ตอนที่ 441. เลือกทางสวรรค์หรือนรก

กวนอูยกกองทัพเข้าแดนเมืองเกงจิ๋วเพื่อจะชิงเอาเมืองคืน แต่ต้องประสบความสูญเสียอย่างหนักเพราะถูกลิบองใช้ปฏิบัติการทางจิตวิทยาทำให้ทหารหนีทัพเป็นจำนวนมาก จึงถอยทัพเพื่อจะกลับไปขอความช่วยเหลือจากเมืองซงหยง แต่ถูกชีเซ่ง เตงฮอง เจียวขิม ฮันต๋งและจิวท่าย ทหารเมืองกังตั๋งล้อมโจมตีอย่างดุเดือด

            กวนอูคุมทหารสู้รบเพื่อตีฝ่าวงล้อมจนกระทั่งถึงเวลาค่ำก็ยังไม่สามารถตีฝ่าออกไปได้ เพราะทหารเมืองกังตั๋งได้รุมล้อมไว้อย่างแน่นหนา ครั้นเวลาค่ำลงทหารเมืองเกงจิ๋วทั้งเกรงกลัวความตายและทั้งคิดถึงครอบครัว จึงถือเอาโอกาสนั้นหนีทัพเข้าสวามิภักดิ์กับทหารเมืองกังตั๋งเป็นจำนวนมาก จนกวนอูมีทหารเหลืออยู่เพียงสามร้อยคนเศษ

            กวนอูก็ยังพยายามสู้รบเพื่อจะตีฝ่าออกจากวงล้อมตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้าขึ้นถึงเวลาเที่ยงกวนอูก็อ่อนล้าอิดโรยลง ในทันใดนั้นก็มีเสียงโห่ร้องของทหารอีกกองหนึ่งโจมตีเข้ามาทางด้านหลังของทหารเมืองกังตั๋งซึ่งล้อมกวนอูอยู่

            กวนอูเหลือบตาไปมองเห็นธงประจำตัวนายทัพของกองทหารซึ่งยกมาโจมตีทหารเมืองกังตั๋งระบุชื่อว่ากวนเป๋งและเลียวฮัว ซึ่งเป็นกองทัพหลังของกวนอูและยกตามมาทันก็มีความยินดี

            กวนเป๋งและเลียวฮัวรุกรบจู่โจมทหารเมืองกังตั๋งที่ล้อมกวนอูอยู่อย่างดุเดือด ทหารเมืองกังตั๋งซึ่งอ่อนล้าอิดโรยลงเช่นเดียวกับทหารของกวนอูเพราะสู้รบกันมาตลอดทั้งคืน จึงต้านทหารทหารของกวนเป๋งและเลียวฮัวไม่ได้ พากันแตกกระจายเปิดช่องทางให้กวนเป๋งและเลียวฮัวรุกเข้ามาถึงกวนอูได้โดยสะดวก

            กวนเป๋งและเลียวฮัวรุกเข้ามาแก้กวนอูจากที่ล้อมได้แล้ว จึงพากวนอูและทหารที่เหลืออยู่ถอยกลับไปทางเมืองเป๊กเต้ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน หวังจะรอคอยกองทัพจากเมืองเสฉวนยกมาช่วย

            ครั้นถอยกลับเข้าเมืองเป๊กเต้แล้วกวนอูจึงสั่งให้ทหารในเมืองขึ้นประจำกำแพงเมืองรักษาค่ายคูประตูหอรบไว้ แต่เนื่องจากทหารในเมืองนั้นน้อยนักและทหารที่เหลือติดตามกวนอูและกวนเป๋งก็ไม่มากพอที่จะต่อกรกับกองทัพเมืองกังตั๋งได้ กวนอูจึงปรึกษากับกวนเป๋งและเลียวฮัวว่าจะคิดอ่านประการใด

            ในขณะที่กำลังปรึกษากันอยู่นั้น กองทัพเมืองกังตั๋งก็ยกตามมาทันและล้อมเมือง เป๊กเต้ไว้ทั้งสี่ด้าน

            กวนอูทราบความจึงปรึกษากับแม่ทัพนายกองที่เหลืออยู่ว่า ซึ่งจะรอกองทัพเมืองเสฉวนยกมาช่วยนั้นเห็นจะไม่ทันการเพราะเป็นระยะทางไกล ชอบที่จะขอกองทัพจากเมืองซงหยงซึ่งอยู่ใกล้ให้ยกมาช่วยจึงจะทันการ แต่ติดขัดด้วยกองทัพเมืองกังตั๋งล้อมไว้แน่นหนาดังนี้ จะตีฝ่าออกไปได้ยากนัก

            กวนเป๋งและเลียวฮัวจึงขออาสาพร้อมกัน โดยเลียวฮัวจะเป็นผู้ไปขอกองทัพจากเมืองซงหยงให้รีบยกมาช่วย ส่วนกวนเป๋งจะทำหน้าที่เป็นกองคุ้มกันตีฝ่าทหารเมืองกังตั๋ง ออกไปส่งเลียวฮัวจนพ้นจากวงล้อม แล้วค่อยตีฝ่ากลับเข้ามาในเมือง

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงเขียนหนังสือถึงเล่าฮองและเบ้งตัดซึ่งรักษาเมืองซงหยงว่า กวนอูจอมพลผู้รักษาชายแดนของพระเจ้าเล่าปี่ มีหนังสือมายังเล่าฮองและเบ้งตัด ด้วยบัดนี้กองทัพเมืองกังตั๋งยกมาล้อมเมืองเป๊กเต้ไว้ จึงให้เล่าฮองและ เบ้งตัดรีบจัดกองทัพยกมาช่วยโดยเร็วที่สุด

            เลียวฮัวรับหนังสือจากกวนอูแล้วจึงชวนกวนเป๋งคำนับลากวนอูออกมาจัดแจงทหาร เพื่อจะตีฝ่าไปเมืองซงหยง ครั้นจัดแจงพร้อมแล้วจึงยกทหารออกไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ

            พอพ้นจากประตูเมืองก็ปะทะกับกองทหารของเตงฮองซึ่งรักษาการอยู่ด้านนั้น เตงฮองเห็นทหารเมืองเกงจิ๋วยกออกมาจากในเมืองจึงขี่ม้านำหน้าทหารเข้ารบกับกวนเป๋ง

            เตงฮองสู้ฝีมือของกวนเป๋งไม่ได้จึงแตกถอย กวนเป๋งจึงตีฝ่าทหารเมืองกังตั๋ง ออกไปจนพ้นวงล้อมแล้วส่งเลียวฮัวไปเมืองซงหยง ส่วนกวนเป๋งก็คุมทหารยกกลับเข้าเมืองเป๊กเต้

            ทางฝ่ายเล่าฮองและเบ้งตัดซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ได้แต่งตั้งให้รักษาเมืองซงหยงได้ทราบข่าวศึกว่าเมืองเกงจิ๋วเสียแก่ซุนกวน และกวนอูเสียทีแตกหนีมาอยู่ที่เมืองเป๊กเต้โดยกองทัพเมืองกังตั๋งยกมาล้อมประชิดเมืองไว้ก็ให้วิตกเป็นอันมาก เกรงว่าการศึกจะลุกลามมาถึงเมืองซงหยง จึงปรึกษาหารือกันว่าจะคิดอ่านประการใด

            ครั้นได้ทราบว่ากวนอูใช้เลียวฮัวถือหนังสือมาหา เล่าฮองและเบ้งตัดจึงให้ทหารเชิญเลียวฮัวเข้ามาพบ เมื่อทราบความตามหนังสือของกวนอูแล้วทั้งเล่าฮองและเบ้งตัดจ้องมองหน้ากันและกันอย่างมีความนัย แล้วเล่าฮองจึงแจ้งแก่เลียวฮัวว่า การครั้งนี้ใหญ่หลวงนักเพราะหากพลาดพลั้งก็จะเป็นอันตรายต่อเมืองซงหยง ให้เลียวฮัวท่านไปพักที่ตึกรับรองแขกเมืองก่อน แล้วค่อยหารือกันในวันพรุ่งนี้

            พอเลียวฮัวออกไปแล้วเล่าฮองซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของเล่าปี่จึงปรึกษากับเบ้งตัดว่า กวนอูอาของข้าพเจ้าเสียทีแก่ข้าศึก ขอให้เรายกทหารไปช่วยดังนี้ ท่านจะมีความเห็นประการใด

            เบ้งตัดจึงว่า การครั้งนี้คับขันนัก ด้วยกองทัพเมืองกังตั๋งยกมาเป็นจำนวนมาก เมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองขึ้นทั้งปวงก็เสียแก่ซุนกวนสิ้นแล้ว เมืองเป๊กเต้เป็นเมืองน้อยไหนเลยจะรับมือกองทัพเมืองกังตั๋งได้ ถึงแม้นเรายกกองทัพไปช่วยก็ไม่อาจแก้ไขสถานการณ์ให้คืนดี ยิ่งกว่านั้นท่านไม่ทราบข่าวศึกหรือว่าโจโฉได้ยกกองทัพกว่าสี่สิบหมื่นยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งคอโผ หากเรายกไปช่วยกวนอูที่เมืองเป๊กเต้ โจโฉก็จะยกมาตีเมืองซงหยง จะมิเสียทีดอกหรือ

            เล่าฮองจึงว่า ความทั้งนี้ข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่ แต่การซึ่งจะเพิกเฉยไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอูก็ไม่สมควร ด้วยกวนอูนั้นเป็นน้องร่วมสาบานของพระเจ้าเล่าปี่ ตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้าเล่าปี่ ดังนั้นกวนอูจึงมีฐานะเป็นอาของข้าพเจ้า

            เบ้งตัดได้ฟังก็หัวเราะ แล้วว่าซึ่งท่านนับกวนอูเป็นญาติเป็นอานั้น เป็นแต่ท่านนับฝ่ายเดียวดอก กวนอูจะนับถือท่านเป็นหลานนั้นหามิได้ ความแต่หนหลังครั้งที่พระเจ้าเล่าปี่จะรับท่านเป็นบุตรบุญธรรมแล้วกวนอูทัดทานไม่ให้รับนั้นท่านลืมไปแล้วหรือ แม้เมื่อพระเจ้าเล่าปี่รับท่านเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว กวนอูก็มีความริษยาต่อท่านเป็นหลายหน

            เล่าฮองได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็สลดลง เบ้งตัดเห็นได้ทีจึงกล่าวสำทับสืบไปว่า เมื่อครั้งที่พระเจ้าเล่าปี่ได้เมืองฮันต๋ง ได้ปรึกษากับขงเบ้งว่าจะแต่งตั้งให้ท่านขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม  ขงเบ้งซึ่งรู้ความข้างในครอบครัวและพี่น้องของพระเจ้าเล่าปี่เป็นอย่างดี ไม่กล้าออกความคิดเห็น กลับเกี่ยงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องในหมู่ครอบครัวพี่น้อง ชอบที่พระเจ้าเล่าปี่จะต้องปรึกษากับกวนอู เตียวหุย ในครั้งนั้นพระเจ้าเล่าปี่จึงเชิญกวนอูมาปรึกษา ปรารภจะตั้งท่านขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม แต่กวนอูผูกจิตริษยา ทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่าตัวท่าน “เป็นคนโง่เง่าหาชาติตระกูลมิได้ อันจะให้เป็นเจ้าต่างกรมนั้นไม่สมควร แม้ถึงจะทำราชการอยู่ในเมืองเล่าก็หาไว้ใจได้ไม่ พระองค์จงให้ออกไปอยู่เมืองซงหยง”

            เบ้งตัดสังเกตเห็นเล่าฮองนิ่งอึ้งก็กล่าวสืบไปว่า เพราะเหตุที่กวนอูทัดทานดังนั้นจึงทำให้พระเจ้าเล่าปี่งดการแต่งตั้งท่านเป็นเจ้าต่างกรม และให้ออกมารักษาเมืองซงหยง ซึ่งถึงแม้จะเป็นหัวเมืองใหญ่แต่ก็หาใช่เมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางอำนาจไม่ ความอัปยศครั้งนั้น ไฉนเล่าท่านจึงหลงลืมโดยง่ายฉะนี้

            เล่าฮองได้ฟังคำจบความก็เงยหน้าขึ้นมองเบ้งตัดแล้วว่า ความซึ่งท่านกล่าวมาข้าพเจ้าก็ยังผูกใจเจ็บมิรู้เลือน แต่เมื่อกวนอูขอให้เรายกกองทัพไปช่วยเป็นทางราชการดังนี้ จะคิดอ่านผ่อนผันประการใดจึงจะสะใจแก่ความแค้นอันกรุ่นอยู่ในใจเล่า

            เบ้งตัดจึงว่า กวนอูในบัดนี้ถูกกองทัพเมืองกังตั๋งล้อมไว้เป็นแน่นหนา หากเราไม่ยกกองทัพไปช่วย ไม่นานช้าคงถูกทหารเมืองกังตั๋งจับฆ่าเสียเป็นแน่แท้ เท่ากับท่านได้ชำระแค้นโดยมิต้องออกแรง ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ท่านจงหาเลียวฮัวเข้ามา แล้วบอกว่าซึ่งจะยกกองทัพไปช่วยเมืองเป๊กเต้นั้นกระทำมิได้ เนื่องแต่พระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้ท่านมารักษาเมืองซงหยง ขณะนี้โจโฉได้ยกกองทัพมาตั้งอยู่ในที่อันไม่ไกล หากยกกองทัพไปช่วยเมืองเป๊กเต้แล้วก็จะเสียเมืองซงหยง ความผิดจะตกอยู่แก่ท่าน

            เล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย ครั้นรุ่งขึ้นจึงให้หาเลียวฮัวเข้ามาแล้วแจ้งความตามที่เบ้งตัดได้แนะนำทุกประการ เลียวฮัวได้ฟังคำของเล่าฮองก็รู้ที จึงตกใจเป็นอันมาก รีบคุกเข่าลงคำนับเล่าฮองและเบ้งตัดเป็นหลายครั้งจนเลือดไหลตามหน้าผาก แล้วอ้อนวอนว่าถ้ามาตรแม้นท่านไม่ยกกองทัพไปช่วย เมืองเป๊กเต้และกวนอูคงจะเสียแก่ข้าศึกเป็นแน่แท้

            เล่าฮองได้ฟังก็อึ้ง แต่เบ้งตัดกลับกล่าวตัดบทว่า “อันข้าศึกซึ่งจะเข้ามาทำการ ณ เมืองเกงจิ๋วครั้งนี้ อุปมาเหมือนกองไฟอันใหญ่ แลซึ่งจะให้เรายกไปช่วยนั้นเหมือนหนึ่งจะเอาน้ำในจอกอันน้อยไปดับไฟกองใหญ่นั้นจะดับหรือ ท่านจงเร่งกลับไปคอยท่ากองทัพเมืองเสฉวนเถิด”

            เลียวฮัวได้ฟังก็อ้อนวอนเล่าฮองและเบ้งตัดซ้ำอีกเป็นหลายครั้ง แต่เล่าฮองและ เบ้งตัดเบือนหน้าหนี ครั้นเลียวฮัวยังอ้อนวอนไม่ลดละ ทั้งเล่าฮองและเบ้งตัดก็ลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินหนีเข้าไปข้างใน

            เลียวฮัวเห็นดังนั้นก็โกรธ ลุกขึ้นร้องด่าไล่หลัง แต่ครั้นเห็นเล่าฮองและเบ้งตัดลับตาเข้าไปข้างในแล้ว เลียวฮัวจึงออกมาด้านนอก ขี่ม้าไปเมืองเสฉวนเพื่อจะฟ้องร้องต่อพระเจ้าเล่าปี่

            ทางฝ่ายกวนอูกับทหารห้าหกร้อยคนตั้งมั่นอยู่ในเมืองเป๊กเต้คอยท่ากองทัพเมืองซงหยงหวังว่าจะยกมาช่วยเป็นเวลาหลายวัน ก็ไม่เห็นทหารเมืองซงหยงยกมา ทั้งไม่ได้ข่าวคราวของเลียวฮัวแต่ประการใด ประกอบทั้งภายในเมืองเป๊กเต้ก็ขาดแคลนเสบียงลง ทหารทั้งปวงต่างอ่อนล้าอิดโรยป่วยเจ็บลงเป็นอันมาก กวนอูจึงมีความวิตกเป็นอันมาก ได้แต่ทอดถอนใจใหญ่ รำพึงในใจว่าหรือว่าตัวเราจะถึงคราวอับจนเสียในศึกคราวนี้แล้ว

            ในทันใดนั้นทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า จูกัดกิ๋นพี่ชายของขงเบ้งได้มาเรียกหาท่านที่หน้าประตูเมือง ทหารซึ่งรักษากำแพงเมืองไม่ทันรู้ความก็ยิงเกาทัณฑ์สกัดไว้ ครั้นทราบว่าเป็นพี่ชายของขงเบ้งจึงหยุดยิงและให้จูกัดกิ๋นรออยู่ด้านนอก ท่านจะมีดำริประการใด

            กวนอูได้ฟังว่าจูกัดกิ๋นผู้เป็นพี่ชายขงเบ้งจะมาพบ จึงสั่งทหารให้เปิดประตูรับจูกัดกิ๋นเข้ามาในเมือง ครั้นจูกัดกิ๋นมาถึงกวนอูแล้วจึงคำนับตามธรรมเนียม กวนอูรับคำนับแล้วถามว่าท่านมาหาข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยธุระสิ่งใด

            จูกัดกิ๋นจึงว่า ซุนกวนใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน ท่านคงจะทราบดีว่าเป็นเรื่องที่ซุนกวนหวังเกลี้ยกล่อมให้ท่านเข้าสวามิภักดิ์ แต่ท่านอย่าเพ่อโกรธข้าพเจ้าก่อน จงฟังคำข้าพเจ้าสักสองสามคำ เพราะอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน

            จูกัดกิ๋นเห็นกวนอูนิ่งเป็นทีอนุญาตจึงกล่าวว่า “โบราณท่านย่อมว่า อันเกิดมาเป็นคนให้รู้จักทีได้ทีเสีย คิดอ่านรักษาตัวอย่าให้มีอันตรายได้ อันตัวท่านนี้แต่ก่อนเป็นใหญ่ในเมืองเกงจิ๋ว บัดนี้เมืองเกงจิ๋วแลหัวเมืองทั้งเก้าซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วนั้นก็เสียแก่ข้าศึกสิ้นแล้ว ท่านมาอยู่ในเมืองเป๊กเต้นี้ ทหารก็น้อย ทั้งเสบียงก็ขัดสน แลกองทัพซึ่งจะมาช่วยนั้นก็ไม่มี ท่านจงสมัครไปอยู่กับซุนกวนเถิด เห็นว่าท่านจะได้ไปอยู่เมือง  เกงจิ๋วกับบุตรภรรยาญาติของท่านเป็นปรกติเหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงคิดดูให้ควรเถิด”

            กวนอูผู้เป็นน้องรองแห่งคำสาบานสวนท้ออันลือลั่น ยามนี้เหมือนหนึ่งเสือติดจั่นเข้าตาจน ไม่เห็นทางรอดแม้แต่น้อยนิด แต่ซุนกวนซึ่งคร้ามเกรงฝีมือของกวนอูและรักในน้ำใจซื่อสัตย์สุจริต ใคร่ได้ตัวกวนอูไว้เป็นพวก จึงให้จูกัดกิ๋นผู้เป็นพี่ชายของขงเบ้งมาเกลี้ยกล่อม ด้วยเงื่อนไขอันใหญ่หลวงนัก คือ ขอเพียงแต่กวนอูสวามิภักดิ์เท่านั้น ชีวิตก็จะไม่เป็นอันตราย ทั้งจะได้ครองอำนาจเป็นใหญ่ในเมืองเกงจิ๋วดังเดิม ได้เสพย์สุขในอำนาจและวาสนา และครองชีวิตกับครอบครัวญาติพี่น้องเป็นปรกติสุข นับเป็นการเสนอทางเลือกเสมอด้วยทางสวรรค์ให้แก่บุรุษเหล็กผู้กำลังอยู่ในตาจน ซึ่งจะได้เห็นกันว่าจะสามารถโยกคลอนคำสาบานแห่งสวนท้อได้หรือไม่.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘