให้สกัดไว้ ด้วยกวนอูมีกำลังมากอยู่ ถ้ากวนอูล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วจึงให้ทหารโห่ร้องไล่ฆ่าฟันติดตามไป อนึ่งให้ พัวเจี้ยงคุมทหารห้าร้อย ให้คอยอยู่เชิงเขาเจาสันอันเป็นปลายทางนั้น ให้คิดอ่านหาอุบายที่จะจับกวนอูให้จงได้ เห็นว่ากวนอูจะอ่อนกำลังลงแล้ว ในเวลาค่ำวันนี้ท่านจงเร่งทหารให้เข้าหักทำลายประตูเมืองเป็นสามารถ เห็นว่ากวนอูแลทหารทั้งปวงจะหนีไปมั่นคง”
ซุนกวนได้ฟังแผนการอันแยบยลของลิบองตั้งแต่การเสกสร้างสถานการณ์ให้สอดคล้องกับคำพยากรณ์ของลิห้อมที่ว่ากวนอูจะหนีไปทางไกล การหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้าแล้วใช้ปฏิบัติการจิตวิทยาให้กวนอูอ่อนล้าอ่อนกำลังลง ไปจนถึงการกำหนดแผนอุบายดักจับที่ปลายทางในขณะสิ้นกำลังแล้ว ก็เห็นว่าเป็นแผนการที่สอดคล้องต้องกันทั้งภาคภูมิดลและภาคนพดล กลมกลืนด้วยพิชัยสงครามอันล้ำลึก จึงมีความยินดียิ่งนัก
ซุนกวนหันมาทางลิห้อมแล้วบอกลิห้อมว่า ท่านจงจับยามดูต่อไปเถิดว่าซึ่งกวนอูจะหนีออกจากเมืองนั้นจะไปทางทิศอุดรหรือไม่ และจะจับตัวกวนอูได้ตามแผนการของลิบองหรือไม่
ลิห้อมรับคำซุนกวนแล้วจับยามตามตำรา พิจารณาบทพยากรณ์เสร็จสรรพแล้วจึงกล่าวกับซุนกวนว่า “เวลาวันนี้ศัตรูจะหนีออกจากเมืองไปโดยทิศอุดร เวลากลางคืนวันนี้จะจับได้เป็นมั่นคง”
ซุนกวนได้ฟังคำพยากรณ์ก็ยิ่งมีความยินดี สั่งให้จูเหียนและพัวเจี้ยงคุมทหารไปทำการตามแผนการของลิบองทุกประการ สองนายทหารรับคำสั่งแล้วจึงคุมทหารยกไปซุ่มในภูมิประเทศตามแผนการที่ลิบองกำหนด
พัวเจี้ยงคุมทหารห้าร้อยยกไปถึงปลายช่องแคบของเขาเจาสัน เห็นสองข้างทางเป็นป่ารกชัฏจึงให้ทหารขุดหลุมใหญ่ไว้ในเส้นทาง แล้วเอาไม้ปิดปากหลุม ใช้ดินกลบมิให้เป็นที่สังเกต จากนั้นจึงให้ทหารขึงเชือกกั้นเท้าม้าไว้ด้านหน้าของหลุม เสร็จการแล้วจึงให้ทหารซุ่มคอยทีที่กวนอูจะหนีมา
พอค่ำลงซุนกวนจึงจัดแจงทหารโหมจู่โจมเข้าตีเมืองเป๊กเต้ทั้งสี่ด้าน และให้ทหารเมืองเกงจิ๋วซึ่งได้เข้าสวามิภักดิ์ร้องเรียกเพื่อนทหารซึ่งอยู่กับกวนอูในเมืองเป๊กเต้ว่าให้รีบหนีออกจากเมือง จะได้ไปอยู่กับครอบครัว
ทหารในเมืองเป๊กเต้ได้ต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ แต่พอได้ยินเสียงเพื่อนร้องชักชวนก็รำลึกถึงบุตรภรรยาและครอบครัว ดังนั้นพอสบโอกาสต่างคนจึงต่างหนีออกจากเมืองเข้าสวามิภักดิ์กับซุนกวน ทำให้ทหารในเมืองเป๊กเต้เหลือน้อยกว่าน้อยนัก
กวนอูเห็นทหารเหลืออยู่ในเมืองเพียงสามร้อยคนเศษก็เสียน้ำใจ กล่าวกับฮองฮูว่า “เรารำลึกถึงคำท่านว่าแก่เราแต่ก่อน เรามิได้ฟังถ้อยคำ บัดนี้เสียทีแก่ข้าศึกแล้ว เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะมีชัยแก่ข้าศึก”
ฮองฮูได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าศึกมีกำลังแน่นหนาล้อมเมืองไว้ทุกด้าน เกินกำลังจะรับมือได้ ต่อให้ยอดขุนพลในพระเจ้าเล่าปังอย่างฮั่นสิน หรือเตียวเหลียงมาบัญชาการศึก ก็เห็นจะไม่ได้ชัยชนะ
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เปรียบเทียบสถานการณ์ว่า “ข้าศึกมีกำลังหนักถึงเพียงนี้แล้ว การทุกวันนี้ถึงมาตรว่าเลือเสียงซึ่งเป็นคนดีมีสติปัญญา ชำนาญในการสงครามนั้น ยังมีชีวิตอยู่ก็ดี อันจะแก้ไขให้มีชัยแก่ข้าศึกกู้เอาเมืองไว้ก็เห็นไม่ได้”
ฮองฮูกล่าวแล้วก็ก้มหน้าด้วยท่าทีที่สิ้นหวัง
เตียวลุยได้ฟังคำฮองฮูจึงว่า ซึ่งจะท้อแท้สิ้นหวังแล้วรอความตายอยู่ในเมือง เป๊กเต้นี้ไม่สมควร อันการสงครามย่อมมีแพ้แลชนะ ชนะก็เพราะมีกำลังเข้มแข็งและมากกว่าข้าศึก แพ้ก็เพราะไม่อาจต้านทานข้าศึกได้ แต่แพ้แลชนะนั้นหาได้ชี้ขาดสงครามไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะรักษาตัวแล้วฟื้นฟูกำลังจนสามารถกลับมาทำการได้ใหม่หรือไม่ ให้ดูตัวอย่างพระเจ้าเล่าปังนั้นเถิด ทำสงครามแพ้แล้วแพ้เล่า แต่เมื่อรักษาตนเองและกำลังเอาไว้ได้ ก็สามารถยกกลับมาทำการเอาชนะในภายหลัง การครั้งนี้จึงชอบที่จะตีฝ่าออกจากเมืองเป๊กเต้ไปหาพระเจ้าเล่าปี่ที่เมืองเสฉวนก่อน แล้วค่อยยกกองทัพจากเมืองเสฉวนมาชิงเอาเมืองเกงจิ๋วคืนก็จะได้
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงชวนฮองฮูและเตียวลุยขึ้นไปบนเชิงเทิน ทอดสายตาตรวจตราข้าศึกที่เข้าตีเมืองพร้อมกันทุกด้าน เห็นว่าทหารเมืองกังตั๋งซึ่งล้อมเมืองด้านทิศเหนือนั้นเบาบางกว่าด้านอื่น ๆ แล้วจึงลงมาจากเชิงเทิน กวนอูได้ถามทหารซึ่งชำนาญภูมิประเทศว่าทางด้านเหนือของเมืองเป๊กเต้นี้มีเส้นทางที่จะไปยังเมืองเสฉวนหรือหาไม่
ทหารนั้นได้รายงานว่า ทางทิศอุดรของเมืองเป๊กเต้นี้มีเส้นทางที่จะไปยังเมืองเสฉวนอยู่สองสาย สายหนึ่งเป็นทางเส้นใหญ่ใช้ในการสัญจรไปมาตามปกติแต่เป็นทางอ้อม อีกสายหนึ่งเป็นทางลัดแต่ทุรกันดาร เป็นทางซึ่งชาวบ้านป่าใช้สัญจร แต่สามารถไปถึงเมืองเสฉวนได้ภายในสามสิบวัน
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ชอบที่เราจะหนีไปตามเส้นทางลัด เพื่อไปให้ถึงเมืองเสฉวนโดยเร็ว ฮองฮูได้ฟังก็ท้วงว่าซึ่งท่านจะไปตามทางลัดนี้เห็นจะเป็นอันตราย เพราะวิสัยข้าศึกนั้นย่อมคาดคิดได้ดุจกันว่าหากท่านจะหนีออกจากเมืองก็จะต้องหนีไปตามเส้นทางลัด มาตรแม้นว่าข้าศึกซุ่มกำลังไว้โจมตีก็จะเสียทีแก่ข้าศึกโดยง่าย ขอให้ท่านไปตามเส้นทางใหญ่ แม้จะไกลกว่าก็เห็นว่าจะปลอดภัย
กวนอูไม่ฟังคำฮองฮู กล่าวแก้ว่าเราจะเกรงกลัวอันใดว่าข้าศึกจะยกทหารมาซุ่มตามข้างทาง ถึงแม้ว่าข้าศึกจะซุ่มกำลังอยู่ข้างทางจริงแล้ว เราก็มีกำลังวังชาที่จะตีฝ่าฆ่าฟันหักออกไปได้ ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย
ฮองฮูเห็นกวนอูไม่ฟังคำก็ร้องไห้ จึงว่าเมื่อท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้า จะไปตามเส้นทางน้อยก็ขอให้ระมัดระวังตัวให้จงดี หากบุญวาสนายังไม่สิ้นคงจะได้พบกันใหม่ ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารที่เหลืออยู่ร้อยกว่าคนต่อสู้รักษาเมืองไว้ ถ้าหากซุนกวนหักเข้าตีเมืองได้ ข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมตกเป็นข้า จะหลบหนีออกไปคอยท่ากองทัพของท่านซึ่งจะยกมาแต่เมืองเสฉวน ทำการแก้แค้นชิงเอาเมืองเกงจิ๋วกลับคืนให้จงได้
กวนอูได้ฟังคำฮองฮูก็ซาบซึ้งในความภักดี น้ำตาของชายชาติทหารก็หลั่งรินโดยไม่รู้สึกตัว แล้วว่าท่านจงรักษาเมืองแล้วทำตามคำที่กล่าวนั้นเถิด วันหน้าเราค่อยพบกันใหม่ ว่าแล้วกวนอูจึงพากวนเป๋งและเตียวลุยพร้อมทหารอีกสองร้อยคนเศษไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ
กวนอูสั่งทหารให้เปิดประตูเมืองแล้วตีฝ่าทหารเมืองกังตั๋งออกไปอย่างรวดเร็ว ทหารเมืองกังตั๋งเคยได้ยินกิตติศัพท์กวนอูเป็นอย่างดี เห็นกวนอูขี่ม้าถือง้าวนำหน้าทหารตีฝ่าออกมา ต่างคนต่างก็หลีกทางหนีเอาตัวรอด จนกวนอูตีฝ่าพ้นจากวงล้อมแล้วขี่ม้านำหน้าทหารไปที่ปากทางลัดซึ่งจะไปยังเมืองเสฉวน.