ตอนที่ 432. โลงเกียรติยศ

เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนสิบ กวนอูนำกองทัพเมืองเกงจิ๋วไปตีเมืองอ้วนเซีย โจหยินได้นำกองทัพมาสกัดไว้ ในการศึกยกแรกกองทัพเมืองเกงจิ๋วตีกองทัพเมืองอ้วนเซียแตกพ่ายยับเยิน โจหยินเสียนายทหารรองถึงสองคน และต้องถอยกลับเข้าไปในเมืองอ้วนเซีย ในขณะที่กวนอูยกกองทัพติดตามมาถึงแม่น้ำซงกั๋ง

            ในขณะที่กวนอูตั้งค่ายเตรียมจะยกข้ามแม่น้ำซงกั๋งนั้น ฮองฮูซึ่งรับผิดชอบหน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้ซุนกวนได้ตั้งให้ลิบองเป็นแม่ทัพยกทหารมาตั้งอยู่ที่ด่านลกเค้า ซึ่งเป็นด่านใกล้ชายแดนเมืองเกงจิ๋ว มีทีท่าว่าจะยกมาตีเมืองเกงจิ๋ว ท่านจะคิดอ่านประการใด

            กวนอูจึงว่าเราก็วิตกอยู่ด้วยการข้างเมืองกังตั๋ง แต่บัดนี้การศึกข้างเมืองอ้วนเซียก็ติดพันใกล้จะแตกหัก ดังนั้นจึงให้ท่านกลับไปเมืองเกงจิ๋ว สร้างป้อมไฟเรียงรายตามริมแม่น้ำตั้งแต่ด่านแฮเค้ามาจนถึงแม่น้ำซงกั๋ง แต่ละป้อมห่างกันสองร้อยเส้นบ้าง สามร้อยเส้นบ้างตามภูมิประเทศ แล้วแต่งทหารประจำอยู่ตามป้อม ป้อมละห้าสิบคน ผลัดเปลี่ยนเข้าเวรอย่าให้ขาด ถ้าหากข้าศึกยกกองทัพมาในเวลากลางวันก็ให้สุมควันขึ้นเป็นสัญญาณ ถ้าหากข้าศึกยกมาในเวลากลางคืนก็ให้จุดเพลิงให้สว่างเป็นสัญญาณต่อ ๆ กัน เมื่อเราเห็นสัญญาณแล้วก็จะรีบยกกองทัพกลับไปช่วยป้องกัน

            ฮองฮูได้ฟังดังนั้นจึงเสนอว่าท่านได้ให้บิฮองและเปาสูหยินไปรักษาเมืองลำกุ๋นและเมืองกังอั๋นซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญ ข้าพเจ้าได้ข่าวว่าสองคนนี้ถูกท่านถอดออกจากตำแหน่งแล้วมีใจพยาบาท เกรงว่าจะไม่สุจริตต่อท่าน จึงชอบที่จะแต่งทหารไปตรวจตราระมัดระวังเมืองเกงจิ๋ว และหัวเมืองทั้งสอง หากเกิดเหตุร้ายจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

            กวนอูจึงว่าเราก็คิดเหมือนกับท่าน จึงได้ให้พัวโยยไปสอดส่องดูแลอยู่ก่อนแล้ว

            ฮองฮูได้ยินดังนั้นก็ตกใจ รีบแย้งว่าอันพัวโยยผู้นี้เป็นคนโลภเห็นแก่ลาภ ไม่ชอบที่ท่านจะไว้วางใจในหน้าที่สำคัญ ควรที่ท่านจะได้ให้เตียวลุยนายกองเสบียงซึ่งมีความสัตย์ซื่อไปทำหน้าที่แทนจึงจะชอบ ทั้งเตียวลุยก็มีสติปัญญาและฝีมือ แม้นการหนักเบาก็เห็นจะป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วมิให้เป็นอันตรายได้

            กวนอูไม่ฟังคำฮองฮู กลับแย้งว่าอันเตียวลุยผู้นี้ชั่วดีประการใดเราก็รู้กระจ่างแก่ใจดี ซึ่งให้รับผิดชอบกองเสบียงก็เหมาะสมแก่ตัวแล้ว อย่าได้ระแวงระวังจนเกินการเลย

            ฮองฮูได้ฟังดังนั้นก็ไม่อาจต่อถ้อยร้อยคำได้สืบไป จึงคำนับลากวนอู ในขณะเดียวกันนั้นกวนอูก็สั่งกวนเป๋งให้จัดแจงเรือเตรียมจะยกข้ามแม่น้ำซงกั๋งเพื่อจะยกไปตีเมืองอ้วนเซีย

            ทางฝ่ายโจหยินเมื่อถอยกลับเข้าไปในเมืองอ้วนเซียได้แล้ว จึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปรายงานความศึกแก่โจโฉ และทูลขอให้ยกกองทัพมาช่วย จากนั้นจึงหาบวนทงมาปรึกษาว่าข้าพเจ้าไม่ฟังคำท่าน ยกออกไปรบกับกวนอูจึงเสียทีได้ความอัปยศกลับมา บัดนี้กวนอูยกกองทัพใกล้เข้ามาแล้ว ท่านจะคิดอ่านประการใด

            บวนทงจึงว่ากวนอูมีกำลังฝีมือและสติปัญญาเป็นอันมาก ชอบที่ท่านจะตั้งรับอยู่ในเมือง ให้ทหารทั้งปวงรักษาค่ายคูประตูหอรบไว้ให้มั่นคง รอคอยโอกาสที่กองทัพเมืองกังตั๋งยกเข้าตีเมืองเกงจิ๋วแล้วค่อยยกไปซ้ำเติมก็จะได้ชัยชนะ

            ลิเสียงซึ่งเป็นนายทหารได้ฟังดังนั้นจึงแย้งว่า จะเกรงกลัวกวนอูไปไยกัน อันกวนอูมีกำลังวังชาและฝีมือก็แต่ก่อน บัดนี้กวนอูอายุใกล้จะหกสิบแล้ว ไหนเลยจะมีกำลังวังชาเหมือนกับคนหนุ่ม ข้าพเจ้าจะขออาสาเอาแต่ทหารสามพันไปจับตัวกวนอูให้จงได้

            บวนทงได้ฟังทหารหนุ่มกล่าวดังนั้นก็นึกหมั่นไส้ว่าเป็นลูกเนื้อไม่รู้จักเสือ จึงบังอาจหาญกล้านัก นึกดังนั้นแล้วบวนทงจึงว่าท่านอย่ายกออกไปเลย แม้นจะยกออกไปก็ไม่มีวันได้ชัยชนะ

            ลิเสียงไม่ยอมลดราวาศอก แย้งกลับมาในทันทีว่า “ทำไฉนจะกำจัดข้าศึกเสียได้ไม่รู้หรือ ในพิชัยสงครามว่าไว้ว่าข้าศึกยกมาถึงท่ามกลางแม่น้ำ ถ้าออกไปตีก็จะมีชัย”

            แล้วกล่าวสืบไปว่ากวนอูยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ข้างแม่น้ำซงกั๋ง กำลังเตรียมการยกกองทัพข้ามแม่น้ำ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะเตรียมทหารไปโจมตีกองทัพของกวนอูในขณะที่กำลังยกข้ามแม่น้ำ หากปล่อยไว้รอให้กวนอูยกกองทัพมาประชิดกำแพงเมืองแล้ว เห็นจะป้องกันรักษาเมืองไว้มิได้

            โจหยินได้ฟังคำลิเสียงฮึกห้าวเหิมหาญและต้องด้วยคัมภีร์พิชัยสงคราม จึงอนุญาตให้ลิเสียงคุมทหารสามพันยกไปโจมตีกวนอูในขณะยกกองทัพข้ามแม่น้ำ ลิเสียงรับคำสั่งแล้วออกไปจัดแจงทหาร แล้วยกไปที่แม่น้ำซงกั๋ง

            ลิเสียงคุมทหารยกไปใกล้แม่น้ำก็พอดีที่กวนอูยกทหารข้ามมาถึงอีกฟากหนึ่ง ลิเสียงเห็นกวนอูขี่ม้าถือง้าวเป็นสง่านำหน้าอยู่เบื้องหน้าทหารองอาจสง่างามยิ่งกว่านายทหารคนใดที่ได้พบเห็นในชีวิตก็ตกใจกลัว

            ลิเสียงตกใจแล้วพาตกตะลึงมิรู้ที่จะทำประการใด ทหารของลิเสียงเคยได้ยินกิตติศัพท์กวนอูมาแต่ก่อน เห็นธงประจำตัวและเห็นกวนอูยืนม้าสง่างามราวกับทหารเทพยดาก็พากันตกใจแตกหนีไปคนละทิศละทาง ลิเสียงได้สติก็ร้องเรียกทหารให้หยุดแต่ไม่มีผู้ใดเชื่อฟัง

            กวนอูเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้โจมตีกองทหารของลิเสียง ทหารเมืองเกงจิ๋วได้กรูกันโจมตีฆ่าฟันทหารของลิเสียงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ตัวลิเสียงพอเห็นทหารเมืองเกงจิ๋วกรูมาข้างหน้าก็รู้สึกตัวกลัวตาย รีบชักม้าควบหนีเข้าไปในเมืองอ้วนเซีย

            ทางฝ่ายทหารของโจหยินซึ่งถือหนังสือไปขอให้โจโฉยกกองทัพมาช่วยนั้น ปรากฏว่าโจโฉไปพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองเตียงอัน ทหารนั้นจึงตามไปที่เมืองเตียงอัน แล้วรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ

            โจโฉทราบความศึกแล้วจึงเรียกอิกิ๋มมาพบ แล้วกล่าวว่าการศึกครั้งนี้เราเห็นแต่ท่านผู้เดียวที่อาจรับมือกับกวนอูรักษาเมืองอ้วนเซียเอาไว้ได้

            อิกิ๋มพอได้ฟังปรารภดังนั้นก็รีบขันอาสายกทหารไปป้องกันรักษาเมืองอ้วนเซีย แต่จะขอทหารรองอีกสักคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นกองหน้า บังเต๊กนายทหารเก่าของม้าเฉียวซึ่งได้เข้าสวามิภักดิ์กับโจโฉได้ฟังดังนั้นจึงขออาสาเป็นกองทัพหน้า และจะจับกวนอูมาถวายแก่โจโฉให้จงได้

            โจโฉหันมามองบังเต๊กแล้วพยักหน้า และแต่งตั้งให้บังเต๊กเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า ให้อิกิ๋มเป็นกองทัพหลวง ให้ตังเหง ตังเฉียว เป็นปีกซ้ายขวา และให้เสงโหเป็นกองทัพหลัง ยกไปช่วยโจหยินที่เมืองอ้วนเซีย

            พอนายทหารทั้งปวงคำนับลาโจโฉกลับออกไปแล้ว ตังเหงได้เดินตามอิกิ๋มออกไปพร้อมกัน พอลับตาบังเต๊กตังเหงก็เข้าไปกระซิบอิกิ๋มว่า ซึ่งจะให้บังเต๊กเป็นแม่ทัพกองทัพหน้านั้นเห็นจะเสียราชการ ท่านก็จะต้องรับผิดชอบต่อวุยอ๋อง

            อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งใจ รีบถามตังเหงว่าท่านกล่าวความฉะนี้เพราะเหตุผลกลใด

            ตังเหงจึงว่า ท่านไม่รู้หรือว่าบังเต๊กผู้นี้เป็นทหารเก่าของม้าเฉียว บัดนี้ม้าเฉียวไปอยู่กับเล่าปี่ มีฐานะเป็นทหารเสือ ส่วนบังฮิวผู้พี่ของบังเต๊กเล่าก็เป็นขุนนางอยู่ในเมืองเสฉวน ดังนั้นบังเต๊กกับบรรดานายเก่าและผู้พี่จึงใกล้ชิดกับฝ่ายเมืองเสฉวน การที่บังเต๊กคุมกองทัพหน้าครั้งนี้หากบังเต๊กไม่สุจริต คบคิดกับข้าศึกแล้วกองทัพของท่านจะมิเป็นอันตรายหรือ

            อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พยักหน้าแล้วบอกให้ตังเหงเก็บงำความลับนี้ไว้ พอค่ำลงอิกิ๋มก็เข้าไปเฝ้าโจโฉ แล้วทูลความตามที่ตังเหงได้บอกกล่าวทุกประการ โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงบอกให้อิกิ๋มกลับออกไปก่อน แล้วให้ทหารไปตามบังเต๊กมาพบ

            พอบังเต๊กมาถึงก็คำนับโจโฉตามธรรมเนียม โจโฉจ้องหน้าบังเต๊กครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่าการศึกครั้งนี้ท่านจงอยู่กับเราเถิด อย่าเพ่อไปกับกองทัพของอิกิ๋มเลย

            บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่ามีความนัยอยู่เบื้องหลัง จึงทูลว่าข้าพเจ้ามารับราชการกับท่านโดยสุจริต คิดอ่านทดแทนพระคุณท่านมิได้ขาด ถึงแม้จะต้องพลีชีวิตก็ไม่เคยคิดเสียดาย ซึ่งวุยอ๋องไม่ให้ข้าพเจ้าไปทัพครั้งนี้เพราะเหตุใดหรือ

            โจโฉเห็นบังเต๊กถามความอย่างตรงไปตรงมาด้วยหน้าตาซื่อตรงก็รู้สึกเอ็นดู จึงว่าเหตุทั้งนี้เป็นเพราะม้าเฉียวนายเก่าท่านและบังฮิวพี่ชายท่านล้วนทำราชการอยู่กับเล่าปี่ ดังนั้นแม้เราจะวางใจให้ท่านไป แต่ทหารทั้งปวงก็จะไม่วางใจ เห็นท่านจะทำการไม่สะดวก

            บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้น เอาศีรษะโขกกับพื้นเป็นหลายครั้งจนหน้าผากแตกโลหิตไหลนองใบหน้า บังเต๊กเงยหน้าขึ้นแล้วทูลว่า “ข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่ด้วยพระองค์แต่ครั้งเมืองฮันต๋ง พระองค์ได้มีพระคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ยังมิได้แทนพระคุณเลย เหตุใดจึงมาสงสัยฉะนี้ เมื่อข้าพเจ้าอยู่ด้วยพี่ชายนั้น พี่สะใภ้ทำประทุษร้ายต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเสพย์สุราเมาแล้วจึงฆ่าพี่สะใภ้เสีย พี่ชายโกรธข้าพเจ้าก็ตัดกันแต่นั้นมา เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับม้าเฉียวนั้นเห็นว่าม้าเฉียวเป็นคนใจกล้า หาปัญญามิได้ พาทหารไปทำศึกตายเสียสิ้น อยู่แต่ตัวผู้เดียวจึงไปอยู่กับเล่าปี่ ข้าพเจ้าก็มาเป็นข้าพระองค์ บัดนี้ต่างคนต่างมีเจ้าด้วยกัน ขาดไมตรีต่อกันแล้ว อันพระองค์มีคุณแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขออาสาไปทำสงครามแทนคุณท่านครั้งนี้”

            โจโฉนิ่งฟังบังเต๊กกล่าว สายตาก็จับจ้องใบหน้าบังเต๊กไม่กระพริบ พอบังเต๊กกล่าวสิ้นความลงโจโฉก็ลุกไปประคองให้บังเต๊กลุกขึ้น แล้วว่าท่านอย่าได้น้อยใจเลย ตัวเรารู้และวางใจเป็นอันดี ว่าท่านมีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเรา ซึ่งได้กล่าวความไปนั้นก็เพื่อให้คนทั้งปวงได้วางใจว่าเราได้ถามความประการนี้กับท่านแล้วจะได้สิ้นสงสัย ท่านจงไปกับกองทัพตามที่ได้มอบคำสั่งไว้นั้นเถิด

            บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี คำนับลาโจโฉกลับไปบ้าน สั่งให้ช่างต่อโลงขึ้นใบหนึ่ง แล้วยกมาตั้งไว้ที่กลางบ้าน จากนั้นจึงให้เชิญเพื่อนบ้านมากินโต๊ะ ปรารภความซึ่งรับบัญชาจากวุยอ๋องให้ไปป้องกันรักษาเมืองอ้วนเซีย

            คนทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจ จึงถามว่าก็แลท่านจะไปราชการสงคราม ไฉนจึงเอาโลงศพมาตั้งไว้ในบ้านให้เป็นอัปมงคล จะมิเป็นลางร้ายแก่ตัวท่านดอกหรือ

            บังเต๊กฉวยเอาจอกเหล้าชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังว่าวุยอ๋องวางใจมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เราไปรักษาเมืองอ้วนเซียในครั้งนี้ เป็นความภาคภูมิใจใหญ่หลวงสถานหนึ่ง แลการซึ่งจะยกทหารไปรบกับกวนอูผู้มีชื่อลือชาปรากฏในการสงครามก็เป็นเกียรติยศใหญ่หลวงในชีวิตอีกสถานหนึ่ง ศึกครั้งนี้แม้นเราไม่ตายกวนอูก็ต้องตาย หรือแม้นกวนอูไม่ตายเราก็ต้องตาย เป็นตายเท่ากันดังนี้เราจึงเตรียมโลงไปด้วยเพื่อไม่ตั้งอยู่ในความประมาท แม้นชะตาถึงฆาตก็จะได้เอาศพเราใส่โลงกลับมา

            คนทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างพากันสรรเสริญว่าบังเต๊กมีจิตใจองอาจกล้าหาญ เปิดเผยยิ่งนัก ต่างคนต่างก็ยกจอกสุราดื่มอวยพรให้แก่บังเต๊ก

            พองานเลี้ยงใกล้จะจบลงบังเต๊กจึงเรียกนางลิชีผู้เป็นภรรยาเข้ามาหาต่อหน้าคนทั้งปวง แล้วประกาศว่าถ้ามาตรแม้นวาสนาเราสิ้น เจ้าจงเลี้ยงดูบังโฮยบุตรชายของเราให้จงดี เติบใหญ่แล้วให้ไปรบกับกวนอูแก้แค้นแทนเราด้วย และขอฝากฝังให้เพื่อนบ้านทั้งปวงช่วยดูแลบุตรภรรยา อย่าได้ให้เป็นเครื่องห่วงหน้าพะวงหลัง

            คนทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็รับคำ แล้วต่างดื่มสุราอวยพรให้แก่บังเต๊กอีกครั้งหนึ่ง

            ครั้นใกล้เวลาฤกษ์เคลื่อนทัพ บังเต๊กขี่ม้ายืนหน้าทหารแล้วประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าแลเราตาย ท่านจงเอาใส่โลงนี้มาถวาย ถ้าเราฆ่ากวนอูตาย จะตัดเอาศีรษะกวนอูใส่โลงมาถวาย”

            บรรดาทหารในกองทัพหน้าเห็นบังเต๊กผู้เป็นนายทัพองอาจกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวต่อความตายดังนั้นก็พากันโห่ร้อง แล้วกล่าวพร้อมกันว่าพวกเราพร้อมที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านจนถึงที่สุด

            พอถึงเวลาฤกษ์บังเต๊กก็สั่งให้เคลื่อนกองทัพหน้าตรงไปที่เมืองอ้วนเซีย บรรดาทหารที่ตามมาส่งและทราบความที่บังเต๊กทำการ ก็นำความไปทูลให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความก็มีความยินดียิ่งนัก ปรารภว่าบังเต๊กมีความองอาจกล้าหาญดังนี้ เห็นจะไม่เสียทีแก่ข้าศึก

            การต่อโลงศพในการรับหน้าที่สำคัญครั้งนี้ หรือว่าได้กลายเป็นต้นแบบให้แก่นายกรัฐมนตรีจูหรงจีของจีนที่ประกาศในวาระรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ได้เตรียมโลงศพไว้ร้อยใบ เก้าสิบเก้าใบสำหรับใส่พวกคอรัปชั่น ส่วนใบที่หนึ่งร้อยเตรียมไว้สำหรับใส่ศพตัวเอง อันมีความหมายว่าจะทำหน้าที่ด้วยความสัตย์สุจริตโดยไม่คิดชีวิตนั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘