ตอนที่ 43. วิบากของการทอดทิ้งบิดามารดา
เพราะเหตุคดีที่พ่อถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงเป็นแรงบันดาลจิตบันดาลใจผมอย่างหนักหน่วง ทำให้ผมมีความคิดตั้งแต่ในขณะนั้นว่าเป็นราษฎรถูกเขากดขี่ข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมก็พึ่งพาใครในท้องถิ่นไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยเจ้านายใหญ่ในกรุงเทพฯ หากในวันหน้าก็ไม่รู้ว่าจะพึ่งพาอาศัยผู้ใด คิดดังนั้นแล้วจึงตัดสินใจว่าชีวิตนี้จะต้องเป็นนักกฎหมายให้จงได้
เพราะกฎหมายคือนิติศาสตร์ คืออาวุธแห่งกฎระเบียบที่จะปกป้องคุ้มครองตนและผู้อื่นให้รอดพ้นจากอันตรายจากการกดขี่ข่มเหงอันไม่เป็นธรรม และเป็นอาวุธอันคมกล้าในการผดุงรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง
เป็นความคิดของเด็ก ๆ โดยแท้ เพราะในขณะนั้นผมยังไม่มีความเข้าใจว่าลำพังแต่ความรู้เรื่องกฎหมายไม่อาจแสวงหาความเป็นธรรมได้เสมอไป ดังที่มีภาษิตกฎหมายว่าไว้ว่าเมื่อเสียงปืนดัง เสียงกฎหมายก็ต้องเงียบ ยุคนั้นเป็นยุคที่เสียงปืนดัง นักกฎหมายพากันเงียบเสียงไปหมดสิ้น มีแต่อำนาจเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งพาได้ สมดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้นานช้าแล้วว่า วะโส อิสริยยัง โลเก ซึ่งแปลว่าอำนาจเป็นใหญ่ในโลก
ดังนั้นต่อให้มีวิชาความรู้ประการใด แต่หากไร้ซึ่งอำนาจหรือไม่เข้าถึงแหล่งแห่งอำนาจแล้ว วิชาความรู้เหล่านั้นก็ได้แต่เพียงเป็นความรู้สำหรับหาเลี้ยงปากและท้อง ไม่อาจใช้ไปในการรับใช้ชาติบ้านเมืองหรือปกป้องคุ้มครองอาณาประชาราษฎรได้เลย
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วผมรู้สึกสำนึกในบุญคุณของลุงผลเป็นอันมาก ที่มีน้ำใจเกื้อกูลเผื่อแผ่มาถึงครอบครัวของผม เพราะลุงผลนั้นเป็นคนมั่นอยู่กับระเบียบวินัย แต่ยามที่เห็นการที่เป็นไปโดยไม่เป็นธรรมก็ยอมละระเบียบวินัยนั้นเสีย มีน้ำใจเผื่อแผ่ปกป้องแก่ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม นำความมาบอกกล่าวให้ผมได้รู้ แม้จะช่วยเหลืออะไรไม่ได้แต่ก็ได้เห็นถึงน้ำใจคนคือลุงผลในครั้งนั้นได้อย่างชัดเจน
ผมเยี่ยมเยียนลุงผลและนอนสนทนาอยู่ด้วยคืนหนึ่งพอเป็นที่ได้หายคลายความคิดถึง หลังจากนั้นก็แวะเยี่ยมเยียนผู้ใหญ่อีกหลายคน แต่บางคนเมื่อไปถึงก็ใจหายเพราะทราบความว่าตายจากกันไปก่อนแล้ว
วันเวลาที่ผ่านไปย่อมกลืนกินชีวิตสรรพสัตว์โดยไม่ปรานีปราศรัยทั้งที่ไม่ได้โกรธแค้นอะไรกันมาเลย ดังนั้นการที่คนเราเร่งวันเร่งคืนเพื่อให้ถึงวัดนัดหมายที่ต้องการจึงเป็นการเร่งที่เสียเปล่า และเท่ากับเป็นการเร่งวันตายของตัวเองด้วย เพราะวันคืนย่อมล่วงไปและล่วงไปในลักษณะที่กำลังกลืนกินชีวิตของทุกคนอย่างไม่รู้สึกตัวอีกด้วย จึงแทนที่จะมัวเร่งวันเร่งคืนนั้น ควรที่จะเร่งทำการงานอย่าได้คั่งค้างก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า ดังที่พระท่านสอนว่าการทำการงานโดยไม่คั่งค้างเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตนั่นแล
ผมกลับบ้านในช่วงปิดเทอมพอสมควรแล้วจึงกราบลาพ่อแม่ ก๋ง ยาย และญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนพระอาจารย์ แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเรียนหนังสือต่อไป ที่สำคัญคือต้องเข้าเรียนกวดวิชา เพราะโรงเรียนกวดวิชาเปิดเทอมก่อนกำหนดการเปิดเทอมของโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ 2-3 วัน
ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยทางรถไฟ ถือเอาสถานีรถไฟบางกอกน้อยเป็นเป้าหมาย และกำหนดการปกติรถไฟจะเข้าถึงสถานีรถไฟบางกอกน้อยในตอนตี 5 แต่วันนั้นมีเหตุบังเอิญอะไรก็ไม่รู้ การเดินทางไม่มีอุปสรรคที่รถไฟจะต้องหยุดหรือชะลอในระหว่างทางตามปกติ จึงทำให้ขบวนรถไฟมาถึงสถานีก่อนกำหนดเกือบชั่วโมง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะรถไฟไทยมีธรรมเนียมที่ต้องถึงที่หมายล่าช้ากว่ากำหนดเสมอ
ขบวนรถไฟเข้าสถานีรถไฟบางกอกน้อยตี 4 เศษ ผมไม่อยากนั่งคอยท่าให้สว่างอยู่ที่สถานีเพราะเห็นว่าไม่ไกลจากวัดเท่าใดนัก ทั้งสัมภาระที่ติดตัวมาก็ไม่มาก สามารถที่จะถือกลับวัดได้โดยไม่ลำบาก ดังนั้นเมื่อลงจากรถไฟแล้วผมจึงหิ้วสัมภาระเดินกลับไปวัดตั้งแต่เวลานั้น
พอถึงซอยวังหลัง แถวนั้นมืดสนิท แต่ผมคุ้นถนนหนทางเป็นอย่างดี จึงไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไร ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินหน้าเรื่อยไป และถือโอกาสสำรวมสติให้ตั้งมั่นก้าวเดินแบบเดินจงกรมไปเรื่อย ๆ
ผมเดินมาถึงประตูหน้าคณะหนึ่งก็ยังมืดสนิท ผมวางสัมภาระไว้ข้างหน้าประตูคณะหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปใกล้วิหารสมเด็จเพื่อจะทำการสักการะเหมือนกับปกติที่เคยกระทำมา แต่พอเดินไปถึงบริเวณใกล้ต้นโพธิ์ผมก็ต้องชะงักเพราะบังเกิดแสงสว่างแบบเดียวกับที่เคยเห็นที่บริเวณตู้พระไตรปิฎกเก่าและเป็นแบบเดียวกับที่เคยเห็นในวิหารสมเด็จเมื่อครั้งก่อน เป็นแสงสว่างที่ลุกขึ้นจากพื้นดินห่างจากต้นโพธิ์มาทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 3 วาเท่านั้น และห่างจากตัวผมประมาณ 5 วา แสงสว่างเจิดจ้า
ผมคุ้นตาคุ้นเหตุการณ์กับแสงลักษณะนี้มาสองครั้งแล้ว พอเห็นอีกในขณะที่ผมมีสติตั้งมั่นเพราะตั้งสติเดินจงกรมมาแต่ไกล ใจก็รำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ คิดว่านี่เป็นอภินิหารแบบกระจุ๋มกระจิ๋มที่เจ้าประคุณสมเด็จแสดงให้ปรากฏ ซึ่งอาจบ่งบอกความนัยว่าเจ้าประคุณมีความยินดีที่ศิษย์บ้านนอกได้กลับคืนมายังวัดระฆังอีกครั้งหนึ่ง จึงแผ่เมตตาบารมีต้อนรับเป็นการให้พร ผมรำลึกดังนั้นแล้วจึงพนมมือขึ้นไหว้ นอบน้อมถึงเจ้าประคุณสมเด็จด้วยความเคารพนับถือศรัทธาอย่างที่สุด
ผมยืนนิ่งกุมสติมั่น มองแสงประหลาดนั้นด้วยความรู้สึกศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จเป็นล้นพ้นประมาณ ครู่หนึ่งแสงประหลาดนั้นก็หายไป ผมยังคงยืนด้วยอาการอันสำรวมและสงบนิ่ง กระทำจิตตั้งใจเหมือนหนึ่งศิษย์บูชาพระคุณครู แสงสิ้นแล้วความเย็นยะเยือกก็กรายมาถึงตัว เป็นความสบายและอิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูก
ขณะนั้นจะว่าใกล้รุ่งก็มิใช่ จะว่าปลายดึกก็ไม่เชิง แต่ผมไม่มีกิจธุระอันใดที่จะต้องเร่งร้อนเพราะความง่วงนอนได้หมดสิ้นไปตั้งแต่เมื่อขบวนรถไฟถึงสถานีแล้ว เมื่อเห็นบรรยากาศยามนั้นวิเวกสงบสงัดและเย็นเป็นที่สบาย ด้วยใจที่ตั้งมั่นอยู่แล้วจึงพนมมือขึ้นไปทางด้านวิหารสมเด็จแล้วสวดพระคาถาชินบัญชรจนจบ
เมื่อสวดพระคาถาชินบัญชรจบแล้วผมจึงสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้วก้มลงกราบลง ณ พื้นที่นั้น แล้วกลับมาเอาข้าวของสัมภาระเข้ากุฏิธรรมนิวาส
ไปถึงกุฏิประตูยังไม่เปิด ครั้นจะเรียกเพื่อนศิษย์วัดให้เปิดประตูก็รู้สึกเกรงใจ ผมจึงต้องเดินอ้อมกุฏิเจ้าคุณใหญ่ไปทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ากุฏิตามหนทางเก่าที่เคยหนีพระไปเล่นหมากฮอส เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครตื่นผมจึงวางข้าวของสัมภาระลงหน้ากุฏิ แล้วออกไปยืนเหม่อมองทอดสายตาดูแม่น้ำเจ้าพระยาในยามใกล้อรุณ
อากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายามนั้นสุขสบายอย่างยิ่ง กระแสลมพัดมาตามแม่น้ำปลิวพลิ้วแผ่วโผยระรวยริน กลิ่นดอกชมพู่หน้ากุฏิเคล้าคละกับสายลมราวกับว่าได้อยู่ในแดนเทพ
ผมเดินวนไปวนมาเพื่อคอยท่าให้พระหรือศิษย์วัดตื่น ในใจก็ครุ่นคิดถึงการเล่าเรียนในช่วงเวลาที่เหลือว่านอกจากจะต้องสอบชั้น ม.ศ.3 ให้ได้แล้ว ก็จะต้องเตรียมสอบแข่งเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอีก คู่แข่งล้วนเป็นคนเก่งมีวิชาจากทุกสารทิศ เราเป็นแต่เด็กบ้านนอก ความรู้ด้อยกว่ากันมาก จักทำฉันใดหนอจึงจะสามารถสอบเข้าเรียนได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่ามีแต่ความเพียรและความใส่ใจในวิชาที่ต้องทุ่มเทยิ่งกว่าแต่ก่อนประการหนึ่ง แต่ตัวเราเองนั้นเป็นศิษย์วัด มั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา ถือได้ว่าเป็นศิษย์ในเจ้าประคุณสมเด็จ แม้ว่าจะเกิดไม่ทันกับยุคสมัยของเจ้าประคุณก็ตาม ดังนั้นนอกจากจะพึ่งตนเองได้แล้ว ยังสามารถพึ่งบารมีเจ้าประคุณสมเด็จอีกประการหนึ่ง เมื่อรวมเข้าเป็นสองสถานฉะนี้ก็เห็นทีว่าการข้างหน้าน่าจะสมความปรารถนา
วันรุ่งขึ้นผมกลับจากตามพระไปบิณฑบาตร พอมาถึงหน้าคณะหนึ่งเห็นนายตี๋เดินเข้ามาหาแล้วบอกว่าลุงต๋อมป่วยอาการมาก พลางชี้มือไปที่ห้องพักของลุงต๋อม กล่าวแล้วนายตี๋ก็เดินออกจากคณะหนึ่งไปธุระข้างนอก
ผมปรนนิบัติพระจนพระฉันข้าวเช้าเสร็จแล้วจึงไปเยี่ยมลุงต๋อมที่ห้อง เห็นลุงต๋อมนอนหายใจระรวยอยู่ก็ใจหาย เพราะเพียงไม่กี่วันที่ผมกลับไปบ้าน ลุงต๋อมจากที่เห็นเริ่มป่วยอาการไม่มากนัก มาวันนี้กลับกลายเป็นคนละคน ผอมซูบจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และแทบกระดิกตัวไม่ได้ ทั้งมีกลิ่นปัสสาวะคละคลุ้งไปทั้งห้อง ซึ่งแสดงว่าลุงต๋อมคงลุกเดินไม่ได้มาหลายวันแล้ว ถึงขนาดต้องถ่ายปัสสาวะรดบนที่นอน และคงไม่มีใครเข้ามาเอาใจใส่ดูแล จึงทำให้ลุงต๋อมต้องมีสภาพกลายเป็นเช่นนี้
ผมยกมือไหว้และทักทายลุงต๋อมตามธรรมเนียม ในขณะนั้นลุงต๋อมตื่นอยู่แล้ว พอเห็นผมก็แสดงท่าทางดีใจ ยกมือขึ้นข้างเดียวเป็นทีรับไหว้แต่ไม่พูดอะไร ผมก็รู้ว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของคนป่วยอาการหนัก เพราะถ้าตามปกติแล้วอย่างน้อยลุงต๋อมต้องทักทายพูดจาอะไรกับผมบ้าง
ผมจึงว่าทำไมลุงจึงป่วยมากขนาดนี้ ลุงต๋อมพยักหน้าแต่ยังคงไม่ว่ากล่าวประการใด ผมรีบเอามือจับชีพจรลุงต๋อม สัมผัสได้ชัดเจนว่าการเต้นของชีพจรอ่อนแรงเหลือประมาณ เหลียวดูในห้องของลุงต๋อมเห็นมีชามข้าวปิดฝาอยู่ชามหนึ่ง และมีแก้วน้ำใส่น้ำตั้งอยู่ใบหนึ่ง ผมเปิดฝาชามข้าวดูก็เห็นอาหารแบบเดียวกับอาหารก้นบาตรพระก็รู้สึกรันทดใจอย่างยิ่ง
ผมอ่านการก็รู้ว่าคงเป็นนายตี๋เอาข้าวปลาอาหารจากก้นบาตรพระมาให้ลุงต๋อม เพราะนอกจากนายตี๋แล้วก็ไม่มีใครใส่ใจกับลุงต๋อมเลย พระเจ้าและเด็กวัดในกุฏิท่านเจ้าคุณใหญ่ล้วนอาศัยอยู่ข้างบน มีแต่ลุงต๋อมนอนอยู่ในห้องใต้ถุนกุฏิ และเพราะลุงต๋อมเป็นคนเก็บตัว ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครมาเสวนาด้วย และอาจเป็นไปได้ด้วยว่าไม่มีใครคิดหรือไม่มีใครรู้ว่าลุงต๋อมจะป่วยหนัก มีอาการมากถึงปานนี้
ผมจึงถามลุงต๋อมว่านายตี๋เอาข้าวปลามาให้หรือ ลุงต๋อมก็พยักหน้า จึงนึกว่านายตี๋ที่ใคร ๆ ถือว่าเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ แต่แท้จริงก็เป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งอาจจะถือได้ว่ามีน้ำใจดีงามประเสริฐยิ่งกว่าคนบางคนเสียอีก แต่นายตี๋ก็ทำได้เท่าที่นายตี๋จะทำได้ คือได้แต่เอาน้ำและข้าวก้นบาตรพระมาให้ลุงต๋อม โดยที่ไม่คิดหรือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนป่วยระดับลุงต๋อมนี้ไหนเลยจะกินข้าวสวยหรืออาหารก้นบาตรพระได้ ผมจึงเข้าใจว่าลุงต๋อมคงไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว อย่างมากก็คงได้กินแต่น้ำ จึงทำให้อาการไข้ต้องทรุดหนักลง และผอมซูบลงอย่างรวดเร็ว
ผมจ้องหน้าลุงต๋อมเห็นน้ำตาไหลริน ผมจึงพาสลดใจตามไปด้วย แล้วถามว่าลุงต๋อมได้บอกกล่าวลูกหลานให้มารับไปรักษาพยาบาลบ้างหรือไม่ ลุงต๋อมซึ่งไม่พูดมาตั้งแต่ต้น พอได้ยินคำผมดังนั้นก็ยกมือขึ้นอย่างระโหยโรยแรงส่ายไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่าลุงไม่ได้บอกใคร เพราะลุงรู้ว่าเป็นกฎแห่งกรรม กาละของลุงกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ถึงจะบอกใครก็ไม่มีประโยชน์
กล่าวดังนั้นแล้วน้ำตาลุงต๋อมยิ่งไหลพราก ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของลุงต๋อมดังต่อไปว่าลุงกำลังรับกรรมเก่าที่เคยทำไว้กับพ่อแม่ เพราะแต่ก่อนนั้นลุงเคยทอดทิ้งพ่อแม่ของลุงในยามแก่เฒ่าเจ็บป่วยเหมือนกับที่ลุงถูกทอดทิ้งอยู่นี่แหละ เมื่อก่อนที่ยังเป็นหนุ่มและมีกำลังวังชาก็ไม่เคยคิดหรือรู้สึกตัว แต่มาคราวนี้ก็ระลึกได้และเห็นความจริงชัดถึงความเป็นไปของกรรม ที่ทำกรรมอันใดไว้ก็ย่อมได้รับกรรมนั้น
ลุงต๋อมบอกว่าเจ็บหนักครั้งนี้ได้พิจารณาศึกษาชีวิต เห็นความจริงแท้ของกฎแห่งกรรม เห็นกฎของพระไตรลักษณ์ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะสำนึกในกรรมเก่าที่เคยทำกับพ่อแม่ แต่ก็มีความปิติที่ได้เห็นความจริงตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน และเมื่อเห็นความจริงก็สิ้นสงสัยในคำสอน ดังนั้นถึงแม้จะต้องตาย ลุงก็ไม่เสียดายชีวิตอีกแล้ว
ผมจึงเข้าใจได้ว่าลุงต๋อมสำนึกในบาปกรรมของตนที่ปฏิบัติผิดพลาดต่อพ่อแม่ คือทอดทิ้งไม่เลี้ยงดูท่านยามแก่เฒ่าป่วยเจ็บ จึงเป็นบาปเป็นกรรมและเป็นวิบากให้ลุงต๋อมต้องมาเสวยกรรมอยู่ดังนี้ ทำให้ได้รำลึกถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสว่าพ่อแม่คือพรหมของบุตร พ่อแม่คือพระอรหันต์ของบุตร การทำปิตุฆาตหรือมาตุฆาตเป็นอนันตริยกรรม ต้องห้ามมรรคผลนิพพานกันทีเดียว การทอดทิ้งไม่เลี้ยงดูพยาบาลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าป่วยเจ็บจึงเหมือนกับการทอดทิ้งพระอรหันต์ ไม่ดูแลพยาบาลพระอรหันต์ บาปกรรมหนักจึงตกแก่ตัว และลุงต๋อมก็ต้องชดใช้กรรมในชาตินี้ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
ดังนั้นใครที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีโอกาสที่จะได้ทำนุบำรุงดูแลปรนนิบัติรับใช้บิดามารดา จึงพึงต้องถือว่านั่นเป็นโอกาสอันประเสริฐของตนที่จะได้ทำกรรมดีไว้กับชีวิต จะได้เป็นอานิสงส์ไปในวันข้างหน้าว่าเมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยเข้าแล้วจะไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนกับหมาข้างถนน
เพราะเมื่อใดที่พ่อแม่พรากจากไปแล้ว โอกาสอันประเสริฐนี้ก็จะหมดสิ้นไปโดยไม่มีวันหวนกลับ ถึงนึกอยากจะปรนนิบัติท่านด้วยประการใด ๆ ก็ไม่มีทางทำได้ ถึงจะทำบุญให้ทานกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้ ไหนเลยจะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่เท่ากับการปรนนิบัติรับใช้ในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เล่า
ผมได้ฟังคำลุงต๋อมก็ไม่เซ้าซี้อะไรอีกต่อไป เพราะลุงต๋อมคงตัดใจได้แล้วว่าป่วยเจ็บครั้งนี้จะไม่บอกกล่าวให้ลูกหลานได้รู้ ด้านหนึ่งคงเพื่อชดใช้กรรมเก่าที่เคยทอดทิ้งพ่อแม่ แต่อีกด้านหนึ่งก็คงเป็นดังที่ลุงต๋อมได้กล่าวไว้ก่อนว่าจะไม่รบกวนลูกหลานให้ได้รับความลำบากนั่นเอง.
เพราะกฎหมายคือนิติศาสตร์ คืออาวุธแห่งกฎระเบียบที่จะปกป้องคุ้มครองตนและผู้อื่นให้รอดพ้นจากอันตรายจากการกดขี่ข่มเหงอันไม่เป็นธรรม และเป็นอาวุธอันคมกล้าในการผดุงรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง
เป็นความคิดของเด็ก ๆ โดยแท้ เพราะในขณะนั้นผมยังไม่มีความเข้าใจว่าลำพังแต่ความรู้เรื่องกฎหมายไม่อาจแสวงหาความเป็นธรรมได้เสมอไป ดังที่มีภาษิตกฎหมายว่าไว้ว่าเมื่อเสียงปืนดัง เสียงกฎหมายก็ต้องเงียบ ยุคนั้นเป็นยุคที่เสียงปืนดัง นักกฎหมายพากันเงียบเสียงไปหมดสิ้น มีแต่อำนาจเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งพาได้ สมดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้นานช้าแล้วว่า วะโส อิสริยยัง โลเก ซึ่งแปลว่าอำนาจเป็นใหญ่ในโลก
ดังนั้นต่อให้มีวิชาความรู้ประการใด แต่หากไร้ซึ่งอำนาจหรือไม่เข้าถึงแหล่งแห่งอำนาจแล้ว วิชาความรู้เหล่านั้นก็ได้แต่เพียงเป็นความรู้สำหรับหาเลี้ยงปากและท้อง ไม่อาจใช้ไปในการรับใช้ชาติบ้านเมืองหรือปกป้องคุ้มครองอาณาประชาราษฎรได้เลย
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วผมรู้สึกสำนึกในบุญคุณของลุงผลเป็นอันมาก ที่มีน้ำใจเกื้อกูลเผื่อแผ่มาถึงครอบครัวของผม เพราะลุงผลนั้นเป็นคนมั่นอยู่กับระเบียบวินัย แต่ยามที่เห็นการที่เป็นไปโดยไม่เป็นธรรมก็ยอมละระเบียบวินัยนั้นเสีย มีน้ำใจเผื่อแผ่ปกป้องแก่ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม นำความมาบอกกล่าวให้ผมได้รู้ แม้จะช่วยเหลืออะไรไม่ได้แต่ก็ได้เห็นถึงน้ำใจคนคือลุงผลในครั้งนั้นได้อย่างชัดเจน
ผมเยี่ยมเยียนลุงผลและนอนสนทนาอยู่ด้วยคืนหนึ่งพอเป็นที่ได้หายคลายความคิดถึง หลังจากนั้นก็แวะเยี่ยมเยียนผู้ใหญ่อีกหลายคน แต่บางคนเมื่อไปถึงก็ใจหายเพราะทราบความว่าตายจากกันไปก่อนแล้ว
วันเวลาที่ผ่านไปย่อมกลืนกินชีวิตสรรพสัตว์โดยไม่ปรานีปราศรัยทั้งที่ไม่ได้โกรธแค้นอะไรกันมาเลย ดังนั้นการที่คนเราเร่งวันเร่งคืนเพื่อให้ถึงวัดนัดหมายที่ต้องการจึงเป็นการเร่งที่เสียเปล่า และเท่ากับเป็นการเร่งวันตายของตัวเองด้วย เพราะวันคืนย่อมล่วงไปและล่วงไปในลักษณะที่กำลังกลืนกินชีวิตของทุกคนอย่างไม่รู้สึกตัวอีกด้วย จึงแทนที่จะมัวเร่งวันเร่งคืนนั้น ควรที่จะเร่งทำการงานอย่าได้คั่งค้างก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า ดังที่พระท่านสอนว่าการทำการงานโดยไม่คั่งค้างเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตนั่นแล
ผมกลับบ้านในช่วงปิดเทอมพอสมควรแล้วจึงกราบลาพ่อแม่ ก๋ง ยาย และญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนพระอาจารย์ แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเรียนหนังสือต่อไป ที่สำคัญคือต้องเข้าเรียนกวดวิชา เพราะโรงเรียนกวดวิชาเปิดเทอมก่อนกำหนดการเปิดเทอมของโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ 2-3 วัน
ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยทางรถไฟ ถือเอาสถานีรถไฟบางกอกน้อยเป็นเป้าหมาย และกำหนดการปกติรถไฟจะเข้าถึงสถานีรถไฟบางกอกน้อยในตอนตี 5 แต่วันนั้นมีเหตุบังเอิญอะไรก็ไม่รู้ การเดินทางไม่มีอุปสรรคที่รถไฟจะต้องหยุดหรือชะลอในระหว่างทางตามปกติ จึงทำให้ขบวนรถไฟมาถึงสถานีก่อนกำหนดเกือบชั่วโมง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะรถไฟไทยมีธรรมเนียมที่ต้องถึงที่หมายล่าช้ากว่ากำหนดเสมอ
ขบวนรถไฟเข้าสถานีรถไฟบางกอกน้อยตี 4 เศษ ผมไม่อยากนั่งคอยท่าให้สว่างอยู่ที่สถานีเพราะเห็นว่าไม่ไกลจากวัดเท่าใดนัก ทั้งสัมภาระที่ติดตัวมาก็ไม่มาก สามารถที่จะถือกลับวัดได้โดยไม่ลำบาก ดังนั้นเมื่อลงจากรถไฟแล้วผมจึงหิ้วสัมภาระเดินกลับไปวัดตั้งแต่เวลานั้น
พอถึงซอยวังหลัง แถวนั้นมืดสนิท แต่ผมคุ้นถนนหนทางเป็นอย่างดี จึงไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไร ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินหน้าเรื่อยไป และถือโอกาสสำรวมสติให้ตั้งมั่นก้าวเดินแบบเดินจงกรมไปเรื่อย ๆ
ผมเดินมาถึงประตูหน้าคณะหนึ่งก็ยังมืดสนิท ผมวางสัมภาระไว้ข้างหน้าประตูคณะหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปใกล้วิหารสมเด็จเพื่อจะทำการสักการะเหมือนกับปกติที่เคยกระทำมา แต่พอเดินไปถึงบริเวณใกล้ต้นโพธิ์ผมก็ต้องชะงักเพราะบังเกิดแสงสว่างแบบเดียวกับที่เคยเห็นที่บริเวณตู้พระไตรปิฎกเก่าและเป็นแบบเดียวกับที่เคยเห็นในวิหารสมเด็จเมื่อครั้งก่อน เป็นแสงสว่างที่ลุกขึ้นจากพื้นดินห่างจากต้นโพธิ์มาทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 3 วาเท่านั้น และห่างจากตัวผมประมาณ 5 วา แสงสว่างเจิดจ้า
ผมคุ้นตาคุ้นเหตุการณ์กับแสงลักษณะนี้มาสองครั้งแล้ว พอเห็นอีกในขณะที่ผมมีสติตั้งมั่นเพราะตั้งสติเดินจงกรมมาแต่ไกล ใจก็รำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ คิดว่านี่เป็นอภินิหารแบบกระจุ๋มกระจิ๋มที่เจ้าประคุณสมเด็จแสดงให้ปรากฏ ซึ่งอาจบ่งบอกความนัยว่าเจ้าประคุณมีความยินดีที่ศิษย์บ้านนอกได้กลับคืนมายังวัดระฆังอีกครั้งหนึ่ง จึงแผ่เมตตาบารมีต้อนรับเป็นการให้พร ผมรำลึกดังนั้นแล้วจึงพนมมือขึ้นไหว้ นอบน้อมถึงเจ้าประคุณสมเด็จด้วยความเคารพนับถือศรัทธาอย่างที่สุด
ผมยืนนิ่งกุมสติมั่น มองแสงประหลาดนั้นด้วยความรู้สึกศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จเป็นล้นพ้นประมาณ ครู่หนึ่งแสงประหลาดนั้นก็หายไป ผมยังคงยืนด้วยอาการอันสำรวมและสงบนิ่ง กระทำจิตตั้งใจเหมือนหนึ่งศิษย์บูชาพระคุณครู แสงสิ้นแล้วความเย็นยะเยือกก็กรายมาถึงตัว เป็นความสบายและอิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูก
ขณะนั้นจะว่าใกล้รุ่งก็มิใช่ จะว่าปลายดึกก็ไม่เชิง แต่ผมไม่มีกิจธุระอันใดที่จะต้องเร่งร้อนเพราะความง่วงนอนได้หมดสิ้นไปตั้งแต่เมื่อขบวนรถไฟถึงสถานีแล้ว เมื่อเห็นบรรยากาศยามนั้นวิเวกสงบสงัดและเย็นเป็นที่สบาย ด้วยใจที่ตั้งมั่นอยู่แล้วจึงพนมมือขึ้นไปทางด้านวิหารสมเด็จแล้วสวดพระคาถาชินบัญชรจนจบ
เมื่อสวดพระคาถาชินบัญชรจบแล้วผมจึงสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้วก้มลงกราบลง ณ พื้นที่นั้น แล้วกลับมาเอาข้าวของสัมภาระเข้ากุฏิธรรมนิวาส
ไปถึงกุฏิประตูยังไม่เปิด ครั้นจะเรียกเพื่อนศิษย์วัดให้เปิดประตูก็รู้สึกเกรงใจ ผมจึงต้องเดินอ้อมกุฏิเจ้าคุณใหญ่ไปทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ากุฏิตามหนทางเก่าที่เคยหนีพระไปเล่นหมากฮอส เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครตื่นผมจึงวางข้าวของสัมภาระลงหน้ากุฏิ แล้วออกไปยืนเหม่อมองทอดสายตาดูแม่น้ำเจ้าพระยาในยามใกล้อรุณ
อากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายามนั้นสุขสบายอย่างยิ่ง กระแสลมพัดมาตามแม่น้ำปลิวพลิ้วแผ่วโผยระรวยริน กลิ่นดอกชมพู่หน้ากุฏิเคล้าคละกับสายลมราวกับว่าได้อยู่ในแดนเทพ
ผมเดินวนไปวนมาเพื่อคอยท่าให้พระหรือศิษย์วัดตื่น ในใจก็ครุ่นคิดถึงการเล่าเรียนในช่วงเวลาที่เหลือว่านอกจากจะต้องสอบชั้น ม.ศ.3 ให้ได้แล้ว ก็จะต้องเตรียมสอบแข่งเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอีก คู่แข่งล้วนเป็นคนเก่งมีวิชาจากทุกสารทิศ เราเป็นแต่เด็กบ้านนอก ความรู้ด้อยกว่ากันมาก จักทำฉันใดหนอจึงจะสามารถสอบเข้าเรียนได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่ามีแต่ความเพียรและความใส่ใจในวิชาที่ต้องทุ่มเทยิ่งกว่าแต่ก่อนประการหนึ่ง แต่ตัวเราเองนั้นเป็นศิษย์วัด มั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา ถือได้ว่าเป็นศิษย์ในเจ้าประคุณสมเด็จ แม้ว่าจะเกิดไม่ทันกับยุคสมัยของเจ้าประคุณก็ตาม ดังนั้นนอกจากจะพึ่งตนเองได้แล้ว ยังสามารถพึ่งบารมีเจ้าประคุณสมเด็จอีกประการหนึ่ง เมื่อรวมเข้าเป็นสองสถานฉะนี้ก็เห็นทีว่าการข้างหน้าน่าจะสมความปรารถนา
วันรุ่งขึ้นผมกลับจากตามพระไปบิณฑบาตร พอมาถึงหน้าคณะหนึ่งเห็นนายตี๋เดินเข้ามาหาแล้วบอกว่าลุงต๋อมป่วยอาการมาก พลางชี้มือไปที่ห้องพักของลุงต๋อม กล่าวแล้วนายตี๋ก็เดินออกจากคณะหนึ่งไปธุระข้างนอก
ผมปรนนิบัติพระจนพระฉันข้าวเช้าเสร็จแล้วจึงไปเยี่ยมลุงต๋อมที่ห้อง เห็นลุงต๋อมนอนหายใจระรวยอยู่ก็ใจหาย เพราะเพียงไม่กี่วันที่ผมกลับไปบ้าน ลุงต๋อมจากที่เห็นเริ่มป่วยอาการไม่มากนัก มาวันนี้กลับกลายเป็นคนละคน ผอมซูบจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และแทบกระดิกตัวไม่ได้ ทั้งมีกลิ่นปัสสาวะคละคลุ้งไปทั้งห้อง ซึ่งแสดงว่าลุงต๋อมคงลุกเดินไม่ได้มาหลายวันแล้ว ถึงขนาดต้องถ่ายปัสสาวะรดบนที่นอน และคงไม่มีใครเข้ามาเอาใจใส่ดูแล จึงทำให้ลุงต๋อมต้องมีสภาพกลายเป็นเช่นนี้
ผมยกมือไหว้และทักทายลุงต๋อมตามธรรมเนียม ในขณะนั้นลุงต๋อมตื่นอยู่แล้ว พอเห็นผมก็แสดงท่าทางดีใจ ยกมือขึ้นข้างเดียวเป็นทีรับไหว้แต่ไม่พูดอะไร ผมก็รู้ว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของคนป่วยอาการหนัก เพราะถ้าตามปกติแล้วอย่างน้อยลุงต๋อมต้องทักทายพูดจาอะไรกับผมบ้าง
ผมจึงว่าทำไมลุงจึงป่วยมากขนาดนี้ ลุงต๋อมพยักหน้าแต่ยังคงไม่ว่ากล่าวประการใด ผมรีบเอามือจับชีพจรลุงต๋อม สัมผัสได้ชัดเจนว่าการเต้นของชีพจรอ่อนแรงเหลือประมาณ เหลียวดูในห้องของลุงต๋อมเห็นมีชามข้าวปิดฝาอยู่ชามหนึ่ง และมีแก้วน้ำใส่น้ำตั้งอยู่ใบหนึ่ง ผมเปิดฝาชามข้าวดูก็เห็นอาหารแบบเดียวกับอาหารก้นบาตรพระก็รู้สึกรันทดใจอย่างยิ่ง
ผมอ่านการก็รู้ว่าคงเป็นนายตี๋เอาข้าวปลาอาหารจากก้นบาตรพระมาให้ลุงต๋อม เพราะนอกจากนายตี๋แล้วก็ไม่มีใครใส่ใจกับลุงต๋อมเลย พระเจ้าและเด็กวัดในกุฏิท่านเจ้าคุณใหญ่ล้วนอาศัยอยู่ข้างบน มีแต่ลุงต๋อมนอนอยู่ในห้องใต้ถุนกุฏิ และเพราะลุงต๋อมเป็นคนเก็บตัว ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครมาเสวนาด้วย และอาจเป็นไปได้ด้วยว่าไม่มีใครคิดหรือไม่มีใครรู้ว่าลุงต๋อมจะป่วยหนัก มีอาการมากถึงปานนี้
ผมจึงถามลุงต๋อมว่านายตี๋เอาข้าวปลามาให้หรือ ลุงต๋อมก็พยักหน้า จึงนึกว่านายตี๋ที่ใคร ๆ ถือว่าเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ แต่แท้จริงก็เป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งอาจจะถือได้ว่ามีน้ำใจดีงามประเสริฐยิ่งกว่าคนบางคนเสียอีก แต่นายตี๋ก็ทำได้เท่าที่นายตี๋จะทำได้ คือได้แต่เอาน้ำและข้าวก้นบาตรพระมาให้ลุงต๋อม โดยที่ไม่คิดหรือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนป่วยระดับลุงต๋อมนี้ไหนเลยจะกินข้าวสวยหรืออาหารก้นบาตรพระได้ ผมจึงเข้าใจว่าลุงต๋อมคงไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว อย่างมากก็คงได้กินแต่น้ำ จึงทำให้อาการไข้ต้องทรุดหนักลง และผอมซูบลงอย่างรวดเร็ว
ผมจ้องหน้าลุงต๋อมเห็นน้ำตาไหลริน ผมจึงพาสลดใจตามไปด้วย แล้วถามว่าลุงต๋อมได้บอกกล่าวลูกหลานให้มารับไปรักษาพยาบาลบ้างหรือไม่ ลุงต๋อมซึ่งไม่พูดมาตั้งแต่ต้น พอได้ยินคำผมดังนั้นก็ยกมือขึ้นอย่างระโหยโรยแรงส่ายไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่าลุงไม่ได้บอกใคร เพราะลุงรู้ว่าเป็นกฎแห่งกรรม กาละของลุงกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ถึงจะบอกใครก็ไม่มีประโยชน์
กล่าวดังนั้นแล้วน้ำตาลุงต๋อมยิ่งไหลพราก ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของลุงต๋อมดังต่อไปว่าลุงกำลังรับกรรมเก่าที่เคยทำไว้กับพ่อแม่ เพราะแต่ก่อนนั้นลุงเคยทอดทิ้งพ่อแม่ของลุงในยามแก่เฒ่าเจ็บป่วยเหมือนกับที่ลุงถูกทอดทิ้งอยู่นี่แหละ เมื่อก่อนที่ยังเป็นหนุ่มและมีกำลังวังชาก็ไม่เคยคิดหรือรู้สึกตัว แต่มาคราวนี้ก็ระลึกได้และเห็นความจริงชัดถึงความเป็นไปของกรรม ที่ทำกรรมอันใดไว้ก็ย่อมได้รับกรรมนั้น
ลุงต๋อมบอกว่าเจ็บหนักครั้งนี้ได้พิจารณาศึกษาชีวิต เห็นความจริงแท้ของกฎแห่งกรรม เห็นกฎของพระไตรลักษณ์ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะสำนึกในกรรมเก่าที่เคยทำกับพ่อแม่ แต่ก็มีความปิติที่ได้เห็นความจริงตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน และเมื่อเห็นความจริงก็สิ้นสงสัยในคำสอน ดังนั้นถึงแม้จะต้องตาย ลุงก็ไม่เสียดายชีวิตอีกแล้ว
ผมจึงเข้าใจได้ว่าลุงต๋อมสำนึกในบาปกรรมของตนที่ปฏิบัติผิดพลาดต่อพ่อแม่ คือทอดทิ้งไม่เลี้ยงดูท่านยามแก่เฒ่าป่วยเจ็บ จึงเป็นบาปเป็นกรรมและเป็นวิบากให้ลุงต๋อมต้องมาเสวยกรรมอยู่ดังนี้ ทำให้ได้รำลึกถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสว่าพ่อแม่คือพรหมของบุตร พ่อแม่คือพระอรหันต์ของบุตร การทำปิตุฆาตหรือมาตุฆาตเป็นอนันตริยกรรม ต้องห้ามมรรคผลนิพพานกันทีเดียว การทอดทิ้งไม่เลี้ยงดูพยาบาลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าป่วยเจ็บจึงเหมือนกับการทอดทิ้งพระอรหันต์ ไม่ดูแลพยาบาลพระอรหันต์ บาปกรรมหนักจึงตกแก่ตัว และลุงต๋อมก็ต้องชดใช้กรรมในชาตินี้ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
ดังนั้นใครที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีโอกาสที่จะได้ทำนุบำรุงดูแลปรนนิบัติรับใช้บิดามารดา จึงพึงต้องถือว่านั่นเป็นโอกาสอันประเสริฐของตนที่จะได้ทำกรรมดีไว้กับชีวิต จะได้เป็นอานิสงส์ไปในวันข้างหน้าว่าเมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยเข้าแล้วจะไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนกับหมาข้างถนน
เพราะเมื่อใดที่พ่อแม่พรากจากไปแล้ว โอกาสอันประเสริฐนี้ก็จะหมดสิ้นไปโดยไม่มีวันหวนกลับ ถึงนึกอยากจะปรนนิบัติท่านด้วยประการใด ๆ ก็ไม่มีทางทำได้ ถึงจะทำบุญให้ทานกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้ ไหนเลยจะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่เท่ากับการปรนนิบัติรับใช้ในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เล่า
ผมได้ฟังคำลุงต๋อมก็ไม่เซ้าซี้อะไรอีกต่อไป เพราะลุงต๋อมคงตัดใจได้แล้วว่าป่วยเจ็บครั้งนี้จะไม่บอกกล่าวให้ลูกหลานได้รู้ ด้านหนึ่งคงเพื่อชดใช้กรรมเก่าที่เคยทอดทิ้งพ่อแม่ แต่อีกด้านหนึ่งก็คงเป็นดังที่ลุงต๋อมได้กล่าวไว้ก่อนว่าจะไม่รบกวนลูกหลานให้ได้รับความลำบากนั่นเอง.