ตอนที่ 427. เจ้าชายแห่งฮันต๋ง

โจโฉยกกลับมาตั้งทัพในพื้นที่หุบเขาเสียดก๊ก แต่ไม่อาจรุกรบคืบหน้าต่อไปได้ ในขณะเดียวกันหากจะล่าถอยกลับเมืองหลวงก็ให้รู้สึกอัปยศอดสูนัก จึงพลั้งปากบอกรหัสเวรยามประจำวันว่า “ขาไก่” ทำให้เอียวสิ้วสำคัญผิดคิดว่าโจโฉเตรียมการถอยทัพ จึงให้ทหารเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน โจโฉจึงพาลหาเหตุประหารชีวิตเอียวสิ้วแห่งชมรมคนปากเสีย เพื่อระบายความอาฆาตที่ผูกใจเจ็บมาช้านาน

            ครั้นวันรุ่งขึ้นโจโฉจึงตัดสินใจจะยกกองทัพไปโจมตีกองทัพเมืองเสฉวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วจะตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะเลิกทัพกลับเมืองหลวงหรือไม่ เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้วจึงสั่งให้เคลื่อนทัพออกจากหุบเขาเสียดก๊ก จะยกไปตีเอาเมืองลำเต๋งกลับคืน

            พอกองทัพโจโฉเคลื่อนออกจากหุบเขาเสียดก๊กไม่ถึงร้อยเส้น ก็พบอุยเอี๋ยนคุมทหารเมืองเสฉวนยกมาตั้งสกัดไว้ โจโฉเห็นอุยเอี๋ยนยืนม้าใต้ร่มธงแม่ทัพสง่ากล้าแข็งนัก จึงใคร่ได้ตัวไว้ทำราชการ

            ดังนั้นเมื่อกองทหารทั้งสองฝ่ายตั้งขบวนรบเตรียมรบกันด้วยฝีมือทหารเอกแล้ว โจโฉจึงร้องชักชวนอุยเอี๋ยนอย่างดื้อ ๆ ว่าตัวท่านมีบุคลิกสง่าห้าวหาญนัก ไฉนจึงไปยอมอยู่กับไอ้เล่าปี่ผู้เป็นกบฏต่อราชสำนักเล่า จงมาอยู่รับราชการด้วยเราเถิด จะทำนุบำรุงให้เป็นใหญ่ในราชการ ให้เป็นเกียรติศักดิ์แก่วงศ์ตระกูลสืบไป

            อุยเอี๋ยนได้ยินเสียงโจโฉดังนั้นก็โกรธ ร้องด่ากลับมาในทันทีว่าตัวท่านต่างหากเล่าที่เป็นศัตรูราชสมบัติ พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงมีพระบรมราชโองการโลหิตให้เล่าปี่นายข้าพเจ้ากำจัดท่านเสีย ข้าพเจ้าอยู่กับเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์และถือพระบรมราชโองการดังนี้ จึงเป็นเกียรติยศแก่ตัวและวงศ์ตระกูล

            โจโฉได้ยินคำด่าของอุยเอี๋ยนก็โกรธ สั่งให้บังเต๊กออกไปรบ อุยเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็ขับม้าออกไปรบกับบังเต๊ก ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ

            โจโฉจ้องมองการสู้รบของสองทหารเสือด้วยความเพลิดเพลิน ในทันใดนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้ม้าเฉียวรับคำสั่งขงเบ้งยกทหารวกอ้อมไปทางด้านหลังจะมาตีกองหลังของกองทัพเรา

            โจโฉฟังรายงานดังนั้นจึงตัดสินใจรุกไปข้างหน้า สั่งทหารทุกกองให้ระดมโจมตีกองทหารของอุยเอี๋ยนพร้อมกัน อุยเอี๋ยนเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้ล่าถอย โดยอุยเอี๋ยนขี่ม้าคุ้มกันตามไปข้างหลัง โจโฉก็คุมทหารไล่ตามกองทัพของอุยเอี๋ยนไป

            อุยเอี๋ยนเห็นโจโฉคุมทหารไล่ตามตีมาโดยมิได้ระวังตัว จึงชักบังเหียนม้าควบกลับมาทางโจโฉ พออุยเอี๋ยนขี่ม้ามาใกล้โจโฉในระยะสี่สิบวาก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า ไอ้ศัตรูราชสมบัติถึงที่ตายวันนี้แล้ว ในชั่วกระพริบตานั้นอุยเอี๋ยนก็ยิงเกาทัณฑ์มาที่โจโฉ

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “เกาทัณฑ์ยิงไปถูกปากโจโฉ ฟันหน้าหักสองซี่ตกลงจากม้า”

            โจโฉถูกยิงพลัดตกจากหลังม้าก็ตกใจ เอามือป้องที่ปากเห็นเลือดไหลออกจากปากเป็นอันมาก ก็ร้องสั่งทหารให้หยุดตามตีและร้องเรียกบังเต๊กให้มาช่วย ในขณะนั้นอุยเอี๋ยนเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ยกกลับเข้าตีกองทหารของโจโฉ แล้วสั่งทหารทั้งปวงให้จับตัวโจโฉให้จงได้

            อุยเอี๋ยนโยนเกาทัณฑ์ลงกับพื้นแล้วถือง้าวขี่ม้าตรงเข้ามาที่โจโฉ พอดีขณะนั้นบังเต๊กชักม้าเข้ามาสกัดอุยเอี๋ยนไว้ได้ทัน และให้ทหารคุ้มกันตัวโจโฉพาหนีกลับไปทางเขาเสียดก๊ก แต่ในระหว่างทางไม่พบทหารของม้าเฉียวตามคำรายงาน คงเห็นแต่ธงปักเป็นทิวแถวในราวป่า โจโฉก็รู้ว่ารายงานของหน่วยสอดแนมเกี่ยวกับม้าเฉียวเป็นอุบายลวงของขงเบ้งอีกครั้งหนึ่ง

            บังเต๊กคุ้มกันพาโจโฉกลับเข้าค่ายที่หุบเขาเสียดก๊กได้แล้ว จึงเร่งให้หมอรักษาพยาบาลบาดแผลของโจโฉซึ่งถูกเกาทัณฑ์นั้น โจโฉได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก ในพลันนั้นก็รำลึกถึงเอียวสิ้วที่แนะนำให้โจโฉถอยทัพกลับเมืองหลวง แต่โจโฉไม่เชื่อฟังกลับพาลหาเหตุฆ่าเอียวสิ้วเสีย

            โจโฉรำลึกดังนั้นแล้วก็คิดว่าหากเราฟังคำเอียวสิ้วคงไม่เสียทีจนเจ็บตัวถึงเพียงนี้ แล้วโจโฉจึงสั่งให้ทหารเอาศีรษะของเอียวสิ้วที่เสียบประจานไว้หน้าค่ายไปฝัง และจัดสุราเซ่นไหว้ขมาศพของเอียวสิ้ว

            เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนเจ็ด โจโฉตัดสินใจเลิกทัพกลับเมืองหลวง แต่ครั้นจะให้เตรียมการอย่างเอิกเกริกก็เกรงว่าเล่าปี่จะแต่งกองทัพไล่ตามตีจะเสียทียับเยิน  โจโฉจึงสั่งการให้ทหารเตรียมพร้อม ทำทีว่าจะยกกองทัพไปโจมตีเล่าปี่ในตอนกลางคืน

            ครั้นเวลาสองยามโจโฉก็สั่งให้ทหารเลิกทัพกลับเมืองหลวง โดยโจโฉนอนพักรักษาตัวมาในเกวียนในกองหน้า ให้บังเต๊กคุ้มกันเป็นกองหลัง และให้ปีกซ้ายปีกขวาถอยลงมาเสริมการคุ้มกันทางด้านหลังอีกสองกอง

            กองทัพสี่สิบหมื่นที่กรีฑาออกจากราชธานีอย่างยิ่งใหญ่เสมอด้วยทัพพระมหากษัตริย์แต่ต้องแตกพ่ายกลับมาอย่างทุลักทุเล หลังจากที่ได้พบหน้าพูดจากับเล่าปี่ไม่กี่คำ เปิดสถานการณ์ที่อำนวยประโยชน์แก่เล่าปี่ในการยึดครองแคว้นฮันต๋งทั้งแคว้น รวบรวมดินแดนภาคตะวันตกทั้งหมดเข้าเป็นเอกภาพ

            พอเวลายามสามขงเบ้งก็ได้รับรายงานว่า โจโฉเลิกทัพถอยกลับเมืองหลวงแล้ว จึงให้ม้าเร็วถ่ายทอดคำสั่งถึงม้าเฉียวซึ่งทำหน้าที่เป็นกองซุ่ม ทำหน้าที่หลอกหลอนกองทัพ  โจโฉตลอดสงครามให้แบ่งกำลังเป็นสิบสาย สลับกันตามตีกองทัพโจโฉที่กำลังล่าถอยทั้งวันทั้งคืน อย่าให้หยุดพักผ่อนได้

            ม้าเฉียวรับคำสั่งแล้วจัดแจงทหารเป็นสิบสายตามคำสั่งของขงเบ้ง แล้วแบ่งกำลังห้าสายแรกเข้ารุกไล่โจมตีเป็นระลอกแรก พอกองทหารของโจโฉตกใจแตกตื่นวิ่งหนี กำลังระลอกแรกก็หยุดการโจมตีไว้ หลังจากนั้นกำลังอีกห้าสายก็รุกไล่ไปโจมตีเป็นระลอกที่สอง ครั้นกองทหารโจโฉแตกตื่นตกใจวิ่งหนีอีกครั้งหนึ่ง กำลังระลอกที่สองก็หยุดการโจมตีไว้ กำลังระลอกแรกก็รุกไล่โจมตีต่อไป

            ม้าเฉียวคุมทหารสิบสายสลับกันตามตีกองทหารของโจโฉทั้งวันทั้งคืน กองทหารของโจโฉจึงแตกหนีตลอดทั้งคืน จนสว่างแล้วก็ยังถูกไล่ตามตีตลอดทั้งวันไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน โจโฉเห็นทหารอ่อนล้าอิดโรยแต่ก็ไม่อาจปลงทัพให้ทหารพักผ่อนหรือตั้งหลักได้ จึงจำเป็นต้องพาทหารรุดหนีไปอย่างอ่อนล้าอิดโรยไร้เรี่ยวแรง

            โจโฉพาทหารหนีมาจนถึงเขตเมืองเกงเตียวปลายแดนเมืองหลวงพ้นจากการติดตามของทหารม้าเฉียวแล้ว จึงให้ปลงทัพพักทหารเพื่อพักผ่อนเอาแรง หลังจากนั้นอีกสองวันจึงเดินทางเข้าเมืองฮูโต๋ แล้วนอนซมรักษาแผลด้วยความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง

            เล่าปี่ยึดครองแคว้นฮันต๋งแล้วจัดระเบียบการปกครองให้ขึ้นต่อเมืองเสฉวน บำรุงน้ำใจขุนนางข้าราชการและราษฎรเมืองฮันต๋งจนเป็นปกติแล้ว จึงให้ปูนบำเหน็จแก่บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเป็นอันมาก

            ขงเบ้งได้เสนอแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้ดินแดนในภาคใต้ตลอดแดนเมืองเกงจิ๋วไปสุดภาคตะวันตกถึงเมืองเสฉวนเป็นผืนแผ่นเดียวกันกว้างใหญ่ไพศาล เหลือก็แต่เมืองซงหยงซึ่งเป็นหัวเมืองเอกยังคงขึ้นกับโจโฉ ดังนั้นเพื่อให้ดินแดนภาคใต้และภาคตะวันตกเป็นเอกภาพ จึงเสนอให้เล่าปี่แต่งกองทัพไปตีเมืองซงหยง

            ขงเบ้งได้เสนอว่า โจโฉแตกหนีไปครั้งนี้ผู้รักษาเมืองซงหยงคงรู้ข่าว แล้วหมดกำลังใจที่จะคิดอ่านรักษาเมือง ดังนั้นเพื่อมิให้เหนื่อยยากลำบากแก่ทหาร จึงให้เล่าฮอง เบ้งตัด และอองเป๋ง เคลื่อนกองทัพอย่างเอิกเกริก ประกอบด้วยธงทิวเป็นอันมาก ตีฆ้องกลองม้าล่อให้สนั่นหวั่นไหวตลอดเส้นทางการเดินทัพ ผู้รักษาเมืองซงหยงจะเกิดความครั่นคร้ามแล้วทิ้งเมืองซงหยงเสีย เราก็จะยึดเมืองซงหยงได้โดยง่าย

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงตั้งให้เล่าฮอง เบ้งตัด และอองเป๋งคุมทหารไปตีเมืองซงหยง กองทัพเมืองเสฉวนเคลื่อนพลรุกสู่เมืองซงหยงอย่างเอิกเกริก

            ความศึกทราบไปถึงซุนต่ำซึ่งโจโฉแต่งตั้งให้รักษาเมืองซงหยง ก็ตกใจเป็นอันมาก เพราะการที่โจโฉเสียทีในการศึกเมืองฮันต๋ง ต้องถอยทัพกลับเมืองหลวงแบบสิ้นรูปนั้น ได้ทำให้ซุนต่ำขวัญหนีดีฝ่อวิตกว่าจะทำประการใดจึงจะรักษาเมืองซงหยงเอาไว้ได้ เนื่องจากคาดหมายว่าอีกไม่ช้านานกองทัพเมืองเสฉวนหรือไม่ก็กองทัพจากเมืองเกงจิ๋วจะต้องยกมาตีเมืองซงหยงเป็นมั่นคง

            ดังนั้นพลันที่ได้รับทราบข่าวศึก ซุนต่ำก็คิดว่าไม่มีทางที่จะรักษาเมืองซงหยงเอาไว้ได้ จึงยอมอ่อนน้อมแก่เล่าปี่แต่โดยดี เล่าปี่ได้เมืองซงหยงโดยไม่ต้องรบแล้ว จัดระเบียบการปกครองให้ขึ้นต่อเมืองเสฉวน และตั้งแต่งขุนนางข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งตามหน้าที่เดิมทุกประการ จากนั้นจึงปูนบำเหน็จแม่ทัพนายกองที่มีความชอบอย่างทั่วหน้าถึงกัน

            เล่าปี่จัดระเบียบการปกครองแคว้นเสฉวนซึ่งบัดนี้มีอาณาเขตครอบคลุมตลอดภาคตะวันตกมาจนถึงภาคใต้ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี ตามระบอบการปกครองและกฎหมายซึ่งได้ทำการปฏิรูปใหม่ และได้ปรับปรุงพัฒนาบ้านเมือง อาชีพและความเป็นอยู่ของราษฎรจนอยู่เย็นเป็นสุขโดยถ้วนหน้ากัน

            ราษฎรทั้งปวงมีความเป็นปกติสุขก็มีความยินดี จึงเกิดกระแสเล่าขานเป็นมตินิกรชนสมานฉันท์ ดำริจะยกเล่าปี่ขึ้นเป็นเจ้า  ขุนนางข้าราชการพ่อค้าวาณิชและกลุ่มมวลชนต่าง ๆ จึงได้ตั้งผู้แทนเข้าไปหาขงเบ้ง แล้วเสนอให้ขงเบ้งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตั้งแต่งเล่าปี่ขึ้นเป็นเจ้า

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ปรารภเป็นทำนองเห็นด้วย แล้วรับจะเป็นผู้แทนของขุนนางข้าราชการทหารและราษฎรทั้งปวงไปว่ากล่าวกับเล่าปี่

            ขงเบ้งชวนหวดเจ้งพร้อมด้วยแม่ทัพนายกองและขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงเข้าไปหาเล่าปี่ที่ศาลาว่าราชการเมืองฮันต๋ง แจ้งความปรารถนาของปวงชนแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้โจโฉคิดอ่านกำเริบสถาปนาอิสริยยศขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชหรือวุยอ๋องแล้ว ทำให้ทั้งแผ่นดินนี้นอกจากฮ่องเต้พระองค์เดียวแล้ว ไม่มีผู้ใดมีอิสริยยศเสมอด้วยโจโฉผู้เป็นศัตรูราชสมบัติเลย หากเป็นเช่นนี้สืบไปแผ่นดินก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือของโจโฉ แม่ทัพนายกอง ขุนนางข้าราชการและราษฎรทั้งปวงจึงเห็นพร้อมกันว่า บัดนี้เล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นพระเจ้าอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ มีความชอบต่อแผ่นดิน รวบรวมแผ่นดินภาคตะวันตกและภาคใต้ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีเข้าเป็นปึกแผ่นแล้ว ควรที่จะได้รับสถาปนาให้มีอิสริยยศเสมอด้วยโจโฉ คือครองอิสริยยศที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาฮันต๋ง

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าแม่ทัพนายกองขุนนางข้าราชการและราษฎรเสนอให้เล่าปี่สถาปนาตนเองขึ้นเป็นเจ้า แต่ไม่ระบุลำดับตำแหน่งอิสริยยศ ในขณะที่สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า มีการเสนอให้เล่าปี่สถาปนาตนเองขึ้นเป็นอ๋องแห่งฮันต๋ง หรือฮันต๋งอ๋อง อันเป็นอิสริยยศชั้นอ๋องเสมอกับโจโฉซึ่งเป็นที่วุยอ๋อง ในขณะที่สามก๊กฉบับบริวิทย์เทเลอร์ได้ระบุว่าขงเบ้งเสนอให้เล่าปี่สถาปนาอิสริยยศเป็นที่เจ้าชายแห่งฮันต๋ง หรือ ปริ๊นซ์ออฟฮันต๋ง อันมีความหมายโดยนัยแห่งภาษาอังกฤษเทียบเท่ากับตำแหน่งมกุฎราชกุมาร แต่เพื่อความเข้าใจแบบไทย ๆ จึงขอเปรียบเทียบอิสริยยศของเล่าปี่ในระดับเดียวกับอิสริยยศที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเท่า ๆ กับโจโฉ ต่างกันก็แต่ตำแหน่งทางบริหารหรือการปกครอง ซึ่งโจโฉดำรงตำแหน่งเป็นมหาอุปราชอีกตำแหน่งหนึ่ง

            เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งที่เสนอในนามของผู้คนทั้งปวงก็ตกใจ จึงกล่าวขึ้นในท่ามกลางมหาสมาคมว่า “ท่านมากล่าวคำดังนี้ผิดนัก เราเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้จะมาทำดังนี้มิเป็นขบถต่อเจ้าแผ่นดินหรือ”

            ขงเบ้งก็แก้ว่า “หาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยบ้านเมืองทุกวันนี้เป็นจลาจล ต่างคนต่างก็แข็งเมือง เกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันเป็นอันมาก บัดนี้คนทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้ ตั้งใจจะเอาท่านเป็นที่พึ่ง แลท่านจะมาว่าดังนี้คนทั้งปวงจะมิเสียใจหรือ”

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ยังยืนคำปฏิเสธว่าหากแม้นคนทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้ ก็จงขวนขวายหาที่พึ่งอันสมควรเถิด ตัวเราไม่ปรารถนาที่จะได้ตำแหน่งอ๋องให้เป็นที่ครหาแก่คนทั้งปวงเลย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓