ตอนที่ 429. ทิ้งมนต์คุ้มเมือง
เล่าปี่เสียอ้อนวอนขงเบ้ง ที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางข้าราชการไม่ได้ จึงยอมรับอิสริยยศเป็นฮันต๋งอ๋อง แล้วจัดทำพิธีปราบดาภิเษกที่นอกเมืองฮันต๋ง และแต่งตั้งทายาททางการเมือง ตลอดจนขุนนางตามตำแหน่งจนครบถ้วน จากนั้นจึงแต่งฎีกากราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ทรงทราบ
เล่าปี่ให้เจ้าหน้าที่นำฎีกาเข้าไปเมืองฮูโต๋ แต่ขณะนั้นโจโฉไปพักฟื้นอยู่ที่วังวุยอ๋อง ณ เมืองเงียบกุ๋น พนักงานสำนักราชเลขาธิการจึงส่งฎีกาของเล่าปี่ไปให้โจโฉที่เมืองเงียบกุ๋น
พอโจโฉรู้ความตามฎีกาของเล่าปี่แล้วก็โกรธเล่าปี่เป็นอันมาก สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความโกรธของโจโฉว่า “จึงด่าเล่าปี่ว่าไอ้ชาติทอเสื่อขาย ตั้งตัวเองเป็นเจ้า กูจะกำจัดเสียให้ได้” แล้วสั่งให้ทหารเก็บฎีกาของเล่าปี่ไว้ ไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูลตามระเบียบ
วันรุ่งขึ้นโจโฉจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสังกัดวุยอ๋อง ปรารภความตามฎีกาของเล่าปี่แล้วว่า พฤติกรรมของเล่าปี่ดังนี้เป็นการกบฏ เป็นอันตรายต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวง จำเป็นต้องกำจัดเสียให้สิ้นซาก จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์จากบรรดาหัวเมืองทั้งปวงที่ขึ้นกับเมืองหลวงครั้งใหญ่ที่สุด หวังจะแต่งกองทัพใหญ่เพื่อกำจัดเล่าปี่ให้ราบคาบในคราวเดียว
ในขณะที่โจโฉกำลังสั่งราชการด้วยความโกรธแค้นเล่าปี่อย่างรุนแรงนั้น บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงต่างพากันเงียบกริบ เพราะหลังจากสิ้นซุนฮก ซุนฮิว แล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการที่เหลืออยู่ต่างก็เกรงกลัวโจโฉ ไม่กล้าทักท้วงให้เป็นที่ขัดใจ จะเพ็ดทูลสิ่งไรก็หวังให้ต้องใจของโจโฉเป็นหลัก มิพักต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความร่มเย็นเป็นสุขของแผ่นดินและอาณาประชาราษฎร เพราะบทเรียนของซุนฮกและซุนฮิวที่ถูกโจโฉบีบคั้นจนถึงแก่ความตายได้เป็นที่ประจักษ์แก่ขุนนางข้าราชการทั้งปวง
ทันใดนั้นก็มีขุนนางผู้หนึ่งลุกขึ้น เดินไปคำนับโจโฉและทูลโจโฉว่า “อย่าเพ่อออกไปให้ทหารลำบากก่อน ข้าพเจ้ามีอุบายสิ่งหนึ่งมิพักให้ไปรบเลย จะให้เล่าปี่มีภัยขึ้นในเมืองเสฉวนต่าง ๆ ได้ ถ้าเห็นอิดโรยแล้วจึงค่อยยกไปให้มีชัยชนะโดยง่าย”
ขุนนางผู้นั้นกล่าวความท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบกริบ ในขณะที่โจโฉหันหน้ามามองขุนนางผู้นั้นด้วยความสนใจ เห็นเป็นสุมาอี้เจ้ากรมกำลังพลซึ่งถึงแม้โจโฉจะไม่ชอบอัธยาศัยเพราะประจักษ์แก่ใจด้วยลักษณะนรลักษณ์ว่าสุมาอี้เป็นคนเจ้าเล่ห์มากเหลี่ยม และจะหักหลังในวันหน้า แต่เนื้อหาและถ้อยคำของสุมาอี้นั้นล้ำลึกหลักแหลมนัก โจโฉจึงข่มใจฟังจนสิ้นความ
พอฟังความจบแล้วโจโฉก็ดีใจ ถามสุมาอี้ว่าแผนการของท่านเป็นประการใด
สุมาอี้จึงว่า ข้าพเจ้าขอเสนอกลอุบายที่มีชื่อว่า “ล่อเสือออกจากถ้ำ” ด้วยบัดนี้เล่าปี่บิดพลิ้วไม่คืนเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน ซุนกวนโกรธจึงคิดอ่านเอาน้องสาวซึ่งยกให้เป็นภรรยาเล่าปี่กลับคืนเมืองกังตั๋ง เล่าปี่ก็กินแหนงแคลงใจซุนกวนอยู่ ชอบที่วุยอ๋องจะแต่งคนไปหว่านล้อมให้ซุนกวนยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่ก็จะเกณฑ์ทหารจากเมืองเสฉวนและเมืองฮันต๋งไปช่วยเมืองเกงจิ๋ว กองทัพเมืองเสฉวนและเมืองกังตั๋งก็จะสู้รบกันจนอ่อนล้าอิดโรยลง ท่านจึงยกกองทัพไปตีเอาเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เล่าปี่จะถอยกลับมาช่วยเมืองเสฉวนก็จะเสียเมืองเกงจิ๋ว จะไม่ยกกลับมาก็จะเสียเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เล่าปี่จะรุกหน้าแลถอยหลังก็ขัดสน คงจะเสียทีแก่วุยอ๋องเป็นมั่นคง
โจโฉได้ฟังแผนอุบายของสุมาอี้ดังนั้นก็กระจ่าง จึงตัดสินใจดำเนินการตามอุบายของสุมาอี้ ให้อาลักษณ์แต่งหนังสือถึงซุนกวนแล้วสั่งให้บวนทงที่ปรึกษาผู้มีวาทศิลป์เป็นทูตถือหนังสือนั้นไปให้แก่ซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง
ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สองของขงเบ้งบรรลุผลอย่างสมบูรณ์ กำลังจะก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สาม บัดนี้ได้เผชิญกับกลอุบายที่ร้ายกาจชนิดหนึ่ง ซึ่งเสนอโดยสุมาอี้ยอดกุนซือคนสำคัญของราชสำนัก ซึ่งในขณะนี้มีตำแหน่งเป็นที่เจ้ากรมกำลังพล ถ้าหากเล่าปี่และขงเบ้งแก้กลไม่ตกแล้ว ไม่เพียงแต่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามจะบรรลุไม่ได้เท่านั้น แม้ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ที่ได้มาก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ด้วย แต่การจะเป็นประการใดใช่ว่าจะขึ้นกับสติปัญญาของมนุษย์ หากต้องเป็นไปตามลิขิตสวรรค์อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
บวนทงเดินทางไปถึงเมืองกังตั๋งก็ถูกนำเข้าไปพบซุนกวนในเวลาอันรวดเร็ว ซุนกวนรับหนังสือของโจโฉมาอ่านดูก็รู้ความว่าบัดนี้โจโฉถือว่าเล่าปี่เป็นศัตรูของราชสำนักที่จำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นสูญ เพื่อความไพบูลย์ของแผ่นดินและอาณาประชาราษฎร จึงให้ซุนกวนคุมกองทัพยกไปตีเมืองเกงจิ๋วและบรรดาหัวเมืองขึ้นทั้งปวง โดยโจโฉจะยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เมื่อกองทัพเหนือใต้รุมกระหน่ำโจมตีเล่าปี่ดังนี้แล้ว คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย และเมื่อแผ่นดินเป็นสุขแล้วจะแบ่งแคว้นเกงจิ๋วให้ซุนกวนปกครองดูแลครึ่งหนึ่ง
ซุนกวนทราบความดังนั้นจึงสั่งขุนนางฝ่ายการทูตให้เชิญบวนทงไปพักที่ตึกรับรองแขกเมืองก่อน แล้วจะแจ้งการตัดสินใจให้ทราบ ครั้นบวนทงออกไปแล้วซุนกวนจึงเรียกที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาปรึกษาว่าโจโฉมีหนังสือมาดังนี้ จะคิดอ่านประการใด
เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่จึงว่า โจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ มีความชอบธรรมและมีอำนาจตามกฎหมายในการปราบปรามแผ่นดินให้สงบสุข อันเมืองกังตั๋งกับราชสำนักนั้นไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ใด ๆ ต่อกัน แต่มาเกิดเป็นสงครามต่อกันหลายครั้งหลายหนก็เพราะเล่าปี่เป็นต้นเหตุ เมื่อครั้งสงครามเมืองหับป๋าทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเป็นไมตรีกัน ดังนั้นเมื่อวุยอ๋องให้บวนทงถือหนังสือมาดังนี้ท่านจงผ่อนปรนตามหนังสือของวุยอ๋องจึงจะชอบ
อันเตียวเจียวผู้นี้แต่ไหนแต่ไรมามีทัศนคติที่จะอ่อนน้อมประนีประนอมกับโจโฉ แต่ในอดีตไม่อาจทัดทานความคิดของจิวยี่และโลซกได้ ครั้นบัดนี้สิ้นจิวยี่และโลซกแล้วความคิดเห็นของเตียวเจียวจึงมีฐานะครอบงำบรรยากาศการเมืองในแคว้นกังตั๋ง
โกะหยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาอีกผู้หนึ่งได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้นก็ติงว่า อันโจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ในเมืองหลวง มีกำลังกองทัพเข้มแข็ง และมีโจหยินเป็นแม่ทัพใหญ่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ เหตุไฉนจึงไม่ใช้กองทัพของโจหยิน กลับต้องให้เมืองกังตั๋งของเรายกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วก่อน จึงกริ่งว่าจะเป็นอุบายให้เราและเล่าปี่เป็นศึกกันแล้ว โจโฉก็จะซ้ำเติมเอาในภายหลัง จึงชอบที่ท่านจะเกี่ยงให้โจโฉยกกองทัพมาตีเมืองเกงจิ๋วก่อน แล้วเราจึงค่อยยกกระหนาบขึ้นไป ทั้งควรจะดูลาดเลาว่ากวนอูเตรียมการป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วประการใด
ฝ่ายจูกัดกิ๋นซึ่งเป็นพี่ชายของขงเบ้งและเป็นที่ปรึกษาของซุนกวน ได้ยินคำโกะหยงดังนั้นจึงเสนอบ้างว่า เมืองกังตั๋งเราสงบสุขมาช้านาน โจโฉไม่กล้ายกกองทัพมารุกรานก็เพราะเห็นว่าท่านกับเล่าปี่มีไมตรีต่อกัน อันการที่ท่านจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วก็จะผิดใจกับเล่าปี่ โจโฉก็จะสิ้นที่เกรงใจ อันตรายก็จะเกิดแก่เมืองเรา ข้าพเจ้าขอเสนอให้ท่านดำรงไมตรีกับเล่าปี่เอาไว้ก่อน แม้นขัดสนแล้วจึงค่อยผูกไมตรีกับโจโฉ
จูกัดกิ๋นได้เสนอต่อไปว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่ากวนอูซึ่งตั้งอยู่เมืองเกงจิ๋วนั้น เล่าปี่ก็ขอเมียให้จนเกิดบุตรสองคน เป็นหญิงคนหนึ่ง เป็นชายคนหนึ่ง บุตรหญิงนั้นยังหาผัวมิได้ ข้าพเจ้าจะขอเป็นพ่อสื่อไปขอให้แก่บุตรท่าน ถ้ากวนอูยอมให้แล้วเราจึงจะคิดการกับกวนอูไปกำจัดโจโฉเสีย ถ้ากวนอูมิยอมให้เราก็จะไปช่วยโจโฉรบเอาเมืองเกงจิ๋ว”
ซุนกวนแม้เชื่อถือและเกรงใจเตียวเจียว แต่ก็เห็นว่าเป็นคำปรึกษาที่มีลักษณะยอมจำนนแต่ด้านเดียว ส่วนโกะหยงนั้นมีลักษณะตั้งรับโดยไม่มีข้อปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ความเห็นของจูกัดกิ๋นนั้นแจ่มแจ้งยิ่งนัก ซุนกวนพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมืองกังตั๋งร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะโจโฉยำเกรง เนื่องจากเมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนมีไมตรีต่อกัน หากสิ้นที่เกรงใจแล้วความเสี่ยงภัยก็จะบังเกิดขึ้น แต่ความใคร่ได้เมืองเกงจิ๋วไว้เป็นสิทธิก็เหมือนหนองซึ่งกลัดอยู่ในอกมาช้านาน หากไม่รักษาให้หายแล้วความทุกข์ก็จะไม่สิ้น ชีวิตซุนกวนก็จะหมองไหม้เป็นนิรันดร์ ข้อเสนอของจูกัดกิ๋นจึงสอดคล้องกับความต้องการของซุนกวนมากที่สุด
ดังนั้นซุนกวนจึงสั่งให้พนักงานฝ่ายพิธีการทูตไปแจ้งแก่บวนทงที่ตึกรับรองแขกเมืองว่า จะดำเนินการตามข้อเสนอของโจโฉ และให้บวนทงกลับไปแจ้งความให้โจโฉทราบ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งซุนกวนก็สั่งให้จูกัดกิ๋นทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อไปสู่ขอบุตรสาวกวนอูที่เมืองเกงจิ๋ว
จูกัดกิ๋นรับคำสั่งซุนกวนแล้วจึงคำนับลาออกไปเตรียมการ หลังจากนั้นอีกสองวันเป็นวันฤกษ์ดี จูกัดกิ๋นจึงคุมขบวนออกเดินทางไปเมืองเกงจิ๋ว ทหารรักษาการณ์ทราบความจึงพาจูกัดกิ๋นเข้าไปหากวนอู
ทั้งสองฝ่ายคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว กวนอูจึงถามว่าจูกัดกิ๋นท่านเดินทางมาครั้งนี้ มีประสงค์สิ่งใดหรือ
จูกัดกิ๋นจึงว่า ข้าพเจ้าเดินทางมาครั้งนี้ด้วยธุระของซุนกวนใช้ให้ข้าพเจ้าเป็นพ่อสื่อมาคำนับท่าน ด้วยซุนกวนนั้นมีบุตรชายอยู่ผู้หนึ่ง บุคลิกลักษณะโอ่โถงงดงาม มีสติปัญญาหลักแหลม และทราบว่าท่านก็มีบุตรสาวอยู่ผู้หนึ่ง ซุนกวนมีความปรารถนาจะเป็นทองแผ่นเดียวกันกับท่านเพื่อผูกไมตรีเหนือใต้แม่น้ำแยงซีให้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพร แล้วช่วยกันกำจัดโจโฉผู้เป็นศัตรูราชสมบัติต่อไป จึงให้ข้าพเจ้ามาสู่ขอบุตรสาวท่านให้แก่บุตรชาย
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดใส่จูกัดกิ๋นด้วยเสียงอันดังว่า “อันบุตรของเรานี้เป็นชาติเชื้อเหล่าเสือ ไม่สมควรจะให้แก่สุนัข ท่านว่ามาดังนี้ถ้าเรามิคิดเห็นแก่หน้าขงเบ้งน้องของท่าน เราก็จะฆ่าท่านเสียอย่าว่าไปเลย”
กวนอูกล่าวกับจูกัดกิ๋นด้วยแรงโทสะดังนั้นแล้ว จึงสั่งทหารให้ขับไล่จูกัดกิ๋นกลับไปเมืองกังตั๋ง จูกัดกิ๋นเห็นอากัปกิริยากวนอูโกรธอย่างรุนแรงซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนดังนั้นก็ตกใจ รีบคำนับลากวนอูกลับไปเมืองกังตั๋งแต่เพลานั้น
ความทระนงและเย่อหยิ่งของกวนอูในครั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นความทระนงและเย่อหยิ่งจนเกินผู้คน และเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของกวนอูที่มีผลต่อการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่สามพี่น้องแห่งสวนท้อได้ทุ่มเทสรรสร้างตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ในประการแรก ด้วยแรงแห่งโมหะและโทสะ กวนอูลืมตระหนักไปว่าเล่าปี่ก็เคยแต่งงานเป็นน้องเขยของซุนกวน จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะหยามเหยียดว่าซุนกวนเป็นเชื้อสายสุนัข ซึ่งเท่ากับเหยียดหยามเล่าปี่ด้วยว่าเป็นคนไฉนยอมเป็นน้องเขยของสุนัข ในประการนี้ทำให้เห็นได้ว่าเพราะยศศักดิ์ของเจ้าเมืองเกงจิ๋ว จึงทำให้กวนอูมืดบอดไปด้วยอำนาจแห่งโมหะและยศศักดิ์ จนผิดไปจากกวนอูคนเดิมอย่างสิ้นเชิง ในประการที่สอง ท่าทีของกวนอูครั้งนี้เป็นการละเมิดคาถาแปดคำที่ว่า “เหนือรบโจโฉ ใต้ร่วมมือซุนกวน” ซึ่งขงเบ้งให้ไว้สำหรับรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้มิให้เป็นอันตราย เพราะเป็นท่าทีที่ก่อศัตรูกับซุนกวน ผลักดันให้ซุนกวนต้องร่วมมือกับโจโฉมาทำอันตรายเมืองเกงจิ๋ว ในครั้งที่ขงเบ้งจะมอบตราสำหรับเมืองแก่กวนอูก่อนที่จะยกทหารไปช่วยเล่าปี่ยึดเมืองเสฉวนนั้น ขงเบ้งก็ได้ไต่ถามแล้วว่าถ้าซุนกวนและโจโฉยกกองทัพกระหนาบเข้ามาโจมตีจะทำประการใด กวนอูตอบว่าจะรบกับทั้งสองฝ่ายถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ขงเบ้งจึงเตือนว่าถ้าทำเช่นนั้นจะพ่ายแพ้และเสียทีจนเสียการของเล่าปี่ จะต้องใช้อุบายผูกมิตรกับซุนกวนแล้วรับมือโจโฉแต่ด้านเดียว กวนอูรับคำ ขงเบ้งจึงให้คาถาแปดคำสำหรับรักษาเมือง เมื่อกวนอูสัญญาเป็นมั่นเหมาะแล้วขงเบ้งจึงมอบตราสำหรับเมืองให้ ท่าทีของกวนอูในครั้งนี้จึงเป็นท่าทีที่ทิ้งคาถาแปดคำ ทำลายเกราะข่ายเพชรที่คุ้มกันเมืองเกงจิ๋วในบัดนั้น
ฝ่ายจูกัดกิ๋นถูกกวนอูขับไล่ออกจากเมืองเกงจิ๋ว ได้รับความอัปยศอดสูยิ่งนัก ครั้นกลับไปถึงเมืองกังตั๋งจึงเข้าไปหาซุนกวน รายงานความทั้งปวงให้ทราบ แล้วว่าเมื่อกวนอูไม่เลือกทางสันติ ท่านก็จงร่วมมือกับโจโฉยกไปตีเมืองเกงจิ๋วเถิด
ซุนกวนได้ยินว่ากวนอูดูหมิ่นว่าเป็นเพียงสุนัขก็โกรธกวนอูเป็นอันมาก กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าเหตุใดกวนอูจึงดูหมิ่นเราถึงเพียงนี้ ว่าแล้วจึงสั่งให้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองและขุนนางข้าราชการทั้งปวง.
เล่าปี่ให้เจ้าหน้าที่นำฎีกาเข้าไปเมืองฮูโต๋ แต่ขณะนั้นโจโฉไปพักฟื้นอยู่ที่วังวุยอ๋อง ณ เมืองเงียบกุ๋น พนักงานสำนักราชเลขาธิการจึงส่งฎีกาของเล่าปี่ไปให้โจโฉที่เมืองเงียบกุ๋น
พอโจโฉรู้ความตามฎีกาของเล่าปี่แล้วก็โกรธเล่าปี่เป็นอันมาก สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความโกรธของโจโฉว่า “จึงด่าเล่าปี่ว่าไอ้ชาติทอเสื่อขาย ตั้งตัวเองเป็นเจ้า กูจะกำจัดเสียให้ได้” แล้วสั่งให้ทหารเก็บฎีกาของเล่าปี่ไว้ ไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูลตามระเบียบ
วันรุ่งขึ้นโจโฉจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสังกัดวุยอ๋อง ปรารภความตามฎีกาของเล่าปี่แล้วว่า พฤติกรรมของเล่าปี่ดังนี้เป็นการกบฏ เป็นอันตรายต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวง จำเป็นต้องกำจัดเสียให้สิ้นซาก จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์จากบรรดาหัวเมืองทั้งปวงที่ขึ้นกับเมืองหลวงครั้งใหญ่ที่สุด หวังจะแต่งกองทัพใหญ่เพื่อกำจัดเล่าปี่ให้ราบคาบในคราวเดียว
ในขณะที่โจโฉกำลังสั่งราชการด้วยความโกรธแค้นเล่าปี่อย่างรุนแรงนั้น บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงต่างพากันเงียบกริบ เพราะหลังจากสิ้นซุนฮก ซุนฮิว แล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการที่เหลืออยู่ต่างก็เกรงกลัวโจโฉ ไม่กล้าทักท้วงให้เป็นที่ขัดใจ จะเพ็ดทูลสิ่งไรก็หวังให้ต้องใจของโจโฉเป็นหลัก มิพักต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความร่มเย็นเป็นสุขของแผ่นดินและอาณาประชาราษฎร เพราะบทเรียนของซุนฮกและซุนฮิวที่ถูกโจโฉบีบคั้นจนถึงแก่ความตายได้เป็นที่ประจักษ์แก่ขุนนางข้าราชการทั้งปวง
ทันใดนั้นก็มีขุนนางผู้หนึ่งลุกขึ้น เดินไปคำนับโจโฉและทูลโจโฉว่า “อย่าเพ่อออกไปให้ทหารลำบากก่อน ข้าพเจ้ามีอุบายสิ่งหนึ่งมิพักให้ไปรบเลย จะให้เล่าปี่มีภัยขึ้นในเมืองเสฉวนต่าง ๆ ได้ ถ้าเห็นอิดโรยแล้วจึงค่อยยกไปให้มีชัยชนะโดยง่าย”
ขุนนางผู้นั้นกล่าวความท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบกริบ ในขณะที่โจโฉหันหน้ามามองขุนนางผู้นั้นด้วยความสนใจ เห็นเป็นสุมาอี้เจ้ากรมกำลังพลซึ่งถึงแม้โจโฉจะไม่ชอบอัธยาศัยเพราะประจักษ์แก่ใจด้วยลักษณะนรลักษณ์ว่าสุมาอี้เป็นคนเจ้าเล่ห์มากเหลี่ยม และจะหักหลังในวันหน้า แต่เนื้อหาและถ้อยคำของสุมาอี้นั้นล้ำลึกหลักแหลมนัก โจโฉจึงข่มใจฟังจนสิ้นความ
พอฟังความจบแล้วโจโฉก็ดีใจ ถามสุมาอี้ว่าแผนการของท่านเป็นประการใด
สุมาอี้จึงว่า ข้าพเจ้าขอเสนอกลอุบายที่มีชื่อว่า “ล่อเสือออกจากถ้ำ” ด้วยบัดนี้เล่าปี่บิดพลิ้วไม่คืนเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน ซุนกวนโกรธจึงคิดอ่านเอาน้องสาวซึ่งยกให้เป็นภรรยาเล่าปี่กลับคืนเมืองกังตั๋ง เล่าปี่ก็กินแหนงแคลงใจซุนกวนอยู่ ชอบที่วุยอ๋องจะแต่งคนไปหว่านล้อมให้ซุนกวนยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่ก็จะเกณฑ์ทหารจากเมืองเสฉวนและเมืองฮันต๋งไปช่วยเมืองเกงจิ๋ว กองทัพเมืองเสฉวนและเมืองกังตั๋งก็จะสู้รบกันจนอ่อนล้าอิดโรยลง ท่านจึงยกกองทัพไปตีเอาเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เล่าปี่จะถอยกลับมาช่วยเมืองเสฉวนก็จะเสียเมืองเกงจิ๋ว จะไม่ยกกลับมาก็จะเสียเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เล่าปี่จะรุกหน้าแลถอยหลังก็ขัดสน คงจะเสียทีแก่วุยอ๋องเป็นมั่นคง
โจโฉได้ฟังแผนอุบายของสุมาอี้ดังนั้นก็กระจ่าง จึงตัดสินใจดำเนินการตามอุบายของสุมาอี้ ให้อาลักษณ์แต่งหนังสือถึงซุนกวนแล้วสั่งให้บวนทงที่ปรึกษาผู้มีวาทศิลป์เป็นทูตถือหนังสือนั้นไปให้แก่ซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง
ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สองของขงเบ้งบรรลุผลอย่างสมบูรณ์ กำลังจะก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สาม บัดนี้ได้เผชิญกับกลอุบายที่ร้ายกาจชนิดหนึ่ง ซึ่งเสนอโดยสุมาอี้ยอดกุนซือคนสำคัญของราชสำนัก ซึ่งในขณะนี้มีตำแหน่งเป็นที่เจ้ากรมกำลังพล ถ้าหากเล่าปี่และขงเบ้งแก้กลไม่ตกแล้ว ไม่เพียงแต่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามจะบรรลุไม่ได้เท่านั้น แม้ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ที่ได้มาก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ด้วย แต่การจะเป็นประการใดใช่ว่าจะขึ้นกับสติปัญญาของมนุษย์ หากต้องเป็นไปตามลิขิตสวรรค์อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
บวนทงเดินทางไปถึงเมืองกังตั๋งก็ถูกนำเข้าไปพบซุนกวนในเวลาอันรวดเร็ว ซุนกวนรับหนังสือของโจโฉมาอ่านดูก็รู้ความว่าบัดนี้โจโฉถือว่าเล่าปี่เป็นศัตรูของราชสำนักที่จำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นสูญ เพื่อความไพบูลย์ของแผ่นดินและอาณาประชาราษฎร จึงให้ซุนกวนคุมกองทัพยกไปตีเมืองเกงจิ๋วและบรรดาหัวเมืองขึ้นทั้งปวง โดยโจโฉจะยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวน เมื่อกองทัพเหนือใต้รุมกระหน่ำโจมตีเล่าปี่ดังนี้แล้ว คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย และเมื่อแผ่นดินเป็นสุขแล้วจะแบ่งแคว้นเกงจิ๋วให้ซุนกวนปกครองดูแลครึ่งหนึ่ง
ซุนกวนทราบความดังนั้นจึงสั่งขุนนางฝ่ายการทูตให้เชิญบวนทงไปพักที่ตึกรับรองแขกเมืองก่อน แล้วจะแจ้งการตัดสินใจให้ทราบ ครั้นบวนทงออกไปแล้วซุนกวนจึงเรียกที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาปรึกษาว่าโจโฉมีหนังสือมาดังนี้ จะคิดอ่านประการใด
เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่จึงว่า โจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ มีความชอบธรรมและมีอำนาจตามกฎหมายในการปราบปรามแผ่นดินให้สงบสุข อันเมืองกังตั๋งกับราชสำนักนั้นไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ใด ๆ ต่อกัน แต่มาเกิดเป็นสงครามต่อกันหลายครั้งหลายหนก็เพราะเล่าปี่เป็นต้นเหตุ เมื่อครั้งสงครามเมืองหับป๋าทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเป็นไมตรีกัน ดังนั้นเมื่อวุยอ๋องให้บวนทงถือหนังสือมาดังนี้ท่านจงผ่อนปรนตามหนังสือของวุยอ๋องจึงจะชอบ
อันเตียวเจียวผู้นี้แต่ไหนแต่ไรมามีทัศนคติที่จะอ่อนน้อมประนีประนอมกับโจโฉ แต่ในอดีตไม่อาจทัดทานความคิดของจิวยี่และโลซกได้ ครั้นบัดนี้สิ้นจิวยี่และโลซกแล้วความคิดเห็นของเตียวเจียวจึงมีฐานะครอบงำบรรยากาศการเมืองในแคว้นกังตั๋ง
โกะหยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาอีกผู้หนึ่งได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้นก็ติงว่า อันโจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ในเมืองหลวง มีกำลังกองทัพเข้มแข็ง และมีโจหยินเป็นแม่ทัพใหญ่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ เหตุไฉนจึงไม่ใช้กองทัพของโจหยิน กลับต้องให้เมืองกังตั๋งของเรายกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วก่อน จึงกริ่งว่าจะเป็นอุบายให้เราและเล่าปี่เป็นศึกกันแล้ว โจโฉก็จะซ้ำเติมเอาในภายหลัง จึงชอบที่ท่านจะเกี่ยงให้โจโฉยกกองทัพมาตีเมืองเกงจิ๋วก่อน แล้วเราจึงค่อยยกกระหนาบขึ้นไป ทั้งควรจะดูลาดเลาว่ากวนอูเตรียมการป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วประการใด
ฝ่ายจูกัดกิ๋นซึ่งเป็นพี่ชายของขงเบ้งและเป็นที่ปรึกษาของซุนกวน ได้ยินคำโกะหยงดังนั้นจึงเสนอบ้างว่า เมืองกังตั๋งเราสงบสุขมาช้านาน โจโฉไม่กล้ายกกองทัพมารุกรานก็เพราะเห็นว่าท่านกับเล่าปี่มีไมตรีต่อกัน อันการที่ท่านจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วก็จะผิดใจกับเล่าปี่ โจโฉก็จะสิ้นที่เกรงใจ อันตรายก็จะเกิดแก่เมืองเรา ข้าพเจ้าขอเสนอให้ท่านดำรงไมตรีกับเล่าปี่เอาไว้ก่อน แม้นขัดสนแล้วจึงค่อยผูกไมตรีกับโจโฉ
จูกัดกิ๋นได้เสนอต่อไปว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่ากวนอูซึ่งตั้งอยู่เมืองเกงจิ๋วนั้น เล่าปี่ก็ขอเมียให้จนเกิดบุตรสองคน เป็นหญิงคนหนึ่ง เป็นชายคนหนึ่ง บุตรหญิงนั้นยังหาผัวมิได้ ข้าพเจ้าจะขอเป็นพ่อสื่อไปขอให้แก่บุตรท่าน ถ้ากวนอูยอมให้แล้วเราจึงจะคิดการกับกวนอูไปกำจัดโจโฉเสีย ถ้ากวนอูมิยอมให้เราก็จะไปช่วยโจโฉรบเอาเมืองเกงจิ๋ว”
ซุนกวนแม้เชื่อถือและเกรงใจเตียวเจียว แต่ก็เห็นว่าเป็นคำปรึกษาที่มีลักษณะยอมจำนนแต่ด้านเดียว ส่วนโกะหยงนั้นมีลักษณะตั้งรับโดยไม่มีข้อปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ความเห็นของจูกัดกิ๋นนั้นแจ่มแจ้งยิ่งนัก ซุนกวนพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมืองกังตั๋งร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะโจโฉยำเกรง เนื่องจากเมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนมีไมตรีต่อกัน หากสิ้นที่เกรงใจแล้วความเสี่ยงภัยก็จะบังเกิดขึ้น แต่ความใคร่ได้เมืองเกงจิ๋วไว้เป็นสิทธิก็เหมือนหนองซึ่งกลัดอยู่ในอกมาช้านาน หากไม่รักษาให้หายแล้วความทุกข์ก็จะไม่สิ้น ชีวิตซุนกวนก็จะหมองไหม้เป็นนิรันดร์ ข้อเสนอของจูกัดกิ๋นจึงสอดคล้องกับความต้องการของซุนกวนมากที่สุด
ดังนั้นซุนกวนจึงสั่งให้พนักงานฝ่ายพิธีการทูตไปแจ้งแก่บวนทงที่ตึกรับรองแขกเมืองว่า จะดำเนินการตามข้อเสนอของโจโฉ และให้บวนทงกลับไปแจ้งความให้โจโฉทราบ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งซุนกวนก็สั่งให้จูกัดกิ๋นทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อไปสู่ขอบุตรสาวกวนอูที่เมืองเกงจิ๋ว
จูกัดกิ๋นรับคำสั่งซุนกวนแล้วจึงคำนับลาออกไปเตรียมการ หลังจากนั้นอีกสองวันเป็นวันฤกษ์ดี จูกัดกิ๋นจึงคุมขบวนออกเดินทางไปเมืองเกงจิ๋ว ทหารรักษาการณ์ทราบความจึงพาจูกัดกิ๋นเข้าไปหากวนอู
ทั้งสองฝ่ายคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว กวนอูจึงถามว่าจูกัดกิ๋นท่านเดินทางมาครั้งนี้ มีประสงค์สิ่งใดหรือ
จูกัดกิ๋นจึงว่า ข้าพเจ้าเดินทางมาครั้งนี้ด้วยธุระของซุนกวนใช้ให้ข้าพเจ้าเป็นพ่อสื่อมาคำนับท่าน ด้วยซุนกวนนั้นมีบุตรชายอยู่ผู้หนึ่ง บุคลิกลักษณะโอ่โถงงดงาม มีสติปัญญาหลักแหลม และทราบว่าท่านก็มีบุตรสาวอยู่ผู้หนึ่ง ซุนกวนมีความปรารถนาจะเป็นทองแผ่นเดียวกันกับท่านเพื่อผูกไมตรีเหนือใต้แม่น้ำแยงซีให้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพร แล้วช่วยกันกำจัดโจโฉผู้เป็นศัตรูราชสมบัติต่อไป จึงให้ข้าพเจ้ามาสู่ขอบุตรสาวท่านให้แก่บุตรชาย
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดใส่จูกัดกิ๋นด้วยเสียงอันดังว่า “อันบุตรของเรานี้เป็นชาติเชื้อเหล่าเสือ ไม่สมควรจะให้แก่สุนัข ท่านว่ามาดังนี้ถ้าเรามิคิดเห็นแก่หน้าขงเบ้งน้องของท่าน เราก็จะฆ่าท่านเสียอย่าว่าไปเลย”
กวนอูกล่าวกับจูกัดกิ๋นด้วยแรงโทสะดังนั้นแล้ว จึงสั่งทหารให้ขับไล่จูกัดกิ๋นกลับไปเมืองกังตั๋ง จูกัดกิ๋นเห็นอากัปกิริยากวนอูโกรธอย่างรุนแรงซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนดังนั้นก็ตกใจ รีบคำนับลากวนอูกลับไปเมืองกังตั๋งแต่เพลานั้น
ความทระนงและเย่อหยิ่งของกวนอูในครั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นความทระนงและเย่อหยิ่งจนเกินผู้คน และเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของกวนอูที่มีผลต่อการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่สามพี่น้องแห่งสวนท้อได้ทุ่มเทสรรสร้างตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ในประการแรก ด้วยแรงแห่งโมหะและโทสะ กวนอูลืมตระหนักไปว่าเล่าปี่ก็เคยแต่งงานเป็นน้องเขยของซุนกวน จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะหยามเหยียดว่าซุนกวนเป็นเชื้อสายสุนัข ซึ่งเท่ากับเหยียดหยามเล่าปี่ด้วยว่าเป็นคนไฉนยอมเป็นน้องเขยของสุนัข ในประการนี้ทำให้เห็นได้ว่าเพราะยศศักดิ์ของเจ้าเมืองเกงจิ๋ว จึงทำให้กวนอูมืดบอดไปด้วยอำนาจแห่งโมหะและยศศักดิ์ จนผิดไปจากกวนอูคนเดิมอย่างสิ้นเชิง ในประการที่สอง ท่าทีของกวนอูครั้งนี้เป็นการละเมิดคาถาแปดคำที่ว่า “เหนือรบโจโฉ ใต้ร่วมมือซุนกวน” ซึ่งขงเบ้งให้ไว้สำหรับรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้มิให้เป็นอันตราย เพราะเป็นท่าทีที่ก่อศัตรูกับซุนกวน ผลักดันให้ซุนกวนต้องร่วมมือกับโจโฉมาทำอันตรายเมืองเกงจิ๋ว ในครั้งที่ขงเบ้งจะมอบตราสำหรับเมืองแก่กวนอูก่อนที่จะยกทหารไปช่วยเล่าปี่ยึดเมืองเสฉวนนั้น ขงเบ้งก็ได้ไต่ถามแล้วว่าถ้าซุนกวนและโจโฉยกกองทัพกระหนาบเข้ามาโจมตีจะทำประการใด กวนอูตอบว่าจะรบกับทั้งสองฝ่ายถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ขงเบ้งจึงเตือนว่าถ้าทำเช่นนั้นจะพ่ายแพ้และเสียทีจนเสียการของเล่าปี่ จะต้องใช้อุบายผูกมิตรกับซุนกวนแล้วรับมือโจโฉแต่ด้านเดียว กวนอูรับคำ ขงเบ้งจึงให้คาถาแปดคำสำหรับรักษาเมือง เมื่อกวนอูสัญญาเป็นมั่นเหมาะแล้วขงเบ้งจึงมอบตราสำหรับเมืองให้ ท่าทีของกวนอูในครั้งนี้จึงเป็นท่าทีที่ทิ้งคาถาแปดคำ ทำลายเกราะข่ายเพชรที่คุ้มกันเมืองเกงจิ๋วในบัดนั้น
ฝ่ายจูกัดกิ๋นถูกกวนอูขับไล่ออกจากเมืองเกงจิ๋ว ได้รับความอัปยศอดสูยิ่งนัก ครั้นกลับไปถึงเมืองกังตั๋งจึงเข้าไปหาซุนกวน รายงานความทั้งปวงให้ทราบ แล้วว่าเมื่อกวนอูไม่เลือกทางสันติ ท่านก็จงร่วมมือกับโจโฉยกไปตีเมืองเกงจิ๋วเถิด
ซุนกวนได้ยินว่ากวนอูดูหมิ่นว่าเป็นเพียงสุนัขก็โกรธกวนอูเป็นอันมาก กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าเหตุใดกวนอูจึงดูหมิ่นเราถึงเพียงนี้ ว่าแล้วจึงสั่งให้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองและขุนนางข้าราชการทั้งปวง.