ตอนที่ 433. เรื่องของคนกล้าที่โง่เขลา
ก่อนยกกองทัพข้ามแม่น้ำซงกั๋งกวนอูทราบว่าลิบองแห่งเมืองกังตั๋งยกทหารมาตั้งอยู่ที่ด่านลกเค้า เกรงว่าจะมาตีเมืองเกงจิ๋ว จึงให้สร้างป้อมไฟสัญญาณเพื่อจะได้กลับไปช่วยได้ทันท่วงที แล้วยกกองทัพเข้าประชิดเมืองอ้วนเซียจนโจโฉต้องส่งอิกิ๋มและบังเต๊กมาช่วย
ในขณะที่โจโฉกำลังชื่นชมความสัตย์ซื่อของบังเต๊กอยู่นั้น แกอูซึ่งเป็นขุนนางได้ทูลติงว่าแม้บังเต๊กจะองอาจกล้าหาญ แต่ยังบุ่มบ่ามอ่อนด้อยสติปัญญา เห็นจะไม่ได้ชัยชนะแก่กวนอู ชอบที่วุยอ๋องจะกำชับอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาท
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้ทหารถือหนังสือตามไปส่งให้แก่บังเต๊กความว่า “กวนอูเขามีกำลังพลัง ทั้งความคิดก็มาก ซึ่งจะรบกันนั้นอย่าประมาท ถ้าเห็นได้ทีแล้วจึงทำการ ถ้าไม่ได้ทีก็รักษาตัวมั่นไว้ อย่าให้มีอันตรายได้”
บังเต๊กทราบความตามหนังสือรับสั่งของโจโฉแล้ว ใจก็มุมานะกล่าวกับบรรดาทหารทั้งปวงว่า กวนอูผู้นี้มีกิตติศัพท์ลือชาปรากฏแก่คนทั่วไปต่อเนื่องมาร่วมสามสิบปี จนย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว วุยอ๋องรับสั่งให้เรายกกองทัพมากำจัดกวนอูเสีย แล้วไฉนจึงมีหนังสือมายกย่องสรรเสริญกวนอูดังนี้ ทหารทั้งปวงจะมิเสียกำลังใจดอกหรือ
อิกิ๋มได้ฟังคำบังเต๊กเห็นน้อยใจลึกดังนั้น จึงปลอบว่าวุยอ๋องประดุจดั่งพญานกอินทรี บินสูงสุดฟ้า มีสายตาอันกว้างไกล ใครไหนจะหยั่งทราบได้ เมื่อวุยอ๋องมีหนังสือกำชับมาดังนี้ ชอบที่จะทำตาม
บังเต๊กได้ฟังก็ได้คิด ที่น้อยใจก็คลายลง จนกระทั่งกองทัพของอิกิ๋มเคลื่อนเข้าเขตแดนเมืองอ้วนเซีย บังเต๊กซึ่งคุมกองทัพหน้าจึงสั่งให้ทหารลั่นม้าล่อฆ้องกลองเอาฤกษ์เอาชัยขึ้นพร้อมกัน
ทางฝ่ายกวนอูตั้งค่ายประชิดเมืองอ้วนเซียอยู่ ครั้นได้ทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าบัดนี้โจโฉสั่งให้อิกิ๋มและบังเต๊กยกทหารมาช่วยเมืองอ้วนเซีย และบังเต๊กนั้นกล่าวคำหยาบช้าปรามาสว่าเตรียมโลงมาจะใส่ศีรษะกวนอู กวนอูก็โกรธบังเต๊กเป็นอันมาก กล่าวขึ้นด้วยความโกรธแค้นว่า “เหตุใดอ้ายบังเต๊กเป็นแต่คนต่ำช้า จึงมาว่าเราฉะนี้”
กวนอูกล่าวแล้วจึงสั่งให้จัดกองทัพเป็นสองกอง ให้กวนเป๋งบุตรบุญธรรมคุมทหารสำหรับโจมตีเมืองอ้วนเซีย ส่วนกวนอูคุมทหารอีกกองหนึ่งจะยกไปรบกับบังเต๊ก
กวนเป๋งเห็นดังนั้นจึงท้วงว่า อันบิดาท่านดุจดั่งภูเขาไท้ซานอันสูงใหญ่ ไฉนจะลดตัวไปรบกับบังเต๊กซึ่งเป็นเพียงก้อนศิลาอันน้อย มีแต่จะเสริมสร้างยกย่องบังเต๊กให้เป็นที่ยำเกรงแก่คนทั้งปวงหาควรไม่ ข้าพเจ้าขออาสาบิดาท่านยกไปรบกับบังเต๊กเอง
กวนอูได้ฟังคำท้วงของบุตรบุญธรรมก็ได้สติยั้งคิด จึงสั่งให้กวนเป๋งคุมทหารยกไปรบกับบังเต๊ก แต่เพราะความแค้นกรุ่นอยู่ในอก กวนอูจึงว่าเราจะยกกองทัพหนุนตามไปฆ่าบังเต๊กให้จงได้
กวนเป๋งรับคำกวนอูแล้วออกมาจัดแจงทหารยกไปตามทางที่บังเต๊กจะยกกองทัพมา ทางฝ่ายบังเต๊กครั้นทราบว่ากวนเป๋งยกทหารมาสกัดหน้าไว้ จึงให้ทหารเอาโลงหามไปข้างหน้า ตัวเองใส่เกราะขี่ม้าถือง้าวอยู่ภายใต้ธงบังเต๊กชาวลำหัน แปรขบวนเตรียมปะทะกับกองทัพของกวนเป๋ง
พอทั้งสองฝ่ายยกเข้ามาใกล้กันแล้ว กวนเป๋งจึงร้องด่าบังเต๊กว่าไอ้ขี้ข้าขายเจ้า ไอ้บ่าวขายนาย วันตายของเจ้ามาถึงวันนี้แล้ว
บังเต๊กมองไปตามเสียงเห็นคนที่ร้องด่าเป็นแต่นายทหารหนุ่ม ไม่รู้จักมาแต่ก่อน จึงถามทหารซึ่งอยู่ในที่ใกล้ว่านายทหารเมืองเกงจิ๋วผู้นี้เป็นผู้ใด ทหารของบังเต๊กก็แจ้งว่านี่คือกวนเป๋งเป็นบุตรบุญธรรมของกวนอู
บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็ร้องกลับมาว่า พระเจ้าวุยอ๋องมีรับสั่งให้เรามาตัดศีรษะกวนอูผู้บิดาเจ้า ตัวเจ้าเป็นแต่เพียงลูกเด็กเล็กแดง ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่ควรคู่ที่จะมาต่อสู้กับเรา จงกลับไปบอกกวนอูให้ออกมารบกับเราเถิด
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ชักม้าตรงเข้ารบกับบังเต๊ก ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันบนหลังม้าได้สามสิบเพลงแต่ยังไม่ทันแพ้ชนะกัน เป็นเวลาใกล้เที่ยงทั้งสองฝ่ายจึงแยกตัวออกจากวงรบแล้วกลับมายังที่ตั้งทหารของตน
ในขณะนั้นกวนอูได้รับรายงานการรบทางด้านกวนเป๋ง จึงสั่งให้เลียวหัวคุมทหารยกเข้าตีเมืองอ้วนเซีย ส่วนกวนอูรีบคุมทหารยกตามกวนเป๋งไป ครั้นไปถึงที่กวนเป๋งพักทหารอยู่ จึงไต่ถามความศึก พอทราบความกระจ่างแล้วกวนอูก็ยกออกไปท้ารบกับบังเต๊ก
บังเต๊กทราบว่ากวนอูยกทหารตามมาก็ยกทหารออกไปเผชิญหน้ากับกวนอู แล้วชี้ให้กวนอูดูโลงซึ่งยกไปวางอยู่ตรงหน้า พร้อมกับกล่าวว่าพระเจ้าวุยอ๋องมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาตัดศีรษะท่าน จึงนำโลงนี้มาเตรียมไว้ หากรักตัวกลัวตายก็จงยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า “เอ็งว่านั้นกูเห็นเกินไป ไม่สมควร กูจะฆ่ามึงเหมือนฆ่าหนูน้อยเสียตัวหนึ่ง กูคิดเสียดายคมง้าวของกู”
ว่าแล้วกวนอูก็ชักม้าออกไปรบกับบังเต๊ก ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันบนหลังม้าอย่างดุเดือด จนเพลงรบผ่านไปถึงร้อยเพลง ทางฝ่ายทหารของบังเต๊กเห็นบังเต๊กอ่อนล้าลงเกรงว่าจะเสียที จึงตีม้าล่อเป็นสัญญาณให้บังเต๊กถอย ในขณะเดียวกันนั้นกวนเป๋งก็เกรงว่ากวนอูอายุใกล้หกสิบแล้ว กำลังวังชาจะสู้บังเต๊กไม่ได้ ก็ให้ตีม้าล่อเป็นสัญญาณให้กวนอูถอยกลับออกมา
ทั้งกวนอูและบังเต๊กจึงถอยกลับมาที่กองทหารแล้วต่างกลับไปที่ค่ายของแต่ละฝ่าย พอไปถึงค่ายบังเต๊กได้กล่าวแก่ทหารทั้งปวงว่า เขาเล่าลือว่ากวนอูนี้มีฝีมือกล้าแข็ง ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อถือ มาประจักษ์ฝีมือในวันนี้จึงได้รู้ว่ากวนอูนี้มีฝีมือสมคำลือที่แท้จริง
ในขณะนั้นอิกิ๋มเดินเข้ามาต่อว่าบังเต๊กว่า วุยอ๋องกำชับเป็นแน่นหนาว่าแม้นได้ทีจึงทำการ แม้นเห็นไม่ได้ทีก็ให้รักษาตัวไว้อย่าให้เป็นอันตราย ท่านรบกับกวนอูถึงร้อยเพลงแล้วยังไม่ได้ที เหตุไฉนเล่าจึงไม่ล่าทัพกลับมา หากเพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่กวนอูแล้ว การของวุยอ๋องจะมิเสียทีไปหรือ
บังเต๊กจึงท้วงว่า ตัวท่านเป็นถึงแม่ทัพหลวง ถือรับสั่งมากำจัดกวนอู ชอบที่จะคิดอ่านทำศึกแตกหักกำจัดกวนอูให้จงได้ ไฉนจึงมาระย่อท้อถอยอยู่ดังนี้ไม่สมควร ในวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะรบกับกวนอูให้รู้แพ้แลชนะ
อิกิ๋มเห็นบังเต๊กดึงดันไม่เชื่อฟังก็โกรธ แต่มิอาจจะขัดใจบังเต๊กได้ จึงหันหลังเดินกลับออกไปที่ค่าย
ทางฝ่ายกวนอูเมื่อกลับไปถึงค่ายแล้วก็กล่าวกับกวนเป๋งว่า บังเต๊กผู้นี้มีฝีมือเป็นอันมาก ทั้งกระบวนม้า กระบวนง้าวก็เทียมทันกับตัวเรา น่าสรรเสริญนัก
กวนอูถึงแม้ทระนง หยิ่งในศักดิ์ศรีจนเกินปกติไปบ้างก็ตาม แต่ยังมีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษและเที่ยงธรรม ถึงแม้บังเต๊กเป็นข้าศึกแต่เมื่อมีฝีมือการรบที่องอาจเข้มแข็ง กวนอูก็สรรเสริญอย่างตรงไปตรงมา สมเป็นชายชาติอาชาไนยโดยแท้
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่า “ถึงมาตรว่าท่านจะต่อรบฆ่าบังเต๊กเสีย ถ้าชนะก็เหมือนชนะผู้หญิง ถ้าขุกแพ้แก่มันก็จะเสียเกียรติยศต่อพระเจ้าฮันต๋ง หาควรไม่”
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็แย้งว่าเจ้ากล่าวความทั้งนี้ไม่ชอบ อันประเพณีทหารทำการศึก ย่อมถือฝีมือรบพุ่งเป็นสำคัญว่าใครดีด้อยกว่ากัน จะถือยศถือศักดิ์นั้นมิได้ อุปมาดั่งหมากรุก เมื่อตั้งกระดานเข้าประจัญกันแล้ว ขุนฝ่ายหนึ่งทำด้วยงาช้างอันวิจิตรและมีค่า กับขุนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งทำแต่ไม้ทองหลางอันหยาบและไร้ราคา ก็ต้องถือว่าต่างก็เป็นขุนมีศักดิ์เสมอกัน จะรังเกียจว่าเป็นขุนงาหรือขุนไม้ทองหลางมิได้
พอรุ่งขึ้นกวนอูก็ขี่ม้าพาทหารยกออกจากค่าย ในขณะเดียวกันบังเต๊กก็คุมทหารยกออกมาจากค่าย ต่างฝ่ายต่างขี่ม้าปรี่เข้าหากัน ประง้าวกันบนหลังม้าได้สิบเพลง บังเต๊กแสร้งทำทีว่าสู้กวนอูไม่ได้ แล้วชักม้าหนีออกจากวงรบ มือหนึ่งลากง้าว มือหนึ่งกุมบังเหียนม้า กวนอูเห็นดังนั้นจึงขี่ม้าไล่ตามบังเต๊กไป พลางร้องไล่หลังว่าอันลูกไม้ทำทีเป็นหนีดังนี้ เราแจ้งอยู่ อย่าได้หนีสืบไปเลย
กวนเป๋งยืนม้าสังเกตการณ์อยู่ เห็นดังนั้นก็รู้ว่าเป็นกลอุบายของบังเต๊ก เกรงว่า กวนอูจะเป็นอันตราย จึงขี่ม้าไล่ตามไป ในทันใดนั้นก็เห็นบังเต๊กเอาง้าวขึ้นมาพาดบนตัก แล้วน้าวเกาทัณฑ์เตรียมจะหันกลับไปยิงกวนอู กวนเป๋งจึงร้องไล่หลังตามไปว่า อ้ายคนขี้แพ้ มึงจะคิดร้ายใช้เกาทัณฑ์ยิงพ่อกูหรือ
กวนอูกำลังขี่ม้าไล่ตามบังเต๊กได้ยินเสียงร้องตามมาข้างหลังฟังไม่ถนัดก็เหลียวกลับมามอง เป็นจังหวะพอดีที่บังเต๊กเอี้ยวตัวยิงเกาทัณฑ์มาที่กวนอู กวนอูได้ยินเสียงกวนเป๋งร้องมาว่าบิดาท่านจงระวัง จึงหันกลับไปแต่ลูกเกาทัณฑ์ฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็วหลบไม่ทัน ถูกกวนอูที่ไหล่ขวา
กวนอูถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ดังนั้นจึงหยุดม้า กวนเป๋งตามไปทันจึงบอกให้กวนอูกลับไปที่ค่าย กวนเป๋งคอยระวังหลังป้องกันกวนอูไว้ ในขณะนั้นอิกิ๋มสังเกตการรบอยู่อย่างใกล้ชิด เห็นบังเต๊กยิงเกาทัณฑ์ถูกกวนอูก็ริษยาว่าหากบังเต๊กจับกวนอูได้จะมีความชอบ จึงสั่งทหารให้ตีม้าล่อสัญญาณเรียกบังเต๊กกลับเข้าค่าย
บังเต๊กได้ยินเสียงม้าล่อสัญญาณให้ถอยทัพ สำคัญว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นจึงไม่ไล่ตามกวนอูไป รีบขี่ม้ากลับไปที่ค่าย แล้วรีบไต่ถามอิกิ๋มในทันทีว่าท่านให้ตีม้าล่อให้ข้าพเจ้าถอยกลับมาครั้งนี้ มีเหตุประการใด
อิกิ๋มได้ฟังก็แสร้งกล่าวแก้ว่า วุยอ๋องมีรับสั่งว่ากวนอูนี้มีฝีมือและอุบายมาก ซึ่งถูกเกาทัณฑ์นั้นเกรงว่าจะเป็นกลอุบายลวงท่านให้ตามไป จึงให้ตีสัญญาณเรียกท่านกลับมา จะได้ไม่เสียทีแก่ข้าศึก
บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กล่าวว่าข้าพเจ้ากำลังจะได้ชัยชนะ จวนจะจับตัวกวนอูได้อยู่แล้ว ท่านเรียกตัวข้าพเจ้ากลับมาดังนี้ไม่ชอบ แต่บังเต๊กก็คาดคิดไม่ถึงว่าซึ่งอิกิ๋มตีม้าล่อเรียกตัวกลับมานั้นเป็นเพราะน้ำใจริษยา ดังนั้นจึงได้แต่บ่นเสียดายว่าได้ทีแล้วไม่อาจทำการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดลงไปได้ดังประสงค์
ฝ่ายกวนอูครั้นกลับมาถึงค่าย จึงชักเกาทัณฑ์ที่ปักติดอยู่ที่ไหล่ขวาออก แล้วให้เอายาสมานแผลใส่ แต่เพราะใจแค้นกวนอูจึงประกาศว่า ท่านทั้งปวงจงเป็นประจักษ์พยาน หากแม้นข้าพเจ้าฆ่าบังเต๊กไม่ได้ ชาตินี้จะไม่ทำศึกต่อไปอีกเลย
ทหารซึ่งใกล้ชิดจึงเตือนว่า บัดนี้ท่านบาดเจ็บด้วยแผลเกาทัณฑ์ ชอบที่จะรักษาตัวให้แผลหายก่อนจึงจะทำการศึกสืบไป กวนอูก็เห็นด้วย จึงสั่งให้ตั้งมั่นอยู่ในค่าย
พอวันรุ่งขึ้นบังเต๊กก็ยกทหารออกมาท้ารบ แต่กวนอูก็ไม่ยกออกไปรบตามคำท้า บังเต๊กท้ารบอยู่ถึงสิบวัน ไม่เห็นกวนอูยกออกมารบจึงเข้าไปปรึกษากับอิกิ๋มว่า ชะรอยกวนอูถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บสาหัส จึงไม่อาจยกมารบได้ ชอบที่ท่านจะให้กองทัพทั้งปวงยกเข้าตีค่ายกวนอู คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย
อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าหากตั้งค่ายอยู่ดังนี้ เกลือกบังเต๊กได้ชัยชนะแก่กวนอูแล้วจะมีความชอบ จึงแสร้งอ้างว่าวุยอ๋องให้เราเป็นแม่ทัพหลวง ยกมาป้องกันรักษาเมืองอ้วนเซียมิให้เป็นอันตราย ซึ่งกวนอูไม่ยกออกมารบนั้นเกรงว่าจะเป็นกลอุบาย ซึ่งทำการได้ทีถึงเพียงนี้แล้ว ความชอบย่อมมีแก่ท่านเป็นอันมาก ไม่ควรให้เกิดความพลั้งพลาดลบล้างความชอบนั้นไป ซึ่งจะตั้งค่ายประจัญหน้ากันดังนี้ไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้ว ข้าพเจ้าจะให้ย้ายค่ายไปตั้งที่ทุ่งจันเค้า ห่างเมืองอ้วนเซียสองร้อยเส้น เพื่อประสานการรุกรบเป็นสองด้านกับในเมืองอ้วนเซีย ก็จะสามารถป้องกันรักษาเมืองได้ตามความประสงค์ของวุยอ๋อง
บังเต๊กเป็นคนด้อยปัญญา ได้ฟังเหตุผลของอิกิ๋มก็งุนงง แต่เนื่องจากอิกิ๋มเป็นแม่ทัพหลวง มีอำนาจสิทธิขาด บังเต๊กจึงว่าท่านเป็นแม่ทัพหลวง จะตัดสินใจประการใดก็จงทำตามที่เห็นสมควรเถิด
อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ย้ายค่ายไปตั้งอยู่ที่ทุ่งจันเค้า โดยแบ่งค่ายเป็นสองค่าย อิกิ๋มคุมทหารอยู่ค่ายหน้า และให้บังเต๊กคุมทหารอยู่ค่ายหลัง เพื่อป้องกันมิให้บังเต๊กยกทหารออกไปรบ
ทางฝ่ายกวนเป๋งได้ทราบข่าวจากหน่วยสอดแนมว่าอิกิ๋มย้ายค่ายดังนั้น จึงรายงานให้กวนอูทราบ และพากันขึ้นไปบนเนินเขา ทอดสายตาไปยังเมืองอ้วนเซียด้านหนึ่ง และทุ่งจันเค้าอีกด้านหนึ่ง เห็นภูมิประเทศเป็นที่ประหลาดยิ่งนัก.
ในขณะที่โจโฉกำลังชื่นชมความสัตย์ซื่อของบังเต๊กอยู่นั้น แกอูซึ่งเป็นขุนนางได้ทูลติงว่าแม้บังเต๊กจะองอาจกล้าหาญ แต่ยังบุ่มบ่ามอ่อนด้อยสติปัญญา เห็นจะไม่ได้ชัยชนะแก่กวนอู ชอบที่วุยอ๋องจะกำชับอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาท
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้ทหารถือหนังสือตามไปส่งให้แก่บังเต๊กความว่า “กวนอูเขามีกำลังพลัง ทั้งความคิดก็มาก ซึ่งจะรบกันนั้นอย่าประมาท ถ้าเห็นได้ทีแล้วจึงทำการ ถ้าไม่ได้ทีก็รักษาตัวมั่นไว้ อย่าให้มีอันตรายได้”
บังเต๊กทราบความตามหนังสือรับสั่งของโจโฉแล้ว ใจก็มุมานะกล่าวกับบรรดาทหารทั้งปวงว่า กวนอูผู้นี้มีกิตติศัพท์ลือชาปรากฏแก่คนทั่วไปต่อเนื่องมาร่วมสามสิบปี จนย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว วุยอ๋องรับสั่งให้เรายกกองทัพมากำจัดกวนอูเสีย แล้วไฉนจึงมีหนังสือมายกย่องสรรเสริญกวนอูดังนี้ ทหารทั้งปวงจะมิเสียกำลังใจดอกหรือ
อิกิ๋มได้ฟังคำบังเต๊กเห็นน้อยใจลึกดังนั้น จึงปลอบว่าวุยอ๋องประดุจดั่งพญานกอินทรี บินสูงสุดฟ้า มีสายตาอันกว้างไกล ใครไหนจะหยั่งทราบได้ เมื่อวุยอ๋องมีหนังสือกำชับมาดังนี้ ชอบที่จะทำตาม
บังเต๊กได้ฟังก็ได้คิด ที่น้อยใจก็คลายลง จนกระทั่งกองทัพของอิกิ๋มเคลื่อนเข้าเขตแดนเมืองอ้วนเซีย บังเต๊กซึ่งคุมกองทัพหน้าจึงสั่งให้ทหารลั่นม้าล่อฆ้องกลองเอาฤกษ์เอาชัยขึ้นพร้อมกัน
ทางฝ่ายกวนอูตั้งค่ายประชิดเมืองอ้วนเซียอยู่ ครั้นได้ทราบรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าบัดนี้โจโฉสั่งให้อิกิ๋มและบังเต๊กยกทหารมาช่วยเมืองอ้วนเซีย และบังเต๊กนั้นกล่าวคำหยาบช้าปรามาสว่าเตรียมโลงมาจะใส่ศีรษะกวนอู กวนอูก็โกรธบังเต๊กเป็นอันมาก กล่าวขึ้นด้วยความโกรธแค้นว่า “เหตุใดอ้ายบังเต๊กเป็นแต่คนต่ำช้า จึงมาว่าเราฉะนี้”
กวนอูกล่าวแล้วจึงสั่งให้จัดกองทัพเป็นสองกอง ให้กวนเป๋งบุตรบุญธรรมคุมทหารสำหรับโจมตีเมืองอ้วนเซีย ส่วนกวนอูคุมทหารอีกกองหนึ่งจะยกไปรบกับบังเต๊ก
กวนเป๋งเห็นดังนั้นจึงท้วงว่า อันบิดาท่านดุจดั่งภูเขาไท้ซานอันสูงใหญ่ ไฉนจะลดตัวไปรบกับบังเต๊กซึ่งเป็นเพียงก้อนศิลาอันน้อย มีแต่จะเสริมสร้างยกย่องบังเต๊กให้เป็นที่ยำเกรงแก่คนทั้งปวงหาควรไม่ ข้าพเจ้าขออาสาบิดาท่านยกไปรบกับบังเต๊กเอง
กวนอูได้ฟังคำท้วงของบุตรบุญธรรมก็ได้สติยั้งคิด จึงสั่งให้กวนเป๋งคุมทหารยกไปรบกับบังเต๊ก แต่เพราะความแค้นกรุ่นอยู่ในอก กวนอูจึงว่าเราจะยกกองทัพหนุนตามไปฆ่าบังเต๊กให้จงได้
กวนเป๋งรับคำกวนอูแล้วออกมาจัดแจงทหารยกไปตามทางที่บังเต๊กจะยกกองทัพมา ทางฝ่ายบังเต๊กครั้นทราบว่ากวนเป๋งยกทหารมาสกัดหน้าไว้ จึงให้ทหารเอาโลงหามไปข้างหน้า ตัวเองใส่เกราะขี่ม้าถือง้าวอยู่ภายใต้ธงบังเต๊กชาวลำหัน แปรขบวนเตรียมปะทะกับกองทัพของกวนเป๋ง
พอทั้งสองฝ่ายยกเข้ามาใกล้กันแล้ว กวนเป๋งจึงร้องด่าบังเต๊กว่าไอ้ขี้ข้าขายเจ้า ไอ้บ่าวขายนาย วันตายของเจ้ามาถึงวันนี้แล้ว
บังเต๊กมองไปตามเสียงเห็นคนที่ร้องด่าเป็นแต่นายทหารหนุ่ม ไม่รู้จักมาแต่ก่อน จึงถามทหารซึ่งอยู่ในที่ใกล้ว่านายทหารเมืองเกงจิ๋วผู้นี้เป็นผู้ใด ทหารของบังเต๊กก็แจ้งว่านี่คือกวนเป๋งเป็นบุตรบุญธรรมของกวนอู
บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็ร้องกลับมาว่า พระเจ้าวุยอ๋องมีรับสั่งให้เรามาตัดศีรษะกวนอูผู้บิดาเจ้า ตัวเจ้าเป็นแต่เพียงลูกเด็กเล็กแดง ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่ควรคู่ที่จะมาต่อสู้กับเรา จงกลับไปบอกกวนอูให้ออกมารบกับเราเถิด
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ชักม้าตรงเข้ารบกับบังเต๊ก ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันบนหลังม้าได้สามสิบเพลงแต่ยังไม่ทันแพ้ชนะกัน เป็นเวลาใกล้เที่ยงทั้งสองฝ่ายจึงแยกตัวออกจากวงรบแล้วกลับมายังที่ตั้งทหารของตน
ในขณะนั้นกวนอูได้รับรายงานการรบทางด้านกวนเป๋ง จึงสั่งให้เลียวหัวคุมทหารยกเข้าตีเมืองอ้วนเซีย ส่วนกวนอูรีบคุมทหารยกตามกวนเป๋งไป ครั้นไปถึงที่กวนเป๋งพักทหารอยู่ จึงไต่ถามความศึก พอทราบความกระจ่างแล้วกวนอูก็ยกออกไปท้ารบกับบังเต๊ก
บังเต๊กทราบว่ากวนอูยกทหารตามมาก็ยกทหารออกไปเผชิญหน้ากับกวนอู แล้วชี้ให้กวนอูดูโลงซึ่งยกไปวางอยู่ตรงหน้า พร้อมกับกล่าวว่าพระเจ้าวุยอ๋องมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาตัดศีรษะท่าน จึงนำโลงนี้มาเตรียมไว้ หากรักตัวกลัวตายก็จงยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า “เอ็งว่านั้นกูเห็นเกินไป ไม่สมควร กูจะฆ่ามึงเหมือนฆ่าหนูน้อยเสียตัวหนึ่ง กูคิดเสียดายคมง้าวของกู”
ว่าแล้วกวนอูก็ชักม้าออกไปรบกับบังเต๊ก ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันบนหลังม้าอย่างดุเดือด จนเพลงรบผ่านไปถึงร้อยเพลง ทางฝ่ายทหารของบังเต๊กเห็นบังเต๊กอ่อนล้าลงเกรงว่าจะเสียที จึงตีม้าล่อเป็นสัญญาณให้บังเต๊กถอย ในขณะเดียวกันนั้นกวนเป๋งก็เกรงว่ากวนอูอายุใกล้หกสิบแล้ว กำลังวังชาจะสู้บังเต๊กไม่ได้ ก็ให้ตีม้าล่อเป็นสัญญาณให้กวนอูถอยกลับออกมา
ทั้งกวนอูและบังเต๊กจึงถอยกลับมาที่กองทหารแล้วต่างกลับไปที่ค่ายของแต่ละฝ่าย พอไปถึงค่ายบังเต๊กได้กล่าวแก่ทหารทั้งปวงว่า เขาเล่าลือว่ากวนอูนี้มีฝีมือกล้าแข็ง ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อถือ มาประจักษ์ฝีมือในวันนี้จึงได้รู้ว่ากวนอูนี้มีฝีมือสมคำลือที่แท้จริง
ในขณะนั้นอิกิ๋มเดินเข้ามาต่อว่าบังเต๊กว่า วุยอ๋องกำชับเป็นแน่นหนาว่าแม้นได้ทีจึงทำการ แม้นเห็นไม่ได้ทีก็ให้รักษาตัวไว้อย่าให้เป็นอันตราย ท่านรบกับกวนอูถึงร้อยเพลงแล้วยังไม่ได้ที เหตุไฉนเล่าจึงไม่ล่าทัพกลับมา หากเพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่กวนอูแล้ว การของวุยอ๋องจะมิเสียทีไปหรือ
บังเต๊กจึงท้วงว่า ตัวท่านเป็นถึงแม่ทัพหลวง ถือรับสั่งมากำจัดกวนอู ชอบที่จะคิดอ่านทำศึกแตกหักกำจัดกวนอูให้จงได้ ไฉนจึงมาระย่อท้อถอยอยู่ดังนี้ไม่สมควร ในวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะรบกับกวนอูให้รู้แพ้แลชนะ
อิกิ๋มเห็นบังเต๊กดึงดันไม่เชื่อฟังก็โกรธ แต่มิอาจจะขัดใจบังเต๊กได้ จึงหันหลังเดินกลับออกไปที่ค่าย
ทางฝ่ายกวนอูเมื่อกลับไปถึงค่ายแล้วก็กล่าวกับกวนเป๋งว่า บังเต๊กผู้นี้มีฝีมือเป็นอันมาก ทั้งกระบวนม้า กระบวนง้าวก็เทียมทันกับตัวเรา น่าสรรเสริญนัก
กวนอูถึงแม้ทระนง หยิ่งในศักดิ์ศรีจนเกินปกติไปบ้างก็ตาม แต่ยังมีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษและเที่ยงธรรม ถึงแม้บังเต๊กเป็นข้าศึกแต่เมื่อมีฝีมือการรบที่องอาจเข้มแข็ง กวนอูก็สรรเสริญอย่างตรงไปตรงมา สมเป็นชายชาติอาชาไนยโดยแท้
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่า “ถึงมาตรว่าท่านจะต่อรบฆ่าบังเต๊กเสีย ถ้าชนะก็เหมือนชนะผู้หญิง ถ้าขุกแพ้แก่มันก็จะเสียเกียรติยศต่อพระเจ้าฮันต๋ง หาควรไม่”
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็แย้งว่าเจ้ากล่าวความทั้งนี้ไม่ชอบ อันประเพณีทหารทำการศึก ย่อมถือฝีมือรบพุ่งเป็นสำคัญว่าใครดีด้อยกว่ากัน จะถือยศถือศักดิ์นั้นมิได้ อุปมาดั่งหมากรุก เมื่อตั้งกระดานเข้าประจัญกันแล้ว ขุนฝ่ายหนึ่งทำด้วยงาช้างอันวิจิตรและมีค่า กับขุนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งทำแต่ไม้ทองหลางอันหยาบและไร้ราคา ก็ต้องถือว่าต่างก็เป็นขุนมีศักดิ์เสมอกัน จะรังเกียจว่าเป็นขุนงาหรือขุนไม้ทองหลางมิได้
พอรุ่งขึ้นกวนอูก็ขี่ม้าพาทหารยกออกจากค่าย ในขณะเดียวกันบังเต๊กก็คุมทหารยกออกมาจากค่าย ต่างฝ่ายต่างขี่ม้าปรี่เข้าหากัน ประง้าวกันบนหลังม้าได้สิบเพลง บังเต๊กแสร้งทำทีว่าสู้กวนอูไม่ได้ แล้วชักม้าหนีออกจากวงรบ มือหนึ่งลากง้าว มือหนึ่งกุมบังเหียนม้า กวนอูเห็นดังนั้นจึงขี่ม้าไล่ตามบังเต๊กไป พลางร้องไล่หลังว่าอันลูกไม้ทำทีเป็นหนีดังนี้ เราแจ้งอยู่ อย่าได้หนีสืบไปเลย
กวนเป๋งยืนม้าสังเกตการณ์อยู่ เห็นดังนั้นก็รู้ว่าเป็นกลอุบายของบังเต๊ก เกรงว่า กวนอูจะเป็นอันตราย จึงขี่ม้าไล่ตามไป ในทันใดนั้นก็เห็นบังเต๊กเอาง้าวขึ้นมาพาดบนตัก แล้วน้าวเกาทัณฑ์เตรียมจะหันกลับไปยิงกวนอู กวนเป๋งจึงร้องไล่หลังตามไปว่า อ้ายคนขี้แพ้ มึงจะคิดร้ายใช้เกาทัณฑ์ยิงพ่อกูหรือ
กวนอูกำลังขี่ม้าไล่ตามบังเต๊กได้ยินเสียงร้องตามมาข้างหลังฟังไม่ถนัดก็เหลียวกลับมามอง เป็นจังหวะพอดีที่บังเต๊กเอี้ยวตัวยิงเกาทัณฑ์มาที่กวนอู กวนอูได้ยินเสียงกวนเป๋งร้องมาว่าบิดาท่านจงระวัง จึงหันกลับไปแต่ลูกเกาทัณฑ์ฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็วหลบไม่ทัน ถูกกวนอูที่ไหล่ขวา
กวนอูถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ดังนั้นจึงหยุดม้า กวนเป๋งตามไปทันจึงบอกให้กวนอูกลับไปที่ค่าย กวนเป๋งคอยระวังหลังป้องกันกวนอูไว้ ในขณะนั้นอิกิ๋มสังเกตการรบอยู่อย่างใกล้ชิด เห็นบังเต๊กยิงเกาทัณฑ์ถูกกวนอูก็ริษยาว่าหากบังเต๊กจับกวนอูได้จะมีความชอบ จึงสั่งทหารให้ตีม้าล่อสัญญาณเรียกบังเต๊กกลับเข้าค่าย
บังเต๊กได้ยินเสียงม้าล่อสัญญาณให้ถอยทัพ สำคัญว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นจึงไม่ไล่ตามกวนอูไป รีบขี่ม้ากลับไปที่ค่าย แล้วรีบไต่ถามอิกิ๋มในทันทีว่าท่านให้ตีม้าล่อให้ข้าพเจ้าถอยกลับมาครั้งนี้ มีเหตุประการใด
อิกิ๋มได้ฟังก็แสร้งกล่าวแก้ว่า วุยอ๋องมีรับสั่งว่ากวนอูนี้มีฝีมือและอุบายมาก ซึ่งถูกเกาทัณฑ์นั้นเกรงว่าจะเป็นกลอุบายลวงท่านให้ตามไป จึงให้ตีสัญญาณเรียกท่านกลับมา จะได้ไม่เสียทีแก่ข้าศึก
บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กล่าวว่าข้าพเจ้ากำลังจะได้ชัยชนะ จวนจะจับตัวกวนอูได้อยู่แล้ว ท่านเรียกตัวข้าพเจ้ากลับมาดังนี้ไม่ชอบ แต่บังเต๊กก็คาดคิดไม่ถึงว่าซึ่งอิกิ๋มตีม้าล่อเรียกตัวกลับมานั้นเป็นเพราะน้ำใจริษยา ดังนั้นจึงได้แต่บ่นเสียดายว่าได้ทีแล้วไม่อาจทำการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดลงไปได้ดังประสงค์
ฝ่ายกวนอูครั้นกลับมาถึงค่าย จึงชักเกาทัณฑ์ที่ปักติดอยู่ที่ไหล่ขวาออก แล้วให้เอายาสมานแผลใส่ แต่เพราะใจแค้นกวนอูจึงประกาศว่า ท่านทั้งปวงจงเป็นประจักษ์พยาน หากแม้นข้าพเจ้าฆ่าบังเต๊กไม่ได้ ชาตินี้จะไม่ทำศึกต่อไปอีกเลย
ทหารซึ่งใกล้ชิดจึงเตือนว่า บัดนี้ท่านบาดเจ็บด้วยแผลเกาทัณฑ์ ชอบที่จะรักษาตัวให้แผลหายก่อนจึงจะทำการศึกสืบไป กวนอูก็เห็นด้วย จึงสั่งให้ตั้งมั่นอยู่ในค่าย
พอวันรุ่งขึ้นบังเต๊กก็ยกทหารออกมาท้ารบ แต่กวนอูก็ไม่ยกออกไปรบตามคำท้า บังเต๊กท้ารบอยู่ถึงสิบวัน ไม่เห็นกวนอูยกออกมารบจึงเข้าไปปรึกษากับอิกิ๋มว่า ชะรอยกวนอูถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บสาหัส จึงไม่อาจยกมารบได้ ชอบที่ท่านจะให้กองทัพทั้งปวงยกเข้าตีค่ายกวนอู คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย
อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าหากตั้งค่ายอยู่ดังนี้ เกลือกบังเต๊กได้ชัยชนะแก่กวนอูแล้วจะมีความชอบ จึงแสร้งอ้างว่าวุยอ๋องให้เราเป็นแม่ทัพหลวง ยกมาป้องกันรักษาเมืองอ้วนเซียมิให้เป็นอันตราย ซึ่งกวนอูไม่ยกออกมารบนั้นเกรงว่าจะเป็นกลอุบาย ซึ่งทำการได้ทีถึงเพียงนี้แล้ว ความชอบย่อมมีแก่ท่านเป็นอันมาก ไม่ควรให้เกิดความพลั้งพลาดลบล้างความชอบนั้นไป ซึ่งจะตั้งค่ายประจัญหน้ากันดังนี้ไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้ว ข้าพเจ้าจะให้ย้ายค่ายไปตั้งที่ทุ่งจันเค้า ห่างเมืองอ้วนเซียสองร้อยเส้น เพื่อประสานการรุกรบเป็นสองด้านกับในเมืองอ้วนเซีย ก็จะสามารถป้องกันรักษาเมืองได้ตามความประสงค์ของวุยอ๋อง
บังเต๊กเป็นคนด้อยปัญญา ได้ฟังเหตุผลของอิกิ๋มก็งุนงง แต่เนื่องจากอิกิ๋มเป็นแม่ทัพหลวง มีอำนาจสิทธิขาด บังเต๊กจึงว่าท่านเป็นแม่ทัพหลวง จะตัดสินใจประการใดก็จงทำตามที่เห็นสมควรเถิด
อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ย้ายค่ายไปตั้งอยู่ที่ทุ่งจันเค้า โดยแบ่งค่ายเป็นสองค่าย อิกิ๋มคุมทหารอยู่ค่ายหน้า และให้บังเต๊กคุมทหารอยู่ค่ายหลัง เพื่อป้องกันมิให้บังเต๊กยกทหารออกไปรบ
ทางฝ่ายกวนเป๋งได้ทราบข่าวจากหน่วยสอดแนมว่าอิกิ๋มย้ายค่ายดังนั้น จึงรายงานให้กวนอูทราบ และพากันขึ้นไปบนเนินเขา ทอดสายตาไปยังเมืองอ้วนเซียด้านหนึ่ง และทุ่งจันเค้าอีกด้านหนึ่ง เห็นภูมิประเทศเป็นที่ประหลาดยิ่งนัก.