ตอนที่ 430. ปัญญาวิปลาส

ซุนกวนรับข้อเสนอของจูกัดกิ๋นที่ให้ผูกดองกับกวนอูก่อน หากไม่สำเร็จจึงค่อยร่วมมือกับโจโฉตีเมืองเกงจิ๋ว แต่กวนอูละเมิดคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อขงเบ้ง ละทิ้งคาถาแปดคำสำหรับคุ้มเมืองเกงจิ๋วเสีย ดูหมิ่นลูกชายซุนกวนว่าเป็นลูกสุนัข ไม่คู่ควรกับลูกสาวของตัวซึ่งเปรียบประดุจลูกเสือ ทำให้ซุนกวนโกรธเป็นอันมาก

            ครั้นบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงมาประชุมพร้อมกันแล้ว ซุนกวนจึงปรารภความว่าจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว ท่านทั้งปวงจะมีความเห็นเป็นประการใด

            เปาจิดซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ท้วงติงว่า “อันโจโฉนี้คิดจะใคร่ชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็นานอยู่แล้ว แต่ทว่าเกรงเล่าปี่อยู่จึงมิอาจทำการได้ แลบัดนี้ให้คนถือหนังสือมาจะให้เราไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วนั้น ก็เหมือนหนึ่งจะแกล้งเอาภัยมาให้เรา”

            ซุนกวนยังแรงด้วยความโกรธ จึงแก้ว่าคำเปาจิดท่านไม่ชอบ เพราะเล่าปี่เคยให้   คำมั่นสัญญาว่าจะคืนเมืองเกงจิ๋วแก่เราแต่บิดพลิ้วเสีย เรามีความแค้นและคิดจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วอยู่ช้านานแล้ว บัดนี้เป็นทีเพราะวุยอ๋องจะยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เล่าปี่รับศึกสองด้านก็จะพะว้าพะวัง เราจะได้ชัยชนะโดยง่าย

            เปาจิดยังคงท้วงต่อไปว่า โจโฉมีกองทัพใหญ่ประจำภาคใต้ โดยให้โจหยินเป็นแม่ทัพ ตั้งอยู่ที่เมืองอ้วนเซีย ส่วนแฮหัวตุ้นอยู่รักษาเมืองซงหยง มีอาณาเขตติดต่อใกล้กับแดนเมืองเกงจิ๋ว เป็นทางสะดวก หาได้มีภูเขาสูงชันหรือพระมหาสมุทรขวางกั้นแต่อย่างใดไม่ เหตุไฉนไม่ยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วเสียเอง ซึ่งโจโฉให้ท่านยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วดังนี้ จะมิสังเกตเห็นความผิดประหลาดดอกหรือ

            การข่าวของเปาจิดยังคงล่าช้า เพราะในขณะนั้นเล่าปี่ยึดเมืองซงหยงไว้ในอำนาจได้แล้ว แต่ข้อเสนอของเปาจิดนั้นครั้นซุนกวนได้ตรองแล้วก็รู้สึกว่ามีลับลมคมในอยู่จริง ซุนกวนจึงอึ้งตรองความอยู่บนที่ว่าราชการ

            เปาจิดจึงกล่าวสืบต่อไปว่า “ท่านจงใช้ทหารไปหาโจโฉว่าให้ใช้โจหยินไปรบเอาเมืองเกงจิ๋วเถิด ถ้ากวนอูรู้ก็จะยกไปตีเมืองอ้วนเซีย แล้วท่านจึงวกไปตีเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ไม่ขัดสน”

            ข้อเสนอของเปาจิดเป็นแผนการอุบายอย่างเดียวกันกับแผนการของสุมาอี้ เป็นแต่ว่าอุบายของสุมาอี้นั้นเป็นแผนลวงให้เสืออย่างเล่าปี่ยกทัพออกจากถ้ำคือเมืองเสฉวนไปช่วยเมืองเกงจิ๋ว แต่แผนการอุบายของเปาจิดเป็นแผนการที่ทำให้กวนอูยกทหารจากเมืองเกงจิ๋วไปตีเมืองอ้วนเซีย แล้วให้ซุนกวนฉวยโอกาสนั้นยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารถือหนังสือไปให้โจโฉที่เมืองเงียบกุ๋น ขอให้โจโฉสั่งโจหยินให้ยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว แล้วซุนกวนก็จะยกกองทัพตีกระหนาบขึ้นไป

            โจโฉได้ทราบความตามหนังสือของซุนกวนแล้วก็มีความยินดี จึงตั้งให้บวนทงเป็นที่ปรึกษา และให้ไปช่วยราชการอยู่กับโจหยินที่เมืองอ้วนเซีย เพื่อคิดอ่านวางแผนยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วตามหนังสือของซุนกวน

            โจโฉสั่งการแล้วจึงแจ้งแก่ทูตจากเมืองกังตั๋งให้กลับไปรายงานความแก่ซุนกวน และให้ซุนกวนยกกองทัพเรือไปตีเมืองเกงจิ๋ว เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย

            ทางฝ่ายเล่าปี่เมื่อได้สถาปนาอิสริยยศเป็นฮันต๋งอ๋อง จัดแจงการปกครองบ้านเมืองและแต่งตั้งขุนนางข้าราชการเสร็จสิ้นแล้ว จึงให้อุยเอี๋ยนคุมทหารอยู่รักษาเมืองฮันต๋ง แล้วยกกองทัพกลับไปเมืองเสฉวน ให้เปลี่ยนชื่อเมืองเอ๊กจิ๋วซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเสฉวนว่าเมืองเซงโต๋หรือที่เรียกในปัจจุบันว่าเมืองเฉิงตู แล้วให้จัดแจงสร้างวังสำหรับตำแหน่งฮันต๋งอ๋องและจัดแจงบ้านเมืองให้เหมาะสมแก่ฐานานุศักดิ์ของฮันต๋งอ๋องตามธรรมเนียมทุกประการ

            สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า เมื่อเล่าปี่กลับถึงเมืองเสฉวนแล้ว ได้บัญชาให้ขุนนางข้าราชการก่อสร้างวังสำหรับตำแหน่งฮันต๋งอ๋อง สร้างท้องพระโรงสำหรับว่าราชการ และปรับปรุงสถานที่ราชการตามอย่างธรรมเนียมเมืองที่เชื้อพระวงศ์ระดับอ๋องเป็นผู้ครองทุกประการ กินอาณาบริเวณตั้งแต่เมืองหลวงเก่าซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเซงโต๋จนถึงเมืองแปะจุ้ย ได้ทำการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการกว่าสี่ร้อยหลัง สร้างอาคารศาลาที่พักระหว่างเมือง สร้างศาลาสาธารณะและศูนย์ติดต่อข้อมูลข่าวสารของประชาชน ตลอดจนคลังเสบียงใหญ่น้อยทุกหัวเมือง ให้ผลิตและสั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มอัตราศึก เตรียมการทั้งปวงเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สาม ยึดแผ่นดินตงง้วนหรือดินแดนภาคกลางอันเป็นที่ตั้งราชธานีและหัวเมืองทั้งปวง รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งต่อไป

            วันหนึ่งหน่วยสอดแนมได้รายงานความเข้ามายังเล่าปี่ว่า บัดนี้โจโฉได้ร่วมมือกับ ซุนกวนคิดจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว

            เล่าปี่ได้ทราบข่าวราชการลับดังนั้นก็ตกใจ รีบเชิญขงเบ้งมาปรึกษาว่าเรื่องราวจะจริงเท็จประการใด และจะคิดอ่านประการใดสืบไป

            ขงเบ้งจึงว่า ข่าวคราวทั้งนี้เป็นความจริงตรงกับข่าวที่ข้าพเจ้าได้รับมา และทราบความชัดว่าบัดนี้โจโฉสั่งการให้โจหยินยกกองทัพจากเมืองอ้วนเซียไปตีเมืองเกงจิ๋วจากทางด้านเหนือ ส่วนซุนกวนก็จะยกกองทัพเรือเข้าตีเมืองเกงจิ๋วทางด้านใต้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งตกใจ รีบถามขงเบ้งว่ากุนซือจะคิดอ่านประการใด

            ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้เมืองเกงจิ๋วเป็นเมืองหน้าศึก ชอบที่ท่านจะเลื่อนตำแหน่งกวนอูขึ้นเป็นที่ยอดทหารเสือ และให้ยกกองทัพไปตีเอาเมืองอ้วนเซียเสียก่อน อย่าให้ทันกองทัพเมืองกังตั๋งยกมา เมื่อเมืองอ้วนเซียแตกแล้วก็จะรับศึกเมืองกังตั๋งแต่ด้านเดียว เห็นจะรับมือได้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้บิสีขุนนางกรมการทูตถือหนังสือไปให้กวนอูที่เมืองเกงจิ๋วตามที่ขงเบ้งได้เสนอทุกประการ

            บิสีไปถึงเมืองเกงจิ๋วแล้วกวนอูได้รับรองต้อนรับทักทายตามธรรมเนียม แล้วถามว่า ท่านเดินทางมาเมืองเกงจิ๋วครั้งนี้มีกิจธุระสิ่งใด

            บิสีจึงแจ้งความที่เล่าปี่แต่งตั้งให้กวนอูเป็นยอดทหารเสือ พร้อมกับมอบตราตั้งสำหรับตำแหน่งแก่กวนอู

            กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงถามบิสีว่า เมื่อให้เราเป็นยอดทหารเสือแล้วมีผู้ใดเป็นทหารเสือบ้างเล่า บิสีจึงตอบว่าฮันต๋งอ๋องตั้งทหารเสือห้าคนคือท่านหนึ่ง เตียวหุยหนึ่ง จูล่งหนึ่ง ม้าเฉียวหนึ่งและฮองตงหนึ่ง

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอใจ ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่าเตียวหุยน้องเราเป็นทหารเสือนั้นชอบแล้ว จูล่งเล่าก็ได้ติดตามพี่เราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาช้านานนับเนื่องเป็นพี่น้องได้ เป็นทหารเสือก็ควรอยู่ ส่วนม้าเฉียวก็มีฝีมือเป็นเชื้อชาติตระกูลขุนนางมาหลายชั่วอายุคน จะเป็นทหารเสือเราก็ไม่ขัด แต่ฮองตงนั้นเป็นแต่ “เชื้อพลทหารชาติต่ำ เป็นคนแก่ชรา หาควรจะตั้งให้เสมอด้วยเราไม่”

            เป็นอันว่าทหารเสือห้าคนนับนอกจากกวนอูแล้ว ในจำนวนสี่คนที่เหลือกวนอูไม่ติดใจผู้อื่น คงติดใจเฉพาะฮองตงอดีตทหารเอกเมืองเตียงสา ขุนพลชราที่เคยตกเป็นเชลยด้วยน้ำมือของกวนอูว่าเป็นคนแก่และมีเชื้อพลทหาร อันเป็นชาติวุฒิที่ต่ำ ไม่สมควรยกย่องเสมอด้วยตนเอง ดังนั้นความทระนงยึดมั่นในยศศักดิ์จึงทำให้กวนอูลืมตัวลืมกำพืดเดิมที่เป็นแต่เพียงคนบ้านนอกแห่งเมืองไก่เหลียง แล้วยังหลบหนีคดีอาญาของบ้านเมืองไปสิ้น กวนอูถูกโมหะจริตครอบงำอย่างรุนแรงดังนี้แล้วจึงปฏิเสธไม่ยอมรับตราตั้งของเล่าปี่

            บิสีเห็นดังนั้นก็ตกใจ แต่ก็ข่มใจหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ซึ่งท่านโกรธว่ากล่าวดังนี้มิชอบ ประเพณีก็มีมาแต่ก่อน เหมือนครั้งเสียวโหแลโจฉำซึ่งทำราชการด้วยพระเจ้าฮั่นโกโจมา ก็เป็นที่ชอบพระอัชฌาสัย ครั้นอยู่มาฮั่นสินซึ่งอยู่ด้วยพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องไม่นับถือ ว่าเป็นคนตระกูลอันต่ำ ฮั่นสินจึงหนีมาเป็นข้าทหารทำราชการอยู่ด้วยพระเจ้าฮั่นโกโจ คุมทหารไปตีเอาเมืองพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ พระเจ้าฮั่นโกโจปูนบำเหน็จตั้งให้เป็นขุนนางอันมียศไปกินเมืองเจ๋ มียศศักดิ์มากกว่าเสียวโห โจฉำ ซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมนั้นอีก เสียวโห โจฉำ ก็มิได้มีใจคิดอิจฉากัน แลซึ่งท่านกับเล่าปี่ก็ได้ปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน ตัวท่านก็เหมือนพระเจ้าเล่าปี่ ซึ่งตั้งแต่งมานี้ขอท่านจงเห็นแก่ราชการเถิด อย่าถือเลย จงรับเอาตราตั้งนี้ไว้เถิด”

            บิสีสมเป็นขุนนางนักการทูต เห็นอาการของกวนอูก็รู้ว่าบ้าหลงในยศศักดิ์จนเกินตัว จนผิดปกติไป จึงยกความในพงศาวดารแต่ครั้งปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ที่ฮั่นสินอดีตทหารตระกูลต่ำต้อย เมื่อน้อยถึงขนาดยอมลอดขานักเลงเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ด้วยความฉลาดและความมานะพยายาม จึงได้ร่ำเรียนชำนาญช่ำชองในพิชัยยุทธ์ สามารถบังคับบัญชาทหารและคิดอ่านการสงครามได้ล้ำเลิศ แต่กระนั้นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ไม่ชอบใจใช้สอยเพราะถือว่าเป็นทหารไร้สกุล จึงให้เป็นเพียงพลทหารประจำกองเสบียง ฮั่นสินจึงหนีไปอยู่ด้วยเล่าปัง แต่เล่าปังก็ไม่รู้จักกิตติศัพท์ของฮั่นสิน จึงรับเป็นพลทหารประจำกองเสบียงเท่ากับตำแหน่งเก่าที่เคยอยู่กับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ฮั่นสินก็เสียใจ คิดจะหลบหนีเพราะเห็นว่าเล่าปังก็ไม่ต่างอันใดกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง มีตาแต่ไม่สามารถมองเห็นผู้มีสติปัญญาและฝีมือในการสงคราม แต่เผอิญเตียวเหลียงซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเล่าปังรู้จักกิตติศัพท์ฮั่นสินมาแต่ก่อน ได้พบฮั่นสินโดยบังเอิญจึงบอกฮั่นสินว่าอย่าเพิ่งหนีไป แล้วเข้าไปบอกเล่าปังให้เชิญฮั่นสินเป็นแม่ทัพ แต่เล่าปังติดธุระเวลาจึงทอดไป เตียวเหลียงไปราชการกลับมาถึงก็รีบถามเล่าปังว่าได้เชิญฮั่นสินเป็นแม่ทัพแล้วหรือไม่ เล่าปังรำลึกได้แต่ก็ช้าไปแล้ว ฮั่นสินได้หนีออกจากกองพลาธิการไปแต่เช้า เตียวเหลียงจึงให้เล่าปังออกคำสั่งปิดด่านทุกด่านแล้วเตรียมการออกไปเชิญฮั่นสิน ตัวเตียวเหลียงเองก็ออกไปค้นหาฮั่นสินจนพบ แล้วให้ทหารแจ้งข่าวให้เล่าปังทราบ เล่าปังจึงออกไปเชิญฮั่นสินด้วยตนเองแล้วสถาปนาเป็นแม่ทัพใหญ่ หลังจากนั้นศึกสงครามที่เคยปราชัยแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องมาถึงเจ็ดครั้งก็แปรเปลี่ยน กองทัพฮั่นได้ชัยชนะแก่กองทัพฌ้อขั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พระเจ้าฌ้อปาอ๋องปลิดชีพพระองค์เองที่ริมแม่น้ำ เล่าปังได้รับชัยชนะแล้วจึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นเจ้า ขนานพระนามว่าพระเจ้าฮั่นโกโจ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ส่วนเตียวเหลียงคิดว่าการอยู่ใกล้ผู้มีอำนาจสืบไปจะเป็นภัยแก่ตัว จึงหนีออกจากราชการไปอยู่ป่าเขา และได้ชวนฮั่นสินให้ตามไปด้วยแต่ฮั่นสินปฏิเสธ พระเจ้าเล่าปังได้ปูนบำเหน็จยศฐาบรรดาศักดิ์ให้แก่ฮั่นสินให้มีตำแหน่งเป็นอ๋องไปครองเมืองเจ๋ ฮั่นสินแม้ไม่เชื่อคำเตียวเหลียงที่ว่าอยู่ใกล้ผู้มีอำนาจแล้วจะมีภัย แต่ก็กริ่งใจ จึงขอรับพระราชทานพระบรมราชโองการว่าจะมีความผิดประการใด ถ้าหากเท้ายังเหยียบดิน ตายังเห็นฟ้า ดาบทุกเล่มในเมืองจีน จะไม่ฆ่าฮั่นสิน พระเจ้าฮั่นโกโจก็โปรดพระราชทานให้ตามขอ และมีพระบรมราชโองการให้ประทับข้อความไว้ในดาบทุกเล่มว่า ดาบทุกเล่มไม่ฆ่าฮั่นสิน ถึงเพียงนี้แล้วเสียวโหและโจฉำซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีของราชวงศ์ฮั่นก็มิได้คิดอิจฉาริษยาหรือกีดกันว่าฮั่นสินมีชาติวุฒิต่ำ แต่ต่อมาปรากฏว่าพระเจ้าฮั่นโกโจแคลงพระทัยฮั่นสิน และในที่สุดก็ลงโทษประหารโดยจับฮั่นสินแล้วจำไว้บนศาลาชั้นสอง เพื่อไม่ให้เท้าเหยียบถึงดิน และไม่ให้สายตามองเห็นท้องฟ้าได้ จากนั้นจึงใช้มีดปังตอซึ่งไม่ใช่ดาบประหารฮั่นสิน

            กวนอูได้ฟังอุทาหรณ์และคำเปรียบเทียบว่ามีฐานะเสมอด้วยเล่าปี่ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสาบานก็ค่อยคลายโทสะ จึงคำนับบิสีแล้วว่า “แต่แรกเราหาทันคิดไม่ ต่อท่านมาว่าดังนี้เราจึงคิดขึ้นได้ ถ้าหาไม่เราก็จะได้ความผิด”

            ว่าแล้วกวนอูจึงคุกเข่าลงคำนับรับเอาตราตั้งจากบิสี เมื่อบิสีมอบตราตั้งที่ยอดทหารเสือแก่กวนอูแล้ว จึงเอาหนังสือรับสั่งของเล่าปี่ออกมาอ่านต่อหน้ากวนอูว่า พระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้ยอดทหารเสือกวนอูยกกองทัพไปตีเอาเมืองอ้วนเซียให้จงได้

            ความรู้สึกนึกคิดของกวนอูในยามนี้เต็มและแรงไปด้วยโมหะจริต ทำให้พุทธิปัญญามืดบอด ซึ่งเป็นไปตามพุทธภาษิตที่ว่า เมื่อกาลวินาศมาถึง สติปัญญาย่อมวิปลาสแปรปรวนไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘