ตอนที่ 439. เรื่องที่วางใจและเชื่อถือไม่ได้
เปาสูหยินและบิฮองมีใจพยาบาทกวนอูอยู่แต่ก่อน ครั้นถูกเกลี้ยกล่อมจากฝ่ายกังตั๋งจึงยอมแปรพักตร์เข้ากับซุนกวนแต่โดยดี ซุนกวนจึงได้เมืองกังอั๋นและเมืองลำกุ๋นโดยสะดวกอีกสองเมือง ในขณะที่โจโฉได้ให้ซิหลงเป็นกองทัพหน้ายกไปช่วยเมืองอ้วนเซียและยึดเมืองเอียนเสียได้จนกวนเป๋งต้องแตกหนีไปหาเลียวฮัวที่ตำบลซูทง
ในขณะที่กวนเป๋งกำลังปรึกษาอยู่กับเลียวฮัวนั้น หน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้ซิหลงได้โจมตีค่ายฝ่ายเหนือแตกหมดแล้ว กำลังเตรียมยกตีไล่ขึ้นมาทางตำบลซูทง
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า หากแม้นเสียค่ายฝ่ายเหนือกองทัพก็จะขัดสนด้วยน้ำกินน้ำใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกไปตีชิงเอาค่ายเหนือกลับคืน เลียวฮัวก็เห็นด้วย จึงจัดทหารจำนวนน้อยให้อยู่รักษาค่าย แล้วสั่งว่าให้ตั้งมั่นรักษาค่ายอย่าให้เป็นอันตราย หากแม้นข้าศึกยกมาก็ให้จุดเพลิงเป็นสัญญาณขึ้นในค่าย เราจะยกกลับมาช่วย ทหารซึ่งรักษาค่ายรับคำแล้วกวนเป๋งและเลียวฮัวจึงพาทหารจะไปตีชิงเอาค่ายทางด้านเหนือกลับคืน
ครั้นกวนเป๋งและเลียวฮัวพาทหารไปใกล้ค่ายเหนือจึงให้ตั้งค่ายในระยะห่างกันสองร้อยเส้น แล้วปรึกษากันว่าในค่ำวันนี้ชอบที่เราจะยกทหารเข้าปล้นค่าย ทางฝ่ายซิหลงคงประมาทไม่ทันระวังตัว เห็นจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง
ในขณะที่กวนเป๋งและเลียวฮัวปรึกษากันนั้น ทหารเลวคนหนึ่งได้ยินความจึงลอบหนีออกจากค่าย แปรพักตร์ไปเข้ากับซิหลง แล้วแจ้งความนั้นให้ซิหลงทราบทุกประการ
พอค่ำลงกวนเป๋งจึงให้เลียวฮัวรักษาค่าย ส่วนกวนเป๋งพาทหารออกจากค่ายจะยกไปปล้นเอาค่ายเหนือกลับคืน ครั้นยกไปถึงค่ายเหนือเห็นค่ายนั้นเงียบสงัดไม่มีผู้คนก็ประหลาดใจ พอเข้าไปใกล้เห็นประตูค่ายเปิดอยู่แต่ไม่มีเวรยามรักษาการณ์ตามปกติ กวนเป๋งก็รู้ว่าข้าศึกวางกลอุบายจึงสั่งทหารให้ถอยออกมา และพาทหารจะกลับไปค่าย
พอไปถึงค่ายทหารของกวนเป๋งก็ร้องเรียกให้ทหารข้างในค่ายเปิดประตู ทหารข้างในค่ายเห็นเป็นพวกเดียวกันก็เปิดประตูรับ กวนเป๋งจึงพาทหารเข้าประตูค่าย
ในขณะที่ทหารกวนเป๋งส่วนหนึ่งเข้าไปในค่ายแล้วและอีกส่วนหนึ่งยังอยู่ด้านนอก เสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น เสียงทหารโห่ร้องดังก้องโดยรอบค่าย ชีเสียงและ ลิเตียนคุมทหารยกออกจากที่ซุ่มไล่ตามตีทหารของกวนเป๋งซึ่งกำลังเดินเข้าค่ายแตกตื่นชุลมุนเหยียบกันเองล้มลงเกลื่อนประตูค่าย ชีเสียงและลิเตียนเห็นได้ทีจึงคุมทหารโจมตีฆ่าฟันทหารของกวนเป๋งล้มตายลงเป็นอันมาก
ทหารของชีเสียงและลิเตียนโหมโจมตีค่ายพร้อมกันทั้งสี่ด้าน กวนเป๋งและเลียวฮัวเห็นจะต้านทานข้าศึกไม่ได้ จึงพาทหารตีฝ่าหนีออกจากค่ายจะกลับไปทางค่ายตำบลซูทง แต่เมื่อใกล้จะถึงค่ายตำบลซูทงก็ได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า เมื่อค่ำวันนี้ซิหลงได้ยกทหารลอบมายึดเอาค่ายซูทงได้แล้ว
กวนเป๋งทราบดังนั้นก็ตกใจ พาเลียวฮัวและทหารหนีไปทางค่ายของกวนอูซึ่งตั้งประชิดเมืองอ้วนเซียอยู่
ทางฝ่ายซิหลงครั้นได้ทราบข่าวจากทหารแปรพักตร์และวางกลอุบายยึดค่ายกวนเป๋งและค่ายตำบลซูทงได้แล้ว จึงให้ทหารเฝ้ารักษาค่ายตำบลซูทงไว้ และยกทหารไปสกัดอยู่ที่กลางทางซึ่งจะไปเมืองอ้วนเซีย เพราะคาดหมายว่าเมื่อกวนเป๋งเข้าค่ายซูทงไม่ได้คงจะยกไปสมทบกับกองทัพของกวนอู
กวนเป๋งพาทหารมาถึงกลางทางจึงปะทะกับซิหลง ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ แต่กวนเป๋งใจร้อนใคร่จะไปให้ถึงค่ายกวนอูโดยเร็ว ครั้นได้โอกาสเหมาะจึงชักม้าพาทหารหนีไปทางเมืองอ้วนเซีย และยกทหารเข้าไปสมทบกับกองทัพของกวนอู
กวนเป๋งเข้าไปคำนับกวนอูแล้วรายงานความที่เสียทีแก่ซิหลง แล้วถามกวนอูว่าบิดาได้ทราบข่าวว่าเมืองเกงจิ๋วเสียแก่ซุนกวนแล้วหรือไม่
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่า “คำอันนี้หาจริงไม่ เป็นคำข้าศึกแกล้งล่อลวงหวังจะให้ทหารเราเสียน้ำใจ อนึ่งลิบองซึ่งอยู่เมืองกังตั๋งก็ป่วยอยู่ บัดนี้ลกซุนหนุ่มน้อยออกมารักษาค่ายอยู่แทนตัวลิบอง จะวิตกอะไรมี”
คำกวนอูดังกล่าวประจักษ์ชัดว่าทั้ง ๆ ที่ซุนกวนให้ลิบองยึดเมืองเกงจิ๋วได้ และยึดเมืองลำกุ๋น เมืองกังอั๋น ได้แล้ว กวนอูก็ยังไม่ได้ข่าวคราวแม้แต่น้อย ยังคงเต็มไปด้วยโมหะหลงติดยึดอยู่ในแผนการลวงของฝ่ายกังตั๋งที่ลวงว่าลิบองป่วยลาออกจากราชการ แล้วลกซุนทหารเด็กหนุ่มซึ่งไม่เคยการสงคราม ส่งของมาบรรณาการเพื่อฝากตัวเพราะไม่กล้าสู้รบ กวนอูหลงอยู่ในแผนการลวงดังกล่าวจึงขาดความระแวดระวังเมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองทั้งปวง โมหะจริตดังกล่าวนี้จึงกลบบังแม้กระทั่งโลกนิติอันคนทั้งปวงย่อมรู้อยู่เป็นอย่างดีว่างูพิษถึงแม้จะเล็ก ข้าศึกถึงแม้จะเล็ก ไฟถึงแม้จะน้อย ก็ไว้ใจมิได้ แม้กระทั่งโลกนิติที่ว่า คำคนพาลหนึ่ง คำข้าศึกหนึ่ง จะเชื่อถือมิได้ ก็ลืมเลือนไปสิ้น ยอดทหารเสือที่มีฝีมือเข้มแข็ง มีสติปัญญาความสามารถและประสบการณ์ผ่านโลกมากมาย มากลับกลายเป็นคนที่ตั้งอยู่ในความประมาทจนมองข้ามและลืมเลือนโลกนิติเหล่านี้ จึงไม่มีเหตุผลอย่างอื่นนอกจากเป็นคราวเคราะห์หามยามร้ายคราใกล้จะถึงฆาตนั่นเอง
กวนอูกล่าวสิ้นคำลงทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า บัดนี้โจโฉได้ยกกองทัพจากเมืองหลวงหนุนมาช่วยเมืองอ้วนเซีย ให้ซิหลงเป็นกองทัพหน้า และบัดนี้กองทัพหน้าของซิหลงกำลังยกใกล้เข้ามาแล้ว
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้จัดแจงทหารจะยกไปรบกับซิหลง โดยที่มิได้คำนึงว่าอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นเมืองอ้วนเซีย ซึ่งยังมีทหารโจโฉรักษาอยู่ และโดยลืมคำนึงไปว่ากองทัพของซิหลงเป็นแต่เพียงกองทัพหน้า ยังมีกองทัพหลวงของโจโฉตามมาอีกกองทัพหนึ่ง
การที่เมืองอ้วนเซียตั้งมั่นไม่ยอมยกออกมารบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นก็เพราะเห็นว่าไม่อาจเอาชนะแก่กวนอูได้ แต่กระนั้นกองทหารในเมืองอ้วนเซียก็ย่อมมีเขี้ยวเล็บอันไม่อาจมองข้ามได้ การที่กวนอูไม่คำนึงถึงกองทหารในเมืองอ้วนเซีย คิดแต่จะยกไปรบกับซิหลง จึงเท่ากับเป็นการประมาทอีกครั้งหนึ่ง เพราะอาจถูกศึกกระหนาบทั้งด้านหน้า ด้านหลังพร้อมกันได้ นอกจากนั้นกวนอูได้ทราบข่าวแล้วว่าโจโฉยกกองทัพมาเอง เพื่อจะมาช่วยเมืองอ้วนเซีย จะเห็นแต่กองทัพหน้าของกองทัพซิหลงกองทัพเดียวโดยไม่มองกองทัพหลวงของโจโฉ จึงเป็นการตั้งอยู่ในความประมาทอย่างใหญ่หลวง เพราะมิได้ประเมินกำลังทหารที่มีอยู่กับกองทัพใหญ่ซึ่งโจโฉยกหนุนมาว่าจะรบชนะหรือไม่ ถ้าหากไม่ชนะแล้วจะทำประการใด การรบโดยไม่คำนึงผลว่ารบแล้วชนะหรือไม่ ขัดต่อกฎการรักษาตนเองในการทำสงครามอย่างร้ายแรง
กวนเป๋งเห็นกวนอูสั่งจัดแจงทหารจะยกออกไปรบก็ตกใจ รีบท้วงว่าบิดาท่านยังป่วยเจ็บด้วยแผลเกาทัณฑ์ ชอบที่จะรักษาตัวให้พ้นหนึ่งร้อยวันตามที่หมอฮัวโต๋กำหนดก่อน
กวนอูได้ฟังก็แย้งว่า อันซิหลงแม่ทัพกองทัพหน้าของโจโฉนั้น ฝีมือชั่วดีประการใดก็รู้กันอยู่ หากแม้นปะหน้ากันแล้วซิหลงไม่ยอมถอยกลับไป เราก็จะฆ่าซิหลงเสียโดยไม่ต้องหนักมือเลย
กวนอูใส่เกราะขี่ม้าถือง้าวนำหน้าทหารออกจากค่ายไปสกัดกองทหารของซิหลงไว้ ทหารในกองทัพหน้าของซิหลงเห็นกวนอูขี่ม้าถือง้าวเป็นสง่าอยู่ภายใต้ธงประจำตัวกวนอู ต่างคนต่างรู้กิตติศัพท์เป็นอย่างดี จึงพากันครั่นคร้ามชะงักอยู่กับที่
กวนอูเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แต่ไม่เห็นซิหลงจึงร้องถามว่าซิหลงอยู่ที่ไหน จงออกมาเจรจากับเราแต่โดยดี ในขณะนั้นซิหลงได้ขี่ม้าออกไปหน้าทหาร เห็นกวนอูก็ทำทีเป็นตกใจ
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า “ซิหลงขึ้นม้าออกมายืนตรงหน้ากวนอู ทำยอบตัวลงหน่อยหนึ่งแล้วจึงร้องว่าแก่กวนอูว่า แต่ข้าพเจ้าจากมาก็ช้านานหลายปี ท่านนี้หนวดเคราเผ้าผมก็หงอกไปสิ้น สิ่งใดซึ่งท่านได้สั่งสอนให้แต่ก่อน ก็คิดถึงคุณท่านไม่วายวัน อันตัวท่านเป็นคนดีมีเกียรติยศในแผ่นดิน ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าท่านในวันนี้ความดีใจหาที่สุดมิได้ กวนอูจึงตอบว่า ตัวเรากับท่านแต่ก่อนนั้นก็เป็นที่รักใคร่แก่กันหาผู้ใดจะเหมือนมิได้ ครั้งนี้เป็นไรท่านจึงมาทำการให้ลูกเราพ่ายแพ้ดังนี้”
สามก๊กฉบับวิจารณ์บางฉบับพรรณนาว่า ซิหลงทำกลชวนสนทนาด้วยความอ่อนน้อมและความสัมพันธ์แต่หนหลัง ทำให้กวนอูคลายใจ และทหารทั้งปวงคลายความระมัดระวัง ซิหลงชวนกวนอูสนทนาอยู่อย่างยืดยาว พอเห็นเป็นทีแล้วซิหลงจึงหันหน้ามาสั่งทหารว่า ให้จับเป็นหรือตายกวนอูให้จงได้ เราจะให้รางวัลพันตำลึงทอง
กวนอูได้ยินคำซิหลงดังนั้นแทบไม่เชื่อหูตนเอง ยังคงถามซิหลงว่าไฉนท่านจึงทำการดังนี้ ซิหลงยังคงตอบด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมว่า “เป็นทีขบวนสงคราม ถึงจะชอบมีไมตรีต่อกันประการใด ก็จำจะทำเอาชัยให้ได้”
ว่าแล้วซิหลงจึงรำขวานใหญ่ประจำตัวออกมาด้านหน้าทหาร กวนอูก็กระชับง้าวขี่ม้าออกไปรบกับซิหลง ในขณะที่ทหารทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันเป็นที่ชุลมุน
กวนอูมีฝีมือเหนือกว่าซิหลงเป็นอันมาก แต่เพราะเหตุที่บาดแผลอันเกิดแต่พิษเกาทัณฑ์ยังไม่ทุเลาดี ดังนั้นจะกรายง้าวในคราใดความเจ็บก็ปลาบขึ้นในครานั้น น้ำหนักและแรงง้าวแต่ละครั้งจึงลดความรุนแรงและแหลมคมลงเป็นอันมาก ซิหลงจึงต้านทานฝีมือของกวนอูได้ กวนอูรบกับซิหลงได้แปดสิบเพลงแล้วจึงยังไม่แพ้ชนะแก่กัน
ทางฝ่ายกวนเป๋งเกรงว่ากวนอูยังบาดเจ็บอยู่เกรงว่าจะเสียที จึงตีม้าล่อสัญญาณให้กวนอูถอย กวนอูได้ยินสัญญาณก็ชักม้าพาทหารกลับไปที่ค่าย
ทางฝ่ายโจหยินคุมทหารรักษาเมืองอ้วนเซียตั้งมั่นอยู่ตลอดมา ครั้นได้ทราบข่าวว่าวุยอ๋องยกกองทัพหนุนมาช่วยก็มีความยินดี ครั้นทราบว่ากวนอูยกทหารออกจากค่ายจะไปรบกับกองทัพหน้าของโจโฉ โจหยินจึงสั่งให้จัดแจงทหารเป็นสี่กองยกออกไป
พอโจหยินยกไปถึง เห็นกวนอูพาทหารเข้าไปในค่ายแล้ว โจหยินจึงให้ทหารทั้งสี่กองเข้าตีค่ายกวนอูพร้อมกัน โจหยินคุมทหารเข้าตีทางด้านหน้า ในขณะนั้นซิหลงคุมทหารตามมาทัน จึงยกทหารเข้าสมทบกับทหารของโจหยินเข้าตีทางด้านหลังค่าย
ทหารของโจหยินและซิหลงได้โห่ร้องข่มขวัญพร้อมกันทั้งสี่ทิศ และยิงเกาทัณฑ์เข้ามาในค่ายประดุจดังห่าฝน ทหารของกวนอูถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
กวนอูเห็นดังนั้นก็ตกใจ มองไปในค่ายเห็นทหารทั้งปวงต่างพากันเสียขวัญ จึงคิดว่ากำลังข้าศึกเข้าโจมตีหนักหน่วงยิ่งนัก เห็นจะต้านทานมิได้ กวนอูจึงขี่ม้านำหน้าทหารตีฝ่าออกมาจากประตูค่าย ทหารของโจหยินเห็นกวนอูขี่ม้านำทหารออกมาดังนั้น ต่างคนต่างก็แตกหนีไม่กล้าขวางหน้า กวนอูจึงพาทหารหนีออกจากค่ายได้โดยสะดวกจนถึงแม่น้ำซงกั๋งก็ให้ทหารจัดเรือลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งอันเป็นแดนเมืองซงหยงได้
พอข้ามแม่น้ำซงกั๋งได้ หน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้เมืองเกงจิ๋วเสียแก่ลิบองแล้ว ครอบครัวของกวนอูซึ่งอยู่ในเมืองก็ถูกจับกุมจนหมดสิ้น
กวนอูได้ฟังก็ตกใจจนแทบสิ้นสติสมประดี สั่งให้ขบวนทหารหยุดอยู่กับที่ แล้วปรารภกับกวนเป๋งว่าชอบที่เราจะไปยึดเอาเมืองเกงจิ๋วกลับคืนจึงจะควร จึงสั่งทหารให้เปลี่ยนเส้นทางแล้วเคลื่อนทัพไปทางเมืองกังอั๋น
ถึงขั้นนี้แล้วกวนอูยังไม่คิดที่จะรายงานความแก่เล่าปี่ หรือถอยไปตั้งหลักที่เมืองเสฉวนเพื่อยกกลับมาทำการแก้มือใหม่ ยังคงคิดดั้นด้นไปตีเมืองเกงจิ๋วกลับคืน โดยที่มิได้คิดว่าเฉพาะกองทัพโจโฉกองทัพเดียวก็ไม่อาจรับมือได้อยู่แล้ว การไปตีเมืองเกงจิ๋วในขณะที่ฝ่ายซุนกวนยึดเมืองตั้งมั่นอยู่ก่อน และยังมีกองทัพโจโฉรุกไล่มาอีก จึงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการตัดสินใจโดยอารมณ์ความรู้สึกที่ตั้งอยู่บนโมหะจริตโดยแท้ ยอดทหารเสือที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีและมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญในแนวหน้าของแผ่นดิน เป็นที่ครั่นคร้ามแก่คนทั้งปวง จึงถึงซึ่งความปราชัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.
ในขณะที่กวนเป๋งกำลังปรึกษาอยู่กับเลียวฮัวนั้น หน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้ซิหลงได้โจมตีค่ายฝ่ายเหนือแตกหมดแล้ว กำลังเตรียมยกตีไล่ขึ้นมาทางตำบลซูทง
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า หากแม้นเสียค่ายฝ่ายเหนือกองทัพก็จะขัดสนด้วยน้ำกินน้ำใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกไปตีชิงเอาค่ายเหนือกลับคืน เลียวฮัวก็เห็นด้วย จึงจัดทหารจำนวนน้อยให้อยู่รักษาค่าย แล้วสั่งว่าให้ตั้งมั่นรักษาค่ายอย่าให้เป็นอันตราย หากแม้นข้าศึกยกมาก็ให้จุดเพลิงเป็นสัญญาณขึ้นในค่าย เราจะยกกลับมาช่วย ทหารซึ่งรักษาค่ายรับคำแล้วกวนเป๋งและเลียวฮัวจึงพาทหารจะไปตีชิงเอาค่ายทางด้านเหนือกลับคืน
ครั้นกวนเป๋งและเลียวฮัวพาทหารไปใกล้ค่ายเหนือจึงให้ตั้งค่ายในระยะห่างกันสองร้อยเส้น แล้วปรึกษากันว่าในค่ำวันนี้ชอบที่เราจะยกทหารเข้าปล้นค่าย ทางฝ่ายซิหลงคงประมาทไม่ทันระวังตัว เห็นจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง
ในขณะที่กวนเป๋งและเลียวฮัวปรึกษากันนั้น ทหารเลวคนหนึ่งได้ยินความจึงลอบหนีออกจากค่าย แปรพักตร์ไปเข้ากับซิหลง แล้วแจ้งความนั้นให้ซิหลงทราบทุกประการ
พอค่ำลงกวนเป๋งจึงให้เลียวฮัวรักษาค่าย ส่วนกวนเป๋งพาทหารออกจากค่ายจะยกไปปล้นเอาค่ายเหนือกลับคืน ครั้นยกไปถึงค่ายเหนือเห็นค่ายนั้นเงียบสงัดไม่มีผู้คนก็ประหลาดใจ พอเข้าไปใกล้เห็นประตูค่ายเปิดอยู่แต่ไม่มีเวรยามรักษาการณ์ตามปกติ กวนเป๋งก็รู้ว่าข้าศึกวางกลอุบายจึงสั่งทหารให้ถอยออกมา และพาทหารจะกลับไปค่าย
พอไปถึงค่ายทหารของกวนเป๋งก็ร้องเรียกให้ทหารข้างในค่ายเปิดประตู ทหารข้างในค่ายเห็นเป็นพวกเดียวกันก็เปิดประตูรับ กวนเป๋งจึงพาทหารเข้าประตูค่าย
ในขณะที่ทหารกวนเป๋งส่วนหนึ่งเข้าไปในค่ายแล้วและอีกส่วนหนึ่งยังอยู่ด้านนอก เสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น เสียงทหารโห่ร้องดังก้องโดยรอบค่าย ชีเสียงและ ลิเตียนคุมทหารยกออกจากที่ซุ่มไล่ตามตีทหารของกวนเป๋งซึ่งกำลังเดินเข้าค่ายแตกตื่นชุลมุนเหยียบกันเองล้มลงเกลื่อนประตูค่าย ชีเสียงและลิเตียนเห็นได้ทีจึงคุมทหารโจมตีฆ่าฟันทหารของกวนเป๋งล้มตายลงเป็นอันมาก
ทหารของชีเสียงและลิเตียนโหมโจมตีค่ายพร้อมกันทั้งสี่ด้าน กวนเป๋งและเลียวฮัวเห็นจะต้านทานข้าศึกไม่ได้ จึงพาทหารตีฝ่าหนีออกจากค่ายจะกลับไปทางค่ายตำบลซูทง แต่เมื่อใกล้จะถึงค่ายตำบลซูทงก็ได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า เมื่อค่ำวันนี้ซิหลงได้ยกทหารลอบมายึดเอาค่ายซูทงได้แล้ว
กวนเป๋งทราบดังนั้นก็ตกใจ พาเลียวฮัวและทหารหนีไปทางค่ายของกวนอูซึ่งตั้งประชิดเมืองอ้วนเซียอยู่
ทางฝ่ายซิหลงครั้นได้ทราบข่าวจากทหารแปรพักตร์และวางกลอุบายยึดค่ายกวนเป๋งและค่ายตำบลซูทงได้แล้ว จึงให้ทหารเฝ้ารักษาค่ายตำบลซูทงไว้ และยกทหารไปสกัดอยู่ที่กลางทางซึ่งจะไปเมืองอ้วนเซีย เพราะคาดหมายว่าเมื่อกวนเป๋งเข้าค่ายซูทงไม่ได้คงจะยกไปสมทบกับกองทัพของกวนอู
กวนเป๋งพาทหารมาถึงกลางทางจึงปะทะกับซิหลง ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ แต่กวนเป๋งใจร้อนใคร่จะไปให้ถึงค่ายกวนอูโดยเร็ว ครั้นได้โอกาสเหมาะจึงชักม้าพาทหารหนีไปทางเมืองอ้วนเซีย และยกทหารเข้าไปสมทบกับกองทัพของกวนอู
กวนเป๋งเข้าไปคำนับกวนอูแล้วรายงานความที่เสียทีแก่ซิหลง แล้วถามกวนอูว่าบิดาได้ทราบข่าวว่าเมืองเกงจิ๋วเสียแก่ซุนกวนแล้วหรือไม่
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่า “คำอันนี้หาจริงไม่ เป็นคำข้าศึกแกล้งล่อลวงหวังจะให้ทหารเราเสียน้ำใจ อนึ่งลิบองซึ่งอยู่เมืองกังตั๋งก็ป่วยอยู่ บัดนี้ลกซุนหนุ่มน้อยออกมารักษาค่ายอยู่แทนตัวลิบอง จะวิตกอะไรมี”
คำกวนอูดังกล่าวประจักษ์ชัดว่าทั้ง ๆ ที่ซุนกวนให้ลิบองยึดเมืองเกงจิ๋วได้ และยึดเมืองลำกุ๋น เมืองกังอั๋น ได้แล้ว กวนอูก็ยังไม่ได้ข่าวคราวแม้แต่น้อย ยังคงเต็มไปด้วยโมหะหลงติดยึดอยู่ในแผนการลวงของฝ่ายกังตั๋งที่ลวงว่าลิบองป่วยลาออกจากราชการ แล้วลกซุนทหารเด็กหนุ่มซึ่งไม่เคยการสงคราม ส่งของมาบรรณาการเพื่อฝากตัวเพราะไม่กล้าสู้รบ กวนอูหลงอยู่ในแผนการลวงดังกล่าวจึงขาดความระแวดระวังเมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองทั้งปวง โมหะจริตดังกล่าวนี้จึงกลบบังแม้กระทั่งโลกนิติอันคนทั้งปวงย่อมรู้อยู่เป็นอย่างดีว่างูพิษถึงแม้จะเล็ก ข้าศึกถึงแม้จะเล็ก ไฟถึงแม้จะน้อย ก็ไว้ใจมิได้ แม้กระทั่งโลกนิติที่ว่า คำคนพาลหนึ่ง คำข้าศึกหนึ่ง จะเชื่อถือมิได้ ก็ลืมเลือนไปสิ้น ยอดทหารเสือที่มีฝีมือเข้มแข็ง มีสติปัญญาความสามารถและประสบการณ์ผ่านโลกมากมาย มากลับกลายเป็นคนที่ตั้งอยู่ในความประมาทจนมองข้ามและลืมเลือนโลกนิติเหล่านี้ จึงไม่มีเหตุผลอย่างอื่นนอกจากเป็นคราวเคราะห์หามยามร้ายคราใกล้จะถึงฆาตนั่นเอง
กวนอูกล่าวสิ้นคำลงทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า บัดนี้โจโฉได้ยกกองทัพจากเมืองหลวงหนุนมาช่วยเมืองอ้วนเซีย ให้ซิหลงเป็นกองทัพหน้า และบัดนี้กองทัพหน้าของซิหลงกำลังยกใกล้เข้ามาแล้ว
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้จัดแจงทหารจะยกไปรบกับซิหลง โดยที่มิได้คำนึงว่าอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นเมืองอ้วนเซีย ซึ่งยังมีทหารโจโฉรักษาอยู่ และโดยลืมคำนึงไปว่ากองทัพของซิหลงเป็นแต่เพียงกองทัพหน้า ยังมีกองทัพหลวงของโจโฉตามมาอีกกองทัพหนึ่ง
การที่เมืองอ้วนเซียตั้งมั่นไม่ยอมยกออกมารบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นก็เพราะเห็นว่าไม่อาจเอาชนะแก่กวนอูได้ แต่กระนั้นกองทหารในเมืองอ้วนเซียก็ย่อมมีเขี้ยวเล็บอันไม่อาจมองข้ามได้ การที่กวนอูไม่คำนึงถึงกองทหารในเมืองอ้วนเซีย คิดแต่จะยกไปรบกับซิหลง จึงเท่ากับเป็นการประมาทอีกครั้งหนึ่ง เพราะอาจถูกศึกกระหนาบทั้งด้านหน้า ด้านหลังพร้อมกันได้ นอกจากนั้นกวนอูได้ทราบข่าวแล้วว่าโจโฉยกกองทัพมาเอง เพื่อจะมาช่วยเมืองอ้วนเซีย จะเห็นแต่กองทัพหน้าของกองทัพซิหลงกองทัพเดียวโดยไม่มองกองทัพหลวงของโจโฉ จึงเป็นการตั้งอยู่ในความประมาทอย่างใหญ่หลวง เพราะมิได้ประเมินกำลังทหารที่มีอยู่กับกองทัพใหญ่ซึ่งโจโฉยกหนุนมาว่าจะรบชนะหรือไม่ ถ้าหากไม่ชนะแล้วจะทำประการใด การรบโดยไม่คำนึงผลว่ารบแล้วชนะหรือไม่ ขัดต่อกฎการรักษาตนเองในการทำสงครามอย่างร้ายแรง
กวนเป๋งเห็นกวนอูสั่งจัดแจงทหารจะยกออกไปรบก็ตกใจ รีบท้วงว่าบิดาท่านยังป่วยเจ็บด้วยแผลเกาทัณฑ์ ชอบที่จะรักษาตัวให้พ้นหนึ่งร้อยวันตามที่หมอฮัวโต๋กำหนดก่อน
กวนอูได้ฟังก็แย้งว่า อันซิหลงแม่ทัพกองทัพหน้าของโจโฉนั้น ฝีมือชั่วดีประการใดก็รู้กันอยู่ หากแม้นปะหน้ากันแล้วซิหลงไม่ยอมถอยกลับไป เราก็จะฆ่าซิหลงเสียโดยไม่ต้องหนักมือเลย
กวนอูใส่เกราะขี่ม้าถือง้าวนำหน้าทหารออกจากค่ายไปสกัดกองทหารของซิหลงไว้ ทหารในกองทัพหน้าของซิหลงเห็นกวนอูขี่ม้าถือง้าวเป็นสง่าอยู่ภายใต้ธงประจำตัวกวนอู ต่างคนต่างรู้กิตติศัพท์เป็นอย่างดี จึงพากันครั่นคร้ามชะงักอยู่กับที่
กวนอูเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แต่ไม่เห็นซิหลงจึงร้องถามว่าซิหลงอยู่ที่ไหน จงออกมาเจรจากับเราแต่โดยดี ในขณะนั้นซิหลงได้ขี่ม้าออกไปหน้าทหาร เห็นกวนอูก็ทำทีเป็นตกใจ
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า “ซิหลงขึ้นม้าออกมายืนตรงหน้ากวนอู ทำยอบตัวลงหน่อยหนึ่งแล้วจึงร้องว่าแก่กวนอูว่า แต่ข้าพเจ้าจากมาก็ช้านานหลายปี ท่านนี้หนวดเคราเผ้าผมก็หงอกไปสิ้น สิ่งใดซึ่งท่านได้สั่งสอนให้แต่ก่อน ก็คิดถึงคุณท่านไม่วายวัน อันตัวท่านเป็นคนดีมีเกียรติยศในแผ่นดิน ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าท่านในวันนี้ความดีใจหาที่สุดมิได้ กวนอูจึงตอบว่า ตัวเรากับท่านแต่ก่อนนั้นก็เป็นที่รักใคร่แก่กันหาผู้ใดจะเหมือนมิได้ ครั้งนี้เป็นไรท่านจึงมาทำการให้ลูกเราพ่ายแพ้ดังนี้”
สามก๊กฉบับวิจารณ์บางฉบับพรรณนาว่า ซิหลงทำกลชวนสนทนาด้วยความอ่อนน้อมและความสัมพันธ์แต่หนหลัง ทำให้กวนอูคลายใจ และทหารทั้งปวงคลายความระมัดระวัง ซิหลงชวนกวนอูสนทนาอยู่อย่างยืดยาว พอเห็นเป็นทีแล้วซิหลงจึงหันหน้ามาสั่งทหารว่า ให้จับเป็นหรือตายกวนอูให้จงได้ เราจะให้รางวัลพันตำลึงทอง
กวนอูได้ยินคำซิหลงดังนั้นแทบไม่เชื่อหูตนเอง ยังคงถามซิหลงว่าไฉนท่านจึงทำการดังนี้ ซิหลงยังคงตอบด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมว่า “เป็นทีขบวนสงคราม ถึงจะชอบมีไมตรีต่อกันประการใด ก็จำจะทำเอาชัยให้ได้”
ว่าแล้วซิหลงจึงรำขวานใหญ่ประจำตัวออกมาด้านหน้าทหาร กวนอูก็กระชับง้าวขี่ม้าออกไปรบกับซิหลง ในขณะที่ทหารทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันเป็นที่ชุลมุน
กวนอูมีฝีมือเหนือกว่าซิหลงเป็นอันมาก แต่เพราะเหตุที่บาดแผลอันเกิดแต่พิษเกาทัณฑ์ยังไม่ทุเลาดี ดังนั้นจะกรายง้าวในคราใดความเจ็บก็ปลาบขึ้นในครานั้น น้ำหนักและแรงง้าวแต่ละครั้งจึงลดความรุนแรงและแหลมคมลงเป็นอันมาก ซิหลงจึงต้านทานฝีมือของกวนอูได้ กวนอูรบกับซิหลงได้แปดสิบเพลงแล้วจึงยังไม่แพ้ชนะแก่กัน
ทางฝ่ายกวนเป๋งเกรงว่ากวนอูยังบาดเจ็บอยู่เกรงว่าจะเสียที จึงตีม้าล่อสัญญาณให้กวนอูถอย กวนอูได้ยินสัญญาณก็ชักม้าพาทหารกลับไปที่ค่าย
ทางฝ่ายโจหยินคุมทหารรักษาเมืองอ้วนเซียตั้งมั่นอยู่ตลอดมา ครั้นได้ทราบข่าวว่าวุยอ๋องยกกองทัพหนุนมาช่วยก็มีความยินดี ครั้นทราบว่ากวนอูยกทหารออกจากค่ายจะไปรบกับกองทัพหน้าของโจโฉ โจหยินจึงสั่งให้จัดแจงทหารเป็นสี่กองยกออกไป
พอโจหยินยกไปถึง เห็นกวนอูพาทหารเข้าไปในค่ายแล้ว โจหยินจึงให้ทหารทั้งสี่กองเข้าตีค่ายกวนอูพร้อมกัน โจหยินคุมทหารเข้าตีทางด้านหน้า ในขณะนั้นซิหลงคุมทหารตามมาทัน จึงยกทหารเข้าสมทบกับทหารของโจหยินเข้าตีทางด้านหลังค่าย
ทหารของโจหยินและซิหลงได้โห่ร้องข่มขวัญพร้อมกันทั้งสี่ทิศ และยิงเกาทัณฑ์เข้ามาในค่ายประดุจดังห่าฝน ทหารของกวนอูถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
กวนอูเห็นดังนั้นก็ตกใจ มองไปในค่ายเห็นทหารทั้งปวงต่างพากันเสียขวัญ จึงคิดว่ากำลังข้าศึกเข้าโจมตีหนักหน่วงยิ่งนัก เห็นจะต้านทานมิได้ กวนอูจึงขี่ม้านำหน้าทหารตีฝ่าออกมาจากประตูค่าย ทหารของโจหยินเห็นกวนอูขี่ม้านำทหารออกมาดังนั้น ต่างคนต่างก็แตกหนีไม่กล้าขวางหน้า กวนอูจึงพาทหารหนีออกจากค่ายได้โดยสะดวกจนถึงแม่น้ำซงกั๋งก็ให้ทหารจัดเรือลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งอันเป็นแดนเมืองซงหยงได้
พอข้ามแม่น้ำซงกั๋งได้ หน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้เมืองเกงจิ๋วเสียแก่ลิบองแล้ว ครอบครัวของกวนอูซึ่งอยู่ในเมืองก็ถูกจับกุมจนหมดสิ้น
กวนอูได้ฟังก็ตกใจจนแทบสิ้นสติสมประดี สั่งให้ขบวนทหารหยุดอยู่กับที่ แล้วปรารภกับกวนเป๋งว่าชอบที่เราจะไปยึดเอาเมืองเกงจิ๋วกลับคืนจึงจะควร จึงสั่งทหารให้เปลี่ยนเส้นทางแล้วเคลื่อนทัพไปทางเมืองกังอั๋น
ถึงขั้นนี้แล้วกวนอูยังไม่คิดที่จะรายงานความแก่เล่าปี่ หรือถอยไปตั้งหลักที่เมืองเสฉวนเพื่อยกกลับมาทำการแก้มือใหม่ ยังคงคิดดั้นด้นไปตีเมืองเกงจิ๋วกลับคืน โดยที่มิได้คิดว่าเฉพาะกองทัพโจโฉกองทัพเดียวก็ไม่อาจรับมือได้อยู่แล้ว การไปตีเมืองเกงจิ๋วในขณะที่ฝ่ายซุนกวนยึดเมืองตั้งมั่นอยู่ก่อน และยังมีกองทัพโจโฉรุกไล่มาอีก จึงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการตัดสินใจโดยอารมณ์ความรู้สึกที่ตั้งอยู่บนโมหะจริตโดยแท้ ยอดทหารเสือที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีและมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญในแนวหน้าของแผ่นดิน เป็นที่ครั่นคร้ามแก่คนทั้งปวง จึงถึงซึ่งความปราชัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.