ตอนที่ 42. อภินิหารหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้
ยิ่งเป็นข้าราชการชั่ว อยู่ไกลหูไกลตาของผู้ใหญ่แล้วก็ยิ่งกำเริบ ทำความชั่วได้มากกว่าและง่ายกว่าเดิมเสียอีก นายอำเภอคนนี้ถูกคำสั่งให้ย้ายมาเป็นนายอำเภอที่บ้านผมแล้วก็ทำตัวเป็นนักเลง ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงชาวบ้านไม่หยุดหย่อน อะไรที่จะรีดนาทาเร้นฉกฉวยเอาจากชาวบ้านได้ก็กระทำโดยไม่ละอายต่อบาป
โดยผลที่แท้จริงจากการย้ายข้าราชการชั่วไปอยู่ไกลหูไกลตา คือราษฎรบ้านผมถูกทางราชการลงโทษแทนนายอำเภอ และได้รับความเดือดร้อนโดยถ้วนหน้ากัน
พ่อผมเป็นพ่อค้า ค้าข้าว ทำโรงสี ทำโรงงานเส้นหมี่ และทำร้านค้าขายอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด และมีเรือเดินทะเล ถูกนายอำเภอคนนี้รีดไถเป็นประจำเช่นเดียวกับราษฎรในอำเภอ แต่เพราะความเป็นพ่อค้าที่ไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งกับข้าราชการ จึงต้องใช้ความอดทน ใช้ความอดกลั้น อะไรยอมได้ก็ยอม อะไรหลีกได้ก็หลีกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่ง แต่กระนั้นก็ได้รับความชอกช้ำระกำใจและความทุกข์เข็ญจากการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมอยู่เป็นนิตย์
และเพราะเหตุที่บ้านผมเป็นบ้านเปิดเนื่องจากพ่อเป็นคนเปิดกว้าง เป็นศูนย์รวมของการพบปะของบรรดาพ่อค้าและผู้คนต่าง ๆ ในแต่ละวันจึงมีคนมาเล่าถึงความชั่วร้ายของนายอำเภอมิได้ขาด
ดังนั้นถึงแม้ว่าพ่อจะเป็นคนรักสันติ แต่ในที่สุดก็ทนเห็นผู้คนเดือดร้อนไม่ได้ ที่เคยยอมให้นายอำเภอรีดไถก็กลายเป็นไม่ยอมและเริ่มแข็งข้อ นายอำเภอมายืมเรือไปบรรทุกไม้ที่ตัดจากป่าพ่อก็ขัดขืนไม่ยอมให้ นายอำเภอใช้คนมาขอข้าวสารไปขายพ่อก็ไม่ยอมให้ หนักเข้าก็บอกกล่าวให้บรรดาชาวบ้านและพ่อค้าทั้งหลายพากันแข็งข้อ ไม่ยอมให้นายอำเภอรีดไถตามไปด้วย
ท่าทีเช่นนี้เป็นท่าทีที่คนชั่วยอมรับไม่ได้ ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจในมือ เพราะหลงคิดว่าเมื่อมาเป็นนายอำเภอบ้านนอกเช่นนี้แล้ว ใครไหนจะมาขัดขวางหรือท้าทายอำนาจไม่ได้ ดังนั้นไม่กี่วันเข้าความขัดแย้งระหว่างนายอำเภอกับพ่อก็ยกระดับจนกลายเป็นความไม่พอใจ ถึงขนาดที่จะต้องเอาเรื่องเอาราวกับพ่อให้ได้
ถึงกระนั้นแล้วพ่อก็พยายามหลบหลีกไม่อยากเผชิญหน้าหรือพบหน้ากับนายอำเภอซึ่ง ๆ หน้า เพราะเกรงว่าจะข่มอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เนื่องจากพ่อเคยเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เคยเข้าสู่สมรภูมิชนิดที่ปะทะยิงกันซึ่งหน้าเลือดเดือดมาแล้ว หากถูกข่มเหงหรือถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมากเข้าแล้ว เลือดทหารก็จะพลุ่งพล่านขึ้นมา และหากข่มความรู้สึกไม่ทันก็เกรงว่าจะเกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว
พ่อเป็นพ่อค้าก็จริงแต่มีเลือดเป็นทหารเต็มตัว และพ่อก็ภูมิใจในความที่เป็นทหารผ่านศึกเป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าอดีตที่เคยเป็นทหารผ่านศึกปกป้องแผ่นดินนั้นเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของพ่อก็ว่าได้ ดังนั้นการทะเลาะเบาะแว้งธรรมดาหรือความขัดข้องหมองใจธรรมดา แม้อาจไม่กระทบจิตใจพ่อมากนัก แต่ถ้าหากเป็นเรื่องกระทบต่อศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของอดีตทหารผ่านศึกแล้ว พ่อก็มักจะอดทนไม่ไหว
แต่ใครเล่าจะหลีกลี้หนีเวรกรรมไปได้ ในที่สุดกรรมก็ตามมาทัน!
วันหนึ่งนายอำเภอไปนั่งที่โรงน้ำชาท่าเรือเพื่อรีดไถเอาส่วนแบ่งค่าโดยสารจากเจ้าของเรือแต่ละลำตามที่เคยทำประจำแต่ละเดือน วันนั้นนายเรือซึ่งเคยได้รับมอบหมายจากพ่อให้ประสานงานในเรื่องนี้มีอันติดธุระ พ่อจึงต้องไปที่ร้านน้ำชาแทน
จะเป็นเพราะความขัดอกขัดใจที่สั่งสมมา หรือเพราะว่าคำพูดคำจาเฉพาะหน้าก็ไม่อาจทราบได้ การเรียกเอาผลประโยชน์ของนายอำเภอในวันนั้นเป็นการขัดใจพ่อมาก พ่อจึงไม่ยอมให้ แล้วจึงเกิดเป็นปากเสียงกัน
ต่างคนต่างลุกขึ้นยืนด้วยความไม่พอใจในท่าทีที่จะเอาเรื่องกัน แต่พ่อผมเป็นคนมือไว ควักปืนขึ้นมาได้แต่ข่มใจได้ทันจึงใช้ปืนตบหน้านายอำเภอ ทำให้นายอำเภอล้มคว่ำลงในร้านน้ำชานั้น พอนายอำเภอลุกขึ้นก็ชักปืนออกมาบ้าง
ใครต่อใครในร้านน้ำชาพากันเข้ามาห้ามและแยกออกจากกัน นายอำเภอโกรธพ่อมาก กล่าวหาพ่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้ง ๆ ที่ในอำเภอนั้นไม่มีใครเป็นคอมมิวนิสต์แม้แต่สักคนเดียว และทั้งอำเภอก็ไม่มีใครรู้จักคอมมิวนิสต์เลย
ที่คนบ้านผมเคยรู้จักคอมมิวนิสต์ก็เพียงแค่เห็นจากป้ายโฆษณาในช่วงก่อนหน้านั้น ชาวบ้านรู้แต่เพียงว่าคอมมิวนิสต์เป็นยักษ์ หน้าตาเหมือนเหมาเจ๋อตงอดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังกลืนกินโลก และมีคำอธิบายว่าคอมมิวนิสต์จะมาทำลายศาสนา และยึดวัดทั้งหลายเอาไปทำร้านกาแฟ ทำให้ผู้คนกลัวคอมมิวนิสต์กันเป็นอันมาก
คอมมิวนิสต์ที่เป็นคนหรือเป็นตัวเป็นตนไม่มีใครในอำเภอบ้านผมรู้จักหรือเคยเห็นมาก่อนเลย และคอมมิวนิสต์จะอบรมสั่งสอนเรื่องอะไร จะเป็นลัทธิหรือศาสนาไหนก็ไม่มีใครรู้จัก
แต่เพราะความกลัวคอมมิวนิสต์ตามที่มีการโฆษณาไว้ ข้อกล่าวหาที่นายอำเภอหาว่าพ่อเป็นคอมมิวนิสต์นั้นจึงเป็นข้อกล่าวหาที่น่ากลัว ยิ่งกว่านั้นนายอำเภอยังกล่าวอาฆาตว่าจะจัดการกับพ่อซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับใครอีกต่อไป
เพราะความโกรธแค้นดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้นายอำเภอสั่งทั้งตำรวจและข้าราชการบนอำเภอให้จัดการกับพ่อในข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้รับคำสั่งให้ตรวจค้นบ้านของพ่อและกิจการของพ่อทุกแห่งและให้จับพ่อไปโรงพัก
เมื่อผมได้รับทราบจากลุงผลว่าเจ้าหน้าที่ทางการจะมาค้นบ้านพ่อและกิจการต่าง ๆ ของพ่อก็ร้อนใจ เพราะรู้ว่าเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนั้นต่อเนื่องมาจากเรื่องวิวาทกันที่ร้านน้ำชา แต่เมื่อถึงขั้นจะตรวจค้นจับกุมกันอย่างขนานใหญ่เช่นนี้เห็นทีพ่อจะต้องเดือดร้อนเป็นแน่แท้ จึงรีบไปบอกก๋ง ก๋งจึงให้ลูกผู้น้องอีกคนหนึ่งรวบรวมบัญชีโรงงานเส้นหมี่ใส่กาละมังซ่อนไว้ใต้ถุนบ้าน
ตัวผมเองรีบไปบ้านพ่อแต่พอไปถึงก็เห็นตำรวจและเจ้าหน้าที่อำเภออยู่เต็มบ้าน กำลังตรวจค้นบ้านผมอยู่ ครู่หนึ่งก็มีคนงานโรงสีรีบมาบอกว่าที่โรงสีก็ถูกค้นแต่ไม่รู้ค้นอะไร
ผมยังเด็กอยู่มาก ไม่ทราบความเกี่ยวกับกฎหมาย แต่ก็พอรู้และเข้าใจได้ว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เห็นจะเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี และที่เห็นต่อหน้าต่อตาก็คือเขาควบคุมตัวพ่อไปโรงพักหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งข้อหานี้ในขณะนั้นถือว่าเป็นข้อหาร้ายแรงที่สามารถจับขังได้โดยไม่จำกัดเวลา กระทั่งสามารถฆ่าหรือสังหารได้ตามใจชอบ
ที่บ้านผมนับถือพระ มีพระบูชาและพระเครื่องมากมาย ในขณะนั้นกำลังนิยมหลวงพ่อทวดกันอยู่ พ่อเพิ่งได้พระหลวงพ่อทวดมาบูชาองค์หนึ่ง เป็นพระบูชา เพราะเพิ่งได้มาพ่อจึงตั้งไว้ที่หน้าพระในบ้านชั้นล่าง ยังไม่ทันที่จะอัญเชิญไปไว้ที่ห้องพระชั้นบน
วันที่เขามาตรวจค้นนั้น เจ้าหน้าที่ทางอำเภอได้ค้นทั่วทั้งบ้าน รวมทั้งได้เปิดตู้ซึ่งเก็บบัญชี เห็นเจ้าหน้าที่และตำรวจเปิดตู้มีบัญชีอยู่เต็มตู้ แต่เจ้าหน้าที่และตำรวจพอเปิดตู้แล้วก็ปิดกลับ ราวกับว่ามองไม่เห็นบัญชีและเอกสารใด ๆ จึงไม่ได้ยึดบัญชีหรือเอกสารใด ๆ ไปเลย นับเป็นที่มหัศจรรย์นัก
แม่ ผม และคนในบ้านมองดูการตรวจค้นด้วยความประหลาดใจ แต่ในใจนั้นผมรำลึกถึงพระ และคิดว่าคงเป็นเพราะอภินิหารของหลวงพ่อทวดเป็นแน่แท้ เพราะหิ้งพระที่บ้านชั้นล่างอยู่ด้านหลังตู้เก็บบัญชี ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือพระหลวงพ่อทวดท่านมองเห็นเอกสารและบัญชีอยู่ และคงมองเหตุการณ์อยู่ จึงแผ่บารมีมาปกป้องคุ้มครอง
หลังจากนั้นแล้วแม่เคยเล่าให้ฟังว่ายามตกอกตกใจเป็นทุกข์ร้อนในวันนั้นแม่ไม่รู้ที่จะพึ่งใคร จึงได้น้อมใจบนบานหลวงพ่อทวดให้ช่วยเหลือคุ้มครอง แม่จึงเข้าใจว่าหลวงพ่อทวดได้แสดงอภินิหารบังตา ทำให้เจ้าหน้าที่และตำรวจไม่เห็นสมุดบัญชีซึ่งมีอยู่เต็มตู้
แม่รู้ว่าเรื่องที่พ่อถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์นั้นเป็นเรื่องร้ายและเป็นเรื่องใหญ่ ทั่วทั้งอำเภอไม่เห็นใครพอจะเป็นที่พึ่งได้ จึงรีบเดินทางไปตัวจังหวัดเพื่อโทรศัพท์ติดต่อญาติที่กรุงเทพฯ เนื่องจากในตัวอำเภอนั้นไม่มีโทรศัพท์ที่จะติดต่อกับใคร ๆ ได้
แม่เดินทางถึงตัวจังหวัดแล้วรีบโทรศัพท์ไปหายายซึ่งเป็นญาติอยู่กรุงเทพฯ และมีลูกรับราชการเป็นนายตำรวจใหญ่อยู่กองบัญชาการสอบสวนกลางในขณะนั้น คือพลตำรวจตรี จำรัส มัณฑุกานนท์ และเล่าความให้ทราบ หลังจากนั้นไม่ถึงวันท่านนายพลซึ่งผมนับถือว่าเป็นลุงได้โทรเลขสั่งการมายังตำรวจบ้านผมให้อนุญาตให้ประกันตัวพ่อได้
พอพ่อได้ประกันตัวในข้อหาที่ไม่มีทางได้ประกันตัวในขณะนั้นแล้วแม่จึงรีบรวบรวมเงินพาพ่อเข้ากรุงเทพฯ แล้วพาไปหาลุงแต่ลุงบอกว่าข้อเท็จจริงนั้นลุงไม่รู้จึงไม่อาจช่วยเหลือได้ ได้แต่เพียงช่วยให้ได้ประกันตัวเท่านั้น
ลุงบอกว่าข้อหาที่พ่อถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเป็นข้อหาร้ายแรง ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ เพราะเป็นเรื่องที่หัวหน้ารัฐบาลในขณะนั้นคือจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อประเทศชาติ หากใครถูกตั้งข้อหานี้ก็จะถูกขังลืมหรือไม่ก็จะถูกลอบสังหาร และเป็นข้อหาที่ไม่มีข้าราชการคนไหนกล้าช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด
แต่ลุงก็บอกว่าคนที่จะช่วยเหลือได้นั้นก็พอมีอยู่และมีอยู่เพียงคนเดียว คือตัวจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่มีความคุ้นเคยกัน แม้เป็นคนคุ้นเคยก็ยังขอพบได้โดยยาก มีทางเดียวที่หากจะพบได้ก็โดยการแนะนำของฝ่ายทหารเท่านั้น
พ่อไม่มีญาติพี่น้องเป็นทหาร และไม่มีพรรคพวกใด ๆ ในกรุงเทพฯ แต่เพราะเหตุที่พ่อเป็นคนสนใจการเมือง ชอบติดตามสถานการณ์บ้านเมืองและชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ดังนั้นจึงได้ทราบว่าเลขานุการคนหนึ่งของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยเป็นผู้บังคับบัญชาทหารอยู่ที่ค่ายเสนาณรงค์ และเคยเป็นผู้บัญชาการทหารในพื้นที่บ่อทอง จังหวัดปัตตานี ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง
ยามร้ายก็ใช่ว่าจะร้ายจนสิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว ยามกรรมตามมาทัน บุญก็ไล่หนุนมาทันในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เพราะเป็นการบังเอิญเหลือล้นพ้นประมาณที่เลขานุการของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านนี้ก็คืออดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อเมื่อครั้งที่เป็นพลทหารเกณฑ์ในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
โดยปกติพ่อไม่กล้าที่จะไปมาหาสู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ ดังนั้นแม้แต่ก่อนมาพ่อพอจะรู้ว่าอดีตผู้บังคับบัญชาเป็นเลขานุการคนหนึ่งของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ่อก็ไม่กล้าคิดที่จะไปเยี่ยมคารวะ แต่เมื่อชะตาต้องเข้าตาจนและไม่มีหนทางที่ใครไหนจะช่วยเหลือได้ พ่อจึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่าเห็นจะต้องพึ่งพาอดีตผู้บังคับบัญชาท่านนี้
แต่พ่อก็ไม่รู้จักที่พักอาศัยของอดีตผู้บังคับบัญชาและไม่รู้จะติดต่อพบหาได้ประการใด ดังนั้นพ่อซึ่งพกบัตรประจำตัวทหารผ่านศึกอยู่ตลอดเวลาและมีระบุอยู่ในบัตรประจำตัวในขณะนั้นว่ามีเรื่องข้อขัดข้องประการใด ให้ติดต่อได้ที่สำนักงานทหารผ่านศึก พ่อจึงเดินทางไปที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ช่วยเหลือประสานงานให้ได้พบกับอดีตผู้บังคับบัญชา
เจ้าหน้าที่ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเมื่อได้ทราบความก็เห็นอกเห็นใจ แต่ก็บอกว่าข้อหาเรื่องคอมมิวนิสต์นั้นร้ายแรง ยากที่จะมีใครช่วยเหลือให้พ้นข้อหาได้ การที่พ่อจะไปพบอดีตผู้บังคับบัญชานั้นไม่เป็นปัญหาเพราะสามารถที่จะติดต่อประสานงานให้ได้ แต่จะช่วยเหลือได้หรือไม่ย่อมสุดแท้แต่บุญและกรรม
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อประสานงานอยู่พักใหญ่ พ่อก็ได้รับแจ้งว่าอดีตผู้บังคับบัญชาจำชื่อจำหน้าพ่อไม่ได้ คงจำได้แต่ว่าเคยมีลูกน้องอยู่กองร้อยหนึ่งที่ปะทะกับทหารญี่ปุ่นคนละฝั่งทุ่งนา และสามารถยันทหารญี่ปุ่นให้ล่าถอยกลับไปได้ แม้ว่าทหารในกองร้อยนี้จะล้มตายเกือบหมด เหลืออยู่เพียง 3-4 คนที่อยู่ยงคงกระพัน
ถึงแม้ว่าจะจำชื่อและจำหน้าไม่ได้ แต่เมื่อทราบว่าเป็นลูกน้องเก่าที่มีชีวิตเหลือรอดมาจากสงครามครั้งนั้น อดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อก็อยากพบตัว และยินดีให้การช่วยเหลือ ทั้งเร่งให้เจ้าหน้าที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกรีบนำตัวพ่อไปพบ
พ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อทราบความดังนั้นก็มีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจึงได้บากหน้าไปหาผู้บังคับบัญชาซึ่งหลังจากได้ทักทายไต่ถามความแต่หนหลังเมื่อครั้งทำศึกกับญี่ปุ่นแล้วท่านก็จำเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี และถามย้ำว่าเธอเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ใช่ พ่อก็ยืนยันว่าชีวิตเสี่ยงตายมาจากการสงครามปกป้องแผ่นดิน ทั้งกองร้อยตายเกือบหมดเหลืออยู่เพียง 3-4 คน ไหนเลยจะทรยศต่อแผ่นดินได้
ในวันนั้นพ่อได้เอาของสิ่งหนึ่งซึ่งนำติดตัวไปด้วยออกมาให้อดีตผู้บังคับบัญชาดูว่านี่คือเสื้อพลทหารที่พ่อเคยสวมใส่ในยามสงคราม รอยเสื้อที่ถูกยิงเป็นรูพรุนอยู่หลายรูนั้นคือประจักษ์พยานการปะทะกับทหารญี่ปุ่นที่เผชิญหน้ากันคนละฝั่งทุ่งนา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พ่อไม่เคยลืม พ่อจึงนำมาเป็นพยานหลักฐานให้เห็นถึงความรักภักดีต่อผืนแผ่นดินที่ไม่มีวันที่จะคดหรือทรยศเป็นอย่างอื่นหรือเป็นคอมมิวนิสต์ตามข้อกล่าวหาของนายอำเภอได้เลย
อดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อมีสายเลือดเป็นทหาร เมื่อได้รับคำยืนยันก็มั่นใจ และยิ่งเห็นเสื้อพลทหารของพ่อที่เก่าคร่ำคร่าก็นิ่งอึ้งด้วยน้ำตาซึม ๆ ซึ่งคงจะเป็นเพราะรำลึกถึงลูกน้องเก่าที่ล้มตายในเหตุการณ์ครั้งกระโน้น จากนั้นจึงได้เข้าไปหาจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รายงานความให้ทราบและขอความเป็นธรรมให้กับพ่อ
จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านก็เป็นทหารแท้ เมื่อทราบว่าลูกน้องของลูกน้องไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับความทุกข์ร้อนจากการข่มเหงราษฎรโดยไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งให้ย้ายนายอำเภอออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง และให้ยกเลิกคดีที่กล่าวหาพ่อผมทั้งหมดในทันที.
โดยผลที่แท้จริงจากการย้ายข้าราชการชั่วไปอยู่ไกลหูไกลตา คือราษฎรบ้านผมถูกทางราชการลงโทษแทนนายอำเภอ และได้รับความเดือดร้อนโดยถ้วนหน้ากัน
พ่อผมเป็นพ่อค้า ค้าข้าว ทำโรงสี ทำโรงงานเส้นหมี่ และทำร้านค้าขายอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด และมีเรือเดินทะเล ถูกนายอำเภอคนนี้รีดไถเป็นประจำเช่นเดียวกับราษฎรในอำเภอ แต่เพราะความเป็นพ่อค้าที่ไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งกับข้าราชการ จึงต้องใช้ความอดทน ใช้ความอดกลั้น อะไรยอมได้ก็ยอม อะไรหลีกได้ก็หลีกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่ง แต่กระนั้นก็ได้รับความชอกช้ำระกำใจและความทุกข์เข็ญจากการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมอยู่เป็นนิตย์
และเพราะเหตุที่บ้านผมเป็นบ้านเปิดเนื่องจากพ่อเป็นคนเปิดกว้าง เป็นศูนย์รวมของการพบปะของบรรดาพ่อค้าและผู้คนต่าง ๆ ในแต่ละวันจึงมีคนมาเล่าถึงความชั่วร้ายของนายอำเภอมิได้ขาด
ดังนั้นถึงแม้ว่าพ่อจะเป็นคนรักสันติ แต่ในที่สุดก็ทนเห็นผู้คนเดือดร้อนไม่ได้ ที่เคยยอมให้นายอำเภอรีดไถก็กลายเป็นไม่ยอมและเริ่มแข็งข้อ นายอำเภอมายืมเรือไปบรรทุกไม้ที่ตัดจากป่าพ่อก็ขัดขืนไม่ยอมให้ นายอำเภอใช้คนมาขอข้าวสารไปขายพ่อก็ไม่ยอมให้ หนักเข้าก็บอกกล่าวให้บรรดาชาวบ้านและพ่อค้าทั้งหลายพากันแข็งข้อ ไม่ยอมให้นายอำเภอรีดไถตามไปด้วย
ท่าทีเช่นนี้เป็นท่าทีที่คนชั่วยอมรับไม่ได้ ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจในมือ เพราะหลงคิดว่าเมื่อมาเป็นนายอำเภอบ้านนอกเช่นนี้แล้ว ใครไหนจะมาขัดขวางหรือท้าทายอำนาจไม่ได้ ดังนั้นไม่กี่วันเข้าความขัดแย้งระหว่างนายอำเภอกับพ่อก็ยกระดับจนกลายเป็นความไม่พอใจ ถึงขนาดที่จะต้องเอาเรื่องเอาราวกับพ่อให้ได้
ถึงกระนั้นแล้วพ่อก็พยายามหลบหลีกไม่อยากเผชิญหน้าหรือพบหน้ากับนายอำเภอซึ่ง ๆ หน้า เพราะเกรงว่าจะข่มอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เนื่องจากพ่อเคยเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เคยเข้าสู่สมรภูมิชนิดที่ปะทะยิงกันซึ่งหน้าเลือดเดือดมาแล้ว หากถูกข่มเหงหรือถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมากเข้าแล้ว เลือดทหารก็จะพลุ่งพล่านขึ้นมา และหากข่มความรู้สึกไม่ทันก็เกรงว่าจะเกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว
พ่อเป็นพ่อค้าก็จริงแต่มีเลือดเป็นทหารเต็มตัว และพ่อก็ภูมิใจในความที่เป็นทหารผ่านศึกเป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าอดีตที่เคยเป็นทหารผ่านศึกปกป้องแผ่นดินนั้นเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของพ่อก็ว่าได้ ดังนั้นการทะเลาะเบาะแว้งธรรมดาหรือความขัดข้องหมองใจธรรมดา แม้อาจไม่กระทบจิตใจพ่อมากนัก แต่ถ้าหากเป็นเรื่องกระทบต่อศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของอดีตทหารผ่านศึกแล้ว พ่อก็มักจะอดทนไม่ไหว
แต่ใครเล่าจะหลีกลี้หนีเวรกรรมไปได้ ในที่สุดกรรมก็ตามมาทัน!
วันหนึ่งนายอำเภอไปนั่งที่โรงน้ำชาท่าเรือเพื่อรีดไถเอาส่วนแบ่งค่าโดยสารจากเจ้าของเรือแต่ละลำตามที่เคยทำประจำแต่ละเดือน วันนั้นนายเรือซึ่งเคยได้รับมอบหมายจากพ่อให้ประสานงานในเรื่องนี้มีอันติดธุระ พ่อจึงต้องไปที่ร้านน้ำชาแทน
จะเป็นเพราะความขัดอกขัดใจที่สั่งสมมา หรือเพราะว่าคำพูดคำจาเฉพาะหน้าก็ไม่อาจทราบได้ การเรียกเอาผลประโยชน์ของนายอำเภอในวันนั้นเป็นการขัดใจพ่อมาก พ่อจึงไม่ยอมให้ แล้วจึงเกิดเป็นปากเสียงกัน
ต่างคนต่างลุกขึ้นยืนด้วยความไม่พอใจในท่าทีที่จะเอาเรื่องกัน แต่พ่อผมเป็นคนมือไว ควักปืนขึ้นมาได้แต่ข่มใจได้ทันจึงใช้ปืนตบหน้านายอำเภอ ทำให้นายอำเภอล้มคว่ำลงในร้านน้ำชานั้น พอนายอำเภอลุกขึ้นก็ชักปืนออกมาบ้าง
ใครต่อใครในร้านน้ำชาพากันเข้ามาห้ามและแยกออกจากกัน นายอำเภอโกรธพ่อมาก กล่าวหาพ่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้ง ๆ ที่ในอำเภอนั้นไม่มีใครเป็นคอมมิวนิสต์แม้แต่สักคนเดียว และทั้งอำเภอก็ไม่มีใครรู้จักคอมมิวนิสต์เลย
ที่คนบ้านผมเคยรู้จักคอมมิวนิสต์ก็เพียงแค่เห็นจากป้ายโฆษณาในช่วงก่อนหน้านั้น ชาวบ้านรู้แต่เพียงว่าคอมมิวนิสต์เป็นยักษ์ หน้าตาเหมือนเหมาเจ๋อตงอดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังกลืนกินโลก และมีคำอธิบายว่าคอมมิวนิสต์จะมาทำลายศาสนา และยึดวัดทั้งหลายเอาไปทำร้านกาแฟ ทำให้ผู้คนกลัวคอมมิวนิสต์กันเป็นอันมาก
คอมมิวนิสต์ที่เป็นคนหรือเป็นตัวเป็นตนไม่มีใครในอำเภอบ้านผมรู้จักหรือเคยเห็นมาก่อนเลย และคอมมิวนิสต์จะอบรมสั่งสอนเรื่องอะไร จะเป็นลัทธิหรือศาสนาไหนก็ไม่มีใครรู้จัก
แต่เพราะความกลัวคอมมิวนิสต์ตามที่มีการโฆษณาไว้ ข้อกล่าวหาที่นายอำเภอหาว่าพ่อเป็นคอมมิวนิสต์นั้นจึงเป็นข้อกล่าวหาที่น่ากลัว ยิ่งกว่านั้นนายอำเภอยังกล่าวอาฆาตว่าจะจัดการกับพ่อซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับใครอีกต่อไป
เพราะความโกรธแค้นดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้นายอำเภอสั่งทั้งตำรวจและข้าราชการบนอำเภอให้จัดการกับพ่อในข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้รับคำสั่งให้ตรวจค้นบ้านของพ่อและกิจการของพ่อทุกแห่งและให้จับพ่อไปโรงพัก
เมื่อผมได้รับทราบจากลุงผลว่าเจ้าหน้าที่ทางการจะมาค้นบ้านพ่อและกิจการต่าง ๆ ของพ่อก็ร้อนใจ เพราะรู้ว่าเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนั้นต่อเนื่องมาจากเรื่องวิวาทกันที่ร้านน้ำชา แต่เมื่อถึงขั้นจะตรวจค้นจับกุมกันอย่างขนานใหญ่เช่นนี้เห็นทีพ่อจะต้องเดือดร้อนเป็นแน่แท้ จึงรีบไปบอกก๋ง ก๋งจึงให้ลูกผู้น้องอีกคนหนึ่งรวบรวมบัญชีโรงงานเส้นหมี่ใส่กาละมังซ่อนไว้ใต้ถุนบ้าน
ตัวผมเองรีบไปบ้านพ่อแต่พอไปถึงก็เห็นตำรวจและเจ้าหน้าที่อำเภออยู่เต็มบ้าน กำลังตรวจค้นบ้านผมอยู่ ครู่หนึ่งก็มีคนงานโรงสีรีบมาบอกว่าที่โรงสีก็ถูกค้นแต่ไม่รู้ค้นอะไร
ผมยังเด็กอยู่มาก ไม่ทราบความเกี่ยวกับกฎหมาย แต่ก็พอรู้และเข้าใจได้ว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เห็นจะเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี และที่เห็นต่อหน้าต่อตาก็คือเขาควบคุมตัวพ่อไปโรงพักหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งข้อหานี้ในขณะนั้นถือว่าเป็นข้อหาร้ายแรงที่สามารถจับขังได้โดยไม่จำกัดเวลา กระทั่งสามารถฆ่าหรือสังหารได้ตามใจชอบ
ที่บ้านผมนับถือพระ มีพระบูชาและพระเครื่องมากมาย ในขณะนั้นกำลังนิยมหลวงพ่อทวดกันอยู่ พ่อเพิ่งได้พระหลวงพ่อทวดมาบูชาองค์หนึ่ง เป็นพระบูชา เพราะเพิ่งได้มาพ่อจึงตั้งไว้ที่หน้าพระในบ้านชั้นล่าง ยังไม่ทันที่จะอัญเชิญไปไว้ที่ห้องพระชั้นบน
วันที่เขามาตรวจค้นนั้น เจ้าหน้าที่ทางอำเภอได้ค้นทั่วทั้งบ้าน รวมทั้งได้เปิดตู้ซึ่งเก็บบัญชี เห็นเจ้าหน้าที่และตำรวจเปิดตู้มีบัญชีอยู่เต็มตู้ แต่เจ้าหน้าที่และตำรวจพอเปิดตู้แล้วก็ปิดกลับ ราวกับว่ามองไม่เห็นบัญชีและเอกสารใด ๆ จึงไม่ได้ยึดบัญชีหรือเอกสารใด ๆ ไปเลย นับเป็นที่มหัศจรรย์นัก
แม่ ผม และคนในบ้านมองดูการตรวจค้นด้วยความประหลาดใจ แต่ในใจนั้นผมรำลึกถึงพระ และคิดว่าคงเป็นเพราะอภินิหารของหลวงพ่อทวดเป็นแน่แท้ เพราะหิ้งพระที่บ้านชั้นล่างอยู่ด้านหลังตู้เก็บบัญชี ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือพระหลวงพ่อทวดท่านมองเห็นเอกสารและบัญชีอยู่ และคงมองเหตุการณ์อยู่ จึงแผ่บารมีมาปกป้องคุ้มครอง
หลังจากนั้นแล้วแม่เคยเล่าให้ฟังว่ายามตกอกตกใจเป็นทุกข์ร้อนในวันนั้นแม่ไม่รู้ที่จะพึ่งใคร จึงได้น้อมใจบนบานหลวงพ่อทวดให้ช่วยเหลือคุ้มครอง แม่จึงเข้าใจว่าหลวงพ่อทวดได้แสดงอภินิหารบังตา ทำให้เจ้าหน้าที่และตำรวจไม่เห็นสมุดบัญชีซึ่งมีอยู่เต็มตู้
แม่รู้ว่าเรื่องที่พ่อถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์นั้นเป็นเรื่องร้ายและเป็นเรื่องใหญ่ ทั่วทั้งอำเภอไม่เห็นใครพอจะเป็นที่พึ่งได้ จึงรีบเดินทางไปตัวจังหวัดเพื่อโทรศัพท์ติดต่อญาติที่กรุงเทพฯ เนื่องจากในตัวอำเภอนั้นไม่มีโทรศัพท์ที่จะติดต่อกับใคร ๆ ได้
แม่เดินทางถึงตัวจังหวัดแล้วรีบโทรศัพท์ไปหายายซึ่งเป็นญาติอยู่กรุงเทพฯ และมีลูกรับราชการเป็นนายตำรวจใหญ่อยู่กองบัญชาการสอบสวนกลางในขณะนั้น คือพลตำรวจตรี จำรัส มัณฑุกานนท์ และเล่าความให้ทราบ หลังจากนั้นไม่ถึงวันท่านนายพลซึ่งผมนับถือว่าเป็นลุงได้โทรเลขสั่งการมายังตำรวจบ้านผมให้อนุญาตให้ประกันตัวพ่อได้
พอพ่อได้ประกันตัวในข้อหาที่ไม่มีทางได้ประกันตัวในขณะนั้นแล้วแม่จึงรีบรวบรวมเงินพาพ่อเข้ากรุงเทพฯ แล้วพาไปหาลุงแต่ลุงบอกว่าข้อเท็จจริงนั้นลุงไม่รู้จึงไม่อาจช่วยเหลือได้ ได้แต่เพียงช่วยให้ได้ประกันตัวเท่านั้น
ลุงบอกว่าข้อหาที่พ่อถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเป็นข้อหาร้ายแรง ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ เพราะเป็นเรื่องที่หัวหน้ารัฐบาลในขณะนั้นคือจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อประเทศชาติ หากใครถูกตั้งข้อหานี้ก็จะถูกขังลืมหรือไม่ก็จะถูกลอบสังหาร และเป็นข้อหาที่ไม่มีข้าราชการคนไหนกล้าช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด
แต่ลุงก็บอกว่าคนที่จะช่วยเหลือได้นั้นก็พอมีอยู่และมีอยู่เพียงคนเดียว คือตัวจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่มีความคุ้นเคยกัน แม้เป็นคนคุ้นเคยก็ยังขอพบได้โดยยาก มีทางเดียวที่หากจะพบได้ก็โดยการแนะนำของฝ่ายทหารเท่านั้น
พ่อไม่มีญาติพี่น้องเป็นทหาร และไม่มีพรรคพวกใด ๆ ในกรุงเทพฯ แต่เพราะเหตุที่พ่อเป็นคนสนใจการเมือง ชอบติดตามสถานการณ์บ้านเมืองและชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ดังนั้นจึงได้ทราบว่าเลขานุการคนหนึ่งของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยเป็นผู้บังคับบัญชาทหารอยู่ที่ค่ายเสนาณรงค์ และเคยเป็นผู้บัญชาการทหารในพื้นที่บ่อทอง จังหวัดปัตตานี ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง
ยามร้ายก็ใช่ว่าจะร้ายจนสิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว ยามกรรมตามมาทัน บุญก็ไล่หนุนมาทันในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เพราะเป็นการบังเอิญเหลือล้นพ้นประมาณที่เลขานุการของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านนี้ก็คืออดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อเมื่อครั้งที่เป็นพลทหารเกณฑ์ในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
โดยปกติพ่อไม่กล้าที่จะไปมาหาสู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ ดังนั้นแม้แต่ก่อนมาพ่อพอจะรู้ว่าอดีตผู้บังคับบัญชาเป็นเลขานุการคนหนึ่งของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ่อก็ไม่กล้าคิดที่จะไปเยี่ยมคารวะ แต่เมื่อชะตาต้องเข้าตาจนและไม่มีหนทางที่ใครไหนจะช่วยเหลือได้ พ่อจึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่าเห็นจะต้องพึ่งพาอดีตผู้บังคับบัญชาท่านนี้
แต่พ่อก็ไม่รู้จักที่พักอาศัยของอดีตผู้บังคับบัญชาและไม่รู้จะติดต่อพบหาได้ประการใด ดังนั้นพ่อซึ่งพกบัตรประจำตัวทหารผ่านศึกอยู่ตลอดเวลาและมีระบุอยู่ในบัตรประจำตัวในขณะนั้นว่ามีเรื่องข้อขัดข้องประการใด ให้ติดต่อได้ที่สำนักงานทหารผ่านศึก พ่อจึงเดินทางไปที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ช่วยเหลือประสานงานให้ได้พบกับอดีตผู้บังคับบัญชา
เจ้าหน้าที่ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเมื่อได้ทราบความก็เห็นอกเห็นใจ แต่ก็บอกว่าข้อหาเรื่องคอมมิวนิสต์นั้นร้ายแรง ยากที่จะมีใครช่วยเหลือให้พ้นข้อหาได้ การที่พ่อจะไปพบอดีตผู้บังคับบัญชานั้นไม่เป็นปัญหาเพราะสามารถที่จะติดต่อประสานงานให้ได้ แต่จะช่วยเหลือได้หรือไม่ย่อมสุดแท้แต่บุญและกรรม
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อประสานงานอยู่พักใหญ่ พ่อก็ได้รับแจ้งว่าอดีตผู้บังคับบัญชาจำชื่อจำหน้าพ่อไม่ได้ คงจำได้แต่ว่าเคยมีลูกน้องอยู่กองร้อยหนึ่งที่ปะทะกับทหารญี่ปุ่นคนละฝั่งทุ่งนา และสามารถยันทหารญี่ปุ่นให้ล่าถอยกลับไปได้ แม้ว่าทหารในกองร้อยนี้จะล้มตายเกือบหมด เหลืออยู่เพียง 3-4 คนที่อยู่ยงคงกระพัน
ถึงแม้ว่าจะจำชื่อและจำหน้าไม่ได้ แต่เมื่อทราบว่าเป็นลูกน้องเก่าที่มีชีวิตเหลือรอดมาจากสงครามครั้งนั้น อดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อก็อยากพบตัว และยินดีให้การช่วยเหลือ ทั้งเร่งให้เจ้าหน้าที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกรีบนำตัวพ่อไปพบ
พ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อทราบความดังนั้นก็มีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจึงได้บากหน้าไปหาผู้บังคับบัญชาซึ่งหลังจากได้ทักทายไต่ถามความแต่หนหลังเมื่อครั้งทำศึกกับญี่ปุ่นแล้วท่านก็จำเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี และถามย้ำว่าเธอเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ใช่ พ่อก็ยืนยันว่าชีวิตเสี่ยงตายมาจากการสงครามปกป้องแผ่นดิน ทั้งกองร้อยตายเกือบหมดเหลืออยู่เพียง 3-4 คน ไหนเลยจะทรยศต่อแผ่นดินได้
ในวันนั้นพ่อได้เอาของสิ่งหนึ่งซึ่งนำติดตัวไปด้วยออกมาให้อดีตผู้บังคับบัญชาดูว่านี่คือเสื้อพลทหารที่พ่อเคยสวมใส่ในยามสงคราม รอยเสื้อที่ถูกยิงเป็นรูพรุนอยู่หลายรูนั้นคือประจักษ์พยานการปะทะกับทหารญี่ปุ่นที่เผชิญหน้ากันคนละฝั่งทุ่งนา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พ่อไม่เคยลืม พ่อจึงนำมาเป็นพยานหลักฐานให้เห็นถึงความรักภักดีต่อผืนแผ่นดินที่ไม่มีวันที่จะคดหรือทรยศเป็นอย่างอื่นหรือเป็นคอมมิวนิสต์ตามข้อกล่าวหาของนายอำเภอได้เลย
อดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อมีสายเลือดเป็นทหาร เมื่อได้รับคำยืนยันก็มั่นใจ และยิ่งเห็นเสื้อพลทหารของพ่อที่เก่าคร่ำคร่าก็นิ่งอึ้งด้วยน้ำตาซึม ๆ ซึ่งคงจะเป็นเพราะรำลึกถึงลูกน้องเก่าที่ล้มตายในเหตุการณ์ครั้งกระโน้น จากนั้นจึงได้เข้าไปหาจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รายงานความให้ทราบและขอความเป็นธรรมให้กับพ่อ
จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านก็เป็นทหารแท้ เมื่อทราบว่าลูกน้องของลูกน้องไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับความทุกข์ร้อนจากการข่มเหงราษฎรโดยไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งให้ย้ายนายอำเภอออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง และให้ยกเลิกคดีที่กล่าวหาพ่อผมทั้งหมดในทันที.