ตอนที่ 440. สำนึกเมื่อสาย

กวนอูถูกกองทัพของโจหยินและซิหลงตีกระหนาบจนต้องล่าถอยออกจากเขตเมืองอ้วนเซีย เข้าไปในเขตแดนเมืองซงหยง พอได้ทราบว่าเสียเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวนแล้ว กวนอูก็ยังไม่คิดที่จะรายงานให้เล่าปี่ทราบ หรือคิดถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองเสฉวน กลับออกคำสั่งให้ยกไปเมืองกังอั๋นเพื่อจะยึดเมืองเกงจิ๋วกลับคืน

            ครั้นกวนอูยกไปใกล้เขตเมืองกังอั๋น หน่วยสอดแนมก็มารายงานว่าเปาสูหยินซึ่งรักษาเมืองกังอั๋นนั้นได้แปรพักตร์เข้าด้วยซุนกวนแล้ว

            กวนอูได้ยินดังนั้นก็โกรธ พิษเกาทัณฑ์ซึ่งยังไม่สิ้นไปจากกายของกวนอูจึงกำเริบขึ้น ทำให้กวนอูมีตัวร้อนดังไฟ หน้ามืด พลัดตกลงจากหลังม้า สิ้นสติสมประดี

            บรรดาทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ เข้ามาช่วยประคองกวนอูให้ลุกขึ้นและแก้ไขจนฟื้นคืนสติ กวนอูเห็นว่าจะยกเข้าตีเมืองกังอั๋นไม่ได้ เพราะกำแพงเมืองสูงใหญ่และมีการเตรียมป้องกันรักษาเมืองเป็นอย่างดี จึงยกทหารไปทางแดนเมืองเกงจิ๋ว และให้ตั้งค่ายลงไว้

            เมื่อตั้งค่ายเสร็จกวนอูจึงให้หาฮองฮูเข้ามา แล้วว่าเมื่อครั้งเปาสูหยินทำความผิดให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในค่าย ท่านได้คัดค้านไม่ให้ตั้งเปาสูหยินไปรักษาเมืองกังอั๋น ข้าพเจ้าไม่ฟังคำท่านจึงเกิดความเสียหายขึ้นดังนี้

            ฮองฮูเห็นกวนอูน้อยใจและยอมรับผิดดังนั้นก็ปลอบใจว่า ท่านอย่าตำหนิตนเองอีกเลย อันจิตมนุษย์นี้ไซร้สุดยากแท้จะหยั่งถึง ซึ่งเปาสูหยินทรยศต่อท่านไปเข้าด้วยซุนกวนนั้น เป็นเพราะเปาสูหยินเป็นคนเลวทรามต่ำช้า หาใช่ความผิดของท่านแต่ประการใดไม่

            กวนอูเรียกทหารเมืองเกงจิ๋วที่หนีออกจากเมืองเข้ามาหา แล้วถามว่าเมื่อข้าศึกยกมาตีเมือง เหตุไฉนจึงไม่มีการจุดไฟตามป้อมไฟให้สัญญาณแก่เรา จะได้ยกมาช่วยเหลือทันท่วงทีเล่า

            ทหารเมืองเกงจิ๋วจึงรายงานว่า “ลิบองแกล้งแปลงเป็นลูกค้าเข้ามา จับเอาทหารซึ่งรักษาร้านไฟไปได้สิ้น จึงมิได้จุดเพลิงขึ้น”

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า กวนอู “กระทืบเท้า ถอนใจใหญ่ จึงออกปากว่าเราเสียความคิดแก่ข้าศึก ไหนเราจะได้กลับไปเห็นหน้าพระเจ้าเล่าปี่ได้”

            กวนอูรู้สึกตัวก็สายเกินไป เพราะป้อมไฟที่สั่งให้จัดทำไว้เป็นป้อมสัญญาณอันแข็งแกร่ง หากข้าศึกยกมากวนอูก็จะรู้จากสัญญาณไฟที่เรียงรายตั้งแต่หน้าด่านเมืองแฮเค้าจนถึงใกล้แดนเมืองอ้วนเซีย แต่ปรากฏว่าป้อมไฟทั้งหมดนั้นกลับใช้ไม่ได้แม้แต่ป้อมเดียว ไม่มีการส่งสัญญาณใด ๆ ปมเงื่อนอยู่ที่ป้อมไฟหน้าเมื่อเสียแก่ข้าศึกแล้วป้อมไฟถัดมาก็ไร้ความหมาย กวนอูรู้สึกตัวดังนี้ก็ละอายแก่ใจ ด้วยความทระนงตนจึงรำพึงว่า ไม่กล้ากลับไปสู้หน้าพระเจ้าเล่าปี่อีก นั่นคือกวนอูตัดสินใจสู้ตาย โดยจะไม่กลับไปหาเล่าปี่อีกต่อไป ลัทธิสู้ตายชนิดนี้ย่อมได้ผลประการเดียวเท่านั้นคือความตาย ซึ่งขัดกับกฎทั่วไปของสงครามคือ ต้องรักษาตนเองให้รอดปลอดภัย และทำลายข้าศึก หากตัวตายแล้วไหนเลยจะทำลายข้าศึกได้

            เตียวลุยซึ่งเป็นนายกองลำเลียงได้ฟังคำกวนอูดังนั้นจึงว่า ทางด้านเหนือโจโฉรักษาเมืองอ้วนเซียอย่างมั่นคง ทางด้านใต้เล่าซุนกวนก็ยึดเมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองขึ้นเป็นอันมากไว้ได้แล้ว ตัวท่านจะยกไปยึดเอาเมืองเกงจิ๋วเห็นขัดสนนัก ชอบที่จะมีหนังสือไปถึงเมืองเซงโต๋ ทูลพระเจ้าเล่าปี่ให้ยกกองทัพมาช่วยจึงจะควร

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือถึงเล่าปี่แล้วให้ม้าเลี้ยงและอีเจี้ยถือหนังสือรีบเดินทางไปเมืองเสฉวนแต่วันนั้น

            ทางฝ่ายโจหยินเมื่อยกทหารออกจากเมืองอ้วนเซีย ตีกองทัพกวนอูแตกพ่ายไปแล้วจึงพาทหารไปเฝ้าโจโฉที่ค่าย แล้วอ้อนวอนขอให้อภัยโทษที่ทำการศึกเสียทีมาแต่ก่อน

            โจโฉเห็นโจหยินสำนึกผิดดังนั้นก็มีน้ำใจสงสาร ทั้งมีความยินดีที่โจหยินตีกองทัพกวนอูแตกพ่ายไป จึงว่าเป็นธรรมดาของการศึกสงครามย่อมมีแพ้แลชนะ เราไม่เอาโทษท่านดอก ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารทั้งปวงซึ่งมีความชอบ แล้วโจโฉจึงยกกองทัพไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลซูทง

            โจโฉเข้าไปในค่ายแล้วสำรวจตรวจตราภูมิประเทศ เห็นมั่นคงแน่นหนายิ่งนัก ก็นึกสรรเสริญซิหลงว่าข้าศึกตั้งมั่นอยู่ในภูมิประเทศที่มั่นคงแน่นหนาถึงเพียงนี้ ซิหลงยังคิดอ่านเอาชัยชนะได้ จึงกล่าวสรรเสริญซิหลงต่อหน้าบรรดาทหารทั้งปวงว่า “เราใช้ให้ทหารมาทำศึกถึง 30 ปีเศษ ก็มิอาจเอาชนะให้เหมือนซิหลงได้ อันซิหลงนี้เป็นคนมีปัญญา รู้การซึ่งจะได้จะเสีย”

            บรรดาทหารทั้งปวงได้ยินคำโจโฉกล่าวสรรเสริญยกย่องซิหลงดังนั้นก็พากันยกย่องสรรเสริญตาม

            ในวันรุ่งขึ้นโจโฉจึงยกกองทัพกลับไปตั้งอยู่ที่ตำบลคอโผ ทางฝ่ายซิหลงยกทหารตามโจโฉมาที่ค่ายซูทง พอทราบว่าโจโฉยกกองทัพไปแล้วจึงพาทหารตามไปเฝ้า ครั้นโจโฉทราบว่าซิหลงตามมาเฝ้าก็ออกมาคอยต้อนรับที่นอกค่าย เห็นซิหลงคุมทหารเป็นขบวนรบต้องตามพิชัยสงครามทุกประการ ก็มีความชื่นชมยินดี

            หลังจากซิหลงคำนับตามธรรมเนียมแล้ว โจโฉจึงกล่าวสรรเสริญซิหลงเป็นอันมาก แล้วเลื่อนตำแหน่งให้ซิหลงเป็นขุนพลปราบปรามภาคใต้ และให้แฮหัวชงไปกับ ซิหลง ยกไปตั้งค่ายใกล้แดนเมืองซงหยงเพื่อคอยตีสกัดกวนอู

            โจโฉสั่งให้ตั้งทัพอยู่ที่ตำบลคอโผเพื่อฟังข่าวคราวทางเมืองเกงจิ๋วให้แน่ชัดว่าจะเป็นประการใด จะได้คิดอ่านการสงครามสืบไป

            ทางฝ่ายกวนอูเมื่อตั้งค่ายอยู่ในเขตแดนเมืองเกงจิ๋วแล้ว จึงเรียกเตียวลุยมาปรึกษาว่าบัดนี้ข้างหน้าก็มีทหารเมืองกังตั๋งตั้งมั่นอยู่ ข้างหลังก็มีกองทัพของโจโฉตั้งมั่นอยู่เช่นเดียวกัน กองทัพเราจึงอยู่ในท่ามกลางข้าศึก ทางกองทัพเมืองเสฉวนซึ่งขอให้มาช่วยจนบัดนี้ยังยกมาไม่ถึง ท่านจะคิดอ่านประการใด

            เตียวลุยจึงว่า ซึ่งจะทำศึกสองด้านหน้าหลังดังนี้เห็นขัดสนนัก ชอบที่จะผูกไมตรีกับทางลิบอง เพราะเมื่อครั้งที่ลิบองยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลลกเค้านั้น ก็เคยมีหนังสือมาถึงท่าน ชักชวนให้ร่วมมือยกไปกำจัดโจโฉเสีย การที่ลิบองไปเข้าด้วยโจโฉจึงผิดคำพูด ควรที่ท่านจะแต่งหนังสือไปต่อว่าลิบอง แล้วฟังข่าวคราวจากลิบองก่อนว่าจะคิดอ่านประการใดสืบไป

            กวนอูได้ฟังก็เห็นชอบ จึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปหาลิบองตามคำของเตียวลุยทุกประการ

            ทางฝ่ายลิบองเมื่อทราบว่ากวนอูให้ทหารถือหนังสือมาหาก็ออกไปต้อนรับและเอาหนังสือมาอ่านดู พอทราบความแล้วก็แจ้งแก่ผู้ถือหนังสือว่า “อันเรากับกวนอูแต่ก่อนชอบอัชฌาสัยรักใคร่กันโดยสุจริต ซึ่งกวนอูมาว่าครั้งนี้ เรามิได้เป็นใหญ่แก่ตัวเรา เรายังหารู้แห่งจะตอบไปได้ไม่ ท่านจงไปบอกให้คิดดูแต่ชอบเถิด”

            ลิบองได้อ่านหนังสือของกวนอูแล้วคงจะหัวเราะเยาะอยู่แต่ในใจ เพราะสถานการณ์ล่วงเลยมาถึงบัดนี้แล้ว ไยจะมาต่อว่าต่อขานด้วยเรื่องราวแต่หนหลังได้อีก การที่เมืองกังตั๋งจะร่วมมือกับเล่าปี่หรือโจโฉเป็นการใหญ่ ไหนเลยลิบองจะตัดสินใจได้เอง เพราะเป็นอำนาจโดยเฉพาะของซุนกวน คำตอบของลิบองก็คือการปฏิเสธอย่างนุ่มนวลโดยขอให้กวนอูไปคิดเอาเองว่าลิบองควรจะทำอย่างไร

            ลิบองกล่าวดังนั้นแล้วก็ลงมือปฏิบัติการทางจิตวิทยา ด้วยการสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงบรรดาทหารซึ่งกวนอูใช้มาจนอิ่มหนำสำราญ แล้วจัดให้ไปพักที่ตึกรับรองแขกเมือง เปิดโอกาสให้บรรดาภรรยาบุตรและครอบครัวของทหารเมืองเกงจิ๋ว รวมทั้งบุตรภรรยาและครอบครัวของกวนอูเข้ามาเยี่ยมเยียนทักทายสอบถามข่าวคราวได้โดยสะดวก

            บุตรภรรยาและครอบครัวของทหารเมืองเกงจิ๋วสอบถามข่าวคราวของผู้ผัวแล้วฝากข่าวคราวของครอบครัวให้ไปแจ้งแก่ผู้ผัวว่า ทุกคนเป็นสุขสบายดี เพราะลิบองมิได้ข่มเหงเบียดเบียน กลับเลี้ยงดูอารักขาเป็นอย่างดี

            ครั้นวันรุ่งขึ้นทหารซึ่งกวนอูใช้มาจึงเดินทางกลับไปหากวนอู รายงานความทั้งปวงให้กวนอูทราบ

            กวนอูได้ฟังข่าวก็โกรธ กล่าวว่าซึ่งลิบองทำเป็นไมตรีกับเราแต่ก่อนนี้ล้วนเป็นกลอุบายให้เราตายใจทั้งสิ้น ว่าแล้วก็กล่าวคำอาฆาตว่าถ้าแม้นตัวเรายังไม่ตาย ก็จะคิดอ่านฆ่าลิบองเสียให้จงได้ พลันแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วกล่าวว่า ฟ้าดินจงเป็นพยาน หากแม้นข้าพเจ้าตายก็จะไม่ไว้ชีวิตลิบอง จะหักคอลิบองให้ตายตามไปด้วย

            กวนอูกล่าวสิ้นคำฟ้าก็มืดครึ้ม กระแสลมสายหนึ่งพัดฝุ่นคลีตลบเข้ามาในค่ายแล้วผ่านหายเลยไป ราวกับว่าเทพยดาฟ้าดินได้รับรู้คำอธิษฐานอาฆาตของกวนอูกระนั้น

            ครั้นทหารนั้นกลับออกไปด้านนอก บรรดาเพื่อนทหารทราบข่าวต่างก็มาสอบถามเกี่ยวกับครอบครัวว่าเป็นอยู่ทุกข์สุขประการใด ทหารนั้นก็แจ้งข่าวไปตามที่ทราบว่าบุตรภรรยาและครอบครัวของทุกคนได้รับการดูแลจากลิบองเป็นอย่างดี บรรดาทหารทั้งปวงได้ทราบความก็สิ้นห่วงใย และคิดถึงบุญคุณของลิบองที่ไม่ทำอันตรายแก่บุตรภรรยาและครอบครัว

            ยิ่งกองทัพกวนอูตั้งอยู่ใกล้เมืองเกงจิ๋วนานวัน บรรดาทหารก็ยิ่งคิดถึงบุตรภรรยาและครอบครัว ดังนั้นจึงมีทหารจำนวนมากหนีทัพเข้าสวามิภักดิ์กับลิบอง

            กวนอูเห็นทหารหนีทัพเป็นจำนวนมากก็โกรธ กล่าวว่าหากแม้นเรากลับเข้าเมืองเกงจิ๋วได้ก็จะลงโทษประหารชีวิตทหารที่หนีทัพไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป และคิดว่าถ้าหากตั้งทัพในลักษณะดังนี้ ทหารก็จะหนีทัพมากขึ้นอีก ซึ่งจะคิดอ่านตีเอาเมืองเกงจิ๋วเห็นขัดสน กวนอูคิดดังนั้นจึงสั่งให้เลิกทัพไปทางด้านตะวันตก

            กวนอูถอยทัพมาถึงเนินเขาลูกหนึ่ง เห็นเจียวขิมนายทหารเมืองกังตั๋งคุมทหารสกัดขวางทางอยู่ ตัวเจียวขิมเห็นกวนอูแล้วขี่ม้าร่ายทวนตรงเข้ามาหา และกล่าวกับกวนอูว่าสถานการณ์มาถึงบัดนี้แล้ว ท่านจงยอมอ่อนน้อมแก่ซุนกวนแต่โดยดีก็จะไม่มีอันตราย

            กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ตัวเราเป็นทหารของพระเจ้าเล่าปี่ ชาตินี้ไม่มีวันที่จะยอมมีนายอื่นเป็นที่สอง ว่าแล้วสั่งทหารให้เข้ารบกับทหารของเจียวขิม ตัวกวนอูขี่ม้ากรายง้าวเข้ารบกับเจียวขิม

            เจียวขิมรบกับกวนอูไม่ถึงสามเพลงก็แสร้งขับม้าหนี กวนอูไม่รู้ทีก็ขี่ม้าไล่ตามเจียวขิมไป จนใกล้ถึงซอกเขาแห่งหนึ่งก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องก้องออกมาจากทั้งสองข้างของซอกเขา เป็นฮันต๋งและจิวท่ายสองนายทหารเอกเมืองกังตั๋งคุมทหารยกออกมาสกัดขวางหน้าไว้ เจียวขิมเห็นฮันต๋งและจิวท่ายยกทหารออกตีกระหนาบกวนอูก็ยกกลับเข้าตีกระหนาบกวนอูเป็นสามทาง

            กวนอูเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบขี่ม้าพาทหารถอยกลับมาทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว จนมาถึงเนินเขาอีกลูกหนึ่ง มองขึ้นไปบนยอดเขาเห็นมีทหารเมืองเกงจิ๋วจำนวนหนึ่งปักธงสีขาวบนยอดเขา มีเนื้อความว่าชาวเมืองเกงจิ๋ว และได้ยินเสียงคนร้องมาจากบนยอดเขาว่า ใครเป็นทหารเมืองเกงจิ๋วและต้องการกลับไปอยู่กับครอบครัว ก็จงขึ้นมาบนยอดเขา

            กวนอูได้ฟังสำเนียงก็รู้ว่าเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาของลิบอง แต่งให้ชาวเมือง  กังตั๋งมาตั้งกองเกลี้ยกล่อมชาวเมืองเกงจิ๋วให้เข้าสวามิภักดิ์ก็โกรธ ควบม้าจะขึ้นไปบนเขาเพื่อฆ่าฟันคนเหล่านั้น แต่พอไปถึงเชิงเขาก็ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น ชีเซ่งและเตงฮองคุมทหารยกออกมาจากชายป่าสองข้างทางสกัดขวางกวนอูไว้

            ในขณะนั้นเจียวขิม ฮันต๋ง และจิวท่าย คุมทหารเมืองกังตั๋งไล่ตามหลังกวนอูมาทัน ทหารเมืองกังตั๋งทั้งห้านายจึงล้อมกระหนาบกวนอูไว้ทุกทิศทาง กวนอูเห็นดังนั้นก็ตกใจ พาทหารตีฝ่าวงล้อมอย่างดุเดือด

            ชีวิตของกวนอูในบัดนี้ตกอยู่ในท่ามกลางอันตรายอย่างยิ่ง ประหนึ่งว่าอุ้งหัตถ์แห่งมัจจุราชกำลังจ้องตะครุบยอดขุนพลผู้ซื่อสัตย์ น้องรองแห่งคำสาบานสวนท้อฉะนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓