ตอนที่ 435. หมอเทพยดา

กวนอูเห็นภูมิประเทศที่อิกิ๋มและบังเต๊กย้ายค่ายไปตั้งอยู่ที่ทุ่งจันเค้าว่าเป็นที่ลุ่มต่ำทั้งขณะนั้นเป็นฤดูฝน จึงอาศัยฤดูกาลเป็นอาวุธทำลายกองทัพของอิกิ๋มและบังเต๊กจนพินาศไปสิ้น จับอิกิ๋มเป็นเชลยและประหารชีวิตบังเต๊ก ในขณะที่ในเมืองอ้วนเซียนั้น กองทัพของโจหยินก็ได้ความยากลำบากเป็นอันมาก

            โจหยินเห็นสภาพความยากลำบากก็เกรงว่าทหารจะหนีทัพ จึงร้องประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า “บัดนี้เราถือรับสั่งพระเจ้าวุยอ๋องมา ถ้าผู้ใดทำราชการย่อหย่อน ออกปากว่าจะทิ้งเมืองอ้วนเซีย เราจะตัดศีรษะผู้นั้นเสีย”

            บรรดาทหารทั้งปวงได้ยินคำโจหยินดังนั้นก็เกรงอาญา ประกอบทั้งเห็นว่าโดยรอบตัวเมืองถูกน้ำท่วม เห็นแต่พื้นน้ำสีขาวทุกทิศ ไม่อาจจะหลบหนีได้ จึงร้องตอบพร้อมกันว่าพวกเราจะป้องกันรักษาเมืองอ้วนเซียไว้จนกว่าจะสิ้นชีวิต

            โจหยินได้ฟังก็มีความยินดี สั่งทหารให้ตรวจตราเวรยามรักษากำแพงและเชิงเทินไว้ ทั้งกลางวันและกลางคืน หลังจากนั้นอีกสามวันน้ำซึ่งท่วมก็ลดลง ทหารและราษฎรได้รับความป่วยไข้เป็นอันมาก

            ทางฝ่ายกองทัพของกวนอูนั้น เมื่อน้ำใกล้จะลดกวนหินซึ่งเป็นบุตรคนที่สองได้คุมเสบียงอาหารจากเมืองเกงจิ๋วได้มาถึง หลังจากทักทายกันตามประเพณีพ่อลูกแล้ว กวนอูจึงให้กวนหินถือหนังสือไปเมืองเสฉวน ทูลรายงานการศึกให้พระเจ้าฮันต๋งทราบทุกประการ

            หลังจากน้ำลดแล้วกวนอูจึงคุมทหารออกจากค่ายเข้าโจมตีเมืองอ้วนเซีย กวนอูคุมทหารไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ เห็นโจหยินยืนอยู่บนหอรบจึงเอาแส้ม้าชี้ไปที่โจหยินแล้วด่าว่า “ไอ้พวกหนู เป็นไรมึงจึงมิพากันออกมาสมัครยอมอยู่ด้วยกู จะคอยทีอยู่เมื่อครั้งใดเล่า”

            โจหยินคุมทหารรักษาการณ์อยู่บนหอรบ เห็นกวนอูมาร้องด่าดังนั้นก็โกรธ ทั้งเห็นกวนอูใส่เสื้อเกราะปิดเฉพาะหน้าอก ยืนม้าอยู่ในระยะเกาทัณฑ์ จึงสั่งทหารให้ใช้เกาทัณฑ์อาบยาพิษระดมยิงไปที่กวนอูดุจห่าฝน

            กวนอูใช้ง้าวปัดเกาทัณฑ์เป็นพัลวันพลางชักม้าถอยออกมา แต่เกาทัณฑ์ดอกหนึ่งฝ่าม่านง้าวไปถูกไหล่ซ้ายของกวนอูพลัดตกลงจากหลังม้า

            กวนเป๋งผู้บุตรเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบพาทหารเข้าไปแก้เอากวนอูออกมาจนพ้นรัศมีเกาทัณฑ์ แล้วให้ทหารพากวนอูกลับไปค่าย กวนเป๋งคุมทหารเป็นกองระวังหลัง ในขณะนั้นโจหยินเห็นได้ทีจึงยกทหารออกจากประตูเมืองไล่โจมตี จึงปะทะกับกองระวังหลังของกวนเป๋ง

            ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเป็นสามารถ โจหยินเห็นว่าจะตีหักรุกหน้าไปมิได้ ในขณะที่กวนเป๋งก็เห็นว่ากวนอูกลับไปถึงค่ายแล้ว ต่างฝ่ายจึงพาทหารกลับ

            ทางฝ่ายกวนอูเมื่อกลับไปถึงค่าย ให้ทหารชักเอาลูกเกาทัณฑ์ออกจากไหล่ซ้าย พอเกาทัณฑ์หลุดออกจากไหล่ขอบแผลกลายเป็นสีดำ และเลือดที่ไหลตามบาดแผลมีสีดำปะปน จึงรู้ว่าเป็นเกาทัณฑ์อาบยาพิษก็ตกใจเป็นอันมาก ทั้งความเจ็บปวดก็บังเกิดรุนแรงขึ้น จนไหล่ซ้ายมีอาการชา จนแทบไหวตัวมิได้

            กวนเป๋งและบรรดาแม่ทัพนายกองเห็นดังนั้นจึงปรึกษากันว่าจะเลิกทัพกลับไปเมืองเกงจิ๋วเพื่อรักษาพยาบาลกวนอูให้หายก่อนแล้วค่อยยกทัพกลับมาใหม่ แต่กวนอูไม่ยินยอม ปรารภว่า “เราจะกลัวอันใดแก่ความเจ็บน้อยหนึ่งเท่านี้ เราจะตีเอาเมืองอ้วนเซียให้ได้ แล้วจะยกไปตีเอาเมืองฮูโต๋กำจัดโจโฉเสีย พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็จะมีความสุข เจ้าอย่าว่าดังนี้ต่อไป ไพร่พลทั้งปวงจะเสียน้ำใจ”

            กวนเป๋งและบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ยินคำกวนอูแข็งกร้าวดังนั้นก็มิอาจขัดคำ จึงหารือว่าเมื่อเป็นเกาทัณฑ์อาบยาพิษดังนี้จำต้องหาหมอที่รู้การรักษาพยาบาลจึงจะได้ ทหารในพื้นที่คนหนึ่งจึงแนะนำให้ไปเชิญหมอฮัวโต๋ชาวเมืองเจากุ๋นมารักษา โดยบอกว่าเป็นหมอเทพยดาที่สามารถรักษาโรคทั้งปวงได้

            กวนเป๋งจึงให้ทหารไปเชิญหมอฮัวโต๋มาที่ค่าย ครั้นหมอฮัวโต๋มาถึงกวนเป๋งเห็นหมอฮัวโต๋มีบุคลิกผ่องใสนัก แม้จะอยู่ในวัยกว่าหกสิบแล้ว แต่ใบหน้าแจ่มใส ตามีประกายเปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี สวมเสื้อผ้าสีเทาคล้ายกับนักพรตสะอาดสะอ้าน และระลึกได้ว่าเมื่อครั้งจิวท่ายนายทหารเอกเมืองกังตั๋งต้องอาวุธหลายแห่งก็ได้หมอฮัวโต๋นี้ไปรักษาจึงหาย

            กวนเป๋งคำนับหมอฮัวโต๋แล้วถามว่า เมื่อครั้งจิวท่ายชาวเมืองกังตั๋งต้องอาวุธบาดเจ็บสาหัส ท่านเป็นผู้รักษาจิวท่ายในครั้งนั้นมิใช่หรือ หมอฮัวโต๋ก็รับว่าใช่ข้าพเจ้าแล้ว  กวนเป๋งทราบดังนั้นก็ดีใจ จึงพาหมอฮัวโต๋เข้าไปในค่าย

            ในขณะนั้นกวนอูได้รับความเจ็บปวดด้วยแผลเกาทัณฑ์อาบยาพิษ มีทุกขเวทนากล้า แต่ด้วยน้ำใจชายชาติทหารอันแข็งแกร่ง เกรงว่าทหารทั้งปวงจะเสียขวัญว่าแม่ทัพป่วยเจ็บ จึงแสร้งทำทีเป็นปกติ แล้วให้หาม้าเลี้ยงเข้ามาเล่นหมากรุกเป็นเพื่อน หวังจะบำรุงน้ำใจทหารทั้งปวง

            ครั้นกวนเป๋งพาหมอฮัวโต๋เข้าไปพบ คำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว กวนอูก็รินน้ำชายกมาคำนับ แล้วให้หมอฮัวโต๋ดูบาดแผลว่าพอจะรักษาให้หายได้หรือไม่

            หมอฮัวโต๋ดูบาดแผลแล้วจึงว่า เป็นบาดแผลถูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษ มีพิษร้ายซึมซาบเข้าไปถึงกระดูก เดชะบุญที่ข้าพเจ้ามาดูอาการท่านทันท่วงที มิฉะนั้นแล้วท่านอาจต้องพิการไปครึ่งตัวหรือถึงแก่ชีวิต

            กวนอูได้ฟังจึงถามย้ำว่าท่านจะรักษาบาดแผลข้าพเจ้าให้หายได้หรือไม่ หมอฮัวโต๋จึงว่าซึ่งจะรักษาบาดแผลเพียงเท่านี้มิเกินความสามารถของข้าพเจ้า เกรงอยู่ก็แต่ว่าท่านจะทนความเจ็บมิได้

            กวนอูจึงถามต่อไปว่า ท่านจะรักษาอย่างไรจึงเกรงว่าข้าพเจ้าจะทนความเจ็บมิได้

            หมอฮัวโต๋จึงว่า ข้าพเจ้าจะเอามีดคว้านเอาเนื้อที่ไหล่ท่านจนถึงกระดูกเพื่อเอาเนื้อที่ถูกพิษออกแล้วจึงใส่ยา ในการคว้านเอาเนื้อออกจากไหล่ท่าน ข้าพเจ้าจะเอาปลอกรัดท่านไว้กับเสามิให้ท่านดิ้น ท่านจะทนแก่ความเจ็บได้หรือไม่

            กวนอูได้ฟังก็หัวเราะ แล้วว่าแม้ความตายเรายังไม่เคยเกรงกลัว สำมะหาอะไรกับแค่จะเอาเนื้อร้ายออกจากไหล่แต่เท่านี้ ท่านไม่ต้องเอาปลอกรัดตัวเราไว้กับเสาดอก จะทำประการใดก็ทำไปตามสบาย อย่าได้เกรงใจเลย

            หมอฮัวโต๋ได้ฟังดังนั้นก็ตีสีหน้าสงสัย กวนอูรู้เท่าทันจึงย้ำว่าท่านอย่าได้หวั่นเกรง ถึงแม้นเลือดจะออกทั่วทั้งตัว ข้าพเจ้าก็จะไม่ดิ้น และไม่ร้องว่าบาดเจ็บให้ท่านได้ยินเลย

            หมอฮัวโต๋ได้ฟังดังนั้นจึงบอกทหารให้ก่อไฟสำหรับต้มเครื่องไม้เครื่องมือในการผ่าตัด และในระหว่างรอเวลากวนอูได้ชวนหมอฮัวโต๋ดื่มสุรา แต่หมอฮัวโต๋ไม่ยอมดื่มเกี่ยงว่าให้ผ่าตัดเสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วค่อยดื่ม

            กวนอูดื่มสุราใกล้จะเมาแล้ว จึงเรียกม้าเลี้ยงเข้ามาเล่นหมากรุก ในขณะนั้นหมอ  ฮัวโต๋ต้มเครื่องมือสำหรับผ่าตัดเสร็จ จึงยกถาดเครื่องมือและร่วมยาเข้ามาที่โต๊ะซึ่งกวนอูเล่นหมากรุกอยู่ หมอฮัวโต๋ถอดเสื้อท่อนบนของกวนอูออกแล้ว กวนอูจึงเอียงไหล่ซ้ายให้หมอฮัวโต๋ในขณะที่นั่งเล่นหมากรุกกับม้าเลี้ยงราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

            หมอฮัวโต๋ทำความสะอาดบาดแผลแล้วจึงเอามีดกรีดเอาเนื้อร้ายออกจากตัวของกวนอู จนครึ่งชั่วยามผ่านไปหมอฮัวโต๋ก็ผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกจนหมดสิ้น แล้วใส่ยาสมานแผลและเย็บบาดแผลจนสนิท ในขณะที่กวนอูยังคงนั่งดื่มสุราและเล่นหมาก รุกกับม้าเลี้ยงดังเดิม

            ครั้นหมอฮัวโต๋ผ่าตัดเสร็จ เก็บเครื่องมือใส่ถาด เก็บยาใส่ร่วมยาแล้ว เอาผ้าเช็ดหน้าพลางกล่าวกับกวนอูว่าชั่วชีวิตของข้าพเจ้า รักษาผ่าตัดผู้คนมาเป็นจำนวนมาก ไม่เคยเห็นผู้ใดทรหดอดทนองอาจไม่สะดุ้งสะเทือนเหมือนกับกวนอูท่านเลย ว่าแล้วหมอฮัวโต๋ก็คำนับกวนอูด้วยความนับถือศรัทธา และบอกว่าข้าพเจ้ารักษาบาดแผลท่านเป็นปกติแล้ว

            กวนอูได้ยินคำหมอฮัวโต๋ก็วางมือจากกระดานหมากรุก แล้วลุกขึ้นยืนกล่าวว่า ท่านรักษาเสร็จแล้วหรือ ข้าพเจ้าไม่เจ็บปวด ไม่ดิ้นรนดอก จากนั้นกวนอูจึงสรรเสริญหมอฮัวโต๋เป็นอันมากว่ามีความรู้ความชำนาญในการรักษาราวกับหมอเทพยดา และสั่งให้แต่งโต๊ะจัดสุราเลี้ยงดูหมอฮัวโต๋

            ในระหว่างดื่มสุราหมอฮัวโต๋บอกกวนอูว่า แม้นพิษเกาทัณฑ์จะถูกเอาออกหมดสิ้นแล้วแต่บาดแผลยังใหม่สดอยู่ ท่านจะต้องระงับโทสะอย่าให้บังเกิดความโกรธชั่วเวลาร้อยวัน พิษเกาทัณฑ์จึงจะหายสนิท ท่านจะทำได้หรือไม่

            กวนอูก็รับคำหมอฮัวโต๋ แล้วให้เบิกทองคำสามสิบชั่งมามอบแก่หมอฮัวโต๋เป็นบำเหน็จ

            หมอฮัวโต๋ไม่ยอมรับ กลับลุกขึ้นคำนับกวนอูแล้วว่า “ซึ่งข้าพเจ้ามารักษาท่านทั้งนี้จะเห็นแก่บำเหน็จหามิได้ ข้าพเจ้าเห็นท่านนี้ประกอบด้วยความสัตย์ซื่อจึงมาช่วยพยาบาลมิให้เป็นอันตราย แลซึ่งท่านให้บำเหน็จข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เอา ขอคืนไว้ให้ท่าน”

            กวนอูคะยั้นคะยอประการใด หมอฮัวโต๋ก็ไม่ยอมรับบำเหน็จ ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้วหมอฮัวโต๋จึงมอบยาปิดแผลเพิ่มเติม แล้วกำชับว่าเมื่อยาซึ่งปิดแผลเก่าแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนยาปิดแผลใหม่ แล้วคำนับลากวนอูเดินกลับออกไป กวนอูก็ตามออกไปส่งจนพ้นประตูค่าย

            ทางด้านเมืองฮูโต๋ครั้นโจโฉได้รับรายงานความศึกข้างเมืองอ้วนเซียว่าอิกิ๋มและบังเต๊กเสียทีแก่กวนอู และกวนอูยกกองทัพมาประชิดเมืองอ้วนเซียอยู่ก็ตกใจ จึงปรารภกับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า พวกท่านจะคิดอ่านประการใด

            สุมาอี้ซึ่งบัดนี้ได้รับการยอมรับจากบรรดาขุนนางเป็นจำนวนมากว่ามีสติปัญญาในการสงคราม ได้ฟังดังนั้นจึงทูลโจโฉว่าซึ่งอิกิ๋มและบังเต๊กเสียทีแก่กวนอูนั้น ใช่ว่าจะมีฝีมือหรือสู้ในกระบวนรบมิได้ หากแต่แพ้พ่ายเพราะน้ำเหนือหลากมา โดยไม่ได้คิดอ่านป้องกันแก้ไข กวนอูจึงได้ชัยชนะ ซึ่งจะกำจัดกวนอูนั้นไม่ยากไม่ลำบาก เพียงแต่วุยอ๋องเร่งกำชับซุนกวนให้ยกไปตีเอาเมืองเกงจิ๋ว กวนอูก็ต้องยกไปป้องกันเมืองเกงจิ๋ว เมืองอ้วนเซียก็จะไม่เป็นอันตราย

            ฝ่ายเจียวเจ้ซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายบัญชีกลาง ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวสนับสนุนว่าความคิด สุมาอี้ชอบด้วยกโลบายการเมือง มิพักต้องลำบากแก่ทหาร ขอให้วุยอ๋องท่านดำเนินการตามความคิดของสุมาอี้เถิด

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ ในพลันนั้นก็รำลึกถึงบังเต๊กและอิกิ๋ม จึงปรารภขึ้นด้วยความน้อยใจว่า ดูดู๋อิกิ๋มมาอยู่ด้วยเราร่วมสามสิบปี ไม่คิดต่อสู้กับข้าศึก จนเสียทีแล้วยอมจำนนแก่ข้าศึกให้ได้ความอัปยศดังนี้ สู้บังเต๊กซึ่งแม้จะมาอยู่ใหม่ ก็มีใจสัตย์ซื่อภักดีต่อเรา อาสาราชการจนตัวตาย เป็นที่ซาบซึ้งแก่ใจเรานัก

            กล่าวแล้วโจโฉจึงให้อาลักษณ์แต่งหนังสือไปถึงซุนกวนตามความเห็นของสุมาอี้ทุกประการ แล้วปรึกษาต่อไปว่าการซึ่งจะคอยแต่กองทัพเมืองกังตั๋งยกไปตีเมืองเกงจิ๋วด้านเดียวนั้นไม่สมควร ชอบที่จะแต่งกองทัพยกหนุนไปรบกับกวนอู

            ซิหลงได้ยินคำปรารภดังนั้นก็ขันอาสายกทหารหนุนไปช่วยเมืองอ้วนเซีย โจโฉเห็นเป็นซิหลงก็วางใจจึงจัดทหารให้ห้าหมื่น ให้ซิหลงเป็นแม่ทัพหลวง ให้ลิเตียนเป็นปลัดทัพ ครั้นถึงวันฤกษ์ดี ซิหลงก็คำนับลาพระเจ้าวุยอ๋องแล้วเคลื่อนทัพออกจากเมืองหลวงยกไปตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งเอียงลกโผใกล้กับเมืองอ้วนเซีย แล้วแต่งหน่วยสอดแนมไปสืบข่าวคราวว่ากองทัพเมืองกังตั๋งมีความเคลื่อนไหวประการใด

            เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนอ้าย ซุนกวนได้รับหนังสือของโจโฉแล้ว จึงแจ้งแก่ผู้ถือหนังสือนั้นให้รีบกลับไปรายงานแก่โจโฉว่าอย่าได้ปรารมภ์เลย กองทัพเมืองกังตั๋งรับรับสั่งและจะยกเข้าตีเมืองเกงจิ๋วโดยเร็วที่สุด

            หลังจากนั้นซุนกวนจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและบรรดาขุนนางทั้งปวง ปรารภความซึ่งโจโฉมีหมายรับสั่งเร่งรัดให้ยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วแล้วจะแบ่งดินแดนให้ครึ่งหนึ่งว่าจะจัดแจงกองทัพประการใด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘