ตอนที่ 437. เส้นผมบังภูเขา

ลกซุนแนะกลอุบายให้ลิบองทำทีเป็นป่วยขอลาออกจากราชการ และให้ซุนกวนตั้งลกซุนนายทหารที่ไม่มีชื่อเสียงไปรักษาด่านลกเค้า เพื่อลวงกวนอูให้คลายใจ และทำทีขอฝากเนื้อฝากตัวกับกวนอู ทำให้กวนอูหลงกล เกณฑ์ทหารจากเมืองเกงจิ๋วยกหนุนไปรบเมืองอ้วนเซีย ในขณะที่การระมัดระวังรักษาเมืองก็ผ่อนคลายลง

            กวนอูในยามใกล้จะวิบัติถูกโมหะจริตครอบงำ ติดยึดแต่ยศถาศักดิ์จนลืมพื้นเพและฐานะเดิม ทะนงถือตนเป็นสำคัญกว่าใคร จึงหลงลืมหลักพิชัยสงครามข้อสำคัญที่มิให้เชื่อคำของข้าศึก แต่กวนอูกลับคิดว่าซึ่งลกซุนขอฝากเนื้อฝากตัวนั้นเป็นเพราะเกรงกลัว ไม่กล้าต่อสู้ จึงวางใจว่าภัยจากด้านเมืองกังตั๋งจะไม่มีมาถึงเมืองเกงจิ๋ว เป็นการตั้งอยู่ในความประมาทอย่างร้ายแรง เท่ากับได้ย่างเท้าก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความตายนั่นเอง

            ลกซุนทราบข่าวทางเมืองเกงจิ๋วดังนั้นแล้วเห็นสมคะเนตามกลอุบาย จึงให้ทหารถือหนังสือไปรายงานความให้ซุนกวนทราบ

            ซุนกวนทราบความแล้วก็มีความยินดี เรียกลิบองมาปรึกษาว่าบัดนี้กวนอูตั้งอยู่ในความประมาทแล้ว ทหารในเมืองเกงจิ๋วจึงเหลือน้อยตัวนัก จะให้ท่านกับซุนเกียวซึ่งเป็นบุตรของอาเรายกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋ว ท่านจะมีความเห็นประการใด

            ลิบองได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่า “แม้ท่านจะให้ซุนเกียวไปก็ให้ไปแต่ผู้เดียวเถิด ท่านจำไม่ได้หรือเมื่อครั้งท่านตั้งจิวยี่กับเทียเภาซึ่งเป็นคนเก่าของท่านเป็นแม่ทัพซ้ายขวาทำการด้วยกัน แลฝ่ายจิวยี่มีสติปัญญาจะว่าสิ่งใดเทียเภาซึ่งเป็นแม่ทัพซ้ายก็ประนอมด้วยปัญญาของจิวยี่จึงทำการด้วยกันได้ แลบัดนี้ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปกับซุนเกียวนั้น ปัญญาข้าพเจ้าหาเหมือนหนึ่งจิวยี่ไม่ สิ่งใดซึ่งจะว่ากล่าวกันนั้นเห็นจะขัดสน แลซุนเกียวนั้นเล่าก็เป็นพี่น้องของท่าน มีปัญญากล้าแข็งอยู่ ขอท่านจงใช้ให้ซุนเกียวไปแต่ผู้เดียวเถิด ก็จะทำได้ไม่ขัดสน”

            ซุนกวนได้ฟังคำท้วงของลิบองดังนั้นก็เห็นด้วย แต่คิดว่าซุนเกียวยังหนุ่มแก่การนัก ซึ่งลิบองเสนอให้ตั้งซุนเกียวเป็นแม่ทัพยกไปรบเมืองเกงจิ๋วนั้น เป็นเพราะความเกรงใจเห็นแก่ซุนกวน หาใช่เห็นแก่ฝีมือและสติปัญญาของซุนเกียวแต่ประการใดไม่ ซุนกวนคิดดังนั้นแล้วจึงตั้งให้ลิบองเป็นแม่ทัพใหญ่ของเมืองกังตั๋ง บังคับบัญชาว่ากล่าวทหารทั้งปวงทั่วทั้งแคว้นกังตั๋ง และให้เป็นแม่ทัพยกไปรบเอาเมืองเกงจิ๋ว ให้    ซุนเกียวเป็นเจ้ากรมพลาธิการ รับผิดชอบส่งกำลังบำรุงและคลังเสบียงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของลิบอง

            ซุนกวนสั่งการดังนั้นแล้วจึงให้ทหารถือหนังสือไปเมืองฮูโต๋ แจ้งความทั้งปวงให้โจโฉทราบ และเร่งให้โจโฉยกกองทัพไปตีกวนอูซึ่งตั้งค่ายประชิดเมืองอ้วนเซียอยู่ โดยซุนกวนจะยกกองทัพเข้าตีเอาเมืองเกงจิ๋ว และให้ทหารถือหนังสืออีกฉบับหนึ่งไปถึงลกซุนที่ด่านลกเค้า ให้จัดแจงการทั้งปวงไว้ให้พร้อม

            ลิบองคำนับลาซุนกวนออกมาแล้วเรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง สั่งจัดกำลังทหารสามหมื่น พร้อมเรือสำเภาสำหรับพ่อค้าวาณิชใช้ในการค้าขายแปดสิบลำ จัดทหารเรือซึ่งมีความชำนาญการรบทางเรืออยู่ประจำเรือสำเภาแต่ละลำ ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นแบบพ่อค้าที่ล่องเรือค้าขายตามลำแม่น้ำบ้าง แต่งตัวแบบคนแจวเรือบ้าง แบ่งกองเรือทั้งแปดสิบลำออกเป็นแปดกอง กองละแปดลำ ลิบอง ฮันต๋ง จิวท่าย  เจียวขิม จูเหียน พัวเจี้ยง ชีเซ่ง เตงฮอง คุมเรือแต่ละกอง และให้เตรียมอาวุธพร้อมสรรพไว้ในเรือ ทหารที่เหลือจากลงเรือให้สมทบกับกองทัพหนุนของซุนกวน

            ลิบองจัดแจงแต่งกองเรือการค้า ปลอมทหารเรือเป็นพ่อค้าและพลแจวเสร็จสิ้นแล้ว จึงสั่งให้ทหารทั้งปวงเตรียมพร้อม  ครั้นได้เวลาฤกษ์ลิบองจึงให้กองเรือทั้งแปดสิบลำยกออกจากเมืองกังตั๋งแล่นไปตามแม่น้ำซิมเอี๋ยง ตรงไปที่ด่านแฮเค้าปลายแดนเมืองเกงจิ๋ว

            ลิบองคุมกองเรือกองแรกจำนวนสิบลำแจวตามปกติเหมือนหนึ่งเป็นเรือของพ่อค้า ไปถึงป้อมไฟป้อมแรกที่อยู่ปลายแดนแล้ว ก็ให้แจวเรือเทียบเข้าไปใกล้ป้อมไฟ ทหารเมืองเกงจิ๋วซึ่งรักษาป้อมไฟเห็นเป็นเรือพ่อค้าก็มิได้สงสัย ร้องถามมาจากบนฝั่งว่าพวกท่านจะไปที่ไหน

            ลิบองก็ให้ทหารบนเรือตอบไปว่า พวกเราเป็นกองเรือค้าขายตามปกติ เห็นลมแรงจึงหลบเรือเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ว่าแล้วลิบองก็สั่งให้เทียบเรือที่ป้อมไฟและให้ทหารเรือปลอมคุมข้าวของเป็นจำนวนมากเอาไปมอบให้แก่ทหารที่ป้อมไฟ พร้อมกับขอจอดอาศัยค้างคืนหลบพายุสักคืนหนึ่ง

            ทหารในป้อมไฟได้รับของกำนัลเป็นอันมากก็มีความยินดี อนุญาตให้เรือทั้งสิบลำจอดเทียบท่าค้างคืนได้ พอตกกลางคืนก็เอาสุราอาหารที่ทหารของลิบองส่งบรรณาการให้มาเลี้ยงดูกันเป็นที่สนุกสนาน

            ครั้นถึงเวลาปลายยามแรก ลิบองเห็นทหารที่รักษาป้อมไฟเสพสุราเมามาย จึงให้สัญญาณไฟแก่กองเรืออีกเจ็ดกอง แล้วสั่งทหารในขบวนเรือกองแรกให้ลอบยกขึ้นบก ล้อมจับทหารเมืองเกงจิ๋วที่รักษาป้อมไฟและกำลังเมามายไม่ได้สติโดยละม่อม

            ครั้นยึดป้อมไฟป้อมแรกได้ ลิบองจึงสั่งให้กองเรือทั้งเจ็ดกองเคลื่อนเข้ายึดป้อมไฟที่เรียงรายเป็นลำดับไป ในขณะที่ทหารเมืองเกงจิ๋วซึ่งรักษาป้อมไฟนั้นต่างมิได้ระมัดระวัง เพราะเชื่อว่าถ้าหากเป็นข้าศึกป้อมไฟหน้าสุดก็จะให้สัญญาณไฟในเวลากลางคืน แต่เมื่อไม่มีสัญญาณไฟมาจากป้อมไฟหน้า จึงเข้าใจว่ากองเรือที่ยกล่วงเข้ามาไม่ใช่ข้าศึก ทั้งเห็นเรือเหล่านั้นเป็นเรือพ่อค้าจึงมิได้ระแวงสงสัย

            กองเรือของลิบองจึงเข้ายึดป้อมไฟที่รายเรียงตามลำแม่น้ำได้โดยง่ายดายจนหมดสิ้น และยกล่วงเข้าถึงเมืองเกงจิ๋วแต่คืนวันนั้น โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าลิบองได้นำกองทัพเมืองกังตั๋งเคลื่อนเข้าถึงประตูเมืองเกงจิ๋วแล้ว

            ลิบองได้เกลี้ยกล่อมทหารเมืองเกงจิ๋วที่ถูกจับได้ให้เข้าสวามิภักดิ์แต่โดยดี โดยสัญญาว่าจะปูนบำเหน็จทั้งตำแหน่ง เงินทองข้าวของมีค่าเป็นอันมาก ทหารเมืองเกงจิ๋วที่ถูกจับก็ยอมเข้าด้วยกับลิบองจนหมดสิ้น

            ลิบองจึงให้ทหารเมืองเกงจิ๋วนำหน้าไปที่ประตูเมือง แล้วร้องบอกพรรคพวกที่รักษาประตูเมืองให้เปิดประตูเมืองรับ พวกทหารที่รักษาประตูเมืองมิได้ระแวงว่าจะมีข้าศึกยกมา ทั้งเห็นว่าพวกที่มาร้องเรียกให้เปิดประตูเมืองก็เป็นเพื่อนทหารด้วยกัน จึงเปิดประตูเมืองรับโดยมิได้สงสัยแต่ประการใด

            ลิบองจึงยกทหารขึ้นจากเรือพร้อมกัน แล้วยกเข้าไปในเมืองเกงจิ๋ว เมื่อเข้าไปถึงเมืองก็จู่โจมเข้ายึดเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งขณะนั้นมีทหารจำนวนน้อยรักษาเมืองและมิได้ระแวดระวัง จึงถูกทหารลิบองจับตัวได้จนหมดสิ้น ลิบองจึงยึดเมืองเกงจิ๋วได้โดยง่ายดายยิ่งนัก

            เมืองเกงจิ๋วสมบัติเก่าของเล่าเปียว คนแซ่เล่าแซ่เดียวกับเล่าปี่ และกว่าเล่าปี่จะได้มาครองก็ต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เป็นดินแดนที่ขงเบ้งได้ใช้อุบายถ่ายเทผ่อนปรนรักษาไว้อย่างแยบคาย และปลอดภัยตลอดมา จนกลายเป็นฐานที่มั่นทางภาคใต้ของเล่าปี่ ก่อนที่ขงเบ้งจะยกทัพออกจากเมืองเกงจิ๋วไปช่วยเล่าปี่ตีเอาเมืองเสฉวนก็ได้ให้คาถาแปดคำแก่กวนอูไว้รักษาเมือง ซึ่งถ้าหากกวนอูยึดมั่นในคาถาแปดคำนั้น ยอมยกลูกสาวให้แก่ซุนกวน ประนีประนอมกับซุนกวนทางด้านใต้ คอยรับมือกับโจโฉทางด้านเหนือแต่ด้านเดียว เมืองเกงจิ๋วก็ไม่เป็นอันตราย แต่กวนอูทะนงจนเกินตัว ประมาทแก่ข้าศึก ทอดทิ้งคาถารักษาเมืองที่ขงเบ้งให้ไว้นั้นเสีย จึงต้องเสียเมืองเกงจิ๋ว ด้วยอุบายแบบเส้นผมบังภูเขาฉะนี้

            ลิบองยึดเมืองเกงจิ๋วได้แล้ว สั่งให้ปิดประตูเมืองแล้วรักษาค่ายคูประตูหอรบอย่างมั่นคง พอฟ้าสว่างก็เรียกประชุมบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวง แล้วประกาศห้ามมิให้ทหารเมืองกังตั๋งข่มเหงรังแกทำร้ายหรือแย่งชิงทรัพย์สินของชาวเมือง แม้นผู้ใดมิเชื่อฟังก็จะลงโทษสถานหนักถึงประหารชีวิต

            ส่วนบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของเมืองเกงจิ๋ว ก็ให้คงตำแหน่งและหน้าที่ราชการตามเดิมทุกประการ ให้ทุกคนสนับสนุนและร่วมมือกับเมืองกังตั๋งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชาวเมืองสืบไป บรรดาขุนนางข้าราชการในเมืองเกงจิ๋วเมื่อได้คงตำแหน่งหน้าที่การงานดังเดิมก็ยอมทำราชการอยู่กับเมืองกังตั๋งแต่โดยดี

            สำหรับครอบครัวบุตรภรรยาของกวนอูนั้น ลิบองก็ให้ทหารอารักขาไว้เป็นอย่างดี มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดข่มเหงรังแก

            เมื่อจัดแจงการข้างเมืองเกงจิ๋วเรียบร้อยแล้ว ลิบองจึงให้ทหารถือหนังสือไปรายงานความให้ซุนกวนทราบ และขอให้ซุนกวนยกกองทัพหนุนมาเตรียมรับมือกับกองทัพของกวนอูที่อาจยกกลับมาแต่เมืองอ้วนเซียต่อไป

            วันหนึ่งลิบองพาทหารคนสนิทออกตรวจตราสังเกตการณ์ในเมืองเกงจิ๋ว พอฝนตกหนักก็ไปถึงหมู่บ้านหนึ่ง ประสบเหตุการณ์ทหารคนหนึ่งแย่งชิงข้าวของของชาวเมืองลิบองจึงให้ทหารที่ติดตามเข้าควบคุมตัวมาไต่สวนว่าเป็นทหารเหล่าใดจึงบังอาจกระทำการดังนี้

            ทหารนั้นเห็นลิบองก็ตกใจ รีบรับสารภาพแต่โดยดีว่าเป็นทหารมาแต่เมืองกังตั๋ง ประสบเหตุฝนตกจึงขอยืมร่มจากชาวเมือง แต่ชาวเมืองไม่ให้จึงแย่งชิงเอาโดยที่มิได้ปรารถนาทรัพย์สินอื่น ในขณะที่กำลังแย่งชิงกันอยู่นั้นท่านมาพบเข้าพอดี จึงเกิดเหตุดังนี้

            ลิบองได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า เราได้ประกาศเป็นอาญาศึกห้ามมิให้ทหารทั้งปวงข่มเหงรังแกแย่งชิงทรัพย์สินของชาวเมือง แม้นผู้ใดฝ่าฝืนก็จะเอาโทษถึงตาย เจ้าไม่รู้หรือ ทหารนั้นก็แก้ตัวว่า ข้าพเจ้าคิดแต่จะยืมร่มเพราะเกรงเสื้อเกราะจะเปียก แต่เมื่อถูกปฏิเสธจึงมีอารมณ์โกรธแล้วแย่งชิงเอา โทษข้าพเจ้าครั้งนี้ผิดนัก ท่านจงอดโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด

            ลิบองไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ดังนั้น จึงสั่งให้ทหารเอาตัวทหารผู้นั้นไปประหารชีวิต ครั้นประหารเสร็จแล้วลิบองก็ได้คิดว่าเราคิดแต่จะสร้างอาญาให้ศักดิ์สิทธิ์จนเกินการ จึงลงโทษทหารรุนแรงเกินไป เพียงแค่การชิงร่มหาสมควรถึงกับประหารชีวิตไม่ ลิบองคิดดังนี้แล้วก็สงสารทหารซึ่งถูกประหารนั้น จึงสั่งให้เอาศพไปฝังอย่างสมเกียรติ

            บรรดาทหารและชาวเมืองทั้งปวงเห็นลิบองเข้มงวดในวินัยทัพก็พากันสรรเสริญและยำเกรงลิบองเป็นอันมาก

            ทางฝ่ายซุนกวนครั้นได้ทราบรายงานของลิบองแล้ว มีความยินดีเป็นอันมาก รีบเคลื่อนทัพไปที่เมืองเกงจิ๋ว ลิบองทราบว่าซุนกวนยกกองทัพมาก็ออกไปต้อนรับถึงนอกประตูเมือง คำนับเชิญซุนกวนเข้าเมืองเกงจิ๋วตามประเพณี

            ซุนกวนทราบความจากลิบองว่าจัดแจงการปกครองเมืองเกงจิ๋วเป็นปกติดีแล้วก็สรรเสริญสติปัญญาของลิบองเป็นอันมาก และแต่งตั้งให้พัวโยยทหารเก่าของกวนอูซึ่งแปรพักตร์ไปเข้ากับลิบองเป็นผู้รักษาเมืองเกงจิ๋ว

            ลิบองได้รายงานสืบไปว่า บัดนี้อิกิ๋มทหารของโจโฉต้องโทษจำอยู่ในคุกเมืองเกงจิ๋ว ท่านจะดำริประการใด ซุนกวนทราบความดังนั้นจึงให้เบิกตัวอิกิ๋มออกจากคุก และปล่อยกลับไปเมืองฮูโต๋

            ซุนกวนจึงปรารภว่า เมื่อได้เมืองเกงจิ๋วแล้วเมืองกังอั๋นและเมืองลำกุ๋นเป็นเมืองสำคัญอยู่ใกล้เมืองเกงจิ๋วนัก หากไม่ได้สองตำบลนี้แล้วกวนอูก็จะใช้เป็นฐานในการยกมาตีเมืองเกงจิ๋ว จะมีผู้ใดอาสายกกองทัพไปตีเอาเมืองสองตำบลนี้บ้าง

            จีหลวนซึ่งเป็นนายทหารได้ฟังปรารภดังนั้นจึงว่า อันเมืองกังอั๋นนั้นเปาสูหยินทหารเมืองเกงจิ๋วรักษาอยู่ ข้าพเจ้ากับเปาสูหยินเป็นเพื่อนรักกันมาแต่น้อย จึงขออาสาท่านไปเกลี้ยกล่อมให้เปาสูหยินยอมอ่อนน้อมแก่ท่านแต่โดยดี

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงจัดทหารห้าร้อยให้จีหลวนยกไปเมืองกังอั๋น ในขณะนั้นเปาสูหยินซึ่งรักษาเมืองกังอั๋นทราบข่าวแล้วว่าเมืองเกงจิ๋วเสียแก่ซุนกวน จึงเกรงว่ากองทัพเมืองกังตั๋งจะยกมาตีเอาเมืองกังอั๋น จึงแต่งทหารให้รักษากำแพงเมืองค่ายคูประตูหอรบไว้มิได้ประมาท

            จีหลวนพาทหารมาถึงเมืองกังอั๋น เห็นประตูเมืองปิดเงียบอยู่ จึงเขียนหนังสือถึงเปาสูหยินผูกลูกเกาทัณฑ์แล้วยิงเข้าไปในเมือง ทหารในเมืองกังอั๋นเก็บลูกเกาทัณฑ์ได้ เห็นมีหนังสือถึงเปาสูหยินผูกติดอยู่จึงเอาเข้าไปมอบแก่เปาสูหยิน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘